ดอกเสลาบานเช้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สวัสดีครับปลัด ผมซื้อถั่วต้มมาฝาก

ชื่อตอน : สวัสดีครับปลัด ผมซื้อถั่วต้มมาฝาก

คำค้น : นิยาย,ทหาร,ตำรวจ,หมอ,ปลัดอำเภอสาว,คนในเครื่องแบบ

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 344

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2560 15:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สวัสดีครับปลัด ผมซื้อถั่วต้มมาฝาก
แบบอักษร

ในแต่ละวันทางศูนดำรงธรรมมีเรื่องร้องเรียนกันมากมายจากชาวบ้านอย่างไม่ขาดสาย วันต่อมาร้อยเอก พชร รีบเข้ามารับเรื่องร้องทุกข์แต่เช้าตรู่

“สวัสดีครับคุณปลัด ผมซื้อถั้วต้มมาฝาก”

พชรทักทายด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะชูถุงถั่วต้มขึ้นมา

“ขอบคุณค่ะ”

บัวธิดาหยิบถั่วต้มที่บรรจุถุงพลาสติกจากมือของเขาและเอาไปวางรวมไว้กับถั่วต้มถุงใหญ่กว่าที่นายอำเภอซื้อมาแจกลูกน้องตั้งแต่ตอนเช้า

“สงสัยวันนี้ไม่ต้องกินข้าวกลางวันกันแล้วนะครับปลัด”

พนักงานผู้ช่วยหันมาแซว

“ไม่กินข้าว แล้วจะกินอะไรกันครับ”

พชรถามกลับแบบสงสัย บัวธิดาจึงรีบตอบกลับไป ทำท่าทีล้อเล่น

“ก็ถั่วต้มไงคะ”

เพราะพนักงานนั่งกินถั่วกันตั้งแต่เช้าเนื่องจากมีป้าแก่ๆ มานั่งขายอยู่หน้าอำเภอ กระทั่งอิ่มแล้วถั่วถุงเก่ายังไม่หมดนี่ได้ถุงใหม่มาอีก ทุกคนคงเบื่อถั่วต้มกันเต็มทนแต่ต้องรับไว้เพราะความเกรงใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว เดี๋ยวก็มีคนกินหมดจนได้”

น้ำเสียงพูดที่กลั้วหัวเราะออกมาบ่งบอกว่าหญิงสาวเป็นคนใจดี รอยยิ้มของเธอทำให้หัวใจของพชรไหววูบทุกครั้งที่ได้เห็น

“ครับ...แล้ววันนี้มีข้อร้องเรียนอะไรจากชาวบ้านบ้างครับ”

“เยอะแยะมากมายค่ะ ผู้กองดูเองก็แล้วกัน”

บัวธิดายื่นแฟ้มให้เขา

“ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นปัญหายาเสพติด”

เขาพูดเชิงบ่นในขณะที่ยังก้มหน้าก้มตาอ่านแฟ้มอย่างจริงจัง

“เดี๋ยวผมคงต้องไปแจ้งร้อยเวรก่อนแล้วค่อยดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน”

“ค่ะ”

จากนั้นเขาได้ส่งแฟ้มคืนให้ แต่เมื่อบัวธิดายื่นมือมารับ พชรกลับดึงแฟ้มนั้นไว้โดยไม่ปล่อยมือ เขาจ้องตาเธอราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

“ไปด้วยกันไหมครับ”

“แค่แจ้งความผู้กองไปคนเดียวก็ได้นี่คะ”

บัวธิดาดึงแฟ้มจากมือเขาอีกครั้ง คราวนี้พชรยอมปล่อยแต่โดยดีพร้อมกับรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม

“พอดีผมจะชวนปลัดไปวัดด้วยครับหลังจากที่แจ้งความเสร็จ”

“ก็ได้ค่ะ ว่าแต่ผู้กองจะไปวัดอะไรคะวัดถนนหรือวัดที่ให้ชาวบ้าน”

“ขอเป็นวัดใจปลัดได้ไหมล่ะ”

ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าแต่ยังส่งสายตาแพรวพราวให้ บัวธิดารู้สึกเหมือนตัวเองโดนแช่แข็งไว้ชั่วครู่

"ไม่น่าเล่นเลยนะครับ ปลัดโดนซะเอง"

พชรพูดพร้อมเสียงหัวเราะแต่ยังไม่ทำให้เธอรู้สึกเสียความมั่นใจไปมากกว่าการได้ยินเสียงพนักงานข้างหลังหัวเราะกันคิกคักจนบัวธิดาต้องตะวัดหางตาไปมองเพื่อให้ทุกคนสลดพชรทิ้งท้ายคำพูดไว้จนทำให้บัวธิดาหาทางออกไม่เป็นใบหน้าเธอนั้นแดงระเรื่ออย่างสังเกตเห็นได้ชัดเพราะความเขินชายหนุ่มไหนจะบรรดาลูกน้องและพนักงานบนอำเภอที่ชอบพูดกับเธอว่า พชรต้องการจะจีบเธอเขาจึงเทียวมาดูรายงานการร้องทุกข์ด้วยตัวเองทุกวัน ทั้งที่จริงเขาสามารถใช้ลูกน้องมาแทนก็ได้และหลังจากที่แจ้งความเสร็จก็เป็นช่วงเวลาเที่ยงพอดีทั้งสองคนจึงแวะรับประทานอาหารที่ร้านประจำกันก่อนที่จะเข้าไปในวัดเพื่อคุยเรื่องโครงการหมู่บ้านรักษาศีล

“กระเพราไก่ใส่ใจ 1 จาน แล้วก็โค้กหวานๆ 1 ที่จ้าน้องวัลลีจ๋า”

เสียงแจ้วๆ ของหมู่สนธยาที่มีศิลปะในการสั่งอาหารไม่เหมือนใคร

“แหม่ไอ้นี่ เดี๋ยวจ่าจะอัดเสียงใส่โทรศัพท์ส่งไปให้เมียเอ็งฟัง”

จ่ายุทธนารู้สึกหมั่นไส้ในคารมของสนธยาเต็มทนจึงใช้เมียมาเป็นข้ออ้างเพราะเขารู้ดีกว่าสนธยานั้นกลัวเมียขนาดไหน

“โห...จ่ายุทธผมก็แค่หยอกน้องเขาเล่นๆ ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย”

สนธยาทำเสียงอ่อน

“ได้จ้าพี่สนธยาจ๋า ว่าแต่จะเอาไก่เป็นหรือไก่ตายจ๊ะ”

แทนที่วัลลีหลานสาวของป้าช่อจะถือกระดาษปากกามาจดรายการอาหาร แต่เปล่าเลยเธอกลับถือมีดปังตอสับหมูเดินมาหาที่โต๊ะแทน

“โอ๊ย...ใจเย็นๆ จ้าพี่ล้อเล่น น้องวัลลีสะดวกแบบไหนก็เอาแบบนั้นมาเลยจ้า”

สนทยาทำเสียงสั่น จ่ายุทธนาที่นั่งอยู่ด้วยก็เกิดอาการเสียวไส้ขึ้นมาเช่นกัน

“แล้วจ่าล่ะจะสั่งอะไร”

วัลลีเริ่มทำเสียงแข็ง และห้วนขึ้น

“มีผัดพริกแกงปลาดุกไหมครับ”

“มี”

“งั้นพี่ขอผัดพริกแกงปลาช้อนครับ”

“เอ้า แล้วจะถามปลาดุกน้องเขาเพื่ออะไรครับจ่า”

“พอดีคิดถึงปลาดุกก็เลยถามหาเฉยๆ”

สนธยาถามกลับทำท่าทีเข้าข้างวัลลีเพราะเห็นว่าสีหน้าของหญิงสาวตรงหน้าชักจะเริ่มไม่รับแขกเอาเสียแล้ว แต่ที่ไหนได้ เมื่อรถยนต์สี่ประตูของพชรขับมาเทียบชายคาของร้านเพียงเท่านั้นสีหน้าของวัลลีก็เปลี่ยนไปโดยฉับพลัน

“ผู้กองพชร”

เมื่อวัลลีหันไปเห็นพชรกำลังเดินลงจากรถเธอก็แผดเสียงเรียก พร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่พอเห็นบัวธิดาเดินตามลงมารอยยิ้มนั้นก็หุบลงอย่างกะทันหัน

“แหม พอเห็นผู้กองทำเสียงอ่อนเสียงหวาน”

สนธยาพูดลอยๆ ขึ้นมา หลักจากที่วัลลีเดินไปส่งรายการอาหารให้ป้าช่อที่กำลังโขลกพริกแกงโครมๆ อยู่ในครัว จากนั้นเธอก็รีบวิ่งมารับรายการอาหารใหม่

“สวัสดีครับผู้กอง คุณปลัด เชิญนั่งด้วยกันครับ”

ทั้งจ่ายงยุทธและหมู่สนธยารีบลุกขึ้นจัดแจงเก้าอี้แก้วน้ำให้กับทั้งสองอย่างขมีขหมัน

“เป็นไงบ้างจ่าวันนี้งานที่ให้ทำเรียบร้อยดีไหม”

เมื่อก้นหย่อนลงบนเก้าอี้ไม้สีซีดที่มีพนักพิง พชรก็เอ่ยถามถึงเรื่องงานในทันที

“เรียบร้อยทุกอย่างครับ ผมส่งรายงานไปที่หน่วยครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่องเลยครับ”

ยงยุทธรีบรายงานทันใด ในขณะที่สนธยาจัดแจงเสริฟน้ำท่าให้ทั้งสองอย่างรู้งาน

“ดีมาก”

พชรเอ่ยคำชม

“ผู้กองจะรับอะไรดีคะ”

วัลลีเดินเข้ามาพร้อมสมุดปากกาเตรียมจนรายการอาหารด้วยน้ำเสียงและท่าทางกระมิดกระเมี้ยนหญิงสาววัยขบเผาะเจ้าเนื้อหน่อยๆเธอเป็นคนเจ้าสำอางแต่งตัวด้วยความมาดมั่นชอบใส่กางเกงยีนขาสั้นโชว์ขาอ่อนถึงแม้ว่าใครจะทักว่าอยากขอยืมขาเธอไปทำโต๊ะสนุกส์ก็ไม่เคยแคร์สีปากต้องแดงด้วยทินท์ลิปติกที่เป็นน้ำเหมือนอุทัยทิพย์อยู่ตลอดเวลาถึงจะดูเป็นคนฝีปากกล้าแต่ก็ใช่ว่าจะลุ่มล่ามกับทุกคนก็เห็นจะมีแต่กับพชรคนเดียวที่ดูแล้วจะเข้าตาทำให้เธอขวยเขินและเนื้อเต้นทุกครั้งยามที่ได้เจอ

“ปลัดทานอะไรดีครับ ผมเอาเหมือนปลัดเลยละกันจะได้ไวๆ”

พชรโน้มตัวไปถามบัวธิดาที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน

“ผู้กองแน่ใจนะคะ”

หญิงสาวถามเขาอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าจะสั่งเหมือนกันจริงๆ

“งั้นขอผัดกระเพรากบราดข้าวละกัน”

พชรกำลังดื่มน้ำ ที่สนธยาเสริฟให้สักครู่ถึงกับสำลักในทันที

“เอ่อ...เดี๋ยวๆ ผมว่าผมเปลี่ยนใจไม่เอาตามปลัดดีกว่า”

“แล้วผู้กองจะรับอะไรดีคะ”

วัลลีถามเขาอีกครั้ง

“ขอข้าวไข่เจียว ใส่พริกแกวซอยกับใบโหระพามาด้วยนะครับ”

“ได้ค่ะผู้กอง”

วัลลีเสียงอ่อนเสียงหวาน ให้พชร อย่างออกนอกหน้า จนสนธยาทนไม่ไหวจึงหันไปนินทาให้ยงยุทธที่นั่งอยูข้างๆ กันฟัง

“ทีพูดกับผู้กองละเสียงอ่อนเสียงหวาน ทีกับเราละจะเอาอีโต้ฟันหัว แบบนี้มันสองมาตรฐานชัดๆ”

หลังจากที่กำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่นั้นสนธยาเกิดความรู้สึกวังเวงเงียบเหงาเพราะต่างคนต่างก้มหน้ารับประทานไม่มีใครพูดจากันเลยเขาจึงนึกสนุกอยากสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น บังเอิญหันไปเห็นขวดโคคาโคลาที่สั่งมาดื่ม เขาจึงเกิดคำถามขึ้นมา จึงหันไปถามยงยุทธว่า

“จ่ารู้ไหมครับว่าทำไม Coca-Cola ถึงต้องใช้ซีตัวใหญ่”

“โว๊ะคำถามง่ายๆ นี่สมัยจ่าอยู่ประถมภาษาอังกฤษเกรดสี่ตลอดนะจะบอกให้”

“จริงหรอครับ เอางี้ถ้าจ่าตอบถูกมื้อนี้ผมเลี้ยง”

“ได้...สาเหตุที่ใช้ซีตัวใหญ่เพราะมันเป็นตัวแรกของคำไง”

“ผิดครับ”

“ผิดได้ไงวะเอ็งอย่ามั่วจ่ารู้จ่าเรียนมา”

“ไม่ใช่ครับผิดครับจ่ายอมผมป่าว เอ...หรือว่าผู้กองกับปลัดจะรู้ รู้ไหมครับ”

ทุกคนส่ายศีรษะกันหมด เขาจึงยอมเฉลย

“งั้นผมเฉลย...สาเหตุที่เป็นซีตัวใหญ่เพราะว่าถ้าเป็นตัวเล็กมันจะกลายเป็นปลาทูน่า”

“ยังไงวะไอ้สน”

“อ้าว....ก็ซีเล็กทูน่าไงครับจ่า”

“ถุย! ไอ้นี่ แหม่...เล่นมุกไม่เกรงใจผู้กองกับปลัดบ้างเลย”

“สรุปมื้อนี้จ่ายงยุทธจ่าย”

“เฮ้ย...จ่ายังไม่ได้บอกเลยว่าจะเลี้ยงไอ้นี่หาเรื่องกินฟรีตลอด

ยงยุทธแสร้งทำเป็นขึ้นเสียงข่ม

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าอิ่มกันแล้วก็กลับกันไปก่อนได้ ตรงนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง”

ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างเจ้าเล่ห์หลังจากนั้นยงยุทธจึงเป็นตัวแทนกล่าวคำขอบคุณและขอตัวไปทำงานต่อ

“ขอบคุณครับผู้กอง งั้นผมสองคนขอตัวก่อน พอดีช่วงบ่าย ต้องไปตรวจร้านซ่อมรถครับ ได้ข่าวว่าช่วงนี้เด็กแว้น ชอบมามั่วสุมแต่งรถกัน บ่อยๆ”

เมื่อทั้งสองคนลุกออกจากโต๊ะไป พชรก็พ่นเสียงหัวเราะออกมาทันที

“ผู้กองหัวเราะอะไรคะ”

“ก็หัวเราะลูกน้องผมสิ ไอ้สองคนนี้มันเจ้าเล่ห์จริงๆ คิดว่าผมรู้ไม่ทัน”

บัวธิดาทำท่างง เขาจึงอธิบายต่อ

“เรื่องทายคำถามเมื่อกี้จริงๆแล้วมันสองคนสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อจะให้ผมจ่ายเงินค่าข้าวให้โถ่คิดว่าผมรู้ไม่ทันล่ะสิ”

“ทั้งลูกน้องและหัวหน้า เจ้าเล่ห์ไม่แพ้กันเลยนะคะ”

“ใช่ครับ เอ๊ย...ผมไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์นะครับ สาบานได้”

พชรแก้ตัวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“หรอคะ”

ทั้งสองคุยกันไปก็ยิ้มกริ่มกันอย่างมีความสุขโดยไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่ามีใครคอยแอบมองและอิจฉาตาร้อนอยู่ใกล้ๆ

“ไม่ได้หวังจะครอบครอง แค่ได้แอบมองก็สุขใจ”

คือข้อความของวัลลีที่พิมพ์ลงในเฟสบุ๊ค ด้วยความผิดหวัง

“วัลลี”

“วัลลีเอ๊ย”

“นังวัลลี”

“โอ๊ยได้ยินแล้วป้า จะตะโกนทำไมหนวกหู”

“ลูกค้าเรียกเก็บเงิน ให้มาช่วยขายของก็เอาแต่นั่งเล่นโทรศัพท์”

ป้าช่อบ่นหลายสาวเสียงเอ็ดแข่งกับเสียงมีดปังตอที่กำลังสับเนื้อหมูอยู่บนเขียงเกือบจะละเอียดดีแล้ว หลังจากรับประทานอาหารมื้อกลางวันเสร็จ ทั้งสองรีบมุ่งหน้าไปยังวัดไร่ใหญ่ จากนั้นก็เดินขึ้นกุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นเรือนไม้มีใต้ถุนขนาดกะทัดรัด ข้างบนเป็นชานโล่งกว้างปรอดโปร่งเพื่อไว้รองรับญาติโยมที่ขึ้นมาทำบุญ เมื่อขึ้นมาถึงกุฏิติก็มีลมพัดเอื่อยๆ พอให้เย็นสบาย จึงไม่ต้องพึ่งพาพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศแต่อย่างใด แต่เมื่อขึ้นมาแล้วข้างบนกลับไร้ผู้คน มีแต่ความเงียบสงบที่คอยต้อนรับผู้มาเยือนเพียงเท่านั้น

“ดูเงียบจังเลยนะคะ”

บัวธิดาหันมาคุยกับพชร

“คิดว่าเด็กวัดน่าจะอยู่แถวนี้”

พชรพูดพรางก็กวาดสายตาหาเด็กวัดไปด้วย

“สวัสดีครับ มาหาหลวงตาหรอ”

เบิร์ดเด็กวัดที่คอยรับใช้หลวงตาเดินออกมาต้อนรับทั้งสองด้วยความอ่อนน้อม

“ใช่จ้า...แล้วหลวงตาอยู่ไหม”

บัวธิดาเอ่ยถาม

“อยู่ครับแต่ตอนนี้ยังไม่ว่าง กำลังไลฟ์สดอยู่”

“อ๋อ ไม่เป็นจ้าพี่สองคนรอได้”

“ไลฟ์สดหรอ”

พชรหันมาถามบัวธิดาอย่าง งงๆ

“ใช่ นี่คุณไม่รู้หรอ ว่าหลวงตามา เป็นเน็ตไอดอลเรื่องการเทศนาผ่านไลฟ์สดทางเฟสบุ๊ค”

“อ๋อ หรอ หลวงตาไม่ธรรมดาเลยนะครับ”

พชรถึงกับแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าหลวงตาที่มีอายุถึงเจ็ดสิบกว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แบบนี้ได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะการสร้างโปรไฟล์บนเฟสบุ๊คของวัดไร่ใหญ่นั้นได้มีลูกศิษย์ของหลวงตามาเป็นผู้ดูแลให้ ส่วนเวลาที่หลวงตาต้องการจะไลฟ์สดหรือโพสข้อความธรรมะต่างๆ ก็ได้เบิร์ด ลูกวัดผู้รับใช้ใกล้ชิดคอยดูแลทำให้

“เจริญพรโยมทั้งสอง”

หลวงตามาเดินมานั่งที่อาสนะซึ่งเบื้องหลังเป็นโต๊ะหมู่บูชาขนาดย่อมพชรและบัวธิดาเปลี่ยนท่านั่งและกราบลงด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์ อย่างถูกต้องตามหลักศาสนาพุทธ

“มาทั้งปลัดอำเภอและหัวหน้าชุดปฏิบัติการมวลชนขนาดนี้มีอะไรให้อาตมารับใช้รึ”

“มิได้ครับหลวงตา ที่พวกเรามาในวันนี้เพราะผมจะมาคุยรายละเอียดคร่าวๆ เกี่ยวกับการจัดสถานที่ และเตรียมความพร้อม ก่อนถึงวันจัดกิจกรรมรักษาศีลของหมู่บ้านเราครับ”

“จะเอาอย่างไรก็ว่ากันไป ปลัดก็ไปปรึกษาหาลือกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เรียบร้อย อย่าให้เขาตำหนิเอาได้ว่าจัดการอะไรกันไปแล้วรู้กันไม่ทั่วถึง”

“ค่ะหลวงตา”

“จงจำไว้ว่า นานาจิตตัง ต่างคนต่างความคิด เราเป็นผู้ดูแลปกครองชุมชน จะทำอะไรก็ให้นึกถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ถ้าคิดดี คิดถูกต้องเห็นว่าสมควรแล้วก็จัดแจงกันไปเถอะ อาตมาก็ได้แต่สนับสนุนสถานที่ อุปกรณ์ข้าวของเครื่องต่างๆ เท่าที่ในวัดจะมี ก็จัดหาใช้สอยกันไปตามที่ต้องการ”

“ตรงนั้นไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะหลวงตา”

“ปัญหาหลักของเราในตอนนี้คือ จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมาร่วมงานบุญในครั้งนี้ให้ได้เยอะๆครับ”

เมื่อพชรพูดปัญหาขึ้นมาแบบนี้จึงทำให้หลวงตามาเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง

“อาตมาเข้าใจแล้ว”

“แบบนี้ไงครับพวกเราจึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากหลวงตา เพราะว่าหลวงตามีแฟนคลับเยอะ”

หลวงตามาหัวเราะชอบใจ เมื่อได้ยินพชรพูดเช่นนั้น

“อย่าเรียกว่าแฟนคงแฟนคลับเลย อาตมาไม่ใช่ดารา เขาเรียกว่าลูกศิษย์ลูกหามาติดตาม ตอนนี้ยอดคนกดถูกใจก็มีประมาณสี่หมื่นกว่าเอง”

“โอ้โห สีหมื่นกว่าเองหรอคะหนูว่านั่นน่ะเยอะพอสมควร”

“แล้วก็ไม่บอกกันตั้งแต่แรก ได้สิ อาตมาจะช่วยไลฟ์สดประชาสัมพันธ์เชื้อเชิญให้ชาวบ้านมาร่วมงานบุญกันให้เยอะๆ”

“นั่นแหล่ะค่ะที่พวกเราต้องการ ขอบคุณหลวงตามากนะคะ”

หลังจากอธิบายทุกอย่างเป็นอันเข้าใจ ทั้งสองจึงกราบลาหลวงพ่ออย่างนอบน้อม


ความคิดเห็น