ดอกเสลาบานเช้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตรวจสอบความโป่งใส

ชื่อตอน : ตรวจสอบความโป่งใส

คำค้น : นิยาย,ทหาร,ตำรวจ,หมอ,ปลัดอำเภอสาว,คนในเครื่องแบบ

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 472

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2563 10:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตรวจสอบความโป่งใส
แบบอักษร

 

บรรยากาศภายในโรงเรียนมัธยมบ้านไร่ใหญ่วิทยาคม ครึกครื้นและอบอวนไปด้วยความสนุกสนานของหนุ่มสาววัยใสที่กำลังเริ่มผลิบาน บ้างก็เดินกอดคอคุยกันเข้าโรงเรียน บ้างก็เตะฟุตบอลกันบนทางเดิน ทำให้นักเรียนหญิงที่เดินๆ อยู่รู้สึกรำคาญเธอจึงเตะฟุตบอลลูกนั้นข้ามศีรษะนักเรียนหญิงใส่แว่นหนาเตอะที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะหินอ่อน จนเลยเข้าพงหญ้าไป นางหันกลับมามองตาขวางให้นักเรียนชายกลุ่มนั้นสลด แล้วก็ได้ผลตามนั้น 

“มาแล้วหรอไอ้นัด กูนัดเจ็ดโมงแม่งถ่อมาจวนจะแปดโมงอยู่แล้วเดี๋ยวก็ส่งการบ้านไม่ทันกันพอดี” 

เฉลิมชาติมองนาฬิกาข้อมือในขณะพูดกับณัฐกิตติ์ ด้วยน้ำเสียงของความระอาเพื่อนเต็มทน 

“กูถ่อมาทันลอกการบ้านมึงได้ก็นับว่าบุญหัวเท่าไหร่แล้ว” 

ณัฐกิตติ์ไม่พูดเปล่าแต่มือยังดึงการบ้านวิชาคณิตศาสตร์จากมือของเฉลิมชาติมานั่งลอกอย่างหน้าตาเฉย 

“เชิญมึงลอกไปตามสบายเลยนะแล้วเอาไปส่งให้ด้วย วันนี้เป็นเวรกูเชิญธงชาติ ต้องรีบไป” 

ณัฐกิตติ์ผงกศรีษะให้ ด้วยมือนั้นกำปากกาจดการบ้านเป็นพัลวัน 

“นัดไม่มาเข้าแถวหรอเฉลิม” 

เมยานีคู่เชิญธงชาติหันมาถามเฉลิมชาติในขณะที่มือนั้นกำลังกำเชือกเพื่อรอธงขึ้นสู่ยอดเสา 

“มันนั่งลอกการบ้านอยู่หลังโรงเรียนคงมาไม่ทัน” 

สีหน้าหญิงสาวแสดงออกถึงความกังวลในทันที 

จากนั้นหลังเลิกเรียนณัฐกิตติ์จึงถูกอาจารย์ประจำชั้นสั่งทำโทษด้วยการทำความสะอาดห้องเรียนเพียงคนเดียว เป็นการยกผลประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ ที่เป็นเจ้าของเวรทำความสะอาดในวันนี้ 

“ถูกทำโทษเกือบทุกวันไม่เบื่อบ้างหรือไง” 

“เมเบื่อหรอ ที่ต้องนั่งรอนัดแบบนี้บ่อยๆ” 

“ไม่หรอกชินแล้ว” 

“ขนาดเมยังไม่เบื่อเลยแล้วนัดจะเบื่อได้ไง” 

พูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้นมายักคิ้วหลิ่วตาให้ในขณะที่สองมือนั้นกำลังไล่ถูกพื้นตามซอกโต๊ะต่างๆ อย่างแข็งขัน เนื่องจากโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนระดับอำเภอที่เก่าแก่โครงสร้างยังคงเป็นไม้อยู่ เขาถูกพื้นกระดานจนเป็นมันวาว ในขณะที่เมยานีนั่งไขว่ห้างเล่นโทรศัพท์ที่เก้าอี้เพื่อรอเขากลับบ้านพร้อมกัน 

“รออีกเดี๋ยวนะเม เหลือทำความสะอาดกระดานดำอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว” 

“เมช่วยดีกว่าจะได้เสร็จเร็วๆ” 

พูดจบเธอจึงลุกจากเก้าอี้ไปทำความสะอาดกระดานดำในทันที ทั้งสองใช้เวลาทำความสะอาดกันอยู่พักใหญ่ จวบจนตะวันกำลังคล้อยหลบไปอิงแอบอยู่หลังเขา บรรยากาศเอื้ออำนวยให้ท้องฟ้าทอประกายเป็นสีทองกระทบกับยอดข้าวในทุ่งนาสองข้างทางเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา บนท้องฟ้ายังเต็มไปด้วย เงานกสีดำเป็นขโยงบินโฉบไปมาผ่านยอดตาล จักรยานคันย่อมของหนุ่มสาวคู่หนึ่งปั่นไปบนทางคอนกรีตที่แตกระแหง มีกลิ่นอายของฟางข้าวจางๆ แฝงมากับลมที่พัดไหวๆ หนุ่มสาวสองคนพูดคุยกันไประหว่างทาง 

“อีกเทอมกว่าๆ ก็จะจบ ม.6 แล้วนัดคิดไว้หรือยังว่าจะเรียนต่อที่ไหน” 

“อืม..." ณัฐกิตติ์ตอบสั้นๆ แล้วเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ 

"แล้วเมล่ะเตรียมตัวสอบเข้าคณะสัตวแพทย์ไปถึงไหนแล้ว” 

“ช่วงนี้ต้องเข้าไปเรียนกวดวิชาในเมืองทุกวันเสาร์ และตอนเย็นหลังเลิกเรียนพี่บัวจะคอยติวให้ที่บ้าน” 

“ทุ่มเทซะขนาดนี้สอบติดชัวร์” 

“แต่มันทำให้เราไม่ค่อยมีเวลาให้กัน” 

“ไม่จริงหรอก เราอยู่ในโรงเรียนด้วยกันทั้งวัน แถมตอนเย็นก็ได้กลับบ้านพร้อมกันอีก เนี่ยนัดมีเวลาอยู่กับเมมากกว่าอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านอีกนะ” 

เมื่อชายหนุ่มพูดจบ มือซ้ายที่จับแฮนจักรยานอยู่ก็ละลงมาคว้ามือของหญิงสาวข้างหนึ่งไปโอบไว้ที่เอวของเขา ที่แข็งแกร่งด้วยกล้ามเนื้อของชายวัยที่กำลังเป็นหนุ่มกลั่นมันเต็มตัว หนุ่มสาวบนรถจักรยานคันสีแดงหม่น อมยิ้มด้วยดวงหน้าที่ชื่นบาน ราวกับจะเปลี่ยนบรรยากาศจากสีทองอร่ามที่เบื้องหน้าให้เป็นสีชมพูไปเสียอย่างนั้น 

“มองอะไรหรอครับผู้กอง” 

“ดูเด็กคู่นั้นสิ โมเม้นแบบนี้หายากในกรุงเทพ” 

“ชีวิตเด็กบ้านนอกมันแตกต่างกับเด็กในเมืองอยู่แล้วครับ แหม่เห็นแบบนี้แล้วทำให้ผมคิดถึงสมัยยังเป็นเด็กนักเรียนขาสั้นอยู่ที่บ้านนอก” 

“เป็นแบบนี้เลยหรอ” พชรถามกลับ 

“ป่าวครับ ถ้าไม่อยู่หลังหลังกองฟางก็กระท่อมปลายนาโน้น”  

“ไปติวหนังสือกันหรอ” 

ผู้กองพชรพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อ 

“แหมผู้กองครับ” 

จ่ายงยุทธพลขับคิดว่าพชรไม่รู้จริงๆ เขาเสแสร้ง มีหรือที่พูดถึงขนาดนี้แล้วผู้ชายจะคิดไม่ทัน 

“ไวไฟนะจ่ายงยุทธ” 

เขาพูดพร้อมกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ 

“ไม่อย่างนั้นผมจะมีเมียสองลูกสี่มาจนถึงทุกวันนี้หรอครับ” 

“ใจเร็วด่วนได้ถึงลำบากมาจนถึงทุกวันนี้ไงล่ะ” 

ที่ผู้กองพชรว่าที่จ่ายงยุทธลำบากถึงทุกวันนี้ก็เพราะเงินเดือนของเขาแทบไม่เหลือเพราะต้องส่งเสียลูกๆ ทั้งสี่คนทุกเดือน ไหนจะลูกของภรรยาเก่าที่เลิกกันไปแล้ว และลูกกับภรรยาใหม่อีก ชีวิตเขามันดูยุ่งเหยิง พัลวันแต่ละเดือนก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง  ทั้งสองคนนั่งคุยกันมาบนรถกระบะสี่ประตูขับผ่านเด็กวัยรุ่นสองคนนั้นไป ร้อยเอกพชร อินทรสินธุ์ หัวหน้าชุดประสานงานมวลชนสัมพันธ์ซึ่งเป็นภารกิจของทหารอย่างหนึ่งที่ต้องเข้ามาสร้างความรู้ความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนต่างๆ เขาได้นั่งรถมากับพลขับชื่อจ่าสิบเอกยงยุทธ สถาพร ในขณะที่กำลังออกตรวจพื้นที่ ภาพตรงหน้าพาให้เขาย้อนความทรงจำกลับไปยังวัยเด็กทั้งสองจึงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน 

จักรยานสีแดงหม่นหรือลักษณะที่คนทั่วไปใช้เรียกว่าจักรยานแม่บ้าน ณัฐกิตติ์ได้จอดส่งเมยานีจนถึงหน้าประตูบ้าน แต่เท่าที่ดูมันเงียบเชียบผิดปกติ 

“พ่อแม่ไม่อยู่หรอเมทำไมบ้านเงียบจัง” 

“นั่นสิ” 

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากระโปรงนักเรียนดังขึ้น เมยานีจึงรีบรับสายในทันที 

“ได้ๆ พี่บัวเดี๋ยวเมรีบไปเดี๋ยวนี้” 

“มีอะไรหรอเม” 

“นัดรีบไปที่ศูนย์ดำรงธรรมด่วนเลย พ่อแม่นัด กับพ่อแม่เม อยู่ที่นั่น” 

“งั้นคงต้องเป็นรถมอเตอร์ไซค์จะได้เร็วขึ้น” 

จากนั้นณัฐกิตติ์จึงทิ้งรถจักรยานไว้ที่บ้านเมยานีและขี่มอเตอร์ไซค์เกียร์ออโต้ของเธอมาแทน 

“คุณปลัดต้องให้ความยุติธรรมกับฉันนะ อย่าคิดว่าเป็นญาติกันแล้วจะมาเข้าข้างกันได้ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด” 

“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะน้าลี คือว่าบัวได้เพียงแค่จดบันทึกเรื่องร้องทุกข์ของคุณน้าไว้เท่านั้น บัวไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครถูกใครผิด 

“พ่อแม่ มีเรื่องอะไรกันครับ” 

ณัฐกิตติ์และเมยานีวิ่งกันขึ้นมาที่ศูนย์ดำรงธรรมอย่างกระหืดกระหอบ 

“ไอ้นัดมาก็ดีแล้ว เอ็งรีบถ่ายคลิปเอาไปลงโซเซียลเลยหรือจะไลฟ์สดก็ได้ ว่าเจ้าของลานมันในหมู่บ้านเรามันกดราคามันสำปะหลังของเรา  ดูซิจนพวกเราจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว” 

“ก็ฉันบอกแล้วไงว่ามันของเอ็งสองคนคุณภาพมันไม่ถึง ฉันให้เท่านี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว” 

“แม่ไปกดราคามันเขาจริงๆ หรอ” 

“เม ลูกไม่รู้เรื่องอะไรเงียบไปเลย นี่เด็กสองคนนี้ไม่เกี่ยวกลับบ้านไปก่อน ผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน” 

“ก็เพราะว่าแม่มาโวยวายกันนี่ไงพี่บัวเลยต้องโทรตามเมกับนัดให้มาช่วย” 

เมยานีเริ่มทำเสียงแข็งใส่ผู้เป็นแม่ก่อนจะหันมาถามพี่สาวของเธอ 

“เรื่องนี้เขามีวิธีตรวจสอบกันตามระบบ ใช่ไหมพี่บัว” 

“วันนี้มันหมดเวลางานแล้ว ต้องรอพรุ่งนี้พี่จะแจ้งให้ ชุดประสานงานมวลชนเข้าไปตรวจสอบ” 

“เห็นไหมแม่ แล้วแม่จะมาโวยวายให้มันได้อะไรขึ้นมา พี่บัวก็ได้แต่รับเรื่องร้องทุกข์ไว้เท่านั้น จะมาตัดสินให้ไม่ได้หรอกว่าใครถูกใครผิด” 

“แต่มันของเราก็.....” 

“ไอ้นัดเอ็งเงียบไปเลย” 

ณัฐกิตติ์รู้ดีว่ามันสำปะหลังชุดนี้มันเป็นโรค คุณภาพมันต่ำจริงอย่างที่เขาว่า แต่แล้วก็ถูกแม่ของเขาเบรกไว้ไม่ให้พูดอะไรต่อ 

“ว่าไงเจ้านัดเอ็งเป็นคนไถไร่มันสำปะหลังเอ็งต้องรู้ว่าคุณภาพมันของเอ็งมันเป็นยังไง” 

“เรากลับบ้านก่อนเถอะนะพ่อแม่” 

ณัฐกิตติ์พยายามดึงแม่ของตัวเองกลับบ้านผู้ซึ่งเป็นต้นเหตุของการจุดชนวนในครั้งนี้  ขณะที่พ่อของเขานั้นเหมือนจะแค่ตามมาคุ้มครองเพราะไม่ได้มีปากเสียงหรือความคิดเห็นอะไรเลยไม่ต่างกับพ่อของเมยานีเช่นกันเมื่อณัฐกิตติ์ส่งสัญญาณที่ดูเหมือนจะเสียเปรียบแม่ของเขาจึงยอมถอยทับกลับไปแต่โดยดี 

“เฮ้อ...” บัวธิดา ปลัดอำเภอสาวนั่งกุมขมับพร้อมกับพ่นลมร้อนออกมาอย่างแรง 

“กลับบ้านกันเถอะพี่บัว มืดแล้ว” 

“ยายลีนี่มันร้ายจริงๆ เลยนะพ่อ หาว่าเราไปกดราคามันสำปะหลัง ทั้งๆ ที่มันของตัวเองไม่มีคุณภาพ” 

“ก็เป็นเพราะว่าแม่จำเนียรไปต่อล้อต่อเถียงกับเขามันถึงได้บานปลาย ถ้าเราแสดงความบริสุทธิ์ใจตั้งแต่แรกเรื่องมันก็จะไม่วุ่นวายแบบนี้” 

“ไปๆ พ่อแม่ กลับกันได้แล้ว อย่ามาเถียงกันอีกเลยแค่นี้พี่บัวก็เหนื่อยจะแย่แล้ว” 

“ไปเจอกันที่บ้านนะพี่บัว” 

เมยานีหันมาบอกปลัดสาว ก่อนที่จะเดินตามพ่อแม่กลับไป 

วันรุ่งขั้น ที่ศูนย์ดำรงธรรมในตัวอำเภอ ทุกวันจะดูขวักไขว่และวุ่นวายโดยเฉพาะช่วงเช้า เพราะจะเต็มไปด้วยชาวบ้านที่มาร้องทุกข์กันอย่างเนืองแน่น 

“เฮ้อ...ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรกอีก” 

ปลัดสาวนั่งกุมขมับและพ่นลมหายใจอีกตามเคย หลังจากที่มีผู้มาร้องทุกข์เกี่ยวกับเจ้าหนี้เก็บเงินกู้โหด 

“วัวควายของใครหายอีกหรอครับคุณปลัด” 

“ผู้กอง พะ-ชอน มาเงียบๆ ตกใจหมด” 

“ผมชื่อพด-ชะ-ระ ครับไม่ใช่ พะ-ชอน เมื่อไหร่จะเรียกถูกสักที” 

พชรชื่อที่ติดอยู่บนหน้าอกชุดฝึกลายพรางของผู้กองทหารบกหนุ่มหล่อไฟแรงซึ่งเขารับหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดประสานงานมวลชน ที่ประจำอยู่ที่บ้านไร่ใหญ่ซึ่งใครต่อใครก็ชอบเรียกชื่อของเขาว่า พะ-ชอน 

“เอาไปเลยค่ะ รายงานร้องทุกข์ของคุณ ฉันนั่งทำทั้งคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน” 

“ถึงว่าสิ...ปลัดเลยพกหมีแพนด้ามาทำงานด้วย” 

“แหม่...แต่เช้าเลยนะคะผู้กอง” 

หญิงสาวทำตาขวางใส่เพราะเอือมระอากับมุกเสี่ยวของเขาเต็มทน ในขณะเดียวกันเขาก็ยื่นมือไปรับแฟ้มที่บัวธิดายื่นให้มาเปิดอ่าน 

“ขอบคุณครับ..เออ....ลืมเลยผมซื้อโอเลี้ยงมาฝาก แต่อากาศข้างนอกมันร้อนอาจจะมีละลายไปบ้าง” 

“ขอบคุณค่ะแต่ฉันไม่ทานโอเลี้ยง” 

“อ้าว แต่มาที่นี่ทีไรผมก็เห็นปลัดทานอยู่เป็นประจำทำไมถึงบอกว่าไม่ชอบเสียล่ะ” 

“โอ๊ย...นั่นมันกาแฟอเมริกาโนค่ะ ไม่ใช่โอเลี้ยง” 

“อ่าวนี่ผมเข้าใจผิดมาตลอดเลยหรอแย่จัง ” 

อารมณ์ขันของพชรทำให้ปลัดบัวธิดายิ้มได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งจะอยู่ในสภาวะตึงเครียดก็ตาม 

“มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า เรื่องนี้สดๆ ร้อนๆเลย ชุดประสานงานมวลชนของผู้กองต้องเร่งไปตรวจสอบ” 

เมื่อพชรเปิดอ่านแฟ้มรองทุกข์เขาก็มีท่าทางสงสัยขึ้นมาทันที 

“กดราคามันสำปะหลัง” 

“ใช่ค่ะ ช่วยไปตรวจสอบให้เรื่องคลี่คลายด้วยนะคะ” 

“ได้ครับ” 

จากนั้นเขาก็ทำแววตากลุ้มกรุ่มให้กับบัวธิดาก่อนจะพูดต่อ 

“ แล้ว...เรื่องของเราล่ะ เมื่อไหร่จะคลี่คลาย” 

“เรื่องอะไรคะ” 

รอยยิ้มจางๆผสมออกมาพร้อมกับคำพูด แต่แววตาของหญิงสาวช่างดุดันเหลือเกินจึงทำให้แววตาของพชรเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าออกเจ้าเล่ห์ ในทันที 

“อ๋อ...ก็เรื่องโอเลี้ยงกับอเมริกาโนนี่ไงหน้าตามันเหมือนกันทำให้ผมสับสน” 

“แต่รสชาติต่างกันมากค่ะ...เชิญผู้กองไปทำงานเถอะ อ่อ...แล้วก็เอาโอเลี้ยงกลับไปด้วยนะคะ มันละลายเลอะโต๊ะทำงานฉันหมดแล้ว” 

“ครับ” 

เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้และหยิบแก้วโอเลี้ยงออกไปพร้อมกับใช้มือปาดน้ำที่เป็นรอยกลมๆ บนโต๊ะไม้ที่ถูกปิดไว้ด้วยพื้นกระจกใสอีกที ลงพื้นไปก่อนที่จะฝากรอยยิ้มหวานไว้ให้ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกไป 

“ผู้กอง พะชด ของปลัดบัวนี่น่ารักจังเลยนะครับ” 

“นี่ให้มันน้อยๆ หน่อย เดี๋ยวเถอะ อีกอย่างเขาชื่อ พด-ชะ-ระ จ้า” 

“แหมก็เรียกตามปลัดไงครับ” 

พนักงานผู้ช่วยหันมาพูดคุยกับบัวธิดาอย่างอารมณ์ดี 

ในส่วนของลานมันทรัพย์ทวี ในช่วงเช้านั้นก็ขวักไขว่กันไปด้วยการเตรียมความพร้อมในการรับตรวจจากชุดปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์ หรือ ใช้คำย่อว่า ชป.มวลชนอย่างกะทันหันเพราะบัวธิดาพึ่งโทรบอก จำเนียรผู้มีศักดิ์เป็นอาสะใภ้เมื่อไม่กี่นาที่นี้เอง 

“สรุปว่าแม่แกล้งพ่อแม่นัดหรือป่าว” 

“แม่จะไปแกล้งทำไมครอบครัวนั้นรำบากกว่าเรามากแม่ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นนะลูก ทั้งนางลีทั้งตาบุญยืน หัวหมอกันทั้งนั้น คิดจะเอากำไรเกิดควร” 

“ช่างเถอะใครถูกใครผิดเดี๋ยวทหารก็มาตรวจสอบเองนั่นแหล่ะ” 

“ผู้กอง พะ-ชอน จะมาด้วยหรือเปล่า ถ้าเขามาต้อนรับเขาดีๆ นะลูก” 

จำเนียรทำท่าทางตื่นเต้นอย่างออกนอนกหน้า 

“โอ๊ยแม่...เขาชื่อ พด-ชะ-ระ เมื่อไหร่จะมีใครเรียกชื่อเขาถูกสักที แล้วจะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้หนูไม่รอหรอกเดี๋ยวไปโรงเรียนสาย” 

“นี่ๆ หาแฟนเป็นทหารสักคนสิแม่อยากได้” 

น้ำเสียงฟังดูจริงจัง 

“ถ้าแม่อยากได้หนูอนุญาต แต่ลองไปถามพ่อดูก่อนว่าจะให้ไหม” 

“เออ...ก็ดีเหมือนกันแฮะ เขาว่ามีแฟนเด็กเป็นอมตะ” 

จำเนียรทำตาแวววาว 

“แม่” 

เมยานีเรียกแม่เสียงหลง 

“โถลูก....แม่ล้อเล่น....แม่อยากได้มาเป็นลูกเขยต่างหากไม่ใช่อยากได้มาเป็นของตัวเอง” 

“ลูกเขยคงไม่มีหวังเพราะว่าหนูมีแฟนแล้ว แต่ถ้าหลานเขยก็ไม่แน่นะ” 

คำพูดของเมยานีทำให้สีหน้าของจำเนียรเปลี่ยนไป 

“อย่าไปจริงจังกับเจ้านัดมันมากนัก ดูสิวันๆ เอาแต่ไถนา ปลูกมัน ไม่รู้ว่า มันคิดถึงอนาคตของตัวเองบ้างหรือป่าว แล้วได้ข่าวว่าไปเรียนบ้างไม่เรียนบ้างไม่ใช่หรอ จะจบ ม.6 หรือป่าวก็ยังไม่รู้เลย” 

“ก็นัดเขาต้องช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน ลุงยืนก็ติดเหล้าเมาไปวันๆ ส่วนแม่เขาก็ไม่ค่อยแข็งแรง นี่แม่จะไปอคติอะไรกับนัดนักหนาคนเราแค่เป็นคนดีมันก็พอแล้วไม่ใช่หรอแม่” 

“ก็แม่ไม่อยากให้ลูกคบกับนัด สมบัติอะไรเขาก็ไม่มีสักอย่างถ้าภายภาคหน้าได้กันไปก็มีแต่จะพากันลำบาก “ 

สถานการณ์ที่สนุกเมื่อสักครู่เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นความเครียด เมยานีรู้ดีว่ามารดาของเธอไม่ปลื้มครอบครัวนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะความข้นแค้นแสนเข็น ณัฐกิตติ์ ต้องเป็นเสาหลักให้กับครอบครัว เขาแบกภาระทุกอย่างไว้บนบ่าจึงมีนิสัยที่สุขุม ไม่เบิกบานแจ่มใสเหมือนคนในวัยเดียวกัน 

“ความรักมันฝืนกันไม่ได้หรอกนะแม่ ดูอย่างพ่อกับแม่สิ ตอนตายังไม่ตายเคยเล่าให้หนูฟัง ว่าหนีตามกันเลยไม่ใช่หรอ” 

“มันหมดยุคหนีตามกันแล้วลูกเอ๊ย” 

“อ๋อ...หนูลืมไป เพราะสมัยนี้เขาเก็บข้าวเก็บของมาอยู่ด้วยกันเลย” 

น้ำเสียงลูกสาวค่อนข้างประชดประชัน 

“เอ๊ะลูกคนนี้เถียงคำไม่ตกฟาก” 

“แม่...ถึงพ่อจะยากจนข้นแค้นไม่มีสมบัติอะไรสักอย่าง แต่ด้วยความรักดีไม่ใช่หรอพ่อกับแม่จึงฟันฝ่าอุปสรรคจนมีกินมีใช้ให้หนูสบายมาได้จนถึงทุกวันนี้” 

“เฮ้อ ลูกนี้ไปเรียนเรียนได้แล้วไป” 

ผู้เป็นมารดาเปลี่ยนเรื่องในทันที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในใจลึกๆ นางยังคงสำนึกและหวนคิดในสิ่งที่ลูกสาวพูดทิ้งท้ายไว้ ก่อนที่เมยานีจะเดินถือกระเป๋านักเรียนเดินออกไปยังหน้าบ้านซึ่งณัฐกิตติ์ได้ปั่นจักรยานมารอรับอยู่พักหนึ่งแล้ว 

ทางลานมันเตรียมตัวกันตั้งแต่เช้าเพื่อรอรับชุดตรวจ แต่กว่าที่คณะจะมาก็ปาเข้าไปบ่ายสามกว่า เนื่องจากทุกอย่างต้องเป็นไประบบ ชุดที่มาตรวจจะต้องมีทั้ง ตำรวจ ทหาร และการปกครองท้องถิ่น ทั้งสามฝ่ายต้องร่วมมือกันทำงาน หลังจากที่ลานมันทรัพย์ทวีถูกตรวจสอบจากทั้งสามฝ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลสรุปออกมาคือไม่มีหลักฐานบ่งบอกถึงการกระทำความผิด ซึ่งในระหว่างการตรวจสอบก็มีชาวบ้าน รวมถึงเจ้าของต้นเรื่องอย่างพ่อแม่ ของณัฐกิตติ์ก็มาด้วย เพื่อคอยเป็นกำลังใจหากลานมันบริสุทธิ์จริง และอาจจะมาคอยซ้ำเติมถ้าหากว่ามีการกระทำความผิด จึงกลายเป็นที่น่าเสียดายของบางกลุ่มที่จ้องจะจับผิดเพื่อไปลงในโซเชียลเน็ตเวิร์คให้เขาได้รับความเสียหาย แต่ต้องผิดหวังไป เพราะลานมันทรัพย์ทวีแห่งนี้ไม่มีการกระทำความผิดแต่อย่างใด 

“ทุกอย่างเป็นไปตามาตรฐาน ขอบคุณคุณน้าทั้งสองที่ให้ความร่วมมือนะครับ” 

“พวกเราก็ต้องขอบคุณผู้กอง และคุณตำรวจด้วยนะครับที่ให้ความเป็นธรรม” 

นายพฤกษ์เจ้าของลานมันผู้เป็นสามีของจำเนียร กล่าวคำพูดออกมาอย่างสุภาพ 

“พวกเราทำตามหน้าที่อยู่แล้วครับ ผิดหรือถูก ก็ว่ากันตามจริง แต่บังเอิญที่นี่ทำถูกต้องพวกเราเลยว่าไม่ได้ครับ” 

ร้อยตำรวจเอก เทิดศักดิ์ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ชุดตรวจ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ปลัดบัวธิดา ได้พูดออกมาโดยตัดหน้าผู้กองพชรที่กำลังจะอ้าปากพูด เขาพยายามทำตัวแย่งซีนผู้กองพชรอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้พชรขะเม่นสายตาให้อยู่บ่อยๆ 

“เป็นไงล่ะยายลีทีนี้สบายใจได้หรือยังว่าลานมันฉันโปร่งใส” 

จำเนียรหันมาถามคู่กรณีที่เอาแต่ยืนเงียบไม่แสดงความคิดเห็นอะไรเลย 

“เออๆ...แบบนี้ก็ดีแล้วมีการตรวจสอบอย่างโป่งใสฉันก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว” 

น้ำเสียงของยายลีฟังดูห้วนๆ บุญยืนผู้เป็นสามีที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย จึงขยายความอย่างสุภาพ เพื่อไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายติดใจอะไรกันอีก 

“พ่อพฤกษ์กับแม่จำเนียนต้องเข้าใจพวกฉันนะ ชาวไร่ชาวนาความรู้น้อย มันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนักหรอก โชคดีที่มีศูนย์ดำรงธรรมให้พวกเราได้พึ่งพา ถ้าโปร่งใสแบบนี้พวกเราก็สบายใจ” 

บุญยืนมีลักษณะของคนขี้เหล้า เขาตัวเล็กผอมแห้ง เพราะติดแอลกอฮอเล็กน้อย เขาดื่มไม่มากแต่จิบทั้งวัน ในตัวจึงมีกลิ่นส่าเหล้าอยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุนี้เขาจึงเป็นบุคคลที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่การพูดการจา ของเขาไม่ใช่คนกระโชกโฮกฮาก เหมือนภรรยา 

“ที่นี้ก็สบายใจกันทุกฝ่ายแล้วนะครับ ทั้งชาวไร่และผู้ค้าคนกลาง หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ สามารถตรวจสอบให้ทุกอย่างโปร่งใสได้ ชุมชนของพวกเราจะได้น่าอยู่ทุกคนมีความสุข และการประกอบอาชีพของพวกเราจะได้ยั่งยืนด้วยครับ” 

พชรพูดทิ้งท้ายไว้ให้ทุกคนได้คิด ก่อนที่ชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายกลับ 

“ปลัดบัวจะกลับไปที่อำเภออีกหรือป่าวครับ เดี๋ยวผมไปส่ง” 

พชรถามเธอในขณะที่มีเทิดศักดิ์ยืนอยู่ด้วย 

“กลับกับผมดีกว่าครับปลัด เพราะโรงพักกับอำเภออยู่ใกล้ๆ กัน ผมต้องกลับไปส่งรายงานให้ผู้กำกับอยู่แล้วส่วนผู้กอง พะ-ชด” 

“พด-ชะ-ระ- เว้ยไอ้นี่” 

พชรทำท่าทางขึงขังเพราะหมั่นไส้ท่าทางของเทิดศักดิ์เต็มที 

“เออๆ นั่นแหล่ะ บ้านพักของแกอยู่ในหมู่บ้านนี้ไม่ใช่หรอ แล้วจะถ่อเข้าไปทำไมถึงอำเภอไม่ทราบ” 

น้ำเสียงของเทิดศักดิ์ยียวนสิ้นดีจนทำให้พชรของขึ้น 

“ไอ้นี่” 

เขากัดฟันพูดจนแก้มเป็นสันนูน แต่แววตาและสีหน้า เหมือนจะหมั่นเขี้ยวมากกว่าที่จะโมโหจริง 

“เอ่าละค่ะ พอเถอะ พอดีว่าฉันมีรถค่ะไม่ต้องทะเลาะกัน ต่างคนต่างแยกย้ายกลับ ทั้งตำรวจและทหารเลย โอเค๊” 

จนกระทั่งบัวธิดาต้องห้ามศึก ถึงจะต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไปได้ 

ความคิดเห็น