หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๖๕ ข่าวลือ

ชื่อตอน : ตอน ๖๕ ข่าวลือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ต.ค. 2560 12:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๖๕ ข่าวลือ
แบบอักษร

“เหลวไหล ในหนังสือพิมพ์เขียนอย่างชัดเจนว่า รัชทายาทเป็นผู้บงการคดีลอบฆ่าหมิงอ๋อง ทุกท่านลองคิดดู รัชทายาทกับหมิงอ๋องเป็นโอรสร่วมท้องของฮองเฮา ต่างมียศศักดิ์สูงส่งไม่แพ้กัน รัชทายาทถูกแต่งตั้งมานานแล้ว ส่วนหมิงอ๋องเติบโตมากับสามัญชนแต่ประสบความสำเร็จเป็นปรมาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์ ยังได้ดองกับผู้ช่วยเสนาบดี ชื่อเสียงโด่งดังเกินหน้าเกินตารัชทายาท อีกมีหวังได้เป็นใหญ่เป็นโต รัชทายาทมีหรือจะไม่รู้สึกอิจฉา การลงมือกระทำโศกนาฏกรรมพี่น้องเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด”

“เหลวไหลจริงๆ เชื่อที่หนังสือพิมพ์เขียนทั้งหมดได้อย่างไร? เจ้าทำไมไม่พูดเรื่องหมิงอ๋องถูกองค์จักรพรรดิรับสั่งให้ออกจากเมืองหลวงมาเป็นอ๋องในเมืองหมิงจูของเราเล่า เห็นได้ชัดว่าไม่เหลืออิทธิพลใดๆ ให้คุกคามตำแหน่งรัชทายาทได้อีก ทางการได้ประกาศแล้วว่า คดีนี้เป็นการก่อกบฏของหลินหัวเหย้า”

“คำพูดของท่านมีเหตุผล หลินหัวเหย้าเป็นพ่อตาหมิงอ๋อง ต้องเข้าข้างหมิงอ๋องอยู่แล้ว บวกกับมีใจคิดเป็นใหญ่ จึงยืมคดีหมิงอ๋องใส่ความและสังหารรัชทายาท หวังให้หมิงอ๋องมีโอกาสสืบทอดราชบัลลังก์ ซึ่งหากรัชทายาทสิ้น ตำแหน่งที่ว่างลงจะมีผลกระทบต่อราชสำนักอย่างไร ประชาชนตาดำๆ จะเป็นอย่างไร หมอนี่ไม่เคยสนใจ สนใจแต่อำนาจตนเอง โจรขายชาติแบบนี้สมควรลงโทษให้หนัก...”

“เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ใต้เท้าหลินเป็นขุนนางอาวุโสสองรัชสมัย มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเสนาบดี จงรักภักดีต่อราชสำนักเรื่อยมา เป็นหนึ่งในขุนนางเก่งกาจแห่งยุคสมัยที่มีให้เห็นอยู่ไม่กี่คน ไหนเลยจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของตนเองด้วยการใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้?”

“ก็จริง พวกเราก็พูดกันไปลอยๆ อย่างนั้นเอง ไม่รู้ว่าหมิงอ๋องกับรัชทายาทเขม่นกันมานานแล้ว ราชสำนักกลัวว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัชทายาท เกิดศึกแย่งชิงทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง กระทั่งฝ่าบาทยังมีใจเอนเอียงมาทางหมิงอ๋อง แต่บ้านเมืองมีทั้งศึกนอกศึกใน ไม่ควรมีการเปลี่ยนตัวรัชทายาทอีก ฝ่าบาทเห็นแก่สถานการณ์โดยรวม จึงย้ายหมิงอ๋องออกจากเมืองหลวงเพื่อความปลอดภัย แต่รัชทายาทรู้ว่าฝ่าบาทคิดอย่างไร จึงลงมือก่อการ ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมพี่น้องเช่นนี้ ส่วนใต้เท้าหลินผู้ซื่อสัตย์ ตั้งแต่เริ่มสืบคดีลอบสังหารหมิงอ๋อง ก็ไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ระบุตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นเลขาจางปังลี่ กับสำนักเต๋าอันดับหนึ่งเขาซ่างชิง สุดท้ายยังไม่เกรงกลัวบารมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เพียงขอให้เกิดความยุติธรรม ในประวัติศาสตร์ มีขุนนางเก่งกาจผู้ใดอาจหาญอย่างท่านหลินบ้าง? รู้ทั้งรู้ว่าต้องตาย แต่ยังต้องการที่จะนำตัวรัชทายาทมารับโทษให้ได้ ความตั้งใจของท่าน ฟ้าดินพิสูจน์ได้ ทุกวันนี้ราชสำนักรู้ความจริงแล้ว แต่ต้องการปกปิดความฉาวโฉ่ของเชื้อพระวงศ์ จึงต้องเสียสละท่านหลิน...”

“เฮ้อ เรื่องน่าขันแบบนี้ก็มีด้วย โจรถ่อยหลินหากมีความจงรักภักดีเยี่ยงนี้ มีหรือจะทิ้งบ้านทิ้งครอบครัวหนีเอาตัวรอด ราชสำนักสืบพบว่าโจรถ่อยหลินวางแผนหนีมานานแล้ว จึงสามารถเล็ดลอดการไล่ล่าอย่างหนักของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้ ข่าวว่าหนีไปทางใต้เข้าร่วมกับผู้นำกองกำลังไม่ทราบฝ่ายแห่งกวางตุ้งตะวันออก เฉินซื่อซวิน กำลังวางแผนชั่วคิดโค่นล้มราชวงศ์แล้วยึดอำนาจเสียเอง...ผู้มีคารมคมคายทุกท่านที่บอกว่าหมิงอ๋องกับรัชทายาทแย่งอำนาจกัน สงสัยคงไม่รู้ข่าวที่คนทั่วทั้งเมืองต่างก็รู้กันว่าหมิงอ๋องกลับเข้าวังได้ไม่ถึงสองปี อีกทั้งยังไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำ อุปนิสัยก็ยโสโอหังเอาแต่ใจ แม้มีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศแล้วอย่างไร? สามารถใช้ดาบในมือบริหารบ้านเมืองหรือเปล่า? เช่นนี้จะเอาอะไรไปแย่งอำนาจกับรัชทายาท? รัชทายาทเองเหตุใดต้องเสี่ยงกับเสียงสนับสนุนของประชาชน ฆ่าพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน? นี่ถ้ามิใช่เรื่องขำขันแห่งยุคแล้วจะให้เรียกว่าอันใด? กระทั่งฝ่าบาทก็ยังออกประกาศจับด้วยองค์เอง พิสูจน์ให้เห็นว่าหลินหัวเหย้ามีใจคิดการใหญ่ สมคบคิดกับกลุ่มคนอันตรายก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ก่อความวุ่นวายให้กับคนในชาติ สมควรเป็นโจรถ่อยขายชาติอันดับหนึ่งแห่งยุค!”

ยามเที่ยงกว่าๆ เกิดบรรยากาศตึงเครียดขึ้นภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่แออัดไปด้วยผู้คน

การโต้เถียงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนข้างต้น  มีสาเหตุมาจากข่าวรัชทายาทถูกสังหารในหน้าหนังสือพิมพ์ของเช้าวันนี้

เห็นได้ชัดว่าความคิดของทุกคนไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่สังเกตดู แบ่งได้เป็นสองฝ่ายใหญ่ๆ ที่โต้เถียงกันอย่างหน้าดำหน้าแดง

ปัง.... ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเถียงกันอย่างไม่ลดละ กลับมีคนๆ หนึ่งพลันตบโต๊ะอย่างแรง ก่อนลุกขึ้นยืน ตะโกนเสียงเครือ

“เหตุใดทุกๆ ท่านถึงต้องพยายามใส่ใจกับเรื่องฉาวโฉ่อัปรีย์จัญไรเช่นนี้ด้วย ทำไมไม่คิดว่าบ้านเมืองเรากำลังตกอยู่ในสภาวะเส้นยาแดงผ่าแปด อำนาจบารมีที่ปกครองมายาวนานกว่าร้อยปี กำลังจะถูกทำลายลงในชั่วข้ามคืน เหตุใดทุกท่านถึงเพิกเฉยไม่สนใจใยดี!”

เพล้ง! เพล้ง! สิ้นเสียงคำพูด ถ้วยโถโอชามบนโต๊ะก็ร่วงหล่นลงบนพื้น

ภายในโรงเตี๊ยมเงียบสงัดลงทันใด ผู้คนต่างหันมามองชายเสียสติในชุดคลุมยาว

ต่างเห็นแววตาถมึงทึงกลมวาวอันแดงระเรื่อของเขา เขาดูควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ชูหนังสือพิมพ์ในมือขึ้น สายตามองไปยังชายชาตรีทุกคน พลางชี้ไปยังตัวอักษรพาดหัวข่าวตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม อ่านด้วยเสียงสั่นเครือ

“ไร้ผู้สืบบัลลังก์ ขุนนางแก่งแย่งชิงดีเกลื่อนเมือง!”

พูดจบก็โยนหนังสือพิมพ์ทิ้ง หยิบอีกฉบับขึ้นมา ชี้ตัวอักษรพาดหัวข่าวพลางอ่าน

“หลินหัวเหย้าเผ่นกวางตุ้งตะวันออก ผู้นำเฉินซื่อซวินคุยทหารทุกคืน เตรียมอาวุธพร้อมก่อสงคราม!”

ปัง! ชายเสียสติตบโต๊ะอย่างแรงอีกครั้ง

“ทุกท่าน เห็นหรือยัง เห็นแล้วหรือยัง! ทางการส่งทหารหลายหมื่นคนไปรบกับศัตรูต่างชาติที่บุกรุกชายแดน พวกเขาต่างสู้ตายถวายชีวิต เพียงหวังให้ทางการตั้งใจบริหารประเทศ เตรียมประดับเกียรติยศให้กับพวกเขา แต่...นี่คืออะไร? หา?”

“นี่คือเหล่าขุนนางที่ไม่คิดถึงความอยู่รอดของประเทศชาติ คิดถึงแต่ความมั่งมีศรีสุขและความรุ่งโรจน์ส่วนตน เพื่อตำแหน่งรัชทายาท แบ่งก๊กแบ่งเหล่าแย่งชิงอำนาจกันอย่างเลวระยำต่ำช้า”

“นี่คือกองกำลังเถื่อนในชาติที่ไม่คิดต่อสู้กับศัตรูต่างชาติ คิดเพียงเตรียมอาวุธรอวันก่อสงครามในชาติเพื่อชิงธงอ๋องมาประดับบารมี”

“ทุกท่าน ราชสำนักของเรา ขณะนี้กำลังนำพาประเทศเข้าสู่ความพินาศย่อยยับ!”

“ใครจะมาช่วยประเทศ ใครจะมาช่วยประเทศ…”

การโต้เถียงในโรงเตี๊ยมไม่ได้หยุดลงเพราะชายเสียสติ  เขาเพียงเข้ามาเปลี่ยนหัวข้อให้รุนแรงขึ้น

ใครจะมาช่วยประเทศ?

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน เพราะคำไม่กี่คำนี้

พูดได้ว่า ในยุคสมัยนี้สิ่งที่ต้องชื่นชมอย่างหนึ่งก็คือ ผู้คนมากมายมีความซื่อสัตย์จริงใจ ปรารถนาให้ประเทศชาติสงบสุข ต่างเป็นห่วงและรบเพื่อศักดิ์ศรีของประเทศ

ไม่มีผู้ใดสนใจมองมุมๆ หนึ่งของโรงเตี๊ยม ที่ซึ่งมีคนสองคนนั่งอยู่อย่างเงียบๆไม่พูดไม่จากันสักคำ

หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มอมโรคสีหน้าซีดขาว เขาค่อยๆ วางตะเกียบในมือลง พูดเสียงเบากับอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ

“กินเสร็จแล้วพวกเรารีบไปกันเถอะ”

ไม่ต้องสงสัย เขาทั้งสองย่อมเป็นม่อไป๋กับเถี่ยสง

เดิมทีสายตาของเถี่ยสงจับจ้องอยู่แต่สีหน้าม่อไป๋ ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เห็นม่อไป๋เอาแต่จดจ่ออยู่กับการกินอาหาร แต่เขาก็ยังรู้สึกว่า ดวงตาคู่นั้นของม่อไป๋กำลังเปล่งประกายลึกลับที่น่าสะพรึงกลัว

“องค์ชายหก พวกเรากำลังหาทางเปลี่ยนโรงเตี๊ยมให้ ท่านนั่งทานไปก่อน พวกอาจิ่วตอนนี้ไม่รู้ว่าจัดการไปถึงไหนแล้ว ข้าขอไปดูสถานการณ์หน่อย แล้วค่อยกลับมาจัดการอีกที”

เถี่ยสงพูดไปคิดไป

ม่อไป๋สั่นศีรษะเล็กน้อย

“ไม่ต้องหรอก ไปด้วยกันนี่ล่ะ”

เถี่ยสงชะงักเล็กน้อย เขาไม่ได้บอกม่อไป๋เกี่ยวกับท่าทีของเหล่าพี่น้อง จึงมีความกังวลใจอยู่บ้าง บวกกับสีหน้าม่อไป๋ดูไม่สู้จะดีนัก เขารู้ว่าการที่ม่อไป๋ต้องทนกับการเดินทางอันแสนยาวไกลติดต่อกันหลายวันไม่ใช่เรื่องง่าย

วันนี้พลันต้องเผชิญกับเรื่องใหญ่ขนาดนี้อีก เกรงว่าพอม่อไป๋กระวนกระวายใจ แล้วอีกสักครู่ถ้าได้เจอกับเหล่าพี่น้อง อาจมีปัญหา...

“องค์ชายหก ข้าก็เพิ่งมาหมิงจูครั้งแรก ที่ทางยังไม่ค่อยคุ้นเคย ไม่รู้ว่าพวกอาจิ่วจะมาตามที่นัดไว้หรือเปล่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ร่างกายของท่านก็ยังไม่แข็งแรงดี...”

เถี่ยสงขัด

ม่อไป๋ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเถี่ยสง เห็นได้ชัดว่า เถี่ยสงไม่ใช่คนที่ปิดบังความลับกับม่อไป๋ได้

คิดว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน ม่อไป๋ตาทอประกาย มิได้ปฏิเสธอีก มองดูผู้ที่ยังคงโต้เถียงกัน ก่อนพยักหน้า

“พักที่นี่แหล่ะ ไม่ต้องเปลี่ยนที่แล้ว”

เถี่ยสงมองไปยังผู้คนที่กำลังนับจำนวนคนที่ถูกปลดออกจากราชสำนัก ริมฝีปากขยับเล็กน้อย

เสียงของม่อไป๋ดังขึ้นอีก

“ที่ไหนๆ ก็เหมือนๆ กัน ไม่เป็นไรหรอก”

เถี่ยสงเงียบเสียง เขารู้ว่า ม่อไป๋คาดการณ์ไว้แล้ว สถานการณ์ทั่วทั้งหมิงจูคงไม่แตกต่างกันสักเท่าไร

“ได้!”

ตอนแรกเถี่ยสงไม่ได้คิดว่าจะพักที่นี่ เขามาถึงโรงเตี๊ยมข้างๆ ก่อน หลังจากทำความเข้าใจเกี่ยวกับข่าวลือต่างๆ ในโรงเตี๊ยมแล้วค่อยตัดสินใจมาพักที่นี่

เถี่ยสงจัดการเรื่องที่พักเสร็จเรียบร้อย

“องค์ชายหก ท่านนั่งพักไปก่อน ข้าจะกลับมาก่อนฟ้ามืด” เถี่ยสงพูดเสียงขรึม

ม่อไป๋นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูหมิงจู เมืองที่เหมือนเมืองในภาพเขียนโบราณ แล้วค่อยๆ พยักหน้ารับ

“ไปเถอะ”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น