ตะกอนไข่มุก

ขอกำลังใจจากผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะ ติชมกันมาได้เลย ตอนนี้ที่ต้องการที่สุดคือแรงผลักดันคา แหะๆ

บทที่ 2 ชนวนสงคราม

ชื่อตอน : บทที่ 2 ชนวนสงคราม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 521

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2560 10:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ชนวนสงคราม
แบบอักษร

“อีริค” ฉันพยายามเรียกชื่อของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกทหารก็เดินตรวจตราผู้คนที่พวกเขาจับมาอย่างไร้ความปราณีไม่หยุดพัก ล็อปชายแปลกหน้าที่ฉันรู้จักเพราะเขาเดินทางเข้ามาในหมู่บ้านเมื่อไม่นานเพื่อนำเมล็ดทางการเกษตรมาขายให้ชาวบ้านอย่างโก่งราคา เขาถูกพวกทหารเฆี่ยนตีอยู่นอกสนามไกลจากจุดที่พวกชาวบ้านและฉันที่กำลังถูกควบคุมอยู่ ในข้อหาที่เขาปาหินใส่ทหารยามที่ขังเขาไว้ ซึ่งสภาพของเขาตอนนี้ใกล้เคียงกับซากศพ เนื้อตัวเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคาบเลือดและก่อนที่ตัวจะถูกแบกลงไปกองที่หลุมยักษ์ที่พวกทหารในค่ายขุดขึ้นมาเพื่อใช้ฝังศพคนในหมู่บ้านโนทล็อกที่พวกเขาฆ่าไว้ทั้งหมด

“เสียใจด้วยเรื่องยายของเธอ” อีริคกระซิบที่หูของฉันเบาๆ เพื่อไม่ให้พวกทหารสังเกตเห็น ไม่นานทหารที่มีเครา ก็เดินขึ้นนมาพูดหน้าฝูงคนที่กำลังหิวโซและจิตตก

“ข้าคือทหารของพระราชา ด้วยเกียรติของอัศวินซึ่งข้าได้รับใช้ต่อแผ่นดินมาทั้งชีวิต มีรับสั่งจากพระราชาเนื่องด้วยมีเหยี่ยวข่าวให้การว่า มีพวกนักเวทย์อมนุษย์แฝงตัวเข้ามาเป็นชาวบ้านโนทล็อก และพระองค์ทรงเป็นห่วงเป็นใยในความปลอดภัยของทุกคน ก่อนที่จะถูกพวกเหนือธรรมชาติเข้าครอบงำอาณาจักร ณ เวลานี้ ข้าและกองกำลังของพระราชามีพระทรงเมตตาเฟ้นหานักเวทย์และจักได้ขับไล่ไปเสียก่อนที่บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ”

“พวกนักเวทย์ ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้กับพวกเรา เพราะพวกเขาไม่เคยฆ่าฟันพวกเดียวกันเอง และกดขี่ข่มเหงพวกเรา เหมือนกับสิ่งที่พวกเจ้ากำลังทำ เลิกเรียกตัวเองว่าเป็นทหารรับใช้ของกษัตริย์ พวกเจ้าและกษัตริย์ของเจ้ามันถ่อยต่ำ ชั่วช้ากว่าสัตว์นรก ”  ชิลี ผู้นำหมู่บ้านของฉันเขาเป็นคนตรงไปตรงมา แต่เมื่อสถานการณ์อันคับขันยามนี้ ก็ต้องเป็นสาเหตุทำให้เขาต้องจบชีวิตลง พวกทหารพาเขาไปที่โขดหินใหญ่ ทหารเด็กได้บอกให้เขาอำลาพระผู้เป็นเจ้า ก่อนจะจับหัวของเขาแนบลงไปที่หิน ไม่นานเสียงเพลงดาบก็ดังขึ้น   คาบเลือดกระเซ็นเปรอะเปื้อนซึมลงพื้น บ้างก็เปื้อนที่แผ่นหลังของชาวบ้านคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆ ระแวกนั้น ผู้หญิงบางคนพยายามปิดหูและตาของเด็กเล็กเอาไว้  ขณะที่ฉันหลับตาพยายามไม่มองผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกสังหารอยู่ข้างหลังแต่เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นร่างของชิลีถูกโยนไปในหลุมยักษ์นั้นแล้ว

“มีใครหน้าไหนคิดจะเป็นกบฏต่อกษัตริย์มาร์คอีกมั้ย”

“ข้ามีข้อเสนอ” เสียงทุ้มของชายหล่อประจำหมู่บ้านอย่างอีริคก็ดังขึ้นมา อีริคลุกขึ้นยืนอย่างกล้าหาญและมั่นใจในคำพูดของตน

“ข้าอยากทำหน้าที่รับใช้พระองค์ ขอให้ข้าได้เป็นทหารเหมือนกับพวกเจ้า ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีเพื่อตอบแทนคุณพระองค์ แต่มีข้อแม้ว่า พวกท่านจะต้องไม่ทำร้ายคนของโนทล็อกอีก พวกเราอ่อนเพลียและหวาดกลัวพวกท่านมากพอแล้ว"

"ข้าให้สาบาน”

ถ้อยคำของอีริคทำให้พวกทหารต่างยิ้มไม่หุบก่อนที่ทหารหนุ่มจะจับให้อีริคแยกออกไปและพาเขาไปที่แคมป์ข้างใน อีริคหันกลับมามองที่ฉัน ที่ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงนไม่เข้าใจในตัวเขา ลาก่อนอีริค...ผู้เป็นที่รัก ผู้ชายที่ฉันยอมมอบทั้งกายและใจให้ ทหารสังเกตใบหน้าที่เศร้าหมองของฉันได้ก่อนที่เขาจะเดินมาใกล้ๆ เพื่อควบคุมการกระทำของฉันอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

“สมควรแก่เวลาแล้ว ตอนนี้ทางเราจะได้ทำการตรวจสอบพวกเล่นแร่แปลธาตุที่แฝงตัวอยู่ในอาณาจักร หากในที่นี้รู้ว่าตนเป็นพวกนั้นล่ะก็ จงแสดงตัวออกมาและพระราชาจะทรงประทานยอมไว้ชีวิตพวกเจ้า” ทหารเคราได้อ่านสาร โดยจะเปิดการทดสอบชาวบ้านด้วยการกีดข้อมือทีละคน หากคนใดคนหนึ่งมีเลือดอาบเป็นสีดำเข้ม นั่นก็คือพวกเขาจะเป็นใครไม่ได้นอกจากสิ่งที่พวกเขากำลังตามหา

“เริ่มด้วยคนแรก.. เจ้า!” ฉันเห็นคนในหมู่บ้านหลายคนต่างถูกทหารเหล่านั้นใช้มีดสั้นกีดไปที่แขนและข้อมืออย่างเลือดเย็น หญิงชราที่ถูกกีดคนที่ 5 เธอร้องโหยหวนดังลั่นอย่างเจ็บปวด และอีกไม่กี่คนก็คงจะเป็นตาของฉัน เลือดของหลายๆ ผู้คนบริสุทธิ์ในหมู่บ้าน ถูกไหลไปรวมที่พื้นดิน ชุ่มไปด้วยความหวาดกลัวและน่าเวทนาของโลหิตสีแดงสด

“อย่าทำเขาเลยเขายังเป็นเด็กอยู่” หญิงสาวที่ทำไร่เหมือนกับฉันตอนหน้าร้อนพยายามดึงตัวเด็กผู้หญิงอายุราว ๆ 5 ขวบเพื่อไม่ให้ถูกทหารนำตัวไปเพื่อกีดข้อมือ ฉุดกระชากแย่งชิงตัวเด็กหญิงอย่างทุลักทุเลด้วยความกดดันของทหารที่อยู่รอบๆ  และเสียงร้องไห้โอดครวญของเด็กหญิงด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ทหารนายหนึ่งได้ใช้หอกกระทุ้งที่ท้องของแม่เด็กจนสลบไป

“เอาเด็กไปกีดดูซะ” ฉันที่ตอนนี้กำลังต่อแถวเพื่อตั้งหน้าตั้งตารอรับการตรวจก็ไม่สามารถละสายตาจากเด็กหญิงไปได้ แววตาของเธอเหม่อลอยไร้จุดหมาย และน้ำตาก็ตกเป็นสะเก็ดเลือดไหลออกมาไม่หยุด

“เด็กนั่นเป็นแม่มด!!”

“แม่เด็กได้เสียกับพ่อมด ข้ารู้ดี”  ชายชราที่กำลังนั่งรัดข้อมือที่ถูกกีดเป็นแผลก่อนหน้านี้พูดขึ้นมา

“จับเด็กนั่นเอาไว้ ”  ทหารมีเคราสั่งกองกำลังทหารที่อยู่บริเวณนั้นเพื่อจับเธอไว้ ไม่นานดวงตาของเด็กหญิงก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ทหารหนุ่มที่เข้ามาจะจับเธอก็ต้องกลายเป็นหินในทันที

“ฆ่าเด็กนั่นทิ้ง ไม่งั้นพวกเจ้าก็จะถูกฆ่า!!” ฉันที่ตอนนี้อยู่ในอาการไม่สู้ดีแต่ก็พอจะแยกแยะสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ก็คือ  การปกป้องใครสักคน ภาพยายที่กำลังทำขนมปังในครัวก็ผุดขึ้นมาในหัวของฉัน ชีวิตนี้ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว จึงตัดสินใจขวางทางทหารที่คิดจะทำร้ายเด็กตัวเล็กๆ ไว้

“ฉึก!!!”

ดาบที่แต่แรกจ้องจะทำร้ายแม่มดน้อยก็ทะลวงเข้ามาที่ท้องของฉันอย่างรวดเร็ว ร่างของฉันลงไปกองกับพื้นอย่างน่าเวทนา ในแววตาคู่นี้จับภาพไม่ค่อยชัดมากนักแต่ก็เห็นได้ว่า ทหารหลายนายที่กำลังจับเด็กหญิงที่ฉันเพิ่งได้ช่วยเหลือไป เธอถูกเผาไหม้เกรียมไปทั้งตัว เสียงร้องโหยหวนของเด็กหญิงก้องไปทั้งค่าย ก่อนคนในหมู่บ้านจะผวากับภาพอันสยดสยองนั้น และแห่กันวิ่งหนีตายอลหม่านไปในป่า ด้วยความไม่รู้ชะตากรรม ทหารหลายนายได้ไล่วิ่งตาม บ้างก็ถูกสังหารโหดด้วยทหารราบ บ้างก็ถูกลูกธนูจากป้อมปราการยิงปักอกล้มไปตามๆ กันในทางเข้าป่า 

ไม่นานผืนป่าและบริเวณค่ายทหารก็ถูกฝูงอีกาทุกทั่วสารทิศที่บินโฉบลงมานับหมื่นๆ ตัว จิกกินทหารจนล้มตาย ทหารหลายนายได้วิ่งหนีตายไปที่ป่าแต่ก็ไม่พ้นความตาย ทหารไว้เคราและพวกอีก 3 นาย ได้ควบม้าหนีลงใต้ไปได้ทัน นั่นรวมถึงอีริคด้วย และต้นเรื่องผู้ที่เรียกอีกาออกมานั้นก็คือล็อปที่ตอนแรกถูกทหารเฆี่ยนตีและจับโยนลงหลุมไป เขาปรากฎกายด้วยพลังเวทย์อันทรงพลังอำนาจ ล็อปก็คือพ่อมดที่สามารถเรียกทุกสรรพสัตว์มาได้นั่นเอง

เมื่อสถานการณ์เริ่มจะสงบลง ล็อปก็พาร่างของฉันที่ตอนนี้เหมือนไม่ได้สติ และหายใจโรยรินใกล้ตาย ในไม่ช้าก็เร็ว เขาได้อุ้มร่างของฉันมาวางไว้ตรงใกล้ๆ แคมป์ทหารที่ตอนนี้เต็มไปด้วยศพทหารที่กำลังเป็นอาหารมื้ออิ่มของฝูงกาจำนวนมากมาย ไม่นานแม่มดชราก็เดินเข้ามาตรงที่ฉันกำลังนอนจมกองเลือด กระซิบพูดบางคำกับล็อปก่อนที่ล็อปจะจากไป

“เจ้าโอเครมั้ย แม่หนู”

ฉันไม่พูดอะไรไม่ได้ ได้แต่บังคับริมฝีปากผละให้เห็นเป็นรอยยิ้มเท่านั้น

“เจ้าจะต้องไม่ตาย เลือดของข้าจะช่วยเจ้าเอง และเจ้าจะได้เข้ามาเป็นพวกของเรา” แม่มดชราไม่พูดอะไรมาก ก่อนที่เธอจะกีดข้อมือตนเองให้เลือดไหลลงดินและหยิบดินนั้นมาชโลมที่ใบหน้าของฉัน แล้วร่ายคาถาเวทมนต์

“ปล่อยวาง ผ่อนคลาย เจ้าจะได้สืบทอดเวทมนต์ต่อจากข้าทั้งหมด จงใช้มันอย่างระวัง เพื่อปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า แล้วจงใช้มันเพื่อสร้างความสมดุลย์ให้กับธรรมชาติ...”

เท่าที่ฉันสามารถจับใจความได้ ไม่นานลมพายุก็โหมพัดต้นไม้ให้ปลิวไปมา และฝนก็โหมกระหน่ำตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ชะล้างเลือดในสนามรบกลับสู่แม่น้ำ ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ถูกทำลายก็เติบโตเป็นต้นกล้าโผล่ขึ้นจากผืนดิน ฉันรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในตัวที่กำลังถูกแสงสว่างฉีกร่างเป็นชิ้นๆ และความมืดก็กำังจะกลืนกิน ความทรงจำต่างๆ ถูกนำมารวมกันเป็นเรื่องราวและได้เลือนหายไป

“เมื่อเจ้าใช้เวทมนต์ปกป้องความดีเจ้าจะเป็นแสงสว่าง แต่เมื่อเจ้าใช้เวทมนต์เข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์ เมื่อนั้นเจ้าก็จะถูกความมืดกลืนกินจิตใจ จงเป็นนักเวทย์ของพระผู้เป็นเจ้า อย่างซื่อตรง.. เมื่อเจ้าฟื้นคืนชีพจากความตายจงมุ่งหน้าตามหา บาทหลวงชื่อว่าแคลลี่ เขาอยู่ไม่ไกลจากเมืองเมจ เขาจะบอกเธอได้ว่าพวกเราที่เหลือหลบซ่อนที่ไหน” อยู่ๆ ร่างหญิงชราก็สลายกลายเป็นผงฝุ่นพัดปลิวไปตามลม ในไม่ช้านาน ปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ก็สงบลง ผืนป่ากลับมาเขียวชอุ่มตามเดิม ร่างสาวน้อยที่นอนแผ่หลาอยู่กลางสนามรบก็หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยล้า

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาบนเกวียนของชายชราที่กำลังมุ่งหน้าไปที่ไร่บนเขา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ก่อนที่เกวียนจะชะงักหยุดลงด้วยความตกใจของชายชราผู้นั้น

“แม่สาวเจ้ายังไม่ตายงั้นหรือ ข้าเห็นเจ้านอนไม่ขยับตัวเลย 3 วันไม่มีทีท่าจะฟื้น เจ้าคงเป็นคนโนทล็อกสิท่า ข้ากำลังจะไปหมู่บ้านนั้นพอดี จะไปดูด้วยตาว่ายังมีใครเหลือรอดพอที่จะให้ข้าได้ติดต่อซื้อขายผลผลิตบ้าง ปีนี้มันแล้งจัด พอได้ข่าวว่าทั้งหมู่บ้านถูกทหารของกษัตริย์มาร์คโจมตีไป ข้าจึงมุ่งหน้ามาจากเมืองเลปทาว์เพื่อการนี้โดยเฉพาะ”

เมื่อมาถึงหมู่บ้านที่เคยอาศัย เมืองเกษตรกรรมอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวโนทล็อกซึ่งตอนนี้พังราบเป็นหน้ากอง ศพของชาวบ้านถูกฆ่าตายอย่างทารุณให้เชยชมเป็นประวัติศาสตร์ ผลผลิตไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวโพด และมันสำปะหลังในคลังเสบียงที่โกดังถูกทหารยึดและเอาไป กองฟางหลายแห่งถูกเผา แม้แต่ม้าที่มีฝีเท้าดีก็ถูกเอาไปเช่นกัน เหลือไว้แต่ลูกม้าที่ฉันคุ้นเคยเท่านั้น

“เจ้ามอมแมม” ฉันเข้าไปลูบที่ผมของมัน มันทำท่าที่ดีใจที่ได้เห็นฉันก่อนที่ฉันจะจูงมันไปหาชายชราที่กำลังรู้สึกประหลาดใจในผลงานของคนเบื้องบน

“กษัตริย์ช่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี ตรงนั้นข้าพบศพผู้หญิงถูกข่มขืน และเพื่อนข้าที่ติดต่อซื้อวัวกันได้ไม่นานเขาถูกขวานจามเข้าที่หน้า สภาพศพช่างน่าเศร้า ที่ดงข้าวสาลีก็ศพหญิงชรา” ชายชราพูดก่อนจะพาฉันเดินไปดูศพเหล่านั้น ด้วยความเวทนาสงสาร ชาวบ้านพวกนี้เป็นคนที่ฉันรู้จักและคุ้นเคยมาตลอดทั้งชีวิต ในที่สุดฉันก็ได้มาพบกับหญิงที่ฉันรักและมีเพียงคนเดียวในชีวิต

ชายชราและฉันช่วยกันขุดหลุมฝังศพแก่คนโนทล็อกทั้งหมดเกือบ 30 หลุมที่ถูกฆ่าตาย โดยทหารของกษัตริย์ชั่วช้า หลุมศพถูกฝังตามหน้าบ้านของคนตายแต่ละคน และหนึ่งหลุมที่หน้าร้านขนมปัง สำหรับยายของฉัน

“ยายเจ้าคงไปสบายแล้ว ตอนนี้เขาอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า เจ้าชื่ออะไรสาวน้อย ชื่อของข้าคือตาแก่นิวพ์ จะเรียกตาแก่เฉยๆ ก็ไม่ว่ากัน”

“ข้าชื่อ เอเดรียน่า” ฉันพูดกับนิวพ์ และยื่นเมล็ดข้าวสาลีที่เก็บไว้ในตู้กับข้าวของบ้านที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์อันหายากและนิยมขายในราคาสูงให้เขา จนเขามีท่าทางดีใจ

“เจ้ากำลังจะไปที่ใด ”

“เมืองเมจ เมืองของนักเวทย์”  ฉันตอบกลับ

“แต่ข้าได้ยินมาว่า กษัตริย์มาร์คสั่งทำลายหมู่บ้านเวทมนต์ทั้ง 7 พังย่อยยับไปแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ส่วนชาวเมืองที่ว่ากันว่าเป็นนักเวทย์กับนักบวชก็โดนไล่ไปดินแดนต้องคำสาปถูกหลงลืม เจ้าจะไปที่นั่นทำไมหรือ ไม่กลัวอันตรายหรือไง พวกทหารของพระราชามีอยู่ทุกที่ของอาณาจักร”

“ข้าเคยตายมาแล้ว” ฉันเอ่ยกลับนิวพ์ก่อนที่เขาจะพาฉันไปที่เกวียน พร้อมยื่ถุงเงินให้

“ในนี้ มีเงินไม่มาก แต่ก็พอจะให้เจ้าผ่านเดือนนี้ไปได้ ดังนั้นก่อนที่ข้าจะเดินทางกลับเลปทาว์ ข้าจะพาเจ้าไปด้วย เพราะว่าเลปทาว์เป็นเมืองติดกับเมืองชิวาวที่เป็นหน้าด่านประตูไปสู่ดินแดนเวทมนต์ทั้ง 7 เมืองของอาณาจักรเฮเลเนียน ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้แม่สาว"

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น