ตะกอนไข่มุก

ขอกำลังใจจากผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะ ติชมกันมาได้เลย ตอนนี้ที่ต้องการที่สุดคือแรงผลักดันคา แหะๆ

บทที่ 1 สูญเสีย

ชื่อตอน : บทที่ 1 สูญเสีย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 634

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2560 08:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 สูญเสีย
แบบอักษร

“ ติ๋ง ติ๋ง .......”

หยดน้ำค้างบนใบไม้ที่ล่วงลงมาทำให้ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วพบว่าตัวเองกำลังเหยียดกายอยู่ในคอกที่ทำจากไม้ ซึ่งอาจเคยเป็นคอกหมูหรือไม่ก็คอกม้ามาก่อน ดินร่วนที่เปียกแฉะบนพื้นได้ติดร่อนขึ้นมาที่ข้อศอกตอนที่ฉันได้ยกแขนมาลูบหน้าลูบตาตัวเอง สอดส่องไปบริเวณรอบๆ ไม่นานก็พบหญิงชรา ท่าทางมอมแมม เส้นผมจับกังเหมือนไม่เคยได้ชำระร่างกายมานานหลายปี พร้อมกับสภาพชุดที่ขาดรุ่งริ่ง เผยให้เห็นหน้าอกที่หย่อนคล้อยลงมา กำลังนั่งกอดเข่าจ้องมองมายังเด็กสาวแรกรุ่นที่ตอนนี้กำลังรวบรวมสติ ปะติดปะต่อเรื่องราวความเป็นมาว่าตนนั้นมาอยู่  ณ ที่แห่งนี้ได้อย่างไร

“ ที่นี่ ที่ไหนกัน...” ฉันเอามือปัดผงดินที่ติดอยู่ที่ข้อศอกและลำคอออกไป แล้วหันไปถามหญิงชราที่มีสภาพน่าเวทนา

“พวกมันจับเรามาเป็นเชลย” เธอกล่าวก่อนที่จะขีดเขียนภาษาบางอย่างด้วยนิ้วมือที่ร่องดิน

“ท่านโดนจับมากี่วันแล้ว”

“ข้าจำไม่ได้” หญิงชรากล่าว ก่อนที่จะมีทหารยามที่ดูแลคอกของเชลยทั้งสองสังเกตพฤติกรรมของหญิงชรานั้นได้

“แกคิดจะทำอะไรนังแม่มดหนังเหี่ยว วางมือของแกซะ ไม่งั้นได้ตายก่อนที่กษัตริย์มาร์ค ทรงรับสั่งแน่”

ทหารยามกำลังขู่หญิงชรา แต่เธอไม่มีทีท่าว่าจะกลัวในคำพูดนั้นแต่อย่างไร เธอหยุดเขียนอะไรบางอย่างลงที่พื้นก่อนจะจ้องมองไปที่ทหารยามนั้นอย่างสะใจด้วยดวงตาอันเหม่อลอย

“แกมันไม่ใช่มนุษย์!” เขาเอ่ย ก่อนที่จะเดินกลับไปยังจุดเฝ้ายามตามเดิมซึ่งอยู่ห่างจากคอกที่ฉันอยู่ประมาณ 200 เมตรได้ ฉันรู้ว่าตัวเองในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับนักโทษรอการประหาร แต่มันจะยิ่งโหดร้ายไปกว่าเดิมหากเราต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ตัวเองไม่รู้ แต่พระองค์ทรงรู้และกำลังเฝ้าดูด้วยความเปรมปรีในที่ใดสักที่

“เจ้าชื่ออะไรแม่หนู แล้วโดนพวกทหารของกษัตริย์เล่นงานเอาตอนไหน”

“ชื่อของข้า คือเอเดรียน่า เดอะบาร์ด พ่อข้าเป็นขุนนางในวังของกษัตริย์องค์ก่อน ข้าไม่รู้ว่าแม่ข้าเป็นใคร ข้าอยู่กับยายสองคนมาตลอด ยายข้าเป็นคนทำขนมปัง ส่วนข้าก็อาชีพทำไร่ข้าวสาลี พวกเราเป็นคนของหมู่บ้าน โนทล็อก อยู่ทางเหนือของอาณาจักร เมื่อสองวันก่อน พวกทหารของกษัตริย์มาร์ค และราชินีชาลอนได้เล่นงานหมู่บ้านของเรา ข้าจึงได้หนีแต่ก็ไปไม่รอด”

“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับยายของเจ้า” หญิงชราเอ่ยถาม

“ข้าเห็นยายข้าโดนพวกทหารลากเธอไปที่ดงข้าวสาลีที่ข้าปลูกเอง กับตา ” ฉันพยายามรวบรวมสติไม่อยากย้อนเรื่องราว ภาพความทรงจำอันเลวร้ายที่เกิดกับหญิงอันเป็นที่รัก ไม่นานดวงตาของฉันก็เริ่มแดงก่ำ

“เธอตายมั้ย”

“ข้าไม่รู้ หลังจากที่พวกมันลากเธอไป ข้าก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิต ข้าเห็นคนในหมู่บ้านของข้าถูกพวกมันฆ่าตายศพแล้วศพเล่า บางคนที่ข้ารู้จักอย่างสตีฟพ่อค้าดาบ เขาเป็นคนดีมาก ทหารตัดหัวเขาแล้วเสียบไปที่หอกปักประจานหน้ากระโจมแคมป์ของพวกมัน ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็ก พวกมันก็โยนเข้าไปในกองไฟก่อนที่จะลงมือข่มขืนหญิงแม่ลูกอ่อนที่ข้าเคยเล่นด้วยตอนเด็ก ข้าคิดจะหนี แต่ก็โดนพวกมันจับได้ก่อน” ฉันรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อได้เล่าเหตุการณ์อันเลวร้ายให้กับหญิงชราตรงหน้าฟัง

“ข้ารู้ว่าทำไม กษัตริย์มาร์คร่วมกับองครักษ์ของเขากบฏต่อแผ่นดิน ลอบปลงพระชนน์กษัตริย์ลูเธอร์องค์ก่อนแล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์เสียเอง คนในเมืองหลวงของอาณาจักรเฮเลเนียนแห่งนี้ มีฐานะที่ร่ำรวย เป็นพ่อค้าคนกลาง บ้างก็มีศักดิ์เป็นขุนนางในปราสาทราชวังซึ่งปกครองด้วยกษัตริย์มาร์คและพวกกบฏของเขา แต่นอกกำแพงกับมีชาวบ้านที่ต้องอดอยากยากไร้ ทำไร่นา  ด้วยเหตุนี้เขาจึงสั่งให้ต้องฆ่าฟันประชาชนที่อยู่นอกเมืองที่ไม่จงรักภักดีกับกษัตริย์และราชบัลลังก์และมีฐานะยากจน เพราะวันหนึ่งประชาชนอาจจะไม่ส่งเสบียงอาหารให้กับกษัตริย์ในท้ายที่สุด” เธอเล่า

“แล้วพวกเขาจับพวกเรามาไว้ที่นี่ทำไม ” ฉันเอ่ยถาม

“กษัตริย์มาร์ค พยายามจะกำจัดสิ่งเหนือธรรมชาติของอาณาจักร อย่างเมืองเมจ เมืองไมเกเรียน และเมืองอื่นๆ อีก ซึ่งเป็นเมืองของเหล่าพ่อมดแม่มด หรือผู้ควบคุมเวทมนต์ได้ เขาเกรงว่าพวกนัดเวทย์ทุกคนนั้นจะเป็นอันตรายต่อเขา จึงได้สั่งฆ่าเมืองเวทมนต์ทุกเมืองที่เขาคิดว่าอาจจะสามารถลุกขึ้นมาต่อกรอนกับเขาได้ทุกเมื่อในภายภาคหน้า แต่ตอนนี้ข้าก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าพวกกษัตริย์ได้ล้มเมืองเวทมนต์เมืองใดไปบ้างแล้ว แต่ที่แน่ๆ เมืองของข้าราบเป็นหน้ากอง ด้วยฝีมืิอขององครักษ์ของกษัตริย์มาร์คที่เป็นพ่อมผู้อยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนน์ของกษัตริย์องค์ก่อนเช่นกัน ซึ่งเป็นพ่อมดที่แปรพรรคเพื่อไปภักดีต่อกษัตริย์ที่เป็นกบฎแทน”

“ดังนั้นท่านก็คือแม่มดงั้นหรอ” ฉันจ้องมองไปที่หญิงชรา อย่างตกใจแต่ก็พบว่าเธอมีอาการเหมือนคนอ่อนเพลียถ้าหากเป็นแม่มดก็คงจะไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรแล้ว

“ใช่ ข้ามาจากเมืองเมจ โดนโจมตีไปเมื่อ 3 ปีก่อน ด้วยรับสั่งของกษัตริย์ พวกข้าโดนพวกมันจับมาเป็นเชลย เพราะว่าข้าเป็นแม่มดซอร์เซอร์เรอร์ หรือแม่มดเล่นแร่แปรธาตุที่เป็นแม่มดที่อ่อนแอที่สุด ก่อนที่หัวหน้าเมืองข้าจะยอมสยบให้กับกษัตริย์ และโดนยึดเมืองไป ส่วนพ่อมดแม่มดที่เหลือก็ถูกเนรเทศออกนอกอาณาจักรไปในที่สุด ในอาณาจักรเฮเลเนียนซึ่งเป็นศูนย์กลางอันปกครองด้วยกษัตริย์บ้าเลือดอย่างมาร์คตอนนี้ ไม่มีพ่อมดและแม่มดอีกต่อไป เมื่อทหารที่อยู่ตามหัวเมืองปกครองจับได้ว่าเมืองใดที่มีพ่อมดหรือแม่มดหลบซ่อนอยู่ ก็จะถูกตรวจสอบ มีผู้คนที่ต้องสูญเสียในการตรวจสอบในครั้งนี้เสมอ คนใดที่พยายามต่อกรอนกับอำนาจทหารของกษัตริย์ก็จะหายสาบสูญ หญิงงามที่เริ่มแตกเนื้อสาวก็จะถูกพวกทหารข่มขืนเหมือนสัตว์ป่า มีผู้ต้องสงสัยที่อาจจะเป็นพ่อมดแม่มดก็จะถูกจับมาไว้ที่ค่ายทหารเหมือนเธอกับฉันในตอนนี้ ไม่ต่างกัน”

“แล้วถ้ามันรู้ว่าคนที่มันจับมาเป็นพ่อมดแม่มดล่ะ”

“จะถูกส่งไปยังเมืองหลวงและถูกเผาท่ามกลางฝูงชน” หญิงชราเอ่ยอย่างเป็นทุกข์

“ทำไมในเมื่อท่านเองเป็นแม่มด ท่านก็น่าจะใช้เวทมนต์ได้สิ แต่ท่านเลือกที่จะไม่ทำ นั่งรอความตายในที่ทรหดอย่างนี้หรือ” ฉันกล่าวให้หญิงชราฟังด้วยอารมณ์อันฉุนเฉียว

“เมื่อนักเวทย์หรือที่เรียกกันว่าพ่อมดหรือแม่มด คนใดคนหนึ่งใช้เวทมนตร์ กษัตริย์มาร์คก็จะส่งทหารไปตามฆ่าพ่อมดและแม่มดที่เหลือที่เขาได้เนรเทศออกไปจากอาณาจักรแต่ก่อน และนี่คือข้อตกลงของผู้นำแห่งเวทมนตร์และกษัตริย์ จะไม่มีพ่อมดหรือแม่มดคนใดใช้เวทมนตร์ต่ออาณาจักร”

“พวกคุณที่เหลือถูกเนรเทศไปอยู่ที่ไหน”

“ข้าพยายามส่งกระแสจิตให้คนอื่นๆ แต่พลังของข้า ไม่อาจทำได้ “

“ในเมื่อได้ข้อตกลงระหว่างพวกนักเวทย์และพวกกษัตริย์ ทำไมเขาไม่ปล่อยตัวเชลยไปเสียที”

“ก็เพราะนี่คือเกมส์แห่งสงครามของกษัตริย์และนักเวทย์น่ะสิ เมื่อใดที่นักเวทย์คนใดคนหนึ่งใช้เวทมนตร์เพื่อจะถ่วงดุลย์อำนาจของกษัตริย์ เชลยที่เป็นพวกนักเวทย์อย่างข้าที่ไม่รู้อะไรเลยก็จะต้องโดนเผาทั้งเป็น ข้าไม่อาจรู้ได้แม้แต่พวกนักเวทย์ที่เหลือตอนนี้มีชะตากรรมเป็นแบบไหน และกำลังวางแผนโค่นกษัตริย์มาร์คอยู่หรือไม่”

“มีเชลยที่ถูกส่งตัวมาที่นี่เหมือนคุณไหม” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัยและอยากรู้

“เมื่ออาทิตย์ก่อนก่อนที่เจ้าจะถูกจับมา คนของเราถูกจับได้ว่าแอบหลบซ่อนที่เมืองหลวงคิดการใหญ่เพื่อจะใช้เวทมนตร์ฆ่าล้มกษัตริย์มาร์ค แต่โดนจับได้เสียก่อนเพราะกษัตริย์มีหูตามากมาย จึงถูกเผาตายไป และเชลยที่นอนตรงนั้นตรงที่แม่หนูนั่งอยู่กับฉันตอนนี้ ก็เพิ่งถูกส่งไปเมืองหลวง เพื่อรับโทษเหมือนกันในข้อหาที่หัวหน้าพ่อมดบังอาจผิดข้อสัญญาที่ตกลงระหว่างกษัตริย์ ในเมื่อพ่อมดหรือแม่มดคนใดบังอาจใช้เวทมนต์เข่นฆ่าคนของกษัตริย์ พ่อมดและแม่มดที่เป็นเชลยก็จะถูกฆ่าตายตามจำนวนทหารหรือกองทัพที่เสียไป ในค่ายทหารแห่งนี้ เหลือแม่มดที่เป็นเชลยอย่างข้าแค่ผู้เดียวเท่านั้น”

“ข้าเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเมืองของท่าน และเมืองของนักเวทย์คนอื่นๆ” แม่มดชราตรงหน้าสะอื้นไห้อย่างน่าเวทนาเลือดนัยตาแดงก่ำ ผิดมนุษย์เพราะเธอร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด

“เจ้ารู้มั้ยแม่หนู ว่าพ่อมดที่คิดจะล้มกษัตริย์เมื่ออาทิตย์ก่อนคนนั้นเป็นใคร เขาคือลูกชายของข้าเอง... พวกทหารโหดร้ายป่าเถื่อนสิ้นดี ”

มันช่างเป็นบาดแผลที่ลึกและเจ็บปวดมากสำหรับผู้เป็นมารดา กษัตริย์เข่นฆ่าผู้คนและฆ่าได้แม้กระทั่งพวกเดียวกันเองอย่างเลือดเย็น

“เขาจะทำอย่างไรกับข้าต่อไป”

“เอาล่ะจับเธอมัดมือไว้” ไม่นานที่ฉันได้ไถ่ถามแม่มดชราตรงหน้าดี ทหารยามที่มีหนวดเครารุงรังและทหารเด็กอีก 2 นายก็เข้ามาที่คอกสกปรกที่เป็นที่พักพิงของเด็กสาวแรกรุ่นและแม่มดชรา พวกเขาตรงมาที่ฉันและใช้เชือกที่พวกเขาเตรียมมามัดตรึงข้อมือทั้งสองข้างของฉันเข้ากันไว้แล้วรวบไปไขว้ไว้ข้างหลัง แผ่นหลังบางถูกกระทำด้วยความเจ็บปวดอย่างไร้เยื่อใย

“พาเธอไปรวมกับพวกคนของหมู่บ้านของเธอ” ทหารที่ไว้เครารุงรังเอ่ย ไม่นานทหารเด็กสองนายก็กระชากแขนของฉันที่ตอนนี่ถูกมัดด้วยเชือกแล้วพาเดินตรงไปที่หน้าค่ายทหารที่มีพื้นที่กว้าง 3 ใน 4 ของพื้นที่ของค่ายทหารทั้งหมดเพื่อในการใช้ฝึกท่าอาวุธในการใช้ทำศึกกับศัตรู

ทหารเด็กพาฉันมารวมกับคนในหมู่บ้านของฉันซึ่งตอนนี่เหลือรอดไม่กี่ชีวิต เพราะหลายชีวิตถูกสังหารอย่างโหดร้ายด้วยทหารบ้าเลือดไร้จริยธรรมพวกนี้ ฉันพยายามสอดส่องหายายด้วยความหวังว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ ไม่ทันไรทหารเด็กก็เตะน่องของฉันทรุดลงไปนั่งที่พื้นข้างๆ ชายรูปร่างใหญ่กำยำผิดสีแทนเข้ม ที่ฉันรู้จักดี ที่ตอนนี้มีสภาพถูกมัดไม่ต่างอะไรกับฉัน เขาหันหน้ามองสบตาฉัน รอยยิ้มที่ที่ดูร่าเริงและเป็นมิตรดังฤดูแรกแย้ม อย่างเมื่อก่อนของเขา ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นความสุขุมลุ่มลึกเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

“อีริค ..” ฉันเรียกชื่อเขาเบาๆ แต่เจ้าตัวก็ไม่ยักจะหันมาตามเสียงเรียกขานแต่อย่างใด

ภาพของอีริคและฉันที่ประกบกายกันอันร้อนระอุบนโขดหินริมแม่น้ำไม่ไกลจากไร่สาลีของฉัน ก็ผุดขึ้นมาในหัว อีริคกับลีลารักของเขาที่ชวนเพ้อฝันของสาวในหมู่บ้านหลายๆ คนซึ่งเขาได้ร่ายมนต์ตัณหารักของเขาในตัวฉันจนไม่อาจจะลืมเลือนได้ ซึ่งมันจุดประกายความต้องการแล้วต้องการเล่าไม่มีวันสิ้นสุดในตัวฉัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น