หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๖๔ สิ้นรัชทายาท หลินหัวเหย้ากบฏ!

ชื่อตอน : ตอน ๖๔ สิ้นรัชทายาท หลินหัวเหย้ากบฏ!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ต.ค. 2560 15:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๖๔ สิ้นรัชทายาท หลินหัวเหย้ากบฏ!
แบบอักษร

หลินหัวเหย้าคุกเข่าคารวะทั้งน้ำตา พยายามลากเขาซ่างชิงลงแอ่งน้ำวนซึ่งยากตะเกียกตะกายอีกครั้ง

และแล้วผู้บำเพ็ญตบะอย่างชงเสวียนก็สุดจะทานทน กระอักโลหิตออกจากปาก ก่อนแหงนหน้าสาบานต่อบรรพชนชาวเต๋าท่ามกลางขุนนางน้อยใหญ่เต็มท้องพระโรงว่า เรื่องนี้เขาซ่างชิงมิใช่ผู้กระทำแน่นอน ขอให้ทุกๆ ท่านอย่าเชื่อคำโป้ปดมดเท็จ!

สถานการณ์เปลี่ยน ปัญหาขยายใหญ่เกินคาด ไม่มีใครอยากอยู่ดูละครฉากนี้อีก ดีไม่ดีอาจมีผู้ที่ชีวิตจะหาไม่

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลินหัวเหย้า เหตุใดเขาจึงกล้าทำถึงเพียงนี้ ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความโกลาหลหรือ!

ยิ่งบังเอิญช่วงนี้เริ่มมีข่าวลือแพร่กระจายออกมาว่า

“แท้จริงแล้วหมิงอ๋องถูกราชสำนักส่งไปฝึกวิชาที่เขาอวี้ชิงอย่างลับๆ ได้ยินว่าผู้เยี่ยมยุทธแห่งเขาอวี้ชิงรับเป็นศิษย์ส่วนตัวด้วย บอกว่าหมิงอ๋องเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาตัวจับยาก ใช้เวลาสักสิบปีมีหวังได้เป็นเจ้ายุทธภพ...”

ไม่มีใครรู้ว่าข่าวนี้มาจากไหน แต่ชั่วพริบตาก็กระจายเข้าหูของผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวง โดยทุกท่านต่างรู้สึกว่าข่าวนี้มีนัยยะ

“องค์ติ้งอู่ต้องการแสดงบารมีให้สำนักเต๋าประจักษ์”

“เป็นพันธมิตรลับๆ กับเขาอวี้ชิง มิน่าเล่ามือสังหารถึงได้ชี้ตัวว่าผู้บงการคือเขาซ่างชิง....”

“หรือตาเฒ่าหลินหัวเหย้าสวามิภักดิ์องค์ติ้งอู่?”

“เป็นเช่นนี้แน่ ตาเฒ่าทนรับความกดดันไม่ไหว เดิมทีก็เป็นพ่อตาหมิงอ๋องอยู่แล้ว อีกทั้งหมิงอ๋องมีโอกาสสูงที่จะได้ทะยานขึ้นเป็นเจ้ายุทธภพในวันข้างหน้า  เรื่องอะไรต้องล่วงเกินราชสำนักเพื่อเขาซ่างชิงด้วย ตาเฒ่านี่ร้ายกาจจริงๆ...”

“ยังนึกว่าแกเป็นบ้าไปแล้ว ที่แท้ทั้งหมดนี่เป็นคำสั่งขององค์ติ้งอู่ เขาถึงได้ทำเพียงนี้”

เวลานี้ทุกคนกำลังสงสัยว่า ความจริงหลินหัวเหย้าได้เข้าประนีประนอมกับองค์ติ้งอู่อยู่ก่อนแล้ว ที่แสดงออกในแต่ละฉากเป็นการช่วยองค์ติ้งอู่จัดการเขาซ่างชิง ฟื้นคืนอำนาจให้ราชสำนัก

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้อีก อำนาจบารมีขององค์ติ้งอู่คล้ายเพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดในชั่วพริบตา ส่วนเขาซ่างชิงก็กลายเป็นคู่ปรับด่านหน้าที่อันตราย ชัดเจนว่าเหล่าขุนนางอยู่เฉยไม่ได้แล้ว

ตอนนี้แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดยังลือกันให้แซดว่าเขาซ่างชิงไม่ภักดีต่อราชสำนัก ถึงกับใจกล้าบ้าบิ่นลอบสังหารหมิงอ๋อง ข่าวลือเรื่องแรงจูงใจยิ่งหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าสำนักเหมยแห่งเขาซ่างชิงต้องเขียนจดหมายด้วยตนเองส่งให้ราชสำนัก ให้คำมั่นสัญญาจริงจัง หากมีหลักฐานพิสูจน์ชัดว่าเขาซ่างชิงเป็นผู้บงการ เจ้าสำนักเหมยจะขอเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้เอง และยอมรับพระอาญาด้วยตนเอง

ขณะเดียวกันหากมีความจำเป็น เขาซ่างชิงก็พร้อมให้ความร่วมมือกับราชสำนักในทุกๆ ด้าน ยินดีปิดขุนเขาให้ตรวจค้นอย่างเต็มที่

อีกทั้งในจดหมายยังเขียนลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาซ่างชิงร่วมมือกับราชสำนักมาแต่อดีต แสดงให้เห็นความจงรักภักดีที่มีมายาวนาน

ทว่าทุกคนต่างตั้งข้อสังเกตอยู่เรื่องหนึ่ง แม้เจ้าสำนักเหมยเขียนจดหมายด้วยตนเอง แต่กลับไม่เคยเข้าเฝ้าด้วยตนเอง

เรื่องนี้มีความหมายในเชิงลึกได้อีก เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า แม้แต่เจ้าสำนักเหมยก็ยังไม่ไว้ใจราชสำนัก ไม่กล้าเข้าวังเพียงลำพัง

ส่วนองค์ติ้งอู่แน่นอนว่าทรงตระหนักถึงจุดๆ นี้ ที่สุดแล้วก็ทรงตรัสขึ้นโดยแสดงให้เห็นว่าทรงเชื่อใจเจ้าสำนักเหมยแห่งเขาซ่างชิงที่ให้เกียรติราชสำนัก ดังนั้นไม่มีทางคิดก่อกบฏเช่นนี้ หลักฐานของใต้เท้าหลินจึงไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ข้อสงสัยดังกล่าว

เรื่องนี้นับว่าได้ข้อสรุปแล้ว แต่บรรยากาศในท้องพระโรงกลับยิ่งดำดิ่งสู่ความขมุกขมัว

องค์ติ้งอู่ยังคงดำเนินการลิดรอนอำนาจของหลินหัวเหย้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่คิดรามือ สถานการณ์เช่นนี้คล้ายเกิดเมฆหมอกปกคลุมอยู่ภายในใจของเหล่าขุนนาง

หลินหัวเหย้าสวามิภักดิ์องค์ติ้งอู่จริงหรือ?

การต่อสู้ในครั้งนี้ของเขาซ่างชิงกับราชสำนักจะเป็นอย่างไร

ที่สุดแล้วองค์ติ้งอู่ต้องการให้เรื่องนี้จบอย่างไร

สถานการณ์ในแต่ละวันยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ หลินหัวเหย้า  เขาซ่างชิง ราชสำนัก สามฝ่ายพัวพันไม่เลิก ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสามเป็นอย่างไร

ขุนนางอาวุโสสองรัชสมัย พริบตาเดียวเปลี่ยนเป็นคนยากตอแยยิ่ง ตกลงว่าเขาต้องการบีบให้องค์ติ้งอู่รามือ หรืออยู่ข้างองค์ติ้งอู่กันแน่?

เมฆหมอกลงหนา ทุกคนต่างรู้โดยสัญชาติญาณว่าสถานการณ์กำลังอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่ละคนจึงเริ่มเตรียมรับมือเต็มที่

วันเวลาผ่านเลย ต่างคนต่างเร่งให้ครบกำหนดหนึ่งเดือนโดยเร็ว จะได้รู้บทสรุปเสียที

ทว่าเรื่องกลับไม่ได้เป็นอย่างที่อยากให้เป็น

สิบวันต่อมา หลินหัวเหย้าที่เงียบหายไปสองรอบตั้งแต่เกิดเรื่องได้ยี่สิบวัน กลับก่อเรื่องขึ้นอีก ครั้งนี้ยิ่งทำให้ขุนนางน้อยใหญ่หน้าถอดสีหนักกว่าเมื่อสองครั้งก่อน เหมือนกับไปกินหัวใจสัตว์ใหญ่มายังไงยังงั้น บังอาจชี้มูลความผิดไปที่ขุนนางใหญ่ ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นทั้งหมด! มาถึงตอนนี้ ในทุกๆ วันขุนนางมากบารมีเกือบทุกท่านเริ่มถูกโยงใยเข้ามาในคดี เช่นนี้ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ในราชสำนักมีใครตอแยได้ง่ายบ้าง

สถานการณ์แบบนี้ที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่มีผู้ใดดูออก ที่สุดแล้วหลินหัวเหย้ากำลังช่วยองค์ติ้งอู่ทำความสะอาดราชสำนัก หรือจงใจป่วนราชสำนักกันแน่?

พวกเขาดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจ แต่จุดที่มั่นใจได้คือ จะไม่ยอมให้ตนเองถูกลากเข้าไปในแอ่งน้ำวนเด็ดขาด

ดังนั้น ทุกคนจึงตั้งเป้าหมายไว้ในใจทันทีว่า

หากเจ้ากล้าแตะต้องบิดา คิดหรือบิดาจะปล่อยเจ้าไว้?

เรื่องโจมตีและทำลายล้าง บิดาเกรงว่าเจ้ายังรู้น้อยไป ใครกลัวใคร ใครไม่ใช่ผู้เล่นมือฉมังบ้าง?

ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นด้วยรูปแบบที่เฉียบพลัน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ภายในหนึ่งวันกระดาษเอกสารปลิวว่อนเต็มท้องพระโรง น้ำโคลนทุกชนิดถูกนำมาสาดใส่กันเลอะเทอะไปหมด เกือบทุกคนยังทำอะไรกันไม่ได้

เหมือนมีขุนนางทุจริตอยู่เต็มท้องพระโรง และทุกคนควรถูกจับประหารทั้งหมด!

ท่ามกลางความรู้สึกไม่ปลอดภัย การต่อสู้ที่ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ของพรรคพวกใหญ่โตหลายฝ่ายได้เริ่มต้นขึ้น

หลินหัวเหย้าในตอนนี้ บอกตามตรง ไม่มีใครดูออกว่าเขากำลังคิดทำอะไรกันแน่?

ล่วงเกินขาใหญ่มากมายขนาดนี้ ไม่ว่าเรื่องของหมิงอ๋องจะจบอย่างไร เขาก็ไม่มีจุดจบที่ดีแน่

ที่น่ากลัวไปกว่านั้น ราชสำนักวุ่นวายแล้ว บ้านเมืองเล่า ดูเหมือนกำลังถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตา

ทุกคนดูออกว่า วิกฤตการณ์นี้ไม่สามารถยืดเยื้อต่อไป มิเช่นนั้นภัยพิบัติที่ไม่สามารถพูดได้อาจกลายเป็นจริง สำหรับทุกคนแล้ว ตัวขุนอย่างราชสำนักจะล้มไม่ได้ หากล้มลงพลัน อำนาจของพวกเขาจะหาได้จากที่ไหน?

แต่ขณะเดียวกัน ราชสำนักจะล้มหรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่าตนเองจะล้มหรือไม่ มีหรือจะยอมสละตนเพื่อค้ำจุนความมั่นคงให้ราชสำนัก?

คิดไปก็เท่านั้น สู้ไม่คิดดีกว่า เมื่อมองดูการโต้แย้งที่ลามปามมากขึ้นๆ ในแต่ละวัน ทุกคนต่างรู้สึกหวาดเสียว แต่ก็ไม่สามารถรามือได้ ทำได้เพียงรอองค์ติ้งอู่โปรดเกล้าฯ จัดการสถานการณ์ให้เรียบร้อย

และตอนนี้ องค์ติ้งอู่เองก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่า การเดิมพันที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวได้เริ่มต้นขึ้น

ทอดเนตรมองการโจมตีและทำลายล้างอย่างไม่ลดละของเหล่าขุนนางในราชสำนัก มองเห็นภาพที่กำลังจะทำให้ประเทศพังพินาศ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจขึ้นเล็กน้อย

ทรงคิดใช้วิกฤตให้เป็นประโยชน์ ยืมพลังสลายพลัง วิธีที่ใช้ต่างๆ นาๆ ก็เพื่อล้างบางอำนาจเก่า ตอนนี้ราชสำนักทั้งกะบิทุจริตกันหมด จึงคิดอยากปฏิวัติ

ทรงใช้ศักยภาพส่วนพระองค์ตรวจสอบ คิดว่าน่าจะใช้โอกาสนี้ ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะครบกำหนดหนึ่งเดือน ให้เรื่องราวต่างๆ สรุปด้วยตัวเรื่องราวเอง เพียงระยะเวลาไม่กี่วันนี้หากพระองค์สามารถนิ่งพระทัยได้ ก็สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ได้อย่างเจิดจรัส

ทว่าทรงอยากล้มกระดาน ขุนนางระดับสูงย่อมไม่อนุญาตให้พระองค์ทำแบบนั้นแน่ กระบวนการปฏิวัติจำเป็นต้องเสียสละคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งใครก็ไม่อยากให้ตนเองกลายเป็นผู้เสียสละนั้น

ทุกคนก็เป็นเช่นเดียวกับองค์ติ้งอู่ ต้องยืนหยัดเฝ้าดูให้ได้จนวันสุดท้าย โดยตนต้องไม่เป็นไรไปก่อน และด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ราชสำนักวุ่นวาย แต่การทำลายล้างอย่างไม่มีหลักฐานเช่นนี้ จึงมิได้ทำให้ราชสำนักล่มสลายอย่างถึงที่สุด ยังคงรักษาบารมีเอาไว้ได้

ซึ่งพอถึงตอนนี้ คดีลอบสังหารหมิงอ๋องก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

เนื่องจากทุกคนชัดเจนแล้วว่า คดีเป็นเพียงข้ออ้าง ความสนใจของทุกคนล้วนเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการชิงอำนาจของแต่ละก๊กแต่ละฝ่ายในราชสำนักแทน

ไม่มีใครสามารถเป็นคนดีอยู่เพียงคนเดียว หลายปีที่ผ่านมา ราชสำนักไม่เคยวุ่นวาย ปัญหาเหล่านี้ค่อยๆ หมักหมมจนถูกเปิดออกในที่สุด

ราชสำนักเหมือนกำลังเดินมาถึงทางแยก อาจเดินไปสู่ความรุ่งโรจน์หรือเดินไปสู่ความตกต่ำ ก็เป็นได้ทั้งนั้น

และภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หมิงอ๋องจึงสามารถหนีออกจากเป่ยเหอได้อย่างสบายๆ พูดได้ว่าแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดดำเนินมาถึงจุดๆ นี้ได้ ล้วนเกี่ยวข้องกับคนสำคัญคนหนึ่ง

หลินหัวเหย้า

เขาเหมือนเมฆหมอกชั้นหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่งเดือน แม้กรำแดดกรำฝนอย่างไรก็ไม่สามารถปลดเปลื้องตนเองให้พ้นจากพันธนาการนี้ได้ แต่กลับยิ่งทำให้ตนเองค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ความตายทีละก้าวๆ

เขาล่วงเกินเขาซ่างชิง ล่วงเกินเหล่าขุนนาง สุดท้ายยังสร้างความสับสนวุ่นวายให้บ้านเมือง...

มองดูเวลาที่เหลือ อีกหนึ่งอาทิตย์ก็จะครบกำหนดหนึ่งเดือน บ่งบอกว่าความวุ่นวายก็น่าจะถึงเวลาจบสิ้นลงเสียที แต่ทว่า คนๆ นี้ที่สุดแล้วกลับทำเรื่องใหญ่ที่สยองขวัญสั่นประสาทคนทั้งประเทศขึ้นมาอีก

และเหตุนี้เอง ที่สุดแล้วก็เป็นการจัดพิธีส่งยุคศักดินาให้เข้าสู่ยุคสุดท้ายอย่างแท้จริง

พูดได้ว่า เขาควรได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์!


หมิงอ๋องเดินทางอย่างยากลำบากมาถึงเมืองหมิงจูกลางฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้

ขณะยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมบางอย่างที่คุ้นเคย ยังไม่ทันได้สำรวจดูโลกแห่งอิสระภาพ ผู้คน ธรรมชาติ ความหรูหรางดงามที่อยู่ในโลกอันสับสนวุ่นวายนี้

เสียงของเด็กขายหนังสือพิมพ์ก็ดังเข้ากระทบโสตประสาท เสียงร้องตะโกนก้อง

“ข่าวร้ายๆ รู้ตัวผู้บงการฆ่าหมิงอ๋องแล้ว โอรสอีกคนของฮองเฮา พี่ชายหมิงอ๋อง รัชทายาทม่อหย่วน!”

“รัชทายาทลอบสังหารหมิงอ๋องล้มเหลว นำกำลังทหารก่อกบฏ ถูกสังหารในที่เกิดเหตุ...”

“จางปังลี่ช่วยเหลือรัชทายาท ลอบสังหารปรมาจารย์หนุ่มเชื้อพระวงศ์หมิงอ๋อง...”

“รัชทายาทลอบสังหารหมิงอ๋องเป็นข่าวลือ แท้จริงแล้วผู้ช่วยเสนาบดีหลินหัวเหย้าเป็นกบฏ ใส่ร้าย และลอบสังหารรัชทายาท...”

“หลินหัวเหย้าลอบฆ่ารัชทายาทเพราะต้องการสนับสนุนให้หมิงอ๋องเป็นผู้สืบบัลลังก์...”

“ประกาศจับๆ ทางการมีคำสั่งประกาศจับผู้ช่วยเสนาบดีหลินหัวเหย้า ผู้ล้มเหลวในการก่อกบฏ ละทิ้งครอบครัว แอบหนีออกนอกเมืองหลวง...”

“รัชทายาทถูกสังหาร บ้านเมืองวุ่นวาย แบ่งฝ่ายชิงอำนาจ ความหวังของราชสำนักอยู่หนใด...”

“ข่าวกรอง ใต้เท้าหลินเห็นราชสำนักอ่อนแอ อาจรับทั้งศึกในและศึกนอกไม่ไหว ไม่อยากเห็นประชาชนตกทุกข์ได้ยาก...”

เสียงอึกทึกครึกโครมทั่วทั้งถนนดังเข้าหูม่อไป๋กับเถี่ยสง ทั้งสองจึงนั่งนิ่งฟังโดยไม่พูดไม่จา

“องค์ชายหก...” แววตาของเถี่ยสงเต็มไปด้วยความสับสน

ม่อไป๋แหงนหน้ามองท้องฟ้า ส่ายศีรษะไปมา “ไปกันเถอะ!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}