KesornSama

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

Episode 04. ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ

ชื่อตอน : Episode 04. ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ

คำค้น : Omega's Destiny ชะตาลิขิต Episode 04. ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2560 08:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 04. ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ
แบบอักษร

Episode 04

( ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ )

                อาเธอร์ลิสเริ่มคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในประเทศสยามแห่งนี้เสียแล้ว  บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม  ชาวเมืองทุกคนมีน้ำใจ  ไม่รังเกียจเดียจฉันที่เขาเป็นโอเมก้า  มิหนำซ้ำยังเป็นคนต่างชาติอีก  แต่กลับให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดีเสียด้วยซ้ำ  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นลูกชายของหมออัลเบิร์ตและเป็นน้องชายของหมอเอมิลีจึงทำให้ทุกคนในเมืองแห่งนี้ต่างปฏิบัติต่อเขาด้วยความเมตตา   แต่เหนือสิ่งอื่นใดเด็กหนุ่มเป็นคนน่ารักน่าเอ็นดู  ทั้งรูปร่างหน้าตาที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็งดงามไปหมด  ใบหน้าเล็กได้รูป  ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีระเรื่อ  ดวงตากลมโตสีฟ้าปนเทา  เส้นผมสีน้ำตาลอ่อน  แล้วไหนจะมีผิวขาวนวลเนียนไปทั่วทั้งตัวนั่นอีกล่ะ  บ่งบอกได้ถึงการถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี  และอาเธอร์ลิสเองก็เป็นคนพูดจาไพเราะ  มีกิริยามารยาทในการวางตัว  จึงทำให้ทุกคนที่ได้พบเห็นต่างรู้สึกเอ็นดูในตัวเด็กหนุ่ม  ทำให้ไปถูกตาต้องใจชายหลาย ๆ คน  โดยที่เด็กหนุ่มเองก็ไม่รู้ตัว

                การเขียนรายงานบันทึกข้อมูลของคนที่มารักษาเป็นสิ่งที่อาเธอร์ลิสต้องทำทุกวัน  จนทำให้มันเป็นงานหลักของเขาในเวลานี้ไปเสียแล้ว  นอกจากบันทึกข้อมูลก็มีจัดหมวดหมู่ของยารักษาช่วยเอมิลีบ้างในบางครั้ง  ซึ่งงานเหล่านี้มันทำให้เด็กหนุ่มเห็นว่าการทำเพียงลำพังมันไม่ได้ง่าย ๆ เลย  จึงไม่แปลกใจที่บิดาได้ส่งเขามาเป็นผู้ช่วยพี่สาวในครั้งนี้

                เด็กหนุ่มก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกต่อจนเสร็จ  แล้วยืดตัวบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเหนื่อยล้าที่เกาะกุมเขามากว่าครึ่งวัน

                “ อลิส! ”

                เอมิลีที่นั่งเขียนบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับยารักษาอยู่ที่โต๊ะทำงานก็เอ่ยเรียกชื่อน้องชายขึ้นมา

                “ ครับ ”  ขานรับกลับไป  พลางเอี้ยวตัวหันไปมองคนที่เรียก

                “ พี่ว่าจะวานเราเอายาหอมกับขนมตาลไปให้คุณหญิงเพ็ญหน่อยน่ะ  ถือว่าเป็นการขอบคุณท่านที่ได้ให้ความกรุณาในตอนที่เราได้รับบาดเจ็บที่เท้าแล้วยังให้ที่พักพิงแก่เรา  เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ”  พูดพลางหันมามองคนที่กำลังตั้งใจฟัง

                “ ได้ครับ  ผมเองก็อยากขอบคุณท่านเหมือนกันที่กรุณาผม  ถ้าเป็นไปได้ก็อยากตอบแทนพระคุณของท่านที่มีน้ำใจให้กับผม ”  ว่าพลางอมยิ้ม

                “ โอเค  เดี๋ยวพี่ขอไปเตรียมของที่จะให้เรานำไปให้ท่านก่อนสักครู่ ” 

                “ ครับ ”  ขานรับทันที

                เอมิลียิ้มให้น้องชายก่อนลุกออกจากโต๊ะทำงานแล้วตรงดิ่งไปยังห้องครัว  พร้อมจัดเตรียมขนมใส่ภาชนะอย่างสวยงาม  เพื่อที่จะให้น้องชายนำไปให้คุณหญิงเพ็ญที่เรือน  เมื่อบรรจุขนมเสร็จแล้วหล่อนก็เดินออกมาจากห้องครัว  ในมือเรียวข้างหนึ่งถือตะกร้าไม้หิ้วสำหรับใส่สิ่งของอยู่  ซึ่งภายในตะกร้าหิ้วนั้นก็มีถ้วยหินอ่อนที่มีฝาครอบปิดอยู่

                หมอสาวนำตะกร้าที่ถืออยู่ในมือมาวางไว้ตรงหน้าของน้องชายก่อนจะเดินไปยังตู้สำหรับเก็บพวกยาบดสมุนไพร  มือขาวยื่นไปเปิดประตูตู้ออกแล้วหยิบห่อสีน้ำตาลออกมาหนึ่งห่อ  จากนั้นก็เดินเอามาวางลงในตะกร้าที่ตนวางไว้ก่อนหน้านี้

                “ พี่ฝากด้วยนะ ”  ยื่นมือไปตบไหล่คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เบา ๆ

                “ ครับ ”  ตอบรับกลับไป  พลางส่งยิ้มให้

                “ อย่างไรก็ฝากกราบสวัสดีคุณหญิงท่านกับหลวงภาคินแทนพี่ด้วยแล้วกันนะ ”  ไม่วายฝากทักทายบุคคลทั้งสอง

                “ ได้ครับ ”

                “ โอเค  ถ้าอย่างนั้นเราก็รีบไปเถอะ!  เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน  ” 

                “ ถ้าอย่างนั้นผมไปแล้วนะครับ ”  ว่าพลางลุกจากเก้าอี้  แล้วยื่นมือไปจับตะกร้าที่วางอยู่จึงเดินลงจากเรือนไป

                เดินมาไม่นานก็ถึงเรือนของคุณหญิงเพ็ญ  เด็กหนุ่มหยุดอยู่ยังหน้าเรือน  เนื่องจากไม่กล้าเข้าไป  เพราะตนมาแบบไม่ได้บอกกล่าวเอาไว้ก่อน  ถ้าจะถือวิสาสะขึ้นเรือนท่านไป  ก็เกรงว่ามันไม่เหมาะสม  จะเป็นการเสียมารยาทเสียเปล่า

                อาเธอร์ลิสยืนนิ่งอยู่นานจนมีคนรับใช้ของเรือนมาเห็นเข้าพอดี  คนรับใช้จึงบอกเด็กหนุ่มว่าจะไปเรียนคุณหญิงท่านให้ว่าตนมาขอพบ

                สักพักคนรับใช้คนเดิมก็เดินลงเรือนมา  แล้วให้เขาขึ้นไปบนเรือนได้เพราะคุณหญิงท่านอนุญาตแล้ว

                ทันทีที่ขึ้นมาบนเรือนก็เห็นคุณหญิงเพ็ญนั่งเอียงตัวพิงพนักศอกข้างหนึ่งไว้กับหมอนรูปทรงสามเหลี่ยมอยู่  เด็กหนุ่มจึงเดินเข้าไปนั่งลงตรงพื้นที่ต่ำกว่าตรงผู้หญิงสูงวัยนั่ง  พลางยกมือไหว้คนอาวุโสกว่าตามธรรมเนียมของชาวสยามที่พี่สาวเคยสอนเอาไว้

                “ ลมอะไรหอบพ่อมาถึงเรือนนี้  ”  ทักทายอย่างอารมณ์ดี

                “ คือ...พี่เอมีให้ผมเอาขนมตาลกับยาหอมมาให้คุณหญิงครับ...เป็นการขอบคุณที่กรุณาผมเมื่อครั้งนั้น ”  บอกจุดประสงค์ที่มาออกไปทันที

                “ ก็นึกว่าเรื่องกระไร  เรื่องแค่นี้เอง  อย่าถือเป็นบุญคุณเลย ”  ว่าพลางยิ้มแล้วลุกนั่งตัวตรง

                “ ไม่ได้หรอกครับ  เพราะได้ความกรุณาของคุณหญิงผมจึงสามารถมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ ”  พูดออกไปอย่างนั้น  “ อะไรที่ผมสามารถตอบแทนพระคุณของท่านได้  ผมก็อยากทำครับ ”  ว่าด้วยแววตาและสีหน้ามุ่งมั่น

                คุณหญิงเพ็ญถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่  แล้วบอกว่า  “ ถ้ามันทำให้พ่อสบายใจฉันก็จะไม่ขัด ”

                “ ขอบคุณมากครับที่กรุณาผม  คุณหญิงมีอะไรอย่างให้ทำบอกผมมาได้เลยครับ  ผมจะทำตามอย่างไม่ขัดข้อง ”  พูดออกไปด้วยสีหน้าดีใจ

                “ ถ้าอย่างนั้นฉันอยากจะรบกวนพ่อให้ช่วยอะไรเสียหน่อย ”  ว่าพลางยื่นมือไปพยุงคนตัวสูงกว่าขึ้นมานั่งด้วยกัน

                “ อะไรเหรอครับ? ขอแค่ท่านบอกผมมา  ผมเต็มใจทำเป็นอย่างยิ่ง  ไม่เป็นการรบกวนเลยแม้แต่น้อยครับ ”  ตอบกลับไปพลางยิ้มให้คนสูงวัยตรงหน้า

                “ ฉันอยากให้พ่อช่วยงานพ่อภาคินเขาหน่อยน่ะจ้ะ!  ไม่ได้ให้ทำทั้งวัน  ขอแค่ช่วงหัวค่ำพอ ”  พูดพลางยิ้มให้คนอ่อนกว่า

                “ ให้ผมช่วยงานคุณหลวง!  อย่างไรหรือครับ? ”  ถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ

                “ อยากให้พ่อช่วยแปลเอกสารบ้านเมืองช่วยพี่เขาหน่อยน่ะจ้ะ  เห็นกลับมาจากราชการทีไรต้องมีเอกสารมากมายก่ายกองกลับมาเสียทุกครั้ง   ไอ้ฉันก็อยากช่วยลูก   แต่ก็อ่านหนังสือไม่ออกก็ได้แต่ให้กำลังใจ  กระนั้นฉันจึงอยากวานพ่ออลิสให้ช่วยแปลเอกสารจากงานราชการของพี่เขา  ทำสองคนคงจะเบาแรงกว่าทำคนเดียวเป็นแน่  อย่างไรเสียก็เป็นภาษาบ้านเกิดของพ่ออลิสมันก็คงจะไม่เหนือบ่าไปกว่าแรงกระมัง ”  พูดพลางยื่นมือไปกุมมือของคนตรงหน้า

                “ ถ้าคุณหญิงเห็นว่าผมพอที่จะทำได้  ก็รู้สึกเป็นเกียรติมากเลยครับ ”  ว่าพลางยกยิ้มบางให้คนตรงหน้า

                “ ขอบใจพ่อมากนะจ๊ะ ”  พูดพลางส่งยิ้มกลับบ้าง

                “ ด้วยความเต็มใจครับ ”  ตอบกลับไปอย่างนั้น  ก่อนเอ่ยขึ้นว่า  “ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ  วันนี้รบกวนท่านมามากแล้ว ” 

                “ จะกลับแล้วรึ!  ไม่อยู่ทานขนมด้วยกันก่อนล่ะ ”  โพล่งออกไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอ่ยลา

                “ ไม่รบกวนดีกว่าครับ  ไว้กลับไปทานกับพี่เอมีก็ได้ครับ ”  ปฏิเสธออกไปอย่างนุ่มนวลพลางส่งยิ้มให้

                “ ถ้าอย่างนั้น  ตามใจพ่อก็แล้วกัน  เดี๋ยวฉันจะให้คนขับรถไปส่งที่เรือน ” 

                “ อย่าเลยครับ  เดินผ่านแค่สี่ห้าเรือนก็ถึงแล้ว  ผมอยากเดินกลับเองมากกว่าครับ ”  ปฏิเสธไปอีกครั้ง

                คุณหญิงเพ็ญได้แต่ถอนหายใจกับคำตอบของเด็กหนุ่มผู้เป็นเนื้อคู่ของลูกชาย  ช่างเป็นคนขี้เกรงใจเสียเหลือเกิน

                “ ถ้าเช่นนั้นก็สุดแล้วแต่พ่อเถอะ!  ฝากความคิดถึงถึงแม่เอมิลีด้วยแล้วกัน ” 

                “  พี่เอมีก็ฝากกราบสวัสดีท่านเหมือนกันครับ ”  พูดพลางพยักหน้ารับ

                “ กลับดี ๆ นะพ่อ ”  ไม่วายเอ่ยอวยพร

                “ ขอบคุณครับ ”  ส่งยิ้มหวานให้คนตรงหน้า

                ยังไม่ทันจะได้ลุกไปไหน  หูของอาเธอร์ลิสก็ได้ยินเสียงรถเคลื่อนมาจอดที่หน้าเรือน  สักพักคนบนรถก็เดินขึ้นบันไดมา  นั่นไม่ใช่ใครที่ไหน  หลวงภาคินคนที่เด็กหนุ่มรับปากคุณหญิงเพ็ญเมื่อสักครู่ว่าจะมาช่วยแปลเอกสารบ้านเมืองที่เป็นภาษาอังกฤษ  หากแต่พอเห็นหน้าของขุนนางหนุ่ม  อาเธอร์ลิสก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา  คิดภาพไม่ออกเลยว่าตอนช่วยงานขุนนางหนุ่มตนจะทำตัวอย่างไร

                หลวงภาคินขึ้นเรือนมาก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นอาเธอร์ลิสนั่งอยู่กับผู้เป็นมารดา  หากแต่ก็ไม่ได้ถามออกไปแต่อย่างใด  ขุนนางหนุ่มเพียงเดินเข้ามาใกล้คุณหญิงเพ็ญแล้วยกมือไหว้เหมือนที่เคยทำเป็นประจำ  แล้วก็นั่งลงข้าง ๆ  ผู้เป็นมารดา   อาเธอร์ลิสเห็นเช่นนั้นก็รีบขยับลงมานั่งในระดับที่ต่ำกว่า  สร้างความแปลกใจให้คุณหญิงเพ็ญโดยไม่น้อยที่เห็นเด็กหนุ่มทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะรู้ดีว่า  อาเธอร์ลิสคงจะเกรงใจหลวงภาคินถึงได้รีบขยับลงไปนั่งตรงนั้น

                คุณหญิงเพ็ญเลิกสนใจพฤติกรรมของเด็กหนุ่ม  แล้วหันมาทางลูกชายแทน

                “ เป็นอย่างไรบ้างพ่อ  งานที่ราชสำนักหนักไหม? ”  ถามออกไปอย่างนั้น

                “ ก็มีบ้างขอรับ  มีเอกสารที่ต้องแปลอยู่มากโข  พระองค์ต้องใช้เอกสารเหล่านั้นเพื่อเจรจาการค้ากับต่างชาติ ”  ตอบกลับไปทั้งสีหน้าแสดงถึงความเหนื่อยล้าออกมาอย่างซ่อนเอาไว้ไม่อยู่

                ผู้เป็นมารดาได้ยินลูกชายพูดเช่นนั้นก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้  ด้วยรู้สึกเหนื่อยตามกับภาระงานของขุนนางหนุ่ม

                “ พ่อภาคิน  แม่จะให้คนมาช่วยงานเอกสารพ่อสักคน ”  ตัดสินใจพูดออกไปอย่างนั้น

                “ อย่างไรขอรับ? ”  ถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ

                “ แม่จะให้คนมาช่วยพ่อแปลเอกสารราชการที่พ่อเอากลับมาจากราชสำนักอย่างไรล่ะ ”  บอกออกไปเพื่อไม่ให้สงสัย

                “ แล้วคุณแม่จะให้ใครมาช่วยกระผมล่ะขอรับ? ”  ถามกลับไปด้วยความอยากรู้

                “ ก็พ่ออลิสอย่างไรล่ะ ”  พูดพลางพยักพเยิดไปทางคนที่นั่งนิ่ง ๆ  มาได้สักพักแล้ว

                “ คุณแม่ว่ากระไรนะขอรับ! ”  โพล่งออกไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง

                อลิสถึงกลับสะดุ้งเมื่อได้ยินหลวงภาคินพูดออกมาอย่างนั้น

                “ พ่อได้ยินไม่ผิดหรอก!  แม่จะให้พ่ออลิสมาช่วยแปลเอกสารช่วยพ่อ ”  ย้ำออกไปอีกครั้ง

                “ ได้อย่างไรกันขอรับ ”

                ขุนนางหนุ่มไม่เข้าใจความคิดของผู้เป็นมารดาเลยสักนิดเดียว  เพราะเหตุใดถึงอยากให้เด็กที่อายุเพียงแค่  18  มาช่วยงานเขา

                “ ก็แม่เห็นว่าพ่ออลิสเขาน่าจะทำได้ดี  อย่างไรเสียก็เป็นเจ้าของภาษา  ต้องเข้าใจงานของลูกแม่แน่นอน ”  ตอบออกไปอย่างนั้น

                “ แต่...มันจะดีหรือขอรับ! ”  สีหน้ากังวลใจออกมาชัดเจน

                “ ดีสิพ่อ  แม่ถามน้องไปแล้ว ”  พูดไปยิ้มไป  พลางยื่นมือมากุมมือคู่สนทนา

                “ แล้วใครจะช่วยงานแม่เอมิลีล่ะขอรับ! ”  ถามออกไปเสียอย่างนั้น

                “ เอ่อ...เรื่องนั้น...”

                คราวนี้คุณหญิงเพ็ญก็เริ่มวิตกขึ้นมาบ้างแล้ว  เพราะหากตนให้อาเธอร์ลิสมาช่วยงานอย่างนี้  ฝ่ายเอมิลีจะเป็นอย่างไร

                อาเธอร์ลิสเมื่อเห็นคนทั้งสองเริ่มทำหน้าเครียดกันขึ้นมา  ก็ทำให้รู้ว่าคงกำลังกังวลเรื่องของเขาเป็นแน่

                “ ไม่ต้องกังวลหรอกครับ  ผมช่วยงานพี่เอมีเสร็จก่อนเย็นทุกวันอยู่แล้วครับ  ตอนหัวค่ำก็เลยว่างพอดี ”  พูดพลางส่งยิ้มให้คนทั้งสอง

                “ ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะหายกังวลหน่อย  เกรงว่าจะสร้างความลำบากให้พ่ออลิสกับพี่สาว ”  พูดพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก

                “ ไม่ลำบากเลยครับ ”  ตอบกลับไปด้วยความเต็มใจ

                “ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว  พ่อภาคินจะว่ากระไร? ”

                ไม่วายถามความเห็นของลูกชาย  เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบมาได้สักพักแล้ว

                “ กระผมก็สุดแต่คุณแม่แล้วกันขอรับ ”  ว่าพลางสีหน้าไม่สบอารมณ์

                อาเธอร์ลิสเห็นสีหน้าของหลวงภาคิดก็รู้ได้ว่าไม่พอใจตนที่มายุ่มย่ามเรื่องของเขา  แต่จะพูดปฏิเสธก็ไม่ได้  เพราะได้รับปากคุณหญิงเพ็ญไปแล้ว  ได้แต่ก้มหน้านั่งฟังคนทั้งสองสนทนากันอย่างเงียบ ๆ

                หลวงภาคินหลังจากปรับอารมณ์ขึ้นมาได้  ก็หันมามองคนที่นั่งก้มหน้าอยู่

                “ เอ็ง! ”  เรียกออกไปห้วน ๆ

                “ คะ...ครับ! ”  ถึงกับสะดุ้ง  พลางหันไปมองคนที่เรียก

                “ เข้าไปรอฉันที่ห้องรับแขกก่อน! หลังจากสนทนากับคุณแม่เสร็จ  ฉันจะไปคุยด้วย! ”  สั่งออกไปอย่างนั้น

                “ คะ...ครับคุณหลวง ”  รีบขานรับกลับไปด้วยความตื่นตระหนก

                อาเธอร์ลิสรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปทางห้องรับแขก  ซึ่งเขารู้ดีว่าอยู่ตรงไหน  เพราะเขาเคยอยู่ที่เรือนนี้มาหนึ่งวันเต็ม  ต้องยอมรับว่าเด็กหนุ่มหวาดกลัวหลวงภาคินมาก  ไม่สามารถขัดน้ำเสียงของคน ๆ นั้นได้เลย

                ขุนนางหนุ่มให้มารดามาสนทนาภายในห้องของตน  เพราะไม่อยากให้คนรับใช้ที่เรือนมาได้ยินในสิ่งที่ตนกำลังจะพูด  หลวงภาคินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ  เพื่อจะไม่ให้ตนเองหัวเสียขึ้นมาอีก

                “ คุณแม่ขอรับ! คุณแม่อยากจะทำอะไรกันแน่ขอรับ!? ”  ถามออกไปอย่างนั้นทันทีที่ควบคุมอารมณ์ได้

                “ แม่ก็อยากให้คนมาช่วยแบ่งเบางานของพ่อภาคินอย่างไรล่ะ! ”  พูดพลางไม่สบตาลูกชาย

                “ กระผมรู้สึกว่ามันจะมีอะไรมากกว่านั้นกระมังขอรับ! ”  จี้ให้คนตรงหน้ายอมพูดความจริงออกมา  เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่

                “ แล้วพ่อคิดว่าอะไรรึ ”  พูดออกไปแบบไม่ได้ต้องการคำตอบแต่อย่างใด

                เห็นผู้เป็นมารดาทำสีหน้าไม่รู้สึกรู้สากับคำถามของตน  ขุนนางหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา

                “ คุณแม่พยายามจะจับคู่เด็กนั่นให้กระผมใช่ไหมขอรับ!? ”  พูดสิ่งที่คิดออกไปเสียแล้ว

                “... ”  ไม่ได้ตอบกลับไป

                “ กระผมเคยบอกคุณแม่ไปแล้วนี่ขอรับ  ว่าไม่ได้รู้สึกเสน่หาอะไรกับเด็กคนนั้น ”  พูดออกไปอย่างนั้น

                “ ตอนนี้อาจยังไม่รู้สึก  แต่วันข้างหน้าต้องรู้สึกแน่! ”  โพล่งออกไปบ้าง

                “ มันคงไม่มีวันนั้นหรอกขอรับ! ”  ปฏิเสธออกไปเสียงแข็ง

                “ มันจะไม่มีได้อย่างไร!  ก็เขาเป็นเนื้อคู่ของพ่อ  เป็นคู่แห่งโชคชะตาของพ่อภาคินเพียงคนเดียว ”  โพล่งออกไปบ้าง

                “ จะอย่างไรกระผมก็ไม่สน  ไม่ว่าจะเป็นคู่แห่งโชคชะตาอะไรก็แล้วแต่  ในเมื่อกระผมไม่ได้รู้สึกรักใคร่ชอบพอในทำนองแบบนั้น  กระผมก็จะไม่ยอมรับเด็ดขาด! ”  ระเบิดอารมณ์ออกไปแล้ว

                คุณหญิงเพ็ญถึงกับส่ายหัวกุมขมับให้กับความหัวดื้อของลูกชาย

              ไม่เข้าใจหรือกระไร!  ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายก็หนีโชคชะตาไม่พ้น...

                “ แล้วแม่จะคอยดู  ว่าพ่อจะฝืนโชคชะตาตัวเองได้ไหม...” 

                พูดออกไปเพียงเท่านั้นก็เดินออกจากห้องของลูกชายทันที

                ขุนนางหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกยาว  ก่อนจะสาวเท้าออกจากห้องตนเองเพื่อไปหาใครบางคนที่รออยู่ห้องรับแขก

                ภายในห้องรับแขก  อาเธอร์ลิสนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างเงียบ ๆ พอเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าเดินเข้ามาภายในห้อง  เด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนทันที

                ขุนนางหนุ่มหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคนตัวเล็กกว่า  แล้วก็บอกให้คนที่ยืนอยู่นั่งลงตาม

                “ คุณหลวงมีอะไรจะพูดกับผมหรือครับ? ”  ถามออกไปก่อนที่อีกฝ่ายจะได้พูดอะไร

                “ ฉันก็แค่อยากรู้ว่ากระไรเอ็งถึงอยากมาช่วยงานฉัน ”  พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

                “ ผมก็แค่อยากจะตอบแทนพระคุณที่ท่านทั้งสองช่วยผมเอาไว้เมื่อครั้งก่อน  อันที่จริงผมสามารถทำตามที่คุณหญิงบอกได้ทุกอย่าง  แต่ท่านกรุณาผมเหลือเกิน  โดยให้ผมมาช่วยงานเอกสารของคุณหลวง  เพราะเห็นว่าคุณหลวงทำงานหนัก  ก็เลยอยากให้ผมช่วยผ่อนแรงท่านบ้างครับ ”  พูดออกไปตามตรง

                ขุนนางหนุ่มได้ยินอาเธอร์ลิสพูดเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความระอากับสิ่งที่มารดากระทำ

                เอ็งไม่รู้หรอกว่าคุณแม่อยากให้เอ็งมาช่วยแค่งานฉันจริงๆ  อย่างที่เอ็งคิดหรือเปล่า...

                “ เป็นคุณแม่สินะ...”  พูดออกมาแค่นั้น

                เด็กหนุ่มรู้ว่าตนทำให้คนตรงหน้าลำบากใจแค่ไหน  แต่จะให้กลับคำกับคุณหญิงก็ไม่ได้

                “ คุณหลวงครับ ”  ตัดสินใจเรียกออกไปอย่างนั้น

                “ อือ...มีอะไร? ”

                “ ผมรู้ว่าผมทำให้ท่านลำบากใจที่เข้ามายุ่มย่ามเรื่องของท่าน ”  ว่าออกไปตามสิ่งที่คิด

                “...”  ไม่ได้ตอบกลับไป

                “ คุณหลวงไม่ต้องกังวลเรื่องที่ผมเป็นคู่แห่งโชคชะตาหรอกครับ! ผมเข้าใจท่าน ”

                “...”

                เดี๋ยว ๆ เด็กนี่ไปได้ยินสิ่งที่คุยกับคุณแม่เข้ารึ!?

                “ ผมรู้ว่าการถูกจับคู่ให้กับคนที่ไม่ได้รักใคร่ชอบพอมันเป็นการฝืนความรู้สึก! ผมไม่เคยคิดที่จะให้ท่านรู้สึกกับผมแบบนั้นเลยครับ  ผมเพียงแค่ได้เคารพนับถือท่านไปอย่างนี้ตลอดชีวิตก็พอแล้วครับ ”  พูดออกไปแม้อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับมา

                “...”

                มันก็ดีอยู่หรอกที่เด็กนี่เข้าใจ  แต่ทำไมถึงรู้สึกหงุดหงิดแปลก ๆ ที่ได้ยินว่าจะเคารพนับถือไปตลอดชีวิต!  ไม่เข้าใจ...

                “ ผมสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานให้ท่านครับ ”  พูดออกไปพลางยิ้มบาง ๆ “ นี่ก็จะเย็นแล้วผมขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะครับ  คุณหลวง... ”

                “...”

                ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากหนา  อาเธอร์ลิสลุกจากเก้าอี้พลางมองคนตรงหน้าครู่หนึ่งแล้วจึงเดินออกจากห้องไป

                ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในหัวของขุนนางหนุ่ม  เขาไม่คิดว่าอาเธอร์ลิสจะมาได้ยินในสิ่งที่เขาพูด  มิหนำซ้ำยังเป็นคำที่ชวนให้คิดว่ารังเกียจที่มีเด็กหนุ่มเป็นเนื้อคู่เสียด้วย  เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจเด็กหนุ่มเลยสักนิด  ก็เพียงแต่ไม่ได้คิดในเชิงชู้สาวด้วยก็แค่นั้น

              อย่าเข้าใจผิดสิ!   ฉันไม่ได้เกลียดเอ็งเสียหน่อย  ก็แค่ไม่ได้รู้สึกรักใคร่ชอบพอกับเอ็งก็แค่นั้น...

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

​มาพบกันอีกแล้วนะทุกคุณ ^_^  คุณหญิงแม่เอาใจเจ้ไปเลยคร้าา =,,=  คุณหลวงขา เมื่อไรจะเอ็นดูนุ้งอลิสลูกสาวเจ้บ้าง :( เดินทางมาถึง Ep. 4 แล้ว เย้ๆ  ทุกคนชอบกันมั้ยเอ่ยยย  มีอะไรก็คอมเม้นต์มาคุยกันได้เน้ออ พิมพ์ถูกพิมพ์ผิดก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ตาลาย =_= เดี๋ยวถ้าหน้าปกเสร็จตอนไหน  เกสรจะมาอัพให้ดูกันจ้า  ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากเห็นใบหน้าคร่าตาของคุณหลวงภาคินกับคุณน้องอลิสบ้างมั้ย ToT****ขอบคุณคนอ่านทุกคนนะคะ (>///<)  เจอกัน  Ep. หน้าน้าาา

...บ๊าย บายยย...​​

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น