เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

​ตอนที่ 18 คราปักษาดาราแอบส่องสาวน้อยอาบน้ำ

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 18 คราปักษาดาราแอบส่องสาวน้อยอาบน้ำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 684

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ธ.ค. 2560 12:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 18 คราปักษาดาราแอบส่องสาวน้อยอาบน้ำ
แบบอักษร

​ตอนที่ 18 คราปักษาดาราแอบส่องสาวน้อยอาบน้ำ

     ดวงตะวันแอบซ่อนหลังกำแพงเมฆสีน้ำนม ไกลไปทิศเหนือปรากฏกลุ่มก้อนเมฆสีดำทะมึน

          เรไรลากกระเป๋าสัมภาระอันหนักอึ้ง เสียงล้อดังคุๆคราวมันหมุนชนเศษหินในดงหญ้าเขียวขจี สาวน้อยสีหน้าขุ่นมัวคิ้วขมวดนุ่มด้วยความหงุดหงิดระคนระอา นางมิเคยไปไหนเพียงลำพักนอกเขตบ้านเกิด การเดินทางครั้งแรก เรไรมิคิดเลยว่าตัวคนเดียวจะลำบากเยี่ยงนี้ เพียงแค่เดินทางและจัดการธุระเพียงลำพักยังยากลำบาก จะกิน นอน ไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนยุ่งยากโดยไม่มีใครคอยช่วยปรนนิบัติดั่งเช่นเมื่อก่อน

          และเนื่องจากยามนี้นางกำลังปลอมแปลงเป็นมนุษย์ เด็กสาวธรรมดา มิใช่คนเผ่าปักษา นางจึงจำใจเก็บซ่อนปีกและพลังมนตราไว้อย่างมิดชิด เรไรไม่สามารถบินข้ามทุ้งข้าวสาลี พงไพรต้นสน แม่น้ำทะเลสาบ มายังเมืองปลายทางเพราะกลัวความลับแห่งสายเลือดจะแพร่พรายและกลายจุดชนวนปัญหาทีหลัง สาวน้อยมีเรือนสีขาวเงินยวงส่ายหัวดิกๆนางกำลังเดินท่องป่าโลกเบื้องล่าง ซึ่งมันช่างกว้างใหญ่ไพรศาล

          นางกำลังหลงทางมืดแปดด้าน ความท้อแท้กลัดกลุ้มทำให้นางปล่อยมือจากกระเป๋าและหย่อนก้นนั่งแปะเสาหิน พักหายใจสักประเดี๋ยวพลางแหงนหน้ามองลอดกิ่งก้าน มองท้องนภาสีครามที่มีหมู่สกุณาโบยบินร่าเริง  

          เรไรอยากอาบน้ำ นางบินบนท้องฟ้าตลอดสัปดาห์มิมีโอกาสอาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ยามนี้นางอยากโดดลงน้ำเย็นๆและแช่ตัวสบายๆ พลันคำอธิษฐานดังขึ้นเป็นเสียงซ่าคล้ายเสียงน้ำตก สาวน้อยปักษากระดิกหูเด้งตัวยืนอย่างหัวใจเต้นโครมคราม ยามนี้รอบข้างมีใคร นางจึงมิปิดบังตัวตนแท้จริงแสดงออกทุกอย่างผ่านสีหน้าแม้กระทั่งกิริยาท่วงท่า หากคนรู้จักนางมาพบเห็นคงให้ตกตะลึง เพราะยามปกติต่อหน้าผู้อื่น เรไรมักแสดงทีท่าเฉยเมย เย็นชา ยากเข้าหา ผิดกับยามนี้ที่รอบกายมีจิตพลังเปล่งประกาย

          เด็กสาวใช้แรงฮึดลากกระเป๋าข้ามทุ้งดอกคอสมอสสีสันสดใสและเนินผาที่มีดอกเฟื่องฟ้าร่วงโปรยปรายตลอดทาง มาถึงสายลำธารน้ำใสสะอาดแลเห็นใต้ผิวมีก้อนกรวดหินสีขาวเทาเปล่งแสงไสว เรไรถอนหายใจและเดินไล่ตามหมายมุ่งสู่ต้นน้ำ พลันพบเจอสิ่งที่นางจินตนาการ น้ำตกสูงชันและคลองน้ำตื้น

          ปักษาน้อยคลี่ยิ้มดีใจ นางสังเกตรอบด้านพบว่าไม่มีใคร มิมีสัตว์น้อยใหญ่ ปราศจากลูกกระรอกชอบแอบซุ่ม ลิงแสนซน และคุณหมีผู้เฝ้าปกป้อง เรไรคลายใจกังวลพลันรีบถอดเสื้อผ้า นางวางชุดเครื่องกายไว้กับกระเป๋า พลันก้าวเท้าจุ่มลงสู่ความเย็นช่ำที่ถวิลหาตลอดแรมวัน เสียงฮาดังกังวานอย่างผ่อนคลาย นางชอบอาบน้ำยิ่งน้ำเย็นที่สามารถช่วยเพิ่มพลังและบำรุงผิวพรรณสาวน้อย ความหนาวเย็นคือบ่อเกิดพลังเรไร แม้ฤดูกาลนี้คือฤดูฝน กระนั้นบางช่วงเวลาก็หนาวจับใจยิ่งกว่าฤดูหนาวเสียด้วยซ้ำ

ใกล้ๆบริเวณสุสานลับมีลูกบิเวอร์และสาวน้อยผู้หนึ่งกำลังลอยละลอง สองเท้าเปลือยเปล่าเผยผิวพรรณสีขาวงาช้าง ร่างบอบบางลอยเหนือพื้นหญ้าพลางชายกระโปรงพัดพลิ้วดั่งกลีบหางปลาทอง เรือนเกศาสลวยเคลื่อนขยับแพร่สยายหมุนตามจังหวะสะบัดเอว นิ้วเรียวยาวระบายเหวี่ยงเบาๆดั่งกำลังกวนน้ำในท้องมหาสมุทร ขนตาสีเขียวไผ่เลิกขึ้นพลางหลุบต่ำอย่างเปี่ยมด้วยมนตร์เสน่ห์ของผู้สูงศักดิ์ บนหัวนารีมีลูกบีเวอร์ตัวกลมป่องเกาะแน่นปานจะยึดศีรษะนางเป็นรังนอน

ดวงดาวน้อยคลี่ยิ้มจนปัญญา

          เสียงหมู่ปักษาในป่าใหญ่ร้องเจื้อยแจ้วขับผสานเสียงลมพัดลอดกิ่งก้านต้นโอ๊กโบราณอายุพันปี

          นารีมีนิสัยประหลาดและแตกต่างจากเด็กผู้อื่น ยามอยู่ลำพักนางชอบลอยตัวเหนือพื้นและบางครั้งก็สนุกสนามกับการเหยียบย้ำพื้นดิน ลำธารน้ำ เปลือกไม้ สาวน้อยชอบคลี่ยิ้มอบอุ่นราวบ่อพุน้ำร้อน ไม่มีใครคาดเดาความคิดนางได้และไม่เคยมีใครเข้าใจนางอย่างแท้จริง ภายนอกนางคล้ายเป็นคนเย็นชาและมองทุกอย่างราบเรียบ เฉยเมย มิมีใครล่วงรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มจอมปลอดและนิ่งขรึมนั้นอ่อนโยนปานใด

          “สนุกหรือไม่ เจ้าบิเวอร์น้อย”

          นารีดึงปิ่นไม้ปักผมปล่อยเรือนเส้นผมประหนึ่งเส้นไหมสาดสยาย ลูกบีเวอร์ตกใจพลั่งพลาดลุกหนี นารีขบขันพลางอุ้มมันมากอดแนบเนินอก บนทะเลดาราจักรมิค่อยมีบีเวอร์ให้เห็นนัก เรียกว่ามีโอกาสพบเห็นน้อยกว่าหนึ่งในสิบเสียอีก ในโลกนารีมีสิ่งมีชีวิตมากคณาล้วนแล้วแตกต่างจากโลกมนุษย์ ความแตกต่างของมันทำให้นารีสนอกสนใจอย่างยิ่ง นั้นเพราะนางเคยชินกับบางสิ่งจนเบื่อหน่าย คราวค้นพบสิ่งใหม่ๆจึงรู้สึกสนุกสนาม คล้ายว่าชีวิตนารีต้องการความท้าทาย การต่อสู้ และความเงียบสงบ

          นางต้องการใครสักคนที่เข้าใจนาง

          เรื่องชีวิตเลือกเกิดไม่ได้นั้นนางรับรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ว่าเผ่าปักษา เผ่าดารา มนุษย์ ไม่มีใครสามารถเลือกว่าจะเกิดที่ใดและเกิดเป็นอะไร นารีเคยนึกว่าทำไมตนต้องเกิดในสายเลือดกษัตริย์ด้วยนะ ทำไมไม่เกิดเป็นคุณแมว คุณเกาะลอยฟ้า เกิดเป็นตัวเล็กๆที่ไม่ต้องครุ่นคิดและทำงานหนัก อะไรที่มีอิสรเสรีสามารถไปที่ใดก็ได้ตามแต่ใจหมาย มิมีพันธะผูกมัด ขอเพียงใช้ชีวิตเรียบง่ายในกระท่อมเหงาๆในป่าเขาลี้ลับ  

          ทว่าความคิดคือความคิด นารีมิอาจปฏิเสธสายเลือดในกาย สายโลหิตแห่งอำนาจและพลังสูงสุดของจักรวาล นางคือผู้สืบทอดตำแหน่งอันทรงเกียรติที่สุด ไม่มีใครแทนนางได้ ต้องเป็นนางเท่านั้น ลิขิตฟ้าโชคชะตากำหนดให้นารีต้องทำเพื่อประชาชน กำหนดให้แบกรับความหวังของเหล่าพี่น้องนับล้าน เป็นเสาหลักค้ำจุนและเจ้าของบัลลังก์แห่งราชัน แรกเริ่มนางเหมือนถูกยัดเหยียดให้ต้องทำ กระทั่งนางค้นพบบันทึกตำนานพระบิดา[บันทึกเบญจาองค์ฮ่องเต้บรรพกาล]

          ดวงดาวน้อยผู้รักอิสระโดดเรียนและแอบซ่อนในหอสมุดลับ ยามว่างแสนน่าเบื่อหน่ายและไม่มีอะไรทำ นางค้นกองภูผาหนังสือร้อยพันและพบกับสิ่งที่เปลี่ยนความคิดนางตลอดกาล

          ทำให้นางรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างแม้แก้ไขมิได้ ทว่าสามารถมีชีวิตอยู่กับมัน เปลี่ยนให้มันทำให้เรามีความสุขได้           เรื่องราวในบันทึกกล่าวถึงฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง กล่าวว่าคนผู้นั้นมิใช่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด กล่าวว่าคนผู้นั้นมิใช่กษัตริย์ที่ดีเลิศแต่อย่างใด กระนั้นคนผู้นั้นคือกษัตริย์ที่เหล่าปวงประชารักมากที่สุด 

 นารีใคร่สงสัยนักว่าคนผู้นี้เป็นคนเช่นไร แล้วความหมายของคำว่าพระบิดานั้นมีความเป็นมาเช่นไร ราชาย่อมคือราชา ประชาชนย่อมคือประชาชน แค่ฐานะยังแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แล้วทำไมประชาชนถึงเรียกกษัตริย์ผู้นี้ว่าพระบิดา สายสัมพันธ์เส้นใยบางๆที่นารีรู้สึกขนลุกและเริ่มไล่อ่านเรื่องราวในช่วงยุคสมัยโบราณกาล เรื่องราวของฮ่องเต้ผู้มิเคยยอมแพ้และปราศจากพลังอำนาจ เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งที่ทุ่มเทกายและใจเพื่อประชาชน กระทั่งมิเคยนั่งเก้าอี้บัลลังก์ กษัตริย์ผู้ย่ำเท้าฝ่าหยาดฝนทั่วทั้งแผ่นดินใต้อาณัติ

​ทุกหยาดเหงื่อเพื่อช่วยเหลือประชาชน  

มีเพียงผู้มอบความรักที่สมควรได้รับความรัก นารีใคร่นึกถึงประโยควลีนี้ นางไม่เคยรักใคร นารีเคยเห็นแต่เหล่าพี่น้องดวงดาวนั่งหมอบกราบถวายความเคารพต่อหน้ามารดาและนาง ไม่มีใครเงยหน้ามองนารี นารีจึงไม่รู้ว่าพวกเขาคิดเช่นไร ในยามเด็กนารีสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ คราวนางถามมารดา ท่านตอบอย่างหนักแน่นว่า เพราะนารีคือฮ่องเต้หัวใจแห่งจักรวาลวงศ์ครามอย่างไรล่ะจ๊ะ

          เพราะนางคือกษัตริย์หรือ

          เพราะนางคือเจ้าชีวิตพวกเขาหรือ

          ทุกคนรักนางตั้งแต่นางถือกำเนิดลืมตาดูโลก ความรักบริสุทธิ์และใสสะอาดประหนึ่งลูกแก้ววิเศษ ความรักของประชาชนที่มอบให้สาวน้อยผู้ที่จะเป็นราชาปกครองพวกเขา

          ชั่วขณะที่พลั่งเหม่อลอย นารีนึกย้อนถึงคำมั่นของมารดา นางเลือกเกิดไม่ได้ กระนั้นนางเลือกจะเป็นได้ นารีเลือกเป็นฮ่องเต้หญิง เพื่อรอยยิ้มของผู้คนและอาณาจักรของนาง นางรู้ว่ามันไม่ยากเกินกว่าทีนางจะพยายาม ใครๆล้วนบอกว่านารีเกิดมาเพื่อเป็นราชา ราชาผู้แบกรับความหวัง หัวใจผู้ยิ่งใหญ่ที่อาจโดดเดี่ยวตลอดกาล…

          ‘ถ้าเธอเหงา ฉันจะอยู่ข้างๆเธอให้เอง’

          นารีอมยิ้มพลันมีเสียงหนึ่งดังขจรในห้วงแห่งอดีตกาล นางคิดว่ามันช่างวุ่นวายเหลือเกิน นางจึงแอบหนียังโลกใบนี้

          คิดว่าบางครั้งฮ่องเต้ก็ต้องปลดปล่อยบาง นั่งโต๊ะทำงานทั้งวันมันปวดกล้ามเนื้อ นางยังไม่ได้ใช้ชีวิตสมวัยด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อโอกาสมาถึง นางจึงร่วงหล่นสู่โลกมนุษย์พร้อมเหล่าบุตรสาวดวงดาวอีกร้อยชีวิต กลายเป็นดาวตกแพรวราวระบายแต่งแต้มฟากฟ้าวิกาล

          “อิสระที่เฝ้าตามหา..”นารีชูลูกบิเวอร์และคลี่ยิ้มงดงามเยี่ยงมารดาแผ่นดิน นางคิดถึงเรื่องราวในอดีตและภาระที่ต้องกลับไปสะสาง กระทั่งคิดถึงเรื่องราวในบันทึกเล่มนั้นที่เปลี่ยนความคิดนางตราบจนทุกวันนี้ สาวน้อยลอยตัวข้ามขอนไม้และทุ้งดอกลิลี่ นางต้องลอยอีกไกล แต่ดูเวลายังมีอีกมาก นางจึงลอยช้าๆพลางเต้นระบำชมทิวทัศน์ธรรมชาติอย่างรื่นรมย์

          และแล้วก็ลอยมาถึงคลองน้ำใสที่มีน้ำตกร่วงหล่น หยดน้ำกระเซ็นเฉกเช่นสายฝนยามทิวาส่องไสว

          คราวนารีแข็งค้าง เมื่อเผชิญภาพสตรีเปลือยเปล่ากำลังยืนอาบน้ำ

          “อาเร๊ะ”

          “…”

          กลีบใบโพธิ์ปลิวละล่องร่วงหล่นสู่คลองน้ำสีครามระยับ บนพื้นหญ้าริมคลองปรากฏดอกลีลาวดีประปราย เรไรยืนหันหลังให้นารี ปักษาน้อยยืนเผยแผ่นหลังบอบบางแด่สายตาสาวน้อยดวงดาว ผิวพรรณสีขาวน้ำนมเปล่งประกายวูบวาบคราวแสงอรุณส่องกระทบ แลเรียบเนียน นุ่มนิ่ม ไร้จุดตำหนิดั่งว่านางคือผลงานที่สวรรค์สรรสร้าง ส่วนไหล่นู่นมีสีอมชมพูเล็กน้อยดั่งสีลูกท้อและดอกไม้ที่กำลังผลิบาน เรือนเกศาสีเงินยวงลู่จุ่มในน้ำเย็นชืด นัยน์เนตรสีน้ำเงินเหลียวมองต้นเสียงอุทานด้วยความรู้สึกสงสัยครั้งมันแฝงด้วยความเย็นชาประหนึ่งฤดูหนาวเดือนสิบสอง พลางเรไรเห็นนารีที่กำลังจ้องเขม็งมาที่ตนด้วยแววตาชื่นชม นางจึงตกใจจนพลั่งสะบัดมือเสกลิ่มน้ำแข็งแหลมคมพุ่งใส่นารี

          ด้วยความเร็วดั่งกระสุน มนุษย์ธรรมดาจึงยากตอบสนอง กระนั้นผู้ที่เรไรคิดเล่นงานหาใช่มนุษย์ปกติไม่

          นารีหลุบตาพลันปลดปล่อยพลังงานที่ทำให้นางลอยตัว ดวงดาวน้อยเท้าแตะพื้นพลันโครงจรพลังมาโฮที่ฝ่ามือขวา ยามลิ่มน้ำแข็งพุ่งแหวกม่านอากาสทะยานมาถึงเบื้อหน้า นางเหวี่ยงฝ่ามือขวาที่อัดแน่นด้วยพลังมาโฮมหาศาลปัดกระแทงทำลายลิ่มน้ำแข็งจนมันแตกสลายเป็นผุยผงทันที

           เกล็ดน้ำแข็งแตกเป็นเสี่ยงราวเศษกระจก แต่ละชิ้นทอแสงแพรวพราวงามจับตาก่อนค่อยๆสูญสลายไปในที่สุด

          “บังอาจแอบดูข้าหรือ”

          “หืม”

          เรไรโมโหเนื่องจากอีกฝ่ายสามารถทำลายลิ่มน้ำแข็งของนางได้อย่างง่ายดาย ปักษาน้อยยกมือหมายปิดบังส่วนล่อแหลม เนินอกและจุดสงวน ใบหน้าน่ารักเหนือดวงตาคือคิ้วงอนเรียวยาวที่ขมวดนุ่ม เรไรเหลือบมองฝั่งริมคลอง สำรวจกระเป๋าและกองเสื้อผ้าที่อยู่ห่างไกลเกินเอื้อมถึง นางคิดแผนรับมือในหัวอย่างร้อนรน เวลาคิดเพียงประเดี๋ยวของนางมีมากพอให้นารีลงมือแก้ไขสถานการณ์อย่างบ้าระห่ำ

          “เจ้าเข้าใจผิดแล้วแม่หนูน้อย”

          พริบตาที่เรไรลังเลว่าจะซัดนารีให้หมอบก่อนหรือกระโจนไปใส่เสื้อผ้าก่อน คราวนั้นนารีเคลื่อนไหวมาโผล่ข้างหลังเรไรอย่างพิศวง ระดับความเร็วที่แม้แต่เรไรเผ่าปักษายังต้องตกตะลึง สีหน้าเรไรซีดเผือกหวังฟาดฝ่ามือใส่คนข้างหลัง กระนั้นมีหรือนารีจะปล่อยให้เรไรกระทำตามใจหมาย ดวงดาวน้อยว่องไวกว่าปักษาน้อย นารีจับมือนารีไพล่หลังและกดอีกฝ่ายลงน้ำ ใช้กระบวนที่นารีฝึกฝนในวัง วิชาป้องกันตัวของผู้ครองบัลลังก์จังกรวาล 

          แม้ร่างกายภายนอกแลอายุสิบสองสิบสาม แต่พละกำลังนั้นมีมากราวผู้ใหญ่อายุสามสิบ

          “โอ๊ย”เรไรร้องเจ็บปวด สีหน้าแดงก่ำด้วยความเจ็บระรั่ว นารีเลิกคิ้วพลางผ่อนแรงจับสองส่วน นางคิดว่าเมื่อครู่จับแรงเกินไป

          ทั้งสองยืนฉุกกระชากกันกลางคลองน้ำท่ามกลางธรรมชาติร่มเงาต้นไม้ใหญ่ หมู่ผีเสื้อทิวา และนกหัวขวาน เสื้อผ้าชุดนารีเปียกปอนเพราะต้องลงมาจัดการเรไรถึงเนื้อถึงตัวอีกฝ่าย ดวงดาวน้อยสีหน้าเรียบเฉยแลอึมครึม แต่หากสังเกตดีๆจะเห็นว่ามุมปากนางนั้นยกโค้งขึ้นน้อยๆนางกระซิบใกล้ใบหูเรไร บอกให้เด็กสาวใจเย็น

          เรไรลอบมองคนข้างหลังแลเห็นใบหน้าอีกฝ่ายเป็นต้องตกตะลึงในความงามดั่งเทพธิดาปักษาสวรรค์ หางคิ้วเรียวยาว แววตาสีเขียวเกล็ดพญานาคแฝงความอบอุ่นละมุนละไมห้าส่วน คมกริบห้าส่วน เรไรมิเคยเห็นสตรีนางใดสวยสดงดงามเท่านี้ ปักษาน้อยหุบปากพวงแก้มปรากฏแถบสีแดงระเรื่อด้วยความเอียงอายและสับสน นางค่อยผ่อนลมหายใจและนิ่งสงบ รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นสตรีเช่นเดียวกัน ความโกรธในยามแรกพลันลดลงอย่างรวดเร็ว  

          “เด็กดี”

          น้ำเสียงไพเราะปานประหนึ่งมารดาแผ่นดินเป่าหูเรไรจนปักษาน้อยสติแตกกระเจิง นางเม้นปากข่มความรู้สึกพรั่นพรึงที่กำลังปะทุในอก คราวนารีเห็นเรไรสงบลงแล้ว นางจึงค่อยๆปล่อยมือที่รัดกุมอีกฝ่าย เรไรพอได้รับอิสระก็สะบัดมือหนีโดยเร็ว นางทรุดกายจมน้ำโผล่แค่ครึ่งศีรษะเหมือนจระเข้น้อย แววตาตำหนิระคนโมโหเหมือนนางกำนัลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจ้องนารีอย่างมิลดละ ดวงดาวน้อยหลับตายิ้มไม่รู้ควรร้องไห้หรือหัวเราะดี  

          เด็กคนนี้หน้าตาน่ารักแลนิสัยดื้อรั้นเหมือนน้องสาวนางมิมีผิด

          “ต้องขออภัยด้วยนะจ๊ะ ข้ามิได้ตั้งใจแอบดูเจ้าหรอก แค่เผอิญลอยผ่านมา”

          “…ข้า ข้าก็ต้องขอโทษด้วย”

          ตะวันคล้อยเคลื่อนไหว แสงสลัวส่องทะแย้งกระทบหัวกระแตบนขอนไม้ใหญ่ เรไรแต่งตัวเรียบร้อย ปักษาน้อยลากกระเป๋ามายืนใกล้ๆโขดหินรูปร่างคล้ายดอกบัวตูม ข้างบ่านางมีนารีที่ยามนี้เท้าแตะพื้นดิน ดวงดาวน้อยยืนหลังพิงโขดหินด้วยทีท่าเรียบร้อย ชุดอาภรณ์ประตัวจำกายแห้งสนิทด้วยมนตราวิเศษ เรไรลอบสำรวจนารีด้วยสายตาพินิจใคร่ฉงนสงสัย ยามนี้เรไรสวมใส่หน้ากากที่เรียกว่าสีหน้าเย็นชาเฉยเมย แววตาขวางทะนงและคำขออภัยที่แข็งกระด้างเต็มเปี่ยมด้วยความมิเต็มใจสองส่วน

          นารีฟังแล้วคลี่ยิ้มมิคิดใส่ใจ เพียงแต่ความสนใจเพิ่มในตัวเรไรขึ้นสามส่วน

          “เจ้าเป็นชาวปักษาหรือ”

          “!!”คำถามตรงไปตรงมาถูกเอ่ยขึ้นอย่างที่มิทันเตรียมใจ เรไรตกกะใจหนักคิดว่าตนปิดบังปีกและปราณมาโฮแล้วนะ อีกฝ่ายยังดูออกอีกหรือ เรไรถอยห่างจากนารีด้วยความหวาดกลัว ก่อนนางจากบ้านเกิดมาโลกมนุษย์เคยให้สัตย์กับตนเองว่าจะไม่ยอมเชื่อใจใครดั่งคำว่า อย่าเดินตามผู้ใหญ่ที่ให้ขนม ปักษาน้อยมองดวงดาวน้อยด้วยแววตาหวาดระแวง นารีส่ายหน้าจนปัญญา “ไม่ต้องตกใจ ข้ามิใช่มนุษย์ และยิ่งมิใช่โจรร้ายปากโป้ง”นารีคือคนรักษาความลับ เรื่องที่นางไม่อยากบอกใคร นางย่อมมิหมายเปิดปากเล่าพรรณนาให้มากความ  

          “แต่พลังมาโฮ”

          ลิ่มน้ำแข็งของเรไร หากเป็นชาวปักษาอย่างน้อยต้องใช้พลังมาโฮปริมาณมากถึงสามารถบดขยี้มันได้ คนที่เรไรรู้จักตั้งแต่เกิดมา ยังมิมีผู้ใดทำลายลิ่มน้ำแข็งได้ในพริบตา นารีถือเป็นคนแรก หากไม่ใช่มนุษย์ เรไรก็คลายใจลงสามส่วน กระนั้นถ้านารีไม่ใช่มนุษย์แล้วนางเป็นใคร ทำไมถึงมีพลังมาโฮและความสามารถร้ายกาจประหนึ่งขุนพลปักษา นารีใช่ศัตรูของตนหรือไม่ เรไรหรี่ตาหมายใช้สายตาแทนคำถาม

          “ฮึๆ”

          นารีคิดว่าเรไรเหมือนเม่นน้อยที่กำลังเผชิญหมาป่า นางเหมือนพึ่งออกเดินทางครั้งแรก คราวพบเจอใครก็ต้องระวังไปหมด ไม่กล้าเชื่อใจใคร และเพราะเป็นชาวปักษาด้วย นางจึงมองมนุษย์เหมือนตัวประหลาดและแตกต่างจากนาง ถึงในสายตาไร้ซึ่งความดูแคลนในความต่างของระดับชนชั้น แต่มันมีเกรงขามและมิแน่ใจสี่ส่วน

          “ข้าเป็นชาวดารากำลังเดินขึ้นเขาไปขุดสมุนไพร”

          เผ่าดาราหรือ ขึ้นเขาขุดสมุนไพหรือ เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเหนือหัวเรไรหนึ่ง สอง สาม นางไม่เคยยินชื่อเผ่าดาราหรือชาวดารา และไม่เข้าใจว่าอะไรคือขุดสมุนไพร สีหน้ามึนงงแตกตื่นของเรไรแลน่ารักน่าหยิก นารียกมือลูบอกผ่อนลมหายใจเพื่อยับยั้งมิให้กระโจนไปกอกอีกฝ่าย เพื่อรักษาท่วงท่าสง่างามและภาพลักษณ์ นารีไม่อธิบายเพิ่มเติม กลับกันนางเอ่ยชวนเรไรให้ขึ้นเขาไปด้วยกัน

          “ถ้าไม่รู้ทางไปเมือง ก็ขึ้นเขาไปกับข้าก่อนเถอะ”

          “เอ๋”

          คนผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่าตนกำลังหลงทาง นารีสะบัดร่างและเริ่มก้าวเดินโดยมีเรไรที่ยังไม่เข้าใจยืนตัวสั่นงงๆ ครั้นเรไรเห็นนารีเดินลับไปไกลแล้ว นางจึงรีบเดินไล่ไปอย่างมิอาจต่อต้าน เพราะไม่มีทางเลือกจึงได้แต่เดินตามต้อยๆ ที่จริงแล้วนารีมิรู้ว่าเรไรกำลังหลงทาง ดวงดาวน้อยเพียงลองทดสอบเท่านั้น ว่าหากเรไรหลงทางจริง ดูจากนิสัยแล้วคงเลือกเดินตามนาง และถ้าหากเรไรมิได้หลงทางก็คงต้องตามนารีอยู่ดี เพราะนารีรับรู้ถึงความสงสัยในใจเรไร ว่าปักษาน้อยนั้นกำลังสนในนาง อาศัยความต้องการของอีกฝ่ายเป็นเครื่องชักจูงคือศาสตร์แห่งการล่อลวงและเล่นปั่นหัวผู้อื่น  

          “ฮึๆ”

เหนือฟากฟ้าเริ่มปรากฏหมู่เมฆเทาลอยเรียงแถว นารีและเรไรเดินทางเท้าขึ้นเขาโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง นารีเปลี่ยนจากลอยตัวบนอากาศเป็นใช้เท้าย่างกรายอย่างสง่าเฉิดฉายให้เรไรชายตามองศึกษา ท่วงท่าเดินเหินของนารีแลสวยงามมีระดับเฉกเช่นย่างก้าวของราชาและผู้กุมอำนาจ คล้ายคลึงผู้นำเผ่าปักษาองค์ปัจจุบันและผู้หญิงชนชั้นสูงที่เรไรรู้จัก ปักษาน้อยต้องเรียนเรื่องมารยาททางสังคมตั้งแต่ยังเด็ก นางจึงพอมีความรู้อยู่บ้าง กระนั้นบางสิ่งบางอย่างต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์เท่านั้นถึงสามารถทำได้

“หนักหรือไม่”

ดวงดาวน้อยพริ้มหน้าเหลียวมองพลางแผ่วถามด้วยความเป็นห่วงใย นางเห็นร่างกายเรไรช่างตัวเล็กตัวน้อยแลมิมีแรงเท่าไหร่นัก เรไรเงยหน้าพร้อมเผยสีหน้ากระอักกระอวน นางจิตใจโลเลระหว่างจะตอบตามความจริงว่าเหนื่อยหรือแสร้งตอบว่าไม่เหนื่อยดี กระนั้นเพียงนารีเห็นแววตาครุ่นคิดของเรไรก็พลันเข้าใจทันใด ดวงดาวน้อยคลี่ยิ้มเย็นใสพลางสั่งให้ประตูโยดาเก็บกระเป๋าลากของปักษาน้อย

 ประตูโยดาดูดกระเป๋าเข้าสู่ห้วงมิติลี้ลับ ภาพกระเป๋าหายลับไปในพริบตาสร้างความตะลึงให้เรไรจนตาเบิกโพล่ง

สิ่งนี่คืออะไรกัน มีคำถามผุดขึ้นบนใบหน้า ทว่าสาวน้อยมิกล้าทักถามเพราะกลัวอีกฝ่ายดูหมิ่นดูแคลนตน คิดว่าตนบ้านนอกมิรู้จัก

เรไรมิชอบเสียหน้าดังนั้นนางจึงพยายามกลบเกลื่อนและปิดบังความอยากรู้อยากเห็น แตกต่างจากนารีคราเห็นอะไรใหม่ก็ตั้งคำถามทันทีทันใดมิต้องลังเลสักเสี้ยววินาที ดวงดาวน้อยคิดว่าคนฉลาดมักมีคำถามมากมาย และพวกเขากล้าถามแม้ว่าคำถามนั้นจะทำให้ผู้อื่นมองด้วยสายตาดูแคลนหรือดูถูกก็ตาม นารีส่ายหน้าเบาๆและอธิบายให้เรไรฟังอย่างกระตือรือร้นว่าอะไรคือประตูโยดา

“มันกินกระเป๋าข้างั้นหรือ”

เรไรให้ตกใจจนหน้าถอดสี นารีอธิบายด้วยความจริงใจตามความรู้ในตำรา กระนั้นนางอดมิไหวต้องแต่งเรื่องหลอกเพื่อนใหม่ นารีบอกว่าประตูโยดาเขมือบกระเป๋าเรไรลงท้องแล้ว แทนที่จะกล่าวว่าดูดกลืนเก็บไว้ในห้วงมิติลี้ลับ พลางเห็นสีหน้าเรไรมีเครื่องหมายตกใจระบายเต็มแววตา นารีก็มิอาจกลั้นขำอีกต่อไป “ฮึๆ”

“จ เจ้าหลอกข้าหรือ”

“ล้อเล่นจ๊ะ มันเพียงเก็บกระเป๋าเท่านั้นมิได้กินจนท้องป่องหรอก ไม่ต้องห่วง”

ทั้งคู่สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดและกลั่นแกล้งกันระหว่างปีนเขาอันเงียบงัน ใต้ม่านแสงขาวและหมู่นกกระเรียงร้อยพัน ฝ่ายนารีเล่าเรื่องเมืองลักกี้และเรื่องโลกมนุษย์ที่ได้ฟังต่อจากเมรัยอีกที ฝ่ายเรไรตั้งใจฟังพลางตั้งข้อสงสัย บางคำถามนารีมิอาจตอบเรไรเพราะว่านางพึ่งลงมายังโลกมนุษย์เมื่อไม่นาน ตามจริงแล้วนารีและเรไรต่างเป็นนักเดินทางมือใหม่ ผู้มิชำนาญเส้นทางและไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์โลกมนุษย์เท่าไหร่นัก หลังจากคุยกันแล้วทั้งคู่จึงเริ่มวิเคราะห์และเรียบเรียง พูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆบนโลกด้วยความสนใจและความแปลกประหลาดใจอย่างละนิดอย่างละหน่อย ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง พันธุ์ไม้และพลังวิเศษ อาหารและวัฒนธรรม

พวกนางเดินผ่านป่าสุสานกระทั่งมาถึงน้ำตกยักษ์ สายธาราสูงชันราวกับจะแตะกลีบเมฆแลให้สาวน้อยทั้งสองแหงนหน้ามองด้วยความตื่นตาตื่นใจ เสียงสายน้ำหลั่งรินไหลทะลักกระแทงผิวธารน้ำใสเบื้องล่างดังกังวานเสนาะหูคล้ายท่วงทำนองดนตรีแห่งสรวงสวรรค์ นารีมือลูบเนินอกเงี่ยหูฟังเสียงอย่างปล่อยใจลอยละลิ่ว เรไรลอบมองและทำตามอย่างใคร่รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจฟังเสียงอะไร ปรากฏพอเรไรหลับตาสนิทและเพ่งสมาธิฟัง นางจึงยินเสียงสรรพสัตว์และเสียงหยดน้ำกระเซ็นแตกซ่านเป็นจังหวะคล้ายจังหวะกลองระรัว จังหวะผสานทำให้หัวใจฮึกเหิมและอ่อนไหว สองความรู้สึกขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติทำให้เรไรรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก

“หากตั้งใจฟังจะพบว่าธรรมชาตินั้นมอบหลายสิ่งให้เรา”

ทุกสิ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ นารีเปิดม่านตาพลางอาศัยโอกาสที่เรไรมิทันระวัง ดวงดาวน้อยย่องมาใกล้ๆและใช้นิ้วจิ้มพวงแก้มนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายอย่างหยอกล้อ ปักษาน้อยที่กำลังตั้งสมาธิพลันมีคนจิ้มจุดประสาทสัมผัสจึงตาลุกเปิดกว้างสะดุ้งตัวลอยพร้อมร้องว้ายเหมือนแมวโดนเหยียบหาง เรไรรู้สึกว่าปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อครู่น่าหัวร่อมากเพียงใด นางจึงยิ่งเขินหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก นางตวาดไล่นารีอย่างดุร้าย แต่ดวงดาวน้อยหาใส่ใจไม่ นารีขำมือกุมท้องท่าทางมีความสุขจนเรไรหมั่นไส้อยากตีสักหลายครั้ง

“ฮึ”

เรไรมีนิสัยเย็นชาประหนึ่งก้อนน้ำแข็ง เมื่อก่อนจึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับนาง แต่ยามนี้มิใช่เช่นนั้น นารีถือเป็นคนแรกที่กล้าพูดคุยและกลั่นแกล้งเรไรอย่างเปิดเผยและมิสนใจกำแพงความเย็นชาที่เรไรสร้างขึ้นสักนิด เรไรรู้สึกอึดอัดและโมโหอีกฝ่าย กระนั้นมิอาจโต้ตอบ เพราะนางมิรู้วิธีการแกล้งผู้อื่น ยิ่งนิสัยจริงๆแล้วนางขี้อายและพูดไม่เก่ง ยามใดมีใครแอบนินทาเรไร เรไรก็ได้เพียงปรายใส่อย่างเลือดเย็นจนอีกฝ่ายกลัวขนหัวลุก วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น                

สิ่งที่เรไรทำได้สำหรับการถูกแกล้งครั้งนี้คือ เม้นปากและสะบัดหน้าหนี ทำแก้มป่องเหมือนปลาทอง

“ไปกันเถอะอีกไม่ไกลแล้ว”

นารีต้องห้ามใจมิให้แกล้งเรไรมากไป ประเดี๋ยวอีกฝ่ายโกรธแล้วตัดเพื่อน ดวงดาวน้อยชี้นิ้วไปที่บันไดหินที่ทอดยาวขึ้นสู่ยอดน้ำตก เรไรระบายลมหายใจและปรายตาใส่นารีอย่างโกรธเคือง นางเชิดหน้าเมินพลางสอยเท้าเดินนำนารีอย่างหงุดหงิด พลันปักษาน้อยเดินไม่ระวังจนเท้าสะดุดก้อนหินล้ม “ว้าย!!”

นารีที่กำลังส่ายหน้าคราวเห็นเรไรกำลังล้ม นางรีบร้อนเร้นกายไปช่วยกอดเอวเรไรหยุดไว้ทันการ ทำให้ปักษาน้อยมิล้มหัวกระแทงพื้นจนได้แผล

“บาดเจ็บหรือไม่”

ความห่วงใยปรากฏฉายชัดในนัยน์เนตร เรไรสะอึกหน้าแดงระเรื่อ หัวสั่นโครามคราม นางปากสั่นตอบว่าไม่เป็นไร พลางรับรู้ว่าอุ้งมือนารีกำลังจับเอวตนจึงค่อยๆพยุงตัวยืนอย่างเก้กัง นารีเห็นเรไรยื่นมั่นคงแล้วจึงค่อยปล่อยมือจากเอวบางเนื้อนุ่ม ดวงดาวน้อยยิ้มตาหยีและเดินนำเรไรอย่างผู้เป็นใหญ่ นางหันเตือนเรไรว่าให้เดินระวังๆแถวนี้มีโขดหินซ่อนในพงหญ้ามากมาย หากไม่ระมัดระวังอาจเดินสะดุดล้มได้

“อืม”

เรไรเก็บซ่อนความละอายใจและพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แม้พึ่งรู้จักกันได้มินาน แต่เรไรรู้สึกเหมือนว่าตนนั้นกลายเป็นน้องสาวนารีเสียแล้ว ทุกสิ่ง กิริยา ท่าทาง ความคิด อารมณ์ นารีเหนือกว่าเรไรสิบขั้น เรียกว่าดวงดาวน้อยช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เรไรมิรู้ว่าทำไมหัวใจถึงเต้นแรงทุกคราวที่มองนารี นางเริ่มสับสนและไม่รู้จะตอบสนองความรู้สึกนี้เช่นไร ได้แต่เก็บมันไว้ในกล่องแห่งความลับ คอยเดินตามนารีอย่างสับสนเหม่อลอย

กระทงลอยน้ำมากมายที่มีแท่งเทียนจุดไฟลุกโชติช่วง ทยอยลอยสวนทางพวกนารี

สองสาวน้อยมาถึงยอดน้ำตกยักษ์และสบตากัน ค้นหาเส้นทางไปวิหารเทพปักษา นารีแลซ้ายแลขวา สักพักเห็นถนนหินที่มีหญ้าขึ้นรกแทรกประปราย นางไม่รู้ว่ามันใช้เส้นทางนี้ไปวิหารเทพปักษาหรือไม่ กระนั้นนางมิเห็นเส้นทางอื่นใด ดังนั้นมันต้องใช่แน่ๆนารีมั่นใจและชวนเรไรเดินไปทางนั้น ทั้งคู่เดินอีกครึ่งชั่วโมงจึงเห็นยอดวิหารเทพปักษา

“พักสักเดี๋ยวเถอะ”นารีรู้สึกเมื่อย นางชวนให้เรไรนั่งพักเท้า ณ ขอบผา

ปักษาน้อยมือซ้ายลูบหลังมือขวา รู้สึกอับชื้นเนื่องจากอีกไม่นานฝนคงตก นารีหยิบกระบอกน้ำจากประตูโยดาและส่งให้เรไรดื่มดับกระหาย นอกจากน้ำ นารียังเตรียมขนมมาทานด้วย คุกกี้และพายมะม่วง ดวงดาวน้อยแบ่งส่วนครึ่งหนึ่งให้เรไรอย่างใจดีระคนเอ็นดู คราวเหลือขนมชิ้นหนึ่ง นารีเสียสละมันส่งให้เรไรรับประทานเพิ่มแรง เพื่อให้อีกฝ่ายฝ่ายโตไวๆ เรไรมองขนมชิ้นสุดท้ายที่รับมาพลางสบสายตานารีด้วยความขอบคุณ ดวงตากลมใสกระจ่างภายในมีความเมตตาและอ่อนโยน เรไรรู้สึกว่ามันอบอุ่นจนหัวใจนางเริ่มเต้นระรั่วอีกครั้ง

“..อือ”เรไรหักครึ่งพายมะม่วงชิ้นสุดท้ายพลันแบ่งปันให้นารี ปักษาน้อยไม่เคยมีเพื่อนดังนั้นนางจึงดีใจที่อีกฝ่ายเอาใจใส่ตน เรไรไม่อยากเอาเปรียบเลยแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง ตอบแทนน้ำใจอย่างอายๆ

ฮึๆ นารีรู้สึกขบขันพลางรับพายมะม่วงอีกครึ่ง “ขอบคุณนะ..”เรไรเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตานารี ปักษาน้อยปฏิเสธทุกคนที่เข้าหาตน กระนั้นนารีเป็นคนแรก..ที่กล้าทำลายกำแพงน้ำแข็งของเรไร ดวงดาวน้อยเป็นคนนำพาความอบอุ่นและสับสนมา ทำให้ปักษาน้อยรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีคนใจดีและทำดีกับนางเหมือนกัน…      

....

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น