KesornSama

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

Episode 03. ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่

ชื่อตอน : Episode 03. ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่

คำค้น : Omega's Destiny ชะตาลิขิต Episode 03. ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ต.ค. 2560 00:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 03. ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่
แบบอักษร

Episode 03

( ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ )

                หลายวันมานี้อาการบาดเจ็บที่เท้าของอาเธอร์ลิสก็ดีขึ้นมาก  และเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว  ด้วยการดูแลของเอมิลี  เด็กหนุ่มอยู่แต่ภายในสถานที่ที่เรียกว่าเรือนมากว่าสัปดาห์หนึ่งแล้ว  นอกจากกิน  นอน  ช่วยพี่สาวดูเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลคนที่มารักษาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลย  เนื่องจากแผลยังไม่หายดี  เอมิลีเลยให้ทำเพียงแค่นั้น  และตั้งแต่มาถึงที่นี่เขาก็ยังไม่ได้เขียนจดหมายไปส่งข่าวคราวบิดาและมารดาของเขาตามที่รับปากไว้เลย  ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง  ทำให้ไม่มีเวลาจะได้หยิบกระดาษกับปากกามาเขียนเรียงร้อยถ้อยคำไปยังคนที่รออยู่ที่อังกฤษเลย... 

                วันนี้จะได้เขียนจดหมายถึงคุณพ่อกับคุณแม่สักที...

                “ พี่เอมี!  ผมขอยืมกระดาษกับปากกาได้ไหมครับ  จะเขียนจดหมายหาคุณพ่อกับคุณแม่สักหน่อย  ท่านจะได้หายกังวล ”  บอกไปเสร็จศัพท์

                “ ได้สิ! ดีเหมือนกัน  ท่านจะได้สบายใจ  กระดาษกับปากกาอยู่บนโต๊ะทำงานพี่  ส่วนหมึกน่าจะอยู่ในลิ้นชัก ”  พูดพลางหันไปเขียนบันทึกข้อมูลผู้ป่วยต่อ

                อาเธอร์ลิสลุกขึ้นจากเก้าอี้ในห้องรับแขกที่มีเอมิลี่นั่งทำงานอยู่ด้วย  แล้วเดินไปยังโต๊ะทำงานของพี่สาวเพื่อหาสิ่งที่จะมาใช้เขียนจดหมายตามที่ได้บอกไป  พอได้ของที่ต้องการก็เดินเข้าห้องของตนเองไป  แล้วเดินไปยังมุมที่มีโต๊ะและเก้าอี้อยู่  ถูกจัดไว้เพื่อสำหรับใช้เขียน  หรืออ่านหนังสือ  มือเรียวจับพนักเก้าอี้แล้วขยับออกพอแทรกตัวลงนั่งได้  ก่อนจะวางของที่ถือมาแล้วจึงเริ่มเขียน

ถึงคุณพ่อและคุณแม่

สวัสดีครับคุณพ่อคุณแม่  ตอนนี้ผมถึงสยามแล้วนะครับ  อันที่จริงผมมาถึงที่นี่ได้อาทิตย์กว่า ๆ แล้ว  แต่เพิ่งมีเวลาได้เขียนจดหมาย  ผมสบายดีครับ  คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วง  พี่เอมีฝากความคิดถึงให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยนะครับ  ดูแลสุขภาพกันด้วย  คิดถึงเสมอนะครับ...

ด้วยรักและคิดถึง  อาเธอร์ลิส.

                เด็กหนุ่มเขียนเพียงเนื้อความสั้น ๆ ก็เป็นอันเสร็จ  ไม่ได้บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนทั้งหมดในจดหมาย  ด้วยไม่อยากให้ผู้เป็นบิดามารดากังวลใจ  รวมไปถึงการที่เขาเกิดฮีทอย่างกระทันหันเพราะได้พบคู่แห่งโชคชะตาแบบไม่ได้ตั้งตัว  แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกสักทีเดียว  เพราะเขาเป็นคนเดินตามคู่แห่งโชคชะตาไปเอง  หากแต่ในตอนนั้นไม่อาจรู้ได้ว่าคน ๆ นั้นเป็นเนื้อคู่ของตนก็เท่านั้นเอง

                หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ  อาเธอร์ลิสก็เดินออกมาจากห้องพร้อมจดหมายที่เขียนไปเมื่อครู่

                “ พี่เอมี! ผมต้องไปส่งจดหมายที่ไหนหรอครับ? ”  ถามออกไปพลางมานั่งที่เก้าอี้ที่ห้องรับแขกตัวเดิม 

                “ อ๋อ! เดี๋ยวพี่เอาไปส่งให้  พี่ว่าจะไปทำธุระในพระนครอยู่พอดี ” บอกไปอย่างนั้น

                “ ผมขอไปด้วยได้ไหมครับ? ”  โพล่งออกไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าพระนคร

                “ เราอยู่ที่นี่แหละ  ไม่ต้องไปหรอก!  เดี๋ยวแผลจะอักเสบขึ้นมาอีก ”  ว่าออกไปเสียงดุ

                “ มันจะหายแล้ว  พี่ดูสิ! ”  ว่าพลางลุกเดินไปมาให้คนตรงหน้าดู

                “ พอ ๆ ยังไงก็ไม่ได้  เอาเป็นว่าเราอยู่บนเรือนนี่แหละ  แล้วก็วานช่วยเขียนรายชื่อพวกนี้ต่อให้พี่หน่อยนะ  เย็น ๆ ถึงจะได้กลับ  เดี๋ยวเอาขนมอร่อย ๆ มาฝาก ” 

                “ ก็ได้...ครับ ”  ยอมจำนนในที่สุด

α+Ω

                พอรถคันสีเหลืองซีดจอดสนิท  ชายวัยกลางคนก็รีบลงมาจากฝั่งคนขับแล้วมาเปิดประตูให้คนที่นั่งอยู่ด้านหลังลงบ้าง

                “ เชิญขอรับคุณหลวง  ”  พูดพลางโน้มศีรษะลง

                “ เดี๋ยวเองกลับเรือนไปก่อน  สักหนึ่งทุ่มค่อยมารับฉัน  แล้วก็เรียนคุณแม่ว่าให้รับประทานอาหารก่อนเลย  วันนี้ฉันจะอยู่ทานกับแม่เอมิลี ”  หันมาสั่งกับคนรับใช้

                “ ขอรับคุณหลวง ”  ขานรับโดยไร้ข้อโต้แย้ง

                พอกล่าวเสร็จขุนนางหนุ่มก็ก้าวขึ้นบันไดไปทันที  จนมาถึงบนเรือนของหญิงสาวที่ตนตั้งใจว่าจะมารับประทานอาหารเย็นด้วย

                “ แม่เอมิลี  อยู่หรือไม่?  ”  โพล่งออกไปเพื่อให้คนข้างในเรือนได้ยิน  ก่อนถือวิสาสะเดินเข้าไปในห้องรับแขก

                ขุนนางหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องรับขับแขกก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าของเรือน  ได้แต่คิดสงสัยว่าหมอสาวไปอยู่ที่ไหน  ไยเรือนถึงได้เงียบเชียบเช่นนี้  มิหนำซ้ำยังไม่ได้ปิดเรือนเสียด้วยซ้ำ  ว่าพลางถอนหายใจออกมา  ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่ในห้องนั้น

                อาเธอร์ลิสเดินออกมาจากห้องครัวก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูง  ใบหน้าคมคายนั่งอยู่ภายในห้องรับแขก  แต่ก็ไม่วายเดินเข้าไปหา

                “ คุณหลวงภาคิน!? ”  เอ่ยเรียกชื่ออกไป

                ได้ยินเสียงเรียกชื่อมาจากทางด้านหลัง  ขุนนางหนุ่มจึงต้องหันไปมอง

                “ เอ็ง!? ”  เรียกออกไปเพียงแค่นั้น

                “ ครับ!  ผมเอง...”   ขานรับกับคำเรียก  “ ว่าแต่คุณหลวงมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ? ”  ถามกลับไปพลางเดินมานั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

                “ แม่เอมิลีไม่อยู่รึ? ”  พูดออกไปแบบไม่รีรอ

                “ อ๋อ! ท่านมีธุระกับพี่เอมีนี่เอง  พี่ไม่อยู่หรอกครับ  เข้าพระนครไปได้สักพักแล้ว  เห็นบอกว่าจะไปทำธุระแล้วจะกลับตอนเย็น ๆ ครับ ”  ตอบคำถามไป  พลางอธิบายอย่างละเอียด

                “ อย่างนั้นรึ...” 

                “ คุณหลวงมีอะไรหรือเปล่าครับ?  ฝากผมไว้ได้นะครับ  เดี๋ยวถ้าพี่กลับมา  ผมจะบอกพี่ให้เองครับ ”  พูดออกไปอย่างนั้น  เมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงออกมาถึงความเสียดายนิด ๆ ของอีกฝ่าย

                “ ก็ไม่ได้มีธุระสำคัญอะไร  ฉันแค่ว่าจะแวะมารับประทานอาหารและพูดคุยกับแม่เอมิลีก็เท่านั้น  ก็เห็นหล่อนอยู่คนเดียว  เกรงว่าจะเหงา...”  พูดออกไปแบบนั้นพลางเหลือบตาไปทางอื่น  “ แต่ฉันก็ลืมไปว่า...ตอนนี้เขาก็มีเอ็งมาอยู่ด้วยแล้ว  คงจะไม่ได้เหงาอะไร ” ว่าพลางหันกลับมามองหน้าคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

                อาเธอร์ลิสได้ฟังหลวงภาคินพูดออกมาแบบนั้นก็ยิ้มก่อนเอ่ยขึ้นว่า  “ ถ้าคุณหลวงไม่รังเกียจ...จะรับประทานอาหารเย็นก่อนกลับได้ไหมครับ? ”  พูดพลางส่งยิ้มให้อีกฝ่าย

                “ กะ...ก็ได้อยู่หรอก! ”  รอยยิ้มสดใสทำให้ปฏิเสธไม่ลง  ทั้ง ๆ  ที่ทีแรกก็ตั้งใจจะกลับแล้ว  “ ว่าแต่เอ็งทำอาหารเป็นรึ? ”  ถามออกไปเช่นนั้น

                “ ถ้าเป็นอาหารฝรั่งสบายมากเลยครับ  แต่อาหารของชาวสยามผมก็ทำได้บ้างครับ  พี่เอมีก็สอนผมทำเมนู...”  หยุดชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลุดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาพูดของชาวสยามออกมา  แล้วเอ่ยต่อ “ เอ่อ...ผมหมายถึงอย่างที่ทำง่าย ๆ น่ะครับ  แต่อาจจะไม่อร่อยเท่าที่พี่ทำ ” 

                “ จริงของเอ็ง  แม่เอมิลีทำอาหารอร่อย  ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่อาหารของบ้านเมืองตนเอง ”  พูดพลางยิ้มไป  “ แล้วก็ทีหลัง...หากเอ็งหลุดคำภาษาบ้านเกิดออกมาอีก  ไม่ต้องรีบแก้ก็ได้  ฉันฟังรู้เรื่อง  แต่หากคุยกับคนอื่น ๆ ก็เลี่ยงแล้วกัน  เขาอาจไม่เข้าใจที่เอ็งพูด ”  ว่าออกไปอย่างนั้น

                “ ครับ  คุณหลวงรอสักครู่นะครับ!  ผมจะไปเอาน้ำมาให้ดื่มก่อน ”  พูดออกไปพลางยิ้มให้อีกฝ่าย

                “ อือ ”  ตอบออกไปแค่นั้น

                อาเธอร์ลิสถือขันน้ำสีเงินที่มีน้ำเย็นใสอยู่ข้างในมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าขุนนางหนุ่ม  ก่อนจะขอตัวไปทำอาหาร  แล้วก็เดินหายเข้าไปในครัว  สักพักกลิ่นหอมจากการปรุงอาหารก็ลอยออกมาข้างนอกห้องครัว  ลอยมาจนถึงห้องรับแขกที่มีหลวงภาคินนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่  ทำให้ขุนนางหนุ่มจำต้องละสายตาออกจากตัวหนังสือเหล่านั้นแล้วมองหายังต้นตอของกลิ่นที่ลอยมาแตะจมูก  จนทำให้อดไม่ได้ที่จะเดินตามกลิ่นนั้นไป...

                ขุนนางหนุ่มเดินมาจนถึงหน้าประตูห้องครัว  ก็เห็นอาเธอร์ลิสกำลังมุ่งมั่นตั้งใจทำอาหารอย่างพิถีพิถัน  อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังวิ่งหน้าวิ่งหลัง  ระหว่างจัดถ้วนชามกับดูหม้อแกงที่ตั้งเตาไว้  เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มทำท่าจะหันมาทางประตู  หลวงภาคินก็เบี่ยงตัวหลบหลังบานประตูทันที  เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็น  เมื่อเห็นท่าว่าอาเธอร์ลิสปรุงอาหารจวนจะเสร็จแล้วจึงเดินกลับมานั่งที่ห้องรับแขกเช่นเดิม

                ไม่นานเกินรออาเธอร์ลิสก็นำอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ ออกมาจากในครัว  อาหารมากมายถูกวางเรียงรายจนเกือบเต็มโต๊ะตรงหน้าขุนนางหนุ่ม  น่าตาน่ากิน  มิหนำซ้ำกลิ่นยังหอมหวนชวนลิ้มลองยิ่งนัก

                “ ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้ท่านรอนาน  กว่าจะเสร็จได้ต้องยอมรับว่ายากมาก ๆ เลยครับ  กลัวไม่ถูกปากท่าน ”  ว่าสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

                “ ฉันเป็นคนกินยากตั้งแต่เมื่อกัน  อย่าหนักใจกับเรื่องเพียงแค่นี้เลย  ฉันกินได้ ”  พูดพลางสาดตามองอาหารที่เรียงรายบนโต๊ะ

                “ ขอโทษครับ! ผมไม่ได้จะว่าคุณหลวงแบบนั้น ”

                “ พอ ๆ ขอโทษอะไรนักหนา  กินเถอะ  เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน ”  พูดตัดบทคนขี้กังวล

                “ ครับ ” ขานรับ  “ ผมทำแกงรัญจวนด้วยนะครับ  แต่อาจจะไม่รสจัดจ้านมาก  เพราะผมไม่ค่อยถนัดอาหารรสชาติแบบนี้สักเท่าไรครับ ”  ว่าพลางเลื่อนชามแกงรัญจวนไปให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

                ขุนนางหนุ่มใช้ช้อนตักแกงรัญจวนที่คนตรงหน้าเลื่อนมาให้  ในขนาดพอดีคำแล้วเอาเข้าปาก  รสชาติกลาง ๆ  ถึงจะไม่จัดจ้านเหมือนแกงรัญจวนทั่วไป  แต่ก็กลมกล่อมแบบที่ไม่เคยชิมที่ไหนมาก่อน  หากจะบอกว่าอร่อยกว่าแกงรัญจวนที่เคยกินมาทั้งหมดก็ไม่ได้เกินความเป็นจริงนัก

                “ ก็ไม่ได้แย่นี่! ”  ทำสีหน้าเรียบ

                ก็ไม่ได้แย่นี่!  มันอร่อยมาก!  ที่ต้องพูดคือแบบนี้ต่างหาก  แต่ก็ไม่ได้พูดออกไปทั้งหมด

                “ ขอบคุณครับ ”  ทำสีหน้าดีใจ

                ชายหนุ่มเห็นสีหน้าแบบนั้นของอาเธอร์ลิสแล้วจำต้องหันหน้าไปทางอื่น  เพราะรอยยิ้มของคนตรงหน้ามีผลต่อความรู้สึกบางอย่างภายในตัวเขาไปแล้วอย่างไม่รู้ตัว

                “ เอ็งไม่ได้ทำแกงส้มรึ? ”  ถามพลางสาดสายตาสำรวจดูอาหารบนโต๊ะ

                “ ว่าอะไรนะครับ? ”  ถามกลับไปเพราะไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกหรือเปล่า

                “ ก็คราวที่อยู่เรือนฉัน  เห็นเอ็งกินแต่แกงส้ม ”  บอกออกไปเพื่อเตือนความจำของคนขี้ลืม

                “ อ๋อ! ผมจำได้แล้วครับ ”  พูดพลางทำหน้านึกออก “ ผมชอบแกงส้มดอกแคมากเลยครับ  แต่ผมเคยลองพยายามแล้วก็ทำไม่อร่อยสักทีน่ะครับ  ต้องขอโทษท่านด้วยที่ไม่สามารถปรุงขึ้นโต๊ะได้ ” กล่าวพลางทำหน้าหงอย

                “ เออ ๆ ช่างมันเถอะ  แค่นี้ก็ฉันก็จะกินไม่ไหวแล้ว  เลิกทำหน้าเป็นหมาหงอยได้แล้ว ”  บอกออกไปแบบนั้น

                “ ครับ! ”  กลับมายิ้มกว้างอีกครั้ง

                “... ”  ไม่ได้พูดอะไร

                จะยิ้มอะไรหนักหนา  รอยยิ้มของเอ็งมันรบกวนสมาธิฉันนะไม่รู้รึอย่างไร!

                ขุนนางหนุ่มก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารที่อยู่ตรงหน้าของตน  โดยพยายามที่จะไม่มองคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับเขาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

                สักพักอาหารบนโต๊ะก็หมด  เมื่อขุนนางหนุ่มอิ่มแล้ว  อาเธอร์ลิสจึงลุกขึ้นเก็บถ้วยชามไปไว้ในห้องครัวก่อนจะเดินออกมายังห้องรับแขกเช่นเดิม  นั่งไม่ได้นานก็ได้ยินเสียงรถมาจอดตรงหน้าเรือน  เบนความสนใจของคนทั้งคู่ออกจากความเงียบงันนี้ได้ดีเลยทีเดียว

                “ ไอ้สมคิดคงจะมาแล้วกระมัง!  ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนนะ  นี่ก็เย็นมากแล้ว  ”  หันไปบอกคนตรงหน้า

                “ ครับ  ” ขานรับกลับไป  “ ให้ผมลงไปส่งท่านนะครับ ” พูดออกไปอย่างนั้น

                “ ไม่ต้องหรอก! แผลเอ็งยังไม่หายดี  เกิดพลาดท่าตกบันไดลงไปอีก  ก็สร้างความลำบากให้แม่เอมิลีต้องดูแลอีก  อยู่บนนี้เถอะ!  ฉันเดินไปเองได้ ”  ปฏิเสธพลางห้ามออกไปอย่างนั้น

                “ ขะ...เข้าใจแล้วครับ!  ขอโทษครับที่พูดอวดดีไป ”  ทำหน้าสลด

                “...”  ไม่ได้ตอบกลับในทันที  “ ฉันกลับก่อนนะ ” บอกลาขึ้นมาดื้อ ๆ พลางลุกขึ้นจากเก้าอี้  ทำท่าจะเดินออกจากห้อง 

                “ ดะ...เดี๋ยวก่อนครับคุณหลวง! ”  เรียกให้หยุด

                “ มีอะไรอีกรึ? ”  หันกลับมาถาม

                “ คือ...”

                “ เอ็งมีอะไร? ”  ถามย้ำกลับไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้ำอึ้ง

                “ กะ...กลับเรือนดี ๆ นะครับ แล้วก็...ผมจะบอกพี่เอมีให้ว่าคุณหลวงมาหา ” พูดสิ่งที่อยากพูดออกไป

                “ แล้วแต่เอ็งแล้วกัน ”

                พูดออกไปเพียงแค่นั้นแล้วก็เดินลงเรือนไป  แต่ริมฝีปากหนากลับยกยิ้มเมื่อได้ยินชื่อของเอมิลี  ซึ่งชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ตัว  อาเธอร์ลิสสังเกตเห็นสีหน้าของขุนนางหนุ่มอย่างชัดเจน  พลางอมยิ้มออกมา

                “ พี่เอมีพี่จะรู้ไหมหนอ...แค่ได้ยินชื่อพี่ท่านก็ยิ้มออกมาได้ขนาดนี้ ”

                ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ของคุณหลวง...พี่จะรู้บ้างไหม...

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

**​สวัสดีจ้าทุกคน ^_^  กลับมาพบกันอีกแล้วน้าา  ตอนนี้มันละมุนละม่อมมุ้งมิ้งตะมุตะมิ 5555 ต่อไม่เป็นแล้ว  อลิสลูกแม่  รอยยิ้มของลูกมันทำให้คุณหลวงท่านอยู่ยากนะรู้บ้างไหม =,,=**​  ​หวังว่าทุกคนจะชอบงานเขียนของเกสรนะคะ  มีอะไรก็คอมเม้นต์กันได้เน้อ ไม่กัดหรอกคร้าา  ชอบอ่านมาก ๆ  รู้สึกมีกำลังใจมากมายก่ายกองขึ้นมาด้วย (>///<)  บ่นเยอะเกินไปแล้ว  เอาเป็นว่าตอนนี้ไว้แค่นี้ก่อน  เจอกัน  Ep.  หน้าน้าาา

...บ๊าย บาย...​​

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น