Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ร้อนรักครั้งที่ 6 ปณิธานหัวใจ

ชื่อตอน : ร้อนรักครั้งที่ 6 ปณิธานหัวใจ

คำค้น : HEART , Erotic , หัวใจร้อนรัก , หมอกธาร , เมฆธาร , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 103

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ต.ค. 2560 01:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ร้อนรักครั้งที่ 6 ปณิธานหัวใจ
แบบอักษร



Part 6# Thara ปณิธานหัวใจ

               วันหนึ่งหลังจากที่ผมคบกับหมอกมาได้เกือบเดือน ซึ่งวันนี้เป็นวันที่หมอกสอบเสร็จเป็นวันสุดท้าย ผมเลยจองคอร์สอาหารในโรงแรมที่ผมทำงานอยู่เอาไว้ เพื่อให้รางวัลกับหมอกที่ตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์

               วันนี้ผมนัดเจอหมอกตอนเวลา 3 ทุ่ม เพราะต้องรับรองนายดีแลน ลูกค้า VIP จากไต้หวันของทางโรงแรมที่ระบุตัวผมมา แน่นอนว่าถ้าไม่ถูกบังคับผมไม่มีวันทำแม้จะได้ค่าล่วงเวลา เพราะลูกค้ารายนี้ทั้งแววตา การพูดจา และการกระทำแสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากได้ผมมาก ขนาดผมปฏิเสธอย่างชัดเจนมาตั้งหลายต่อหลายครั้งที่นายดีแลนเข้ามาเจรจาธุรกิจและเข้าพักที่โรงแรม แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย

               ถึงแม้จะพึ่งรับรองนายดีแลนเมื่อตอนเย็น แต่ผมก็รู้สึกเหนื่อยมากกว่าการทำงานมาตลอดทั้งวันซะอีก เพราะผมต้องปั้นหน้ายิ้มและพูดจาอย่างสุภาพ ทั้งที่ในใจอยากด่าแล้วก็สาปส่งให้มันไปลงนรกขุมสุดท้าย

ตั้งแต่ที่เจอหน้ากันนายดีแลนก็คอยจ้องแต่จะใช้มือลวนลามผม โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือคนที่อยู่รอบๆ เลย และถึงแม้ว่าเกือบทั้งหมดผมจะสามารถหลบได้ แต่สายตาที่ถูกโลมเลียผมจะไปหลบได้ยังไงกันเล่า

               “ช่วงนี้คุณธาราดูนาฬิกาบ่อยจังเลยนะครับ หรือว่าต้องไปทำธุระที่ไหนต่อ” เสียงติดสำเนียงจีนของนายดีแลนถามขึ้น เมื่อเห็นผมยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นมาดูเวลาที่บอกเวลา 20.50 น. แล้ว

               “พอดีตอน 3 ทุ่มผมมีนัดน่ะครับ” พูดตามตรงว่าตอนนี้ผมค่อนข้างเป็นกังวล เพราะหมอกชอบมาก่อนเวลานัดอยู่เสมอ แล้วผมก็สังหรณ์ใจว่านายดีแลนอาจจะพยายามถ่วงเวลาเพื่อให้อยู่กับผมนานขึ้นด้วย

               “เห็นคุณธาราใจจดใจจ่อขนาดนี้ ท่าทางจะเป็นนัดสำคัญมากเลยนะครับ” นายดีแลนลองถามหยั่งเชิงดู ผมจึงยกยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับไปโดยไม่คิดจะปิดบัง

               “ครับ เป็นนัดสำคัญจากคนพิเศษ” ทันทีที่ได้ยินคำตอบนายดีแลนก็ถึงกับชะงักไปเลยทันที ผมที่เห็นอย่างนั้นก็อยากจะยิ้มหยันใส่ แต่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้เลยได้แต่เก็บอาการอย่างสุดความสามารถ

               “ผมก็หลงเข้าใจผิดมาตั้งนานว่า คุณนอนกับใครก็ได้ที่ถูกใจเพราะไม่ชอบการผูกมัด”

               “อันที่จริงคุณดีแลนก็ไม่ได้เข้าใจผิดหรอกครับ ผมเคยเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่นั่นมันก็แค่อดีต เพราะตอนนี้ผมมีตัวจริงแล้ว” ถึงแม้ว่าตอนแรกหมอกจะเป็นตัวจริงที่ผมไม่ค่อยเต็มใจอยากได้เท่าไหร่ แต่ตอนนี้หมอกก็ได้หัวใจของผมไปเป็นที่เรียบร้อย

               “ว้า น่าเสียดายจัง ถ้าผมกลับมาไทยเร็วกว่านี้ผมอาจจะมีสิทธิ์ได้เป็นตัวจริงของคุณธาราก็ได้” นายดีแลนทำหน้าเสียดาย ส่วนผมก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ โดยไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจได้สวนกลับไปแทบจะทันทีเลยว่า...ถึงตายก็ไม่มีทาง!

               “ในเมื่อคุณมีตัวจริงอยู่แล้ว ถึงผมจะพยายามยื้อเวลาให้อยู่กับคุณนานขึ้นก็คงไม่มีประโยชน์ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ผมขอตัวกลับเลยดีกว่า แต่รบกวนคุณธาราไปส่งผมที่รถด้วยนะครับ”

               “ยินดีครับคุณดีแลน” ผมยิ้มออกมาบางๆ ในที่สุดตัวปัญหาก็จะออกไปจากชีวิตได้สักที แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ไว้ใจ 100% จึงได้รักษาระยะห่างระหว่างที่เดินไปส่งนายดีแลนยังลานจอดรถ โดยพยายามไม่เข้าใกล้ภายในรัศมี 1 เมตร ที่ผมพยายามรักษาระยะห่างมาตลอดตั้งแต่ตอนเย็น

               “เห็นคุณทำตัวห่างเหินแบบนี้ ผมก็อดที่จะรู้สึกน้อยใจไม่ได้เลยนะครับ” นายดีแลนพยายามทำหน้าเศร้า แต่ผมก็มองออกว่าเป็นการเสแสร้ง เพราะแววตายังดูเจ้าเล่ห์ไม่ได้สลดเลยแม้แต่น้อย

               “คุณดีแลนไม่ต้องน้อยใจไปหรอกครับ เพราะคุณกับผมก็ไม่ได้ใกล้ชิดหรือว่าคุ้นเคยกันอยู่แล้ว” ผมพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้ว่าประโยคที่พูดจะทำให้คนฟังยิ้มไม่ออก แต่ในเมื่อนายดีแลนไม่คิดจะตัดใจผมก็ไม่จำเป็นต้องอดทนต่อไปแล้ว

               “ในเมื่อคุณพูดตรงๆ แบบนี้ ผมก็ขี้เกียจจะใส่หน้ากากแล้วเหมือนกัน”

               “ก็ดีครับ เพราะถึงจะห่มหนังแกะเอาไว้ แต่มันก็ปิดบังความเป็นหมาป่าของคุณไม่ได้อยู่ดี”

               “เข้าใจเปรียบเทียบนะครับ นอกจากความสวยผมก็ชอบความฉลาดและทันคนของคุณนี่แหละ พูดตรงๆ เลยนะว่าผมอยากนอนกับคุณ คุณจะเรียกค่าตอบแทนเท่าไหร่ก็ได้ จะหกหลักหรือมากกว่าผมยอมจ่ายทั้งนั้น” นายดีแลนพูดอย่างใจป้ำ คงคิดสินะว่าผมจะกระดิกหางแล้วกระโจนเข้าใส่เพราะเห็นแก่เงิน

               เงิน 6 หลักถึงมันจะเยอะ แต่ผมทำงาน 2 เดือนก็ได้มาแล้วเถอะ!

               “ผมจะบอกอะไรให้นะครับ สำหรับคนที่ถูกใจถึงไม่ต้องจ่ายสักบาทผมก็อยากนอนด้วย แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่ถึงจ่ายเท่าไหร่ผมก็ไม่ยอม แน่นอนว่าคุณถูกจัดอยู่ในประเภทหลัง ผมพูดอย่างชัดเจนขนาดนี้ก็หวังว่าคุณจะเข้าใจ ขอตัวนะครับ” พูดจบผมก็หันหลังกลับจะเดินเข้าไปในโรงแรม เพราะนี่มันก็เลยเวลาที่นัดกับหมอกเอาไว้แล้ว ป่านนี้อาจจะกำลังชะเง้อหาผมอยู่ก็ได้

               แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปไหน นายดีแลนก็ตรงมาคว้าข้อมือของผม แล้วดึงให้หันกลับไปเผชิญหน้ากันซะก่อน

               “ที่เล่นตัวแบบนี้เพราะอยากเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเองใช่มั้ยคุณธารา! ถ้างั้นคุณอยากเรียกเท่าไหร่ก็บอกมาได้เลย! ผมจะเซ็นเช็คให้คุณเดี๋ยวนี้!”

               “นี่คุณฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องรึไง! ผมบอกชัดเจนแล้วนะว่าผมไม่อยากนอนกับคุณ! ตอนนี้ผมมีตัวจริงที่กำลังคบด้วยแล้ว!” ถึงขนาดนี้จะลูกค้า VIP หรือสำคัญกว่านี้ผมก็ไม่สนใจแล้วทั้งนั้น พูดเลยนะว่าถ้าผมดิ้นหลุดไปได้ ผมจะถอดรองเท้าแล้วเอาฟาดหน้ามันเต็มแรงเลยคอยดู!

               “ตัวจริงของคุณมันจะมีปัญญาจ่ายได้ถึงครึ่งนึงของผมมั้ย! มันให้คุณได้อย่างที่ผมให้คุณรึเปล่าล่ะ!”

               “โธ่เว่ย! ไอ้...” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ด่าไอ้บ้าเงินที่อยู่ตรงหน้า ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาแทรกตรงกลาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับดูดุดันอย่างน่ากลัว

               “ปล่อยมือจากคุณธารเดี๋ยวนี้” เพียงแค่เห็นแผ่นหลังผมก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือหมอกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่บรรยากาศเปลี่ยนไปคงเป็นเพราะไม่พอใจที่เห็นนายดีแลนมายุ่มย่ามกับผมนั่นเอง

               “แกเป็นใคร”

               “ผมสิที่ต้องเป็นคนถามประโยคนั้น คุณเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรถึงได้มาแตะต้องคนของผม” หมอกพูดจบก็กระชากมือของนายดีแลนออกจากข้อมือของผมอย่างไม่สบอารมณ์

               “เดี๋ยวนะ...คนของแก? อย่าบอกนะว่าเด็กอย่างแกคือตัวจริงของคุณธารา” นายดีแลนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา ก็แน่ล่ะเพราะหมอกดูเด็กซะขนาดนี้ นี่ถ้าใส่ชุดนักศึกษามาพนันได้เลยว่านายดีแลนไม่มีทางเชื่อแน่ๆ ว่าหมอกเป็นแฟนผม

               “เด็กแล้วไง ผู้ใหญ่อย่างคุณยังไม่มีปัญญาจีบคุณธารให้ติดเลยเถอะ” คำพูดที่ดูถูกของหมอกทำให้นายดีแลนชักยัวะ จึงได้กำหมัดแน่นแล้วตวัดสายตามองมาทางผม

               “คุณธารา สั่งสอนเด็กของคุณให้ดีหน่อยนะว่าอย่าปีนเกลียวกับผม ผมเป็นถึงลูกค้า VIP ที่จ่ายให้โรงแรมคุณปีละเป็นล้านๆ เชียวนะ”

               “ก็แล้วยังไง คิดว่าจ่ายเป็นล้านแล้วจะมีสิทธิ์ทำอะไรใครก็ได้งั้นหรอ” ประโยคนี้ผมไม่ได้เป็นคนพูด คนที่พูดคือหมอกที่อยู่ข้างหน้าผมต่างหาก

               “ถึงทำไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็น่าจะทำให้คุณธารากระเด็นออกจากตำแหน่งผู้จัดการโรงแรมได้ล่ะนะ” นายดีแลนยิ้มที่มุมปาก คำพูดนั้นทำให้ผมถึงกับใจหล่นวูบลงไปอยู่ที่พื้น

               พูดตามตรงว่าถ้าหากนายดีแลนออกปาก บอร์ดผู้บริหารคงไม่เอาผมไว้เพราะต้องเอาใจลูกค้า VIP แต่ก็คงไม่ใจร้ายขนาดที่จะไล่ผมออก อาจจะให้ผมทำงานเป็นรองผู้จัดการหรือตำแหน่งที่ต่ำกว่าเล็กน้อยเท่านั้นล่ะมั้ง...คิดว่านะ

               “แค่นี้ก็ถึงกับหน้าซีดเลยหรอคุณธารา แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ ถ้าอยากมีปัญหากับผมคุณก็ต้องทำใจหน่อย” นายดีแลนยิ้มอย่างผู้ที่เหนือกว่า ผมที่เห็นอย่างนั้นเลยจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ ส่วนหมอก...

               “หึหึหึ” ก็ไม่รู้ทำไมถึงได้หัวเราะในลำคออย่างนั้น ทำเอานายดีแลนถึงกับหุบยิ้มลงแล้วทำหน้างุนงงแทน

               “แกสมองเพี้ยนไปแล้วรึไง”

               “คนที่เพี้ยนน่าจะเป็นคุณมากกว่า คิดว่าแค่ลูกค้า VIP จะมีอำนาจเทียบเท่าลูกเจ้าของโรงแรมได้งั้นหรอ”

               “ว่าไงนะ!” นายดีแลนอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ อย่าว่าแต่นายดีแลนเลยเพราะผมก็ตกใจเหมือนกัน เพียงแค่เก็บอาการเอาไว้สุดฤทธิ์เท่านั้นเอง

               พ่อแม่หมอกรับราชการไม่ใช่รึไง แล้วไหงจู่ๆ กลายเป็นเจ้าของโรงแรมไปได้ล่ะเนี่ย!

               “เท่าที่ดูคุณก็ยังไม่แก่นะ แต่ทำไมถึงหูตึงขนาดนี้ได้ล่ะ” หมอกพูดอย่างกวนประสาท ก่อนจะเดินเข้าไปประชิดตัวของนายดีแลนแล้วก้มต่ำมองเหยียด

               “ผมจะทำเป็นลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถ้าคุณรีบไสหัวออกไปจากที่นี่แล้วไม่กลับมายุ่งกับคุณธารอีก ไม่อย่างนั้นอะไรที่คุณดีลไว้อาจจะมีปัญหาก็ได้ผมขอเตือนไว้ก่อน” คำพูดของหมอกทำเอานายดีแลนถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ผมอยู่ข้างหลังเลยมองไม่เห็นสายตาของหมอก แต่มันคงต้องน่ากลัวมากแน่นอน ถึงทำให้นายดีแลนหน้าถอดสีได้ถึงขนาดนี้

               ทั้งสองคนจ้องหน้ากันอยู่เกือบนาที ก่อนที่นายดีแลนจะเป็นฝ่ายหลบตาไปก่อน จากนั้นก็หมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถโดยไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลย

               “เฮ้อออออ” ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในที่สุดความวุ่นวายก็จบลงสักที หวังว่าหลังจากนี้คงจะไม่มีอะไรที่มันวุ่นวายมากไปกว่านี้อีกนะ

               “แล้วนี่คิดอะไรอยู่น่ะหมอก ถึงได้โกหกว่าเป็นลูกเจ้าของโรงแรมไปแบบนั้น ถ้าเกิดถูกจับได้จะทำยังไง”

พอคิดดูดีๆ หมอกก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าตัวเองเป็นลูกเจ้าของโรงแรม แค่ทำให้นายดีแลนเข้าใจผิดคิดไปเองเท่านั้น ที่สำคัญถึงเจ้าของโรงแรมท่านจะมีลูกหลายคนและมีอายุประมาณหมอก แต่ผมก็เคยเห็นหน้าและพูดคุยด้วยหมดแล้ว

ดังนั้นผมจึงสรุปได้ว่าเมื่อกี้หมอกแค่แสดงละครตบตา นายดีแลนที่ไม่ได้อาศัยอยู่เมืองไทยเป็นหลักเลยอาจไม่เคยเห็นหน้าลูกเจ้าของโรงแรมทุกคน ยิ่งพอเจอน้ำเสียงและท่าทีคุกคามของหมอกเลยหลงเชื่อเอาง่ายๆ

“ถ้าถูกจับได้ผมคงจะต่อยมันสักหมัด แล้วใช้จังหวะนั้นพาคุณหนีก็ได้ล่ะมั้ง” ผมทำหน้างงเล็กน้อยกับคำตอบนั้น แต่พอหมอกหันหลังกลับมามันก็ทำให้ผมถึงกับเบิกตากว้างและอ้าปากค้าง เพราะแววตาเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนี้ ไม่มีทางเป็นใครไปได้เลยนอกจาก...

“เมฆ!”

“ในที่สุดก็เรียกชื่อผมถูกสักทีนะ ผมล่ะแปลกใจจริงๆ ที่คุณดูไม่ออกว่าผมคือใคร ทั้งที่คุณจับโกหกผมได้เรื่องที่ทำเนียนว่าเป็นลูกเจ้าของโรงแรม” ผมไม่สนใจคำเหน็บแนมนั้น สิ่งที่ผมทำเป็นอันดับแรกคือตรงเข้าไปทุบไอ้เด็กนิสัยไม่ดีที่อยู่ตรงหน้าต่างหาก

               “หายไปไหนมาตั้งนานห้ะไอ้เด็กบ้า!”

ถึงแม้ปากจะด่าแต่หัวใจของผมกลับพองโตด้วยความคิดถึง ช่วงเวลาที่เมฆหายไปมันนานมากจนผมนึกถอดใจไปแล้วว่าคงไม่มีทางได้เจอกับเมฆอีก เพราะไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่เจอข้อมูล หลักฐาน หรืออะไรที่จะเชื่อมโยงไปถึงเมฆได้เลย จนผมพยายามคิดว่าเรื่องคืนนั้นมันเป็นแค่ความฝันของผมไปแล้ว

เพราะอย่างนี้เมื่อกี้ผมเลยไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือเมฆ คิดเพียงแค่ว่าหมอกคงหึงผมจนฟิวส์ขาดก็เท่านั้น ที่สำคัญถ้าหากเป็นเมฆผมก็คิดว่าคงจะหัวร้อนและหุนหันมากกว่านี้ ใครจะไปคิดล่ะว่าจะควบคุมอารมณ์โมโหได้ดีกว่าที่คิด

               “ที่โวยวายกับทำร้ายร่างกายผมขนาดนี้ แสดงว่าคุณต้องคิดถึงผมมากเลยสินะ” เมฆยิ้มกว้างพลางรวบเอวผมไปกอดไว้แน่น

“หลงตัวเอง ฉันได้พูดแบบนั้นเมื่อไหร่”

“ถึงไม่พูดแต่ผมก็รู้ ในเมื่อแววตาของคุณมันบอกผมหมดแล้ว” ความมั่นหน้านี้ทำให้ผมเบ้ปาก เมฆจึงก้มหน้าลงมาจะจูบผม แต่ผมก็หันหน้าหนีแถมยังเอามือดันไว้อีกด้วย

               “หยุดเลยนะ ที่นี่มันลานจอดรถนะเมฆ” จริงอยู่ว่าที่นี่มันไม่มีคน เพราะเป็นลานจอดรถชั้นใต้ดินสำหรับผู้บริหารและลูกค้า VIP แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คือที่สาธารณะอยู่ดีไม่ใช่ห้องส่วนตัว

               “ถึงเป็นกลางโรงแรมผมก็ไม่แคร์หรอกเพราะผมคิดถึงคุณ” คำพูดนั้นถ้าเป็นคนอื่นพูด ผมคงจะเบ้ปากเพราะอยากอ้วกใส่ไปแล้ว แต่นี่เป็นเมฆ นอกจากผมจะไม่ทำแบบนั้นผมยังรู้สึกขัดเขินอีกต่างหาก แต่ผมก็ต้องเก็บอาการเอาไว้เพราะไม่อยากให้เมฆรู้สึกได้ใจ

               “พอเลย ไม่ต้องมาทำเป็นพูดคำหวาน ตามฉันมาเพราะฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับนายเพียบเลย” ผมพูดจบก็จูงมือเมฆไปยังรถของผมที่จอดอยู่ใกล้ๆ ถึงแม้ผมจะไม่ใช่ผู้บริหาร แต่ด้วยความที่ผมเป็นผู้จัดการเลยสามารถจอดรถส่วนตัวที่นี่ได้

               เมื่อเดินไปถึงรถผมก็จัดการเข้าไปนั่งเบาะหน้าแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมกับเปิดแอร์ แต่เมฆกลับเปิดประตูไปนั่งยังเบาะหลัง แถมยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เมื่อผมสั่งให้มานั่งข้างหน้าด้วย เพราะงั้นผมจึงได้เป็นฝ่ายที่ย้ายไปนั่งข้างหลังแทน  

“1 เดือนที่ผ่านมานายหายไปไหน” ผมรีบเข้าเรื่องทันที เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมต้องการจะรู้จากเมฆ

“ผมไม่ได้หายไปไหนสักหน่อย ผมก็อยู่ใกล้ๆ ตัวคุณนี่แหละ” เมฆตอบด้วยท่าทีสบายๆ แต่ก็แฝงความกวนประสาทเช่นเดิม

“ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่ปรากฏตัวออกมา รู้มั้ยว่าตลอดเวลาฉันพยายามหานายแทบตายเลยนะ”

“ผมรู้ แต่ผมออกไปหาคุณไม่ได้”

“ทำไม?”

“ก็คุณดูมีความสุขกับหมอกอยู่แล้ว” คำพูดของเมฆไม่ได้เป็นการประชดแต่อย่างใด แถมสีหน้าและแววตายังดูเหมือนว่าจะปรารถนาดีต่อหมอกอีกต่างหาก ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

สิ่งที่เมฆพูดนั้นเหมือนกับว่า การที่ไม่ปรากฏตัวออกมาเป็นเพราะไม่อยากทำลายความสุขของหมอก แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วคืนนั้นเมฆจะสวมรอยเป็นหมอกจนผมหลงไปมีอะไรด้วยทำไม ความย้อนแยงนี้ทำให้ผมรู้สึกงงและสับสนมากจริงๆ

“ถ้านายบอกว่าฉันกับหมอกมีความสุขกันอยู่แล้ว แล้ววันนี้นายมาหาฉันทำไมกันล่ะ” ทีแรกผมก็คิดว่าจะได้ยินคำพูดประมาณว่า จะเลิกทำตัวเป็นคนดีแล้วแย่งชิงผมมา แต่เมฆกลับตอบผมมาว่า...

“ก็เพราะหมอกมาหาคุณไม่ได้น่ะสิ”

“มาหาไม่ได้! หมอกเป็นอะไร! ทำไมถึงไม่ยอมโทรมาบอกฉัน! แล้วนายรู้เรื่องนั้นได้ยังไง! นายเกี่ยวข้องกับหมอกยังไงกันแน่!” ตอนแรกผมก็ว่าจะค่อยๆ ตะล่อมถามเมฆเรื่องความสัมพันธ์กับหมอก แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเป็นกังวลและห่วงหมอกมากจนลนลานไปหมดแล้ว

“ใจเย็นๆ ก่อนเถอะคุณ ถามมารัวๆ ขนาดนี้ผมฟังไม่ทันหรอกนะ” คำพูดของเมฆดูก็รู้ว่าพยายามเลี่ยงหรือถ่วงเวลาเพื่อหาข้อแก้ตัวอยู่

“อย่ามากวนประสาทกันนะเมฆ ฉันรู้ว่านายฟังทัน เพราะงั้นตอบคำถามมาให้หมดเดี๋ยวนี้” ผมโน้มตัวไปกำคอเสื้อแล้วถลึงตาใส่เมฆ แต่เมฆนอกจากจะไม่กลัวแล้วยังรวบตัวผมขึ้นไปนั่งคร่อมที่ตักอีกต่างหาก

“นี่นายคิดจะทำอะไรน่ะเมฆ! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ผมพยายามออกแรงดิ้น แต่พื้นที่ในรถที่มีจำกัดบวกกับแรงล็อกของเมฆมันก็ทำให้ผมหนีไปไหนไม่ได้

“ถ้าคุณยอมอยู่นิ่งๆ ผมจะตอบคำถามทั้งหมดที่คุณสงสัยให้ก็ได้นะคุณธาร” เท่านั้นแหละผมก็หยุดดิ้นโดยอัตโนมัติ

“ว่าง่ายๆ แบบนี้สิค่อยน่ารักหน่อย” เมฆพูดจบก็ยื่นหน้ามาจูบที่ริมฝีปากของผม

“เมฆ!”

“ยังนุ่มเหมือนเดิมเลยนะ”

“ไอ้เด็กบ้านี่!”

“ถ้าคุณด่าผมอีกผมจะไม่ยอมตอบคำถามคุณแล้วนะ” เมฆพูดยิ้มๆ ส่วนผมที่พอถูกขู่แบบนี้ก็มีแต่ต้องเงียบปากแล้วเก็บคำด่าเอาไว้ แต่ก็ยังไม่วายแยกเขี้ยวกับถลึงตาใส่อยู่ดี

“ฉันเลิกด่านายแล้ว ทีนี้นายจะตอบคำถามได้รึยัง”

“จะให้ผมตอบคำถามไหนก่อนล่ะ” สีหน้ากวนประสาทของเมฆทำให้ผมปรี๊ดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็พยายามระงับอารมณ์ให้เย็นลงแล้วถามคำถามออกไป

“หมอกเป็นอะไรถึงมาหาฉันไม่ได้”

“มีเรื่องนิดหน่อยแต่ไม่ได้เป็นอะไร”

“ถ้างั้นทำไมถึงไม่ยอมโทรบอกฉัน” ตอนนี้ผมลองกดโทรศัพท์โทรหาหมอก แต่ก็ปิดเครื่องไม่สามารถติดต่อได้

“ผมไม่ใช่หมอกนะคุณ เรื่องนั้นผมจะไปรู้ได้ยังไง ส่วนรายละเอียดนอกเหนือจากนี้ก็เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ก็รอหมอกโทรหาคุณเอาเองเถอะ” ผมหน้ามุ่ยเพราะเซ็งนิดหน่อยกับคำตอบของเมฆ แต่อย่างน้อยพอรู้ว่าหมอกไม่ได้เป็นอะไรผมก็สบายใจไปเปลาะนึงล่ะนะ

“ถ้างั้นฉันถามเรื่องอื่นก็ได้ บอกมาว่านายเกี่ยวข้องกับหมอกยังไง นายเป็นฝาแฝดหรือว่าเป็นอีกบุคลิกนึงของหมอก” คำถามของผมไม่ได้ทำให้เมฆตกใจแต่อย่างใด เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเท่านั้นเอง

               “อีกบุคลิกเนี่ยนะ? ทำไมถามอะไรที่มันแฟนตาซีอย่างนั้นล่ะคุณ”

               “แฟนตาซีที่ไหน นี่มันคือโรคดิสโซสิเอทีฟต่างหาก”

               “แหม รู้ดีขนาดนี้แสดงว่าคุณคงหาข้อมูลเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีเลยสินะ แต่ผมขอถามคุณกลับหน่อยว่า ผู้ชายโคตรดีโคตรเพอร์เฟคอย่างหมอก มีปมอะไรในชีวิตถึงจะเป็นคนสองบุคลิกได้งั้นหรอ”

               “นั่นมัน...” อันที่จริงผมก็พยายามคิดหาเหตุผลในเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่หมอกเป็นผู้ชายที่ดีมากและสมบูรณ์แบบสุดๆ จนผมนึกไม่ออกเลยว่าจะกลายเป็นคนสองบุคลิกไปได้ยังไง

“ถ้างั้นหรือว่านายจะเป็นฝาแฝดของหมอก”

               “แล้วหมอกเคยบอกคุณหรอว่าตัวเองมีฝาแฝด”

               “ก็...เปล่า หมอกบอกว่าตัวเองเป็นลูกคนเดียว”

               “นั่นไง แล้วอย่างนั้นผมจะเป็นฝาแฝดกับหมอกได้ยังไง”

               “ก็แล้วถ้าไม่ใช่ทำไมนายถึงมีรูปร่างหน้าตาเหมือนหมอกขนาดนี้ได้ล่ะ!” ผมเริ่มขึ้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะเมฆไม่ยอมบอกสักทีว่าตัวเองเป็นใคร แถมไม่ว่าผมจะถามอะไรไปก็เอาแต่พูดปัดอย่างเดียว ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธให้ชัดเจนเลยสักอย่าง

               “นายเป็นใครกันแน่บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!”

               “ถ้าอยากรู้คุณก็เป็นของผมสิ ที่นี่แล้วก็ตอนนี้เลยด้วย”

               “ว่าไงนะ!” ผมอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะถึงผมจะเตรียมใจรับความเจ้าเล่ห์ของเมฆไว้แล้ว แต่ผมก็ไม่คิดว่าเมฆจะยื่นข้อเสนอมาถึงขนาดนี้

               “ผมคิดว่าผมพูดชัดเจนแล้วนะ คุณคงยังไม่แก่จนหูตึงหรอกมั้งคุณธาร” ท่าทางยียวนกวนประสาทแบบนี้มันน่าซัดจริงๆ ให้ตาย

               “เรื่องที่นายพูดฉันได้ยิน แต่ฉันคงมีอะไรกับนายด้วยไม่ได้หรอกนะ นายก็รู้นี่ว่าฉันมีหมอกเป็นแฟนอยู่แล้ว” ผมคิดว่าพอได้ยินแบบนี้เมฆจะทำหน้าเศร้าหรือว่าผิดหวัง แต่เมฆกลับมีท่าทีปกติและตอบกลับมาอย่างสบายๆ

               “เรื่องนั้นผมรู้ แต่ผมไม่ถือหรอกเพราะผมใจกว้างมากพอ”

“เฮอะ! ถ้าใจกว้างขนาดนั้นแล้วเมื่อกี้นายจะเข้ามาขวางไอ้ดีแลนมันทำไม”

“แล้วผมบอกเมื่อไหร่ว่าผมใจกว้างกับคนอื่น ผมใจกว้างกับหมอกแค่คนเดียวเท่านั้น”

“นายนี่มัน...”

“เลิกพูดถึงคนอื่นเถอะคุณธาร ตอนนี้มาพูดถึงเรื่องของเราสองคนดีกว่า คุณคงไม่ลืมหรอกนะว่าผมก็เป็นแฟนของคุณเหมือนกัน”

               “เรื่องนั้น...นายเป็นคนผิดเองนะที่ทำให้ฉันเข้าใจผิดว่านายคือหมอก” แต่ความจริงวันนั้นเมฆก็ปฏิเสธผมหลายครั้งแล้ว ผมเองต่างหากที่ไม่ยอมเชื่อและเซ้าซี้มากๆ จนเมฆต้องตามน้ำตัดรำคาญว่าตัวเองคือหมอก

               “โอเค ผมไม่เถียงก็ได้เพราะผมทำแบบนั้นจริงๆ แต่คุณกล้าปฏิเสธมั้ยล่ะว่าคุณไม่ได้ชอบผม”

“ฉันไม่ได้ชอบนาย” ผมตอบกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิด แล้วผมก็ไม่ได้อ่อนหัดขนาดที่จะก้มหน้าหลบตา อย่างที่คนส่วนใหญ่ชอบทำด้วย

“แต่ผมไม่เชื่อ คุณรู้มั้ยว่าคนที่กำลังโกหกหัวใจจะเต้นเร็วมากกว่าปกติ” ไม่พูดเปล่าเมฆยังเอามือข้างหนึ่งขึ้นมาแตะที่อกข้างซ้ายของผมอีกด้วย

พอถูกจับได้แบบนี้ผมก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก จนต้องหลบตาและหันหน้าไปทางอื่นอย่างช่วยไม่ได้

“มองตาผมแล้วพูดความรู้สึกจริงๆ ของคุณออกมา คุณจะโกหกคนทั้งโลกก็ได้ แต่คุณโกหกใจตัวเองไม่ได้หรอกนะ” เมฆยื่นมือมาจับที่คางของผมแล้วดันให้กลับไปเผชิญหน้ากัน

“ฉัน...” ตอนนี้ผมตกอยู่ในสถานะน้ำท่วมปาก ผมจะกล้าพูดว่าชอบเมฆออกไปได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้ผมมีหมอกเป็นแฟนทั้งคนอยู่แล้ว แล้วผมก็ยังชอบหมอกมากๆ อีกด้วย

“ผมชอบคุณนะคุณธาร แล้วคุณล่ะ คิดยังไงกับผม” แต่พอได้ยินคำว่าชอบจากเมฆ ด้วยสายตาที่จริงจังและเต็มไปด้วยความปรารถนา มันก็ทำให้หัวใจของผมถึงกับสั่นไหวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ยิ่งพอได้รับจูบอันแผ่วเบาแต่แสนยั่วเย้า มันก็ยิ่งทำให้ผมมึนเมาจนปณิธานหัวใจถึงกับพังทลาย

“ฉันก็ชอบนายเหมือนกันเมฆ...”

2BC


​สวัสดีค่ะทุกคน Erotic หัวใจร้อนรักตอนที่ 6 ก็จบลงไปแล้วนะคะ สารภาพเลยว่าตอนนี้เราไม่ค่อยจะกล้าลงเท่าไหร่ เพราะ 1.อยู่ในช่วงวันเวลาที่ไม่สมควรลงสิ่งบันเทิง (แต่เราก็สัญญาไปแล้ว ไม่อยากผิดสัญญาด้วยเลยมาแอบลงตอนดึกๆ แหะๆ)​ส่วนข้อ 2.คือเรากลัวจะมีดราม่าจาก FC ของหนุ่มหมอก งืออออ ธารก็ยอมรับว่าชอบเมฆด้วยแบบนี้หวังว่าคงจะไม่ลุกฮือขึ้นมาเผาบ้านเค้าน้า T_T ยังไงก็ฝากเอ็นดูหนุ่มเมฆด้วยคน ถึงจะร้ายแต่ก็น่ารักน่ากรี๊ดจิตาย ​มาพูดเรื่องอื่นกันบ้าง ตอนนี้นอกจากความรู้สึกของธารแล้ว ก็ยังมีเรื่องของเมฆให้งงในงงกันอีกต่างหาก สรุปแล้วก็ยังไม่ชัดเจนว่าเมฆเป็นใคร เพราะงั้นก็ต้องลุ้นและเดาต่อไปกันน้าว่าเมฆกับหมอกจริงๆแล้วเกี่ยวข้องยังไงกันแน่ ส่วนตอนหน้าคิดว่าคงเป็นวันจันทร์นะคะเราถึงจะมาอัพนิยายได้ เพราะเสาร์-อาทิตย์นี้เราไปทำงานที่อื่นไม่ได้อยู่บ้าน ยังไงก็รอกันนิดนึงนะคะทุกคน มาเม้ามอยระหว่างคิดถึงธารกับสองหนุ่มหมอกเมฆก็ได้น้า ​(27 ต.ค. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}