KesornSama

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

Episode 02. เนื้อคู่คือคู่แห่งโชคชะตา

ชื่อตอน : Episode 02. เนื้อคู่คือคู่แห่งโชคชะตา

คำค้น : Omega's Destiny ชะตาลิขิต Episode 02. เนื้อคู่คือคู่แห่งโชคชะตา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2560 00:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 02. เนื้อคู่คือคู่แห่งโชคชะตา
แบบอักษร

Episode 02

( เนื้อคู่คือคู่แห่งโชคชะตา )

                รถเคลื่อนตัวออกมาได้สักพัก  ผู้ที่ทำหน้าที่ขับรถเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าผู้เป็นเจ้านายเริ่มแย่ลง  ทั้งเหงื่อเม็ดใหญ่ที่ผุดขึ้นบนใบหน้าคม  และอาการหอบหนักนั่นอีก  ก็อดที่จะเอ่ยถามออกไปไม่ได้

                “ คุณหลวง  สบายดีหรือเปล่าขอรับ! ”

                “ ฉันยังไหวอยู่  รีบเร่งรถเข้าเสียเถอะ!  ก่อนที่ฉันจะไม่ไหว ”

                จะไม่ให้พูดออกไปอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า  ยิ่งอยู่ใกล้เด็กนี่ก็ยิ่งทำให้ได้กลิ่นยั่วยวนนี้รุนแรงขึ้น  ยิ่งกายได้สัมผัสกับกายแบบนี้  ยิ่งทำให้ลำบากเข้าไปใหญ่  ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป  จะต้องควบคุมตนเองไม่อยู่เชียว  อาจพลั้งมือปล้ำเด็กนี่เป็นแน่แท้!

                ไม่นานเท่าไรนัก  รถคันสีเหลืองซีดก็ได้แล่นเข้ามาจอดหน้าเรือนไม้ทรงไทยหลังใหญ่  ที่มีชานยื่นออกมา  มีบันไดข้างนอกตัวเรือนเชื่อมต่อกับตัวเรือน  รอบ ๆ อาณาบริเวณบ้านมีดอกไม้พืชประดับต่าง ๆปลูกอยู่รอบตัวเรือนอย่างสวยงาม  บ่งบอกว่าต้องเป็นเรือนของขุนนางหรือชนชั้นสูงเป็นแน่แท้ 

                พอรถจอดสนิท  ชายผู้ที่ทำหน้าที่ขับรถก็รีบวิ่งมาเปิดประตูรถให้ผู้เป็นเจ้านายโดยเร็ว  ทันใดที่ประตูรถเปิดออกขุนนางหนุ่มก็ลุกออกมาจากรถ  แล้วโน้มตัวลงไปช้อนร่างคนที่นอนหายใจหอบกระเส่าอยู่ภายในรถมาไว้ในอ้อมแขน  แล้วรีบก้าวขึ้นบันไดไป   

                ทันทีที่ขึ้นบันไดมาถึงบนเรือนด้วยท่าทางร้อนรน  ก็ทำเอาคนที่อยู่บนเรือนตื่นตระหนกไปตาม ๆ กัน  และก็มีหญิงรับใช้คนหนึ่งวิ่งไปตามใครบางคนเพื่อมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ชายหนุ่มไม่ได้สนใจสายตาของคนรับใช้บนเรือนแต่อย่างใด  รีบอุ้มร่างเล็กเข้าไปในห้องของตนทันที  เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นจากตัวของคนในอ้อมแขนไปทำให้ใครคลั่งขึ้นมาอีก

                หลังจากที่ได้ยินคนรับใช้บอกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น  คุณหญิงเพ็ญก็รีบพรูมายังห้องนอนของลูกชายทันที  เมื่อเปิดประตูห้องออกก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น  ลูกชายหน้าแดงจนไปถึงคอ  หายใจหอบหนัก  ใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อเม็ดใหญ่ไหลอาบไปทั้งหน้านั่งอยู่ข้างเตียง  แล้วยังมีเด็กหนุ่มนอนดิ้นบิดเร่าไปทั้งตัวอยู่บนเตียงอีกด้วย  มิหนำซ้ำยังปล่อยกลิ่นหอมออกมาแรงคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง  จากสิ่งที่เห็นไม่ต้องบอก  คุณหญิงก็พอจะรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น 

                เดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงกลอน  ตรวจดูจนแน่ใจว่าแน่นหนาพอจึงเดินเข้ามาหาลูกชาย

                “ พ่อภาคินเป็นอย่างไรบ้าง ”               ว่าพลางจับไหล่ผู้เป็นลูกชาย  มืออีกข้างประคองหน้าคมให้หันมาสบตา

                “ กระผม  ท... แทบจะทนไม่ไหวแล้วขอรับ ”

                ความเป็นชายในตัวของหลวงภาคินคึกขืนขึ้นมาเต็มที่  อยากจะปลดปล่อยออกมาเสียโดยเร็ว

                “ อดทนไว้เสียก่อน  เดี๋ยวแม่หายาแก้มาให้! ”  บอกออกไปอย่างนั้นแล้วรีบออกไปจากห้องทันที

                ทันทีที่ผู้เป็นมารดาออกไปจากห้อง  ภายในห้องก็มีเพียงหลวงภาคินกับเด็กหนุ่มที่นอนหอบกระเส่าอยู่บนเตียงของเขา  ตอนนี้ในหัวของเขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว  เขาเกือบจะสูญเสียความเป็นตัวเองอย่างสมบูรณ์  ยิ่งเมื่อมองไปยังร่างที่ทุกข์ทรมานด้วยความต้องการเขาเช่นนั้น  เขาก็แทบจะควบคุมความต้องการของตนเองไว้ไม่อยู่

 ร่างใหญ่ลุกขึ้นจากพื้นแล้วนั่งลงข้าง ๆ  ร่างที่ดิ้นอยู่บนเตียงด้วยความทรมาน  มือวางลงบนแขนเล็ก  ลูบไล้ไปมาจนถึงต้นแขน  ลากมาบนอกบางเบา ๆ  แล้วค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนถึงหน้าท้อง  มืออีกข้างถลกเสื้อคนที่นอนอยู่ขึ้นไว้เหนืออก  จนทำให้เห็นยอดอกสีกุหลาบที่ตั้งล่อตาล่อใจให้ลงไปลิ้มลอง  สายตาคมมองสำรวจไปยังร่างของคนที่นอนอยู่ก็ทำให้รู้ว่า ‘ไม่ใช้แค่อกเท่านั้นที่น่าลอง  แต่มันทั้งตัวเลยที่น่าลองไปหมด ’  ทั้งผิวที่ขาวเนียนสม่ำเสมอไปทั่วทั้งกาย  ดวงตาหวานเยิ้มที่มองมาทางเขา  ริมฝีปากแดงระเรื่อที่เม้มเข้าหากัน  แก้มนวลใสที่ชวนให้หยอกเย้า  ทั้งหมดนี้มันแทบทำให้ชายหนุ่มคลั่ง  มือใหญ่ไม่รอช้าที่จะเลื่อนไปปลดตะขอกางเกงของคนที่นอนอยู่  แต่มันไม่ได้ง่ายนัก  เพราะคนตัวเล็กดิ้นไปดิ้นมา  เพื่อป้องกันไม่ให้เขามายุ่มย่ามกับกางเกงของตนได้

                “ ปะ...ปล่อยนะ! เอามืออกไป! ” ออกแรงดิ้นสุดกำลังเพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามนี้

                “ ฉันจะช่วยให้สบายขึ้น  อยู่เฉย ๆ เสียเถอะ! ”  มือข้างหนึ่งรวบแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้เหนือศีรษะ

                “ ยะ...อย่าทำอะไรผมเลยนะ กะ...กลัวแล้ว ” ร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว  ยิ่งถูกคนตรงหน้าสัมผัสตัว  ร่างกายก็ยิ่งร้อนรุ่มขึ้นอีก  กลิ่นหอมก็ยิ่งทวีมากขึ้นเช่นกัน

                อาเธอร์ลิสพยายามสุดแรงที่จะสลัดตัวเองให้หลุดจากการถูกเกาะกุม  แต่ก็ไม่เป็นผล  เพราะคนตรงหน้ามีแรงมากกว่าเขาหลายเท่า  ยิ่งตอนนี้เขาที่ถูกกดให้นอนราบอยู่บนเตียงก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ  และก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อตะขอกางเกงของเขาถูกปลดออกได้สำเร็จ  โดยน้ำมือของคนตรงหน้า  เมื่อเห็นเช่นนั้น  เด็กหนุ่มก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของตนเอง  พยายามดิ้นจนสุดแรงอีกครั้ง  โดยหมายจะให้หลุดจากมือชายหนุ่มไปให้ได้

                “ ปล่อยนะ! ” 

                “...”

                ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ  จากขุนนางหนุ่ม  ร่างใหญ่ขึ้นมาค่อมบนร่างเล็กไว้  แล้วโน้มใบหน้ามาใกล้กับริมฝีปากบาง  ก่อนเอ่ยด้วยเสียงกระเส่ากับคนใต้ร่าง

                “ เป็นของฉันเสียเถอะ! ”

                “ อย่ามาพูดบ้า ๆ นะ ฮึก! ” ตาเบิกโพลงทันทีที่ถูกประทับจูบลงที่ลำคอ

                หลวงภาคินซุกไซ้ใบหน้าไปตามซอกคอขาว  สูดดมกลิ่นหอมของคนใต้ร่างอย่างเหือดกระหาย  มืออีกข้างเลื่อนมาบีบเค้นกับยอดออกสีสวย  ก่อนจะผละใบหน้าออกมาจากซอกคอขาวแล้วประทับจูบลงกับยอดอกสีกุหลาบแทน  ริมฝีปากหนาถูกแยกออกเพื่อจะเขมือบเม็ดทับทิมเข้าไป  จากเค้นดูดเบา ๆ ก็เริ่มหนักหน่วงขึ้น  เมื่อดูดข้างหนึ่งจนชุ่มแล้ว  ก็หันไปดูดอีกข้างหนึ่ง  ทำเอาคนใต้ร่างสะท้านไปทั้งตัว  แอ่นอกรับสัมผัสอันเร่าร้อนนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้  และในที่สุดสติสัมปชัญญะของเด็กหนุ่มก็หลุดลอยไป  มีเพียงความต้องการที่จะปลดปล่อยเท่านั้นเข้ามาแทนที่

                ยิ่งได้ยินเสียงครางกระเส่าของคนใต้ร่าง  ชายหนุ่มก็ยิ่งคลั่ง  และก็ต้องผละริมฝีปากออกจากยอดอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดดิ้นและเงียบไป  มีเพียงเสียงหอบกระเส่าเท่านั้น  และก็ทำให้เขาแทบควบคุมสติไม่อยู่เมื่อมองไปยังใบหน้าของคนใต้ร่างที่มองมาทางเขาด้วยสายตาหวานเยิ้ม  ใบหน้าแดงฉาน  ริมฝีปากแดงระเรื่อ

ช่างยั่วยวนเหลือเกิน!

ตอนนี้อาเธอร์ลิสไม่รู้ว่าตนเองทำสีหน้าแบบไหนออกไป  และมันก็ทำให้ชายหนุ่มแทบคลั่ง 

“ ผะ...ผมไม่ไหวแล้ว! ” พูดออกไปแบบไม่ได้สติ  ช่วงกลางลำตัวที่คับแน่นมาตั้งแต่พบหน้ากัน  ก็สงบลง  เมื่อมีบางสิ่งไหลออกมาจนทำให้กางเกงเปียกชุ่ม  หลุดเสียงครางอย่างพอใจออกมา  “ อา...” 

ตอนนี้หลวงภาคินก็ไม่คิดที่จะหยุดแล้ว  เขาต้องทำต่อจนจบ  เพื่อปลดปล่อยความเป็นชายของเขาให้เป็นอิสระ  ใบหน้าคมโน้มลงใบประทับจูบลงบนหน้าผากขาวเบา ๆ  แล้วเลื่อนมาประทับจูบลงบนแก้มใสทั้งสองข้างอย่างทนุถนอม  และเป้าหมายต่อไปของเขาก็คือ  การครอบครองริมฝีปากสีกุหลาบของคนที่นอนทำสายตาหวานเยิ้มให้เขาอยู่  ใบหน้าคร้ามก้มลงหมายจะประทับจุมพิตให้กับคนใต้ร่างก็ต้องชะงัก  เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากทางด้านหลัง

แอ๊ด!

“ หยุดแค่นั้นเสียเถอะ! พ่อภาคิน ”

ชายหนุ่มหยุดการกระทำทุกอย่าง  แล้วหันไปยังต้นเสียงก็เห็นว่าผู้เป็นมารดายืนอยู่

“ นี่พ่อคิดจะทำอะไรรึ! ”  ว่าพลางเดินเข้ามาหา  แล้วยื่นห่อผ้าบางอย่างให้  ซึ่งมันก็คือห่อยาสำหรับแก้อาการร้อนรุ่มที่ทำให้ชายหนุ่มเกิดอาการกำหนัดนั่นเอง

หลวงภาคินรับห่อยาจากผู้เป็นมารดา  แล้วเปิดห่อผ้าออก  หยิบยาสำหรับแก้อาการของตนขึ้นมา ซึ่งได้ใส่ไว้ในผอบ  ชายหนุ่มเปิดฝาผอบออก  แล้วสูดดมกลิ่นยานั้นเข้าไป  ซักพักอาการกำหนัดก็ทุเลาลง

“ กระผมต้องขอโทษคุณแม่ด้วยนะขอรับ  ที่คิดจะทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ ”  เอ่ยออกไปเช่นนั้น  เมื่อสติสัมปชัญญะกลับมาสมบูรณ์

เมื่อได้ฟังที่ลูกชายพูดออกมา  ก็พลันถอนหายใจก่อนจะพูดออกมา  “ ถึงมันจะยังไม่เกิดเรื่องไม่ดีงามขึ้น  แต่พ่อภาคินก็ควรหักห้ามใจให้มากกว่านี้สักหน่อย ”

“ กระผมผิดไปแล้วขอรับ ” บอกไปด้วยความสำนึกผิดจริง ๆ

“ เอาเถอะ ๆ จะเล่าให้แม่ฟังได้หรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้น! เล่ามาอย่างละเอียด! ” ถามออกไปด้วยอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับเหตุวุ่นวายนี้

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว  พลางก้มลงมองคนที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  ก่อนหันมาสบตากับผู้เป็นมารดาที่นั่งจ้องหน้าเขาอย่างไม่กระพริบ

“ เรื่องมันก็คือ...กระผมบังเอิญเห็นเด็กคนนี้ระแหวกตลาดในพระนครหลวงขอรับ  เห็นเขาลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นดูท่าทางเหมือนจะไม่สบาย  กระผมเลยเข้าไปหาเพื่อจะช่วยพากลับเรือน  แล้วจู่ ๆ... ”  ชะงักไป  กำลังชั่งใจว่าจะเล่าต่อหรือเปล่า

“ มีอะไรรึ? เล่าต่อให้จบ! ” โพล่งออกไปเพราะอีกฝ่ายหยุดเล่าทั้ง ๆที่ยังพูดไม่จบ

พอมารดาบอกมาอย่างนั้น  จึงตัดสินใจเล่าต่อ  “ จู่ ๆ เด็กคนนี้ก็ลงไปดิ้นพล่านอยู่ที่พื้น  แล้วส่งกลิ่นล่อออกมา  มันจึงทำให้ผมรู้ว่าเขาคงเข้าฤดูประสมพันธุ์  แล้วกลิ่นนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้กระผมเกิดอาการกำหนัดเช่นนี้ขอหรับ  แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือ...” ชะงักไปอีกรอบ  พลางก้มลงไปมองคนที่นอนหลับอยู่อีกครั้ง

เห็นลูกทิ้งประโยคที่ยังไม่จบไว้อีกครั้ง  ก็ข้องใจเลยโพล่งออกไป  “ มีอะไรอีกอย่างนั้นรึ?  พ่อภาคิน ”

                “ เขาไล่กระผมออกไปให้ไกล  คล้าย ๆ กับจะบอกว่ากลิ่นของผมทำให้เขาเกิดอาการเหล่านั้นก็ไม่ปานอย่างไรอย่างนั้น ”

                เมื่อได้ฟังลูกชายพูดออกมาเช่นนั้น  ใบหน้าของคุณหญิงเพ็ญก็มีรอยยิ้มขึ้นมาบาง ๆ  พลางก้มมองเด็กหนุ่มที่นอนหลับอยู่  แล้วก็ย้ายสายตามายังลูกชายที่อยู่ตรงหน้า  จนทำให้ผู้เป็นลูกชายอดสงสัยไม่ได้กับอาการของมารดาหลังจากที่ได้ฟังเรื่องทั้งหมดที่เขาเล่า 

                “ มีอะไรหรือเปล่าขอรับ? ”  ถามออกไปด้วยความสงสัย

                “ เด็กคนนี้  เป็นเนื้อคู่ของพ่อ ”  พูดไปยิ้มไป  พลางก้มมองคนที่นอนอยู่

                “ ว่ากระไรนะขอรับ!? ”  โพล่งออกไปด้วยความตกใจ  และแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

                “ เด็กคนนี้  เป็นเนื้อคู่ของพ่อภาคิน  เป็นคนที่ฟ้าสร้างมาคู่กัน  เป็นคู่แห่งโชคชะตาของกันและกันอย่างไรล่ะ! ”  อธิบายให้ชัดเจน  เพื่อคลายความข้องใจ

                “ มะ... ไม่มีทางหรอกขอรับ  กระผมไม่ได้รู้จักชอบพอกับเด็กนี่  อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่คนสยามเสียด้วย  ชื่อเสียงเรียงนามก็ยังไม่รู้จัก ” 

                ไม่ยอมรับกับสิ่งที่มารดาพูด  และไม่มีทางที่จะไปเป็นเนื้อคู่หรือคู่แห่งโชคชะตาอะไรนั่นอย่างแน่นอน 

                ได้ยินลูกชายพูดเช่นนั้นก็อดที่จะพูดต่อไม่ได้  “ เนื้อคู่  ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อนหรอก  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน  สุดท้ายก็ได้พบเจอกัน  ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกว่าเนื้อคู่ได้อย่างไรกันเล่า...ถึงพ่อจะปฏิเสธอย่างไรเนื้อคู่ของพ่อภาคินก็คือเด็กคนนี้ไม่มีเปลี่ยน ”

                “ แต่...กระผมไม่ได้เสน่หาหรือชอบพอเด็กคนนี้นะขอรับ! ” ปฏิเสธเสียงแข็ง

                “ ก็ค่อย ๆ ดูกันไป  อยู่กินกันไปก็รักกันไปเอง...”  ไม่ละความพยายามที่จะโน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายโอนอ่อนตาม

                “ แต่...” พูดยังไม่จบก็ถูกผู้เป็นมารดาสวนขึ้นมาก่อน

                “ แม่อยากอุ้มหลาน  พ่อก็จะเบญจเพสแล้ว  อยู่ครองโสดมาตั้งนานนมจนได้เป็นคุณหลวงเช่นนี้  แม่ก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา  ก็อยากเห็นใครมาดูแลพ่อภาคินของแม่  อยากมีหลานตัวเล็ก ๆ วิ่งเล่นกันบนเรือน  คงจะทำให้ชีวิตคนแก่อย่างแม่กระชุ่มกระชวยได้ไม่น้อย ”

                พูดจุดประสงค์ของตนเองออกไป  เพื่อให้ลูกชายใจอ่อน  เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเงียบ  จึงพูดขึ้นมาอีกว่า  “ อย่างไรเสียเนื้อคู่ก็มาให้เจอแล้ว  พ่อภาคินก็ให้มันเป็นไปตามที่โชคชะตาลิขิตเสียเถิด  แม่เชื่อว่าฟ้าคงจะส่งคนที่ดีที่สุดมาให้ลูกของแม่อย่างแน่นอน ”

                เอ่ยสิ่งที่จะพูดกับลูกชายจบก็ลุกขึ้นยืน  ตบไหล่ลูกเบา ๆ  แล้วเดินออกจากห้องไป  ปล่อยให้ภายในห้องมีเพียงขุนนางหนุ่มกับเนื้อคู่อยู่กันเพียงสองคน  แต่บรรยากาศมันช่างแตกต่างกับก่อนหน้านี้อย่างลิบลับ  เพราะก่อนหน้านี้เขาทำอะไรลงไปด้วยความขาดสติสัมปชัญญะ  แต่ตอนนี้หายเป็นปกติแล้ว  และก็ไม่อยากที่จะยอมรับกับสิ่งที่เขาเพิ่งได้รู้เลย  ‘ อะไรกัน!  เด็กที่เพิ่งพบกันกลายมาเป็นเนื้อคู่  นี่มันเรื่องบ้าหรืออย่างไร’ มันอดไม่ได้ที่จะคิดแบบนี้  เขาไม่ได้รังเกียจว่าเด็กคนนี้จะเป็นใคร  มีฐานะอย่างไร  แต่ที่เขาปฏิเสธ  ก็เพราะว่าไม่ได้รัก  เขาจะอยู่กับคนที่ไม่ได้รักได้อย่างไรกัน  ‘ ไม่มีทางเสียหรอก ’ หันไปมองคนที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วก็พาลให้หงุดหงิด  ลุกพรวดขึ้นจากเตียงแล้วเดินออกประตูไป  แล้วไม่หันกลับมามองภายในห้องอีกเลย...

α+Ω

                หลังจากหลับใหลไปนานเสียจนมืดค่ำ  ร่างบางก็ค่อย ๆ  รู้สึกตัว  ก่อนจะลืมตาขึ้น  แล้วขยับตัวลุกนั่ง  มองไปรอบ ๆ ห้องก็รู้สึกแปลกตา อีกทั้งแปลกใจว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร  จำได้ว่าเจ็บเท้าจนลุกไม่ได้  แล้วก็มีผู้ชายสวมใส่ชุดเครื่องแบบแปลกตามาคุยกับเขา  และกลิ่นหอมของผู้ชายคนนั้นก็ทำให้เขาครั่นเนื้อครั่นตัว  หลังจากนั้นภาพในหัวมันก็เบลอไปหมด  แล้วก็จำไม่ได้ในที่สุด  ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว...

                แอ๊ด!

                เสียงประตูค่อย ๆ เปิดออก  ทำให้เด็กหนุ่มต้องหันไปมองยังต้นเสียง  แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นผู้มาใหม่เดินเข้ามาในห้อง

                “ รู้สึกตัวแล้วรึ! ฉันเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน  จะได้สบายตัวขึ้น! ”  ว่าพลางวางเสื้อผ้าที่ถือมาไว้ข้าง ๆ ลำตัวของอีกฝ่าย

                “...”  ไม่ได้ตอบกลับไป  ได้แต่มองไปยังผู้มาใหม่ด้วยความฉงนสงสัย

                “ เอ็งพูดไม่ได้อย่างนั้นรึ?  ไม่ต้องกลัวฉัน  สบายใจได้  ฉันไม่ทำอะไรเอ็งหรอก! ”  พูดออกไปเพราะเห็นอีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาหวาดระแวง

                เมื่อเห็นผู้อาวุโสกว่าเอ่ยออกมาเช่นนั้นก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

                “ ผ... ผมพูดได้ครับ! ”  ตอบกลับไปพลางมองคนที่อยู่ตรงหน้า

                “ พูดภาษาพวกฉันได้ด้วยรึ! เอ็งเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน  ดูจากรูปร่างหน้าตาไม่ใช่คนสยามเป็นแน่แท้  หรือว่าเป็นลูกแหม่ม? ”  ว่าพลางพินิจดูเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า

                “ คือ...ผมเรียนภาษาของพวกท่านมาบ้างน่ะครับ  ผมมาที่นี่เพื่อมาช่วยงานพี่สาวที่เป็นหมอรักษาอยู่เมืองนี้น่ะครับ ”  ตอบคำถามของอีกฝ่ายไปเช่นนั้น  ก่อนจะเอ่ยต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังมองมาที่ตน  คล้ายบอกว่ายังตอบไม่ครบในสิ่งที่ถามมา

                “ พ่อของผมเป็นชาวอังกฤษครับ  มาทำงานเป็นหมอรักษาอยู่ที่สยามตั้งแต่ผมเล็ก ๆ แล้ว  แต่ตอนนี้มีงานด่วนเข้ามา  ทำให้ถูกเรียกตัวกลับไปช่วยงานที่บ้านเกิด  พ่อเลยให้ผมมาช่วยงานพี่สาว  เพื่อแบ่งเบาภาระงานบ้างน่ะครับ ”

                “ หมอฝรั่งอย่างนั้นรึ!  ในสยามก็มีไม่กี่คน  แล้วพ่อเอ็งชื่อว่ากระไร? ”  ถามไปพลางนึกไป

                “ อัลเบิร์ต  วิสนีย์ครับ ” บอกพลางยิ้มบาง ๆ ให้กับคนที่ถาม

                “ ตายแล้ว! นี่ลูกของหมออัลหรอกรึ! ”  อุทานออกมาด้วยความตกใจ

                “ คะ... ครับ”  ตอบรับด้วยความตื่นตระหนก  เมื่อเห็นคนตรงหน้าท่าทางตื่นเต้นกับคำตอบที่ตอบออกไป

                “ แล้วเอ็งชื่อว่ากระไร? ”  ถามออกไปเมื่อหายจากอาการตกใจ

                “ อะ...อาเธอร์ลิสครับ ”  บอกชื่อไปด้วยท่าทางประหม่า

                “ หยุดพูดติดอ่างได้แล้ว  ไม่ต้องกลัวฉัน  คนกันเองทั้งนั้น ”  พูดพลางหัวเราะ หึ ๆ ในลำคอเมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของเด็กหนุ่ม

                “ รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียเถอะ!  จะได้ออกไปกินข้าวกินปลา ”  พูดพลางส่งยิ้มให้

                “ ขอบคุณสำหรับเสื้อผ้าครับ  ส่วนเรื่องอาหารคือผมยังไม่...” พูดยังไม่จบก็ต้องชะงัก...

โครก!

                ท้องทรยศก็ดันร้องขึ้นมาเสียงดัง  ทำให้ผู้หญิงมีอายุตรงหน้าหลุดขำออกมา

                “ ร้องดังขนาดนี้  กินช้างได้ทั้งตัวเลยกระมัง ” แซวออกไปกับเสียงท้องร้องของคนที่กำลังจะบอกว่าไม่หิว

                “...”

                อาเธอร์ลิสไม่ได้ตอบกลับไปกับคำหยอกเย้าของอีกฝ่ายแต่อย่างใด  ได้แต่นั่งหน้าแดงเป็นลูกตำลึงด้วยความเขินอาย... ยิ่งทำหน้าแบบนี้ยิ่งทำให้คุณหญิงเพ็ญรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาอีก

                “ เอาเป็นว่าเอ็งรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า  แล้วออกไปข้างนอก  ข้าจะให้คนจัดสำรับเอาไว้ให้ ” 

                “ ขะ...ขอบคุณครับ คุณ...”  ชะงักไป  เพราะไม่รู้ว่าจะเรียกผู้หญิงตรงหน้านี้ว่าอย่างไรดี

                “ เรียกฉันว่าคุณหญิงเพ็ญเถอะจ้ะ ”   โพล่งออกไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายชะงักไป  พร้อมยื่นมือไปกุมมือคนตรงหน้าไว้

                “ ไหน  ขยับมาใกล้ ๆ สิ! ”  ออกปากสั่งออกไป

                เมื่อได้ยินคุณหญิงบอกก็พลันขยับเข้าไปหาด้วยความประหม่า

                มือของคนมีอายุจับเข้าที่ปลายคางมนของเด็กหนุ่ม  พลางจับหันซ้ายหันขวา  เพื่อพินิจดูใบหน้าของคนตรงหน้าให้ชัดเจน

                “ ผิวพรรณเนียนละเอียด  ใบหน้าสวย  ให้กำเนิดลูกที่น่าเกลียดน่าชังได้เป็นแน่ ”  ว่าพลางยิ้มไป  โดยไม่วางมือออกจากใบหน้าเนียนนั่น

                อาเธอร์ลิสได้แต่ฉงนสงสัยกับการกระทำของคนตรงหน้า  เพียงแต่นั่งอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายสำรวจจนพอใจ  จากนั้นก็ละมือออกไปจากใบหน้าของเขา  แล้วลุกขึ้นยืน

                “ เอ็งจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเสียเถอะ! จะได้ออกไปกินข้าวกินปลา ”  ว่าพลางเตรียมตัวจะเดินออกจากห้อง

                เมื่อเห็นอีกฝ่ายจะเดินออกจากห้อง  อาเธอร์ลิสก็ตั้งท่าว่าจะยืนขึ้นส่งตามมารยาท  ทันใดนั้นเท้าของเขาข้างที่ถูกตะปูบุกรุกก่อนหน้านี้  ก็ปวดแปล๊บขึ้นมา  ทำให้เด็กหนุ่มเสียหลักล้มลงไปนอนบนเตียงเช่นเดิม  คุณหญิงเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ  พลันถลาเข้ามาดู  ก็เห็นมีเลือดไหลออกมาจากเท้าของเด็กหนุ่มมากมาย  อาเธอร์ลิสเองเมื่อเห็นเลือดของตนเองใบหน้าก็ซีดเผือดขึ้นมาทันที  คุณหญิงเห็นเช่นนั้นยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่  จึงลุกไปหาผ้าสะอาดในห้องของลูกชายมาเช็ดเลือดออกให้  แล้วพันแผลไว้

                “ เดี๋ยวเอ็งนอนอยู่เฉย ๆ ก่อน  ข้าจะไปบดยามาใส่แผลให้   แล้วเดี๋ยวฉันจะให้คนมาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แล้วกัน ”  ออกปากสั่งแล้วถลาออกไปนอกห้องทันที  โดยไม่รอฟังคำพูดของคนที่นอนอยู่

   α+Ω

                ประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้ง  พอมองไปยังบุคคลที่มาใหม่  อาเธอร์ลิสก็ถึงกับต้องขยับตัวลุกนั่ง  เพราะคนที่เข้ามาส่งกลิ่นหอมทำให้รู้สึกเริ่มครั่นเนื้อครั่นตัวอีกครั้ง  ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้อาเธอร์ลิสพลางจับชายเสื้อเด็กหนุ่มขึ้นทำท่าเหมือนจะถอดออก  ทำให้ร่างบางตกใจสะดุ้งโหยงกับการกระทำของผู้เข้ามาใหม่

                “ คะ...คุณจะทำอะไรน่ะครับ! ” โพล่งออกไปด้วยความตกใจ

                “ อยู่นิ่ง ๆ น่า  ฉันก็แค่จะช่วยเอ็งเปลี่ยนเสื้อผ้า ”  ว่าไปพลางดึงเสื้อจากอีกฝ่ายจนหลุดออกจากลำตัว

                ส่วนบนของร่างกายเปลือยเปล่าทำให้เด็กหนุ่มรู้หวิว ๆ หากก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะมือทั้งสองข้างต้องอดรูจมูกเอาไว้  เพื่อไม่ให้ได้กลิ่นของคนตรงหน้า  จนชายหนุ่มต้องหันมามองหน้าคนตัวเล็กที่ทำท่าทางประหลาดเช่นนั้น

                “ เอามือออกได้แล้ว  ทำอย่างกับฉันตัวเหม็นจนจะทนไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น ”  ว่าออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

                “ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ หากผมได้กลิ่นคุณ  มันจะทำให้ผม...”  ชะงักไว้เช่นนั้น  โดยไม่พูดอะไรต่อ

                “ เอ้า! นี่ยาแก้อาการของเอ็ง  ดม ๆ ไปเสีย  เดี๋ยวก็ดีขึ้น ”  ว่าพลางยื่นผอบหินอ่อนให้คนตัวเล็ก

                “ ขะ... ขอบคุณมากครับ ”  รับเอาสิ่งของที่อีกฝ่ายให้มาไว้ในมือ  พลางเปิดออก  แล้วสูดเข้าไปเต็มปอด

                เมื่อเห็นอีกฝ่ายวุ่นอยู่กับการดมยาในผอบ  ขุนนางหนุ่มก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก  หันมาจัดการกับเสื้อผ้าของคนที่อยู่ตรงหน้าต่อ  มือหนาหยิบเสื้อที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา  พลางมองไปยังร่างเล็กที่ไม่ห่างหน้าออกจากผอบ  ‘ ขาว  เนียน  สวย  ชมพู ’ ชายหนุ่มหลุดคิดภายในใจ  จะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกกระไรหรอก  เพราะอาเธอร์ลิสมีผิวพรรณที่สวยกว่าหญิงสาวชาวสยามหลาย ๆ คนเสียอีก  การที่ให้หนุ่มโสดอย่างเขามาทำอะไรแบบนี้  แถมยังเป็นคู่แห่งโชคชะตากันอีก  ถึงไม่รู้สึกชอบพอกัน  มันก็ลำบากใจอยู่ไม่น้อย

                “ ยื่นแขนมาสิ! ”  สั่งพลางดึงผอบยาออกจากมือเล็ก ๆ นั่น

                แขนเสื้อข้างหนึ่งถูกสวมเข้าไปห่อหุ้มแขนเรียว  ก่อนจะตามมาด้วยอีกข้าง  และเสื้อบางส่วนก็ปิดหลังเนียนเอาไว้แล้ว  เมื่อดึงเสื้อให้เข้าที่แล้วขุนนางหนุ่มก็เริ่มติดกระดุมจากเม็ดบนสุด  เลื่อนลงมาเม็ดสอง  ต่ำลงมาเรื่อย ๆ  จนสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ร่องอกขาว  ที่มีเม็ดทับทิมสีชมพูสองเม็ดตั้งชูชันหลอกล่อผู้เผลอไปสบเข้า ให้อยากลิ้มลอง  ขุนนางหนุ่มลอบกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่  ก่อนจะสลัดภาพที่เห็นทิ้งไปแล้วหันมาสนใจกระดุมเม็ดที่เหลือแทน  แล้วจัดการติดต่อจนเสร็จ  ถอนหายใจเฮือกยาวออกมาอย่างโล่งใจ  จนทำให้คนที่สังเกตเห็นอดฉงนสงสัยกับการกระทำนั้นไม่ได้

                “ คุณโอเคไหมครับ? ”  ถามออกไปอย่างนั้น

                “ อือ ฉันไม่ได้เป็นอะไร ”

                สามารถเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อได้  เพราะหลวงภาคินเป็นคนหัวสมัยใหม่  ตามอย่างที่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา

                มือหนาหยิบผ้านุ่งขากล้วยที่วางอยู่ข้างลำตัวขึ้นมาในระดับสายตาที่สามารถมองเห็นได้ทั้งคู่

                “ แล้วผ้านุ่งนี้  เอ็งจะให้ฉันสวมให้ด้วยหรือไม่ ”  ว่าพลางมือข้างหนึ่งยื่นไปเตรียมจะไปถอดกางเกงคนตรงหน้าออก

                มือเล็กปัดออกทันทีตามสัญชาตญาณ  “ ไม่ดีกว่าครับ  ผมเปลี่ยนเองได้  คุณช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนนะครับ ” เอ่ยออกไปเช่นนั้น

                “ ได้กระไร คุณแม่สั่งให้ฉันมาดูแลเอ็ง  เอาเถอะน่า! อย่ามามากความ! อย่างไรเสียเอ็งก็เป็นผู้ชาย  ฉันก็เป็นผู้ชาย  ไม่เห็นเหตุจำเป็นที่จะเขินอายฉันเลย ” 

                “ แต่ผม...เป็นโอเมก้า...”  บอกออกไปแบบนั้น  เผื่ออีกฝ่ายจะเข้าใจ

                “ เอ่อ...ฉันลืมไป  เอาเป็นว่าฉันจะหันหลังให้แล้วกัน  เผื่อเอ็งหกล้มหัวร้างข้างแตกขึ้นมาผู้ใดจะมาช่วยไว้ได้ทัน ”  ว่าพลางกรอกสายตาไปทางอื่น  แก้ความเก้อเขิน

                เมื่อได้ยินขุนนางพูดเช่นนั้นตนเองก็ไม่อาจขัดได้  “ ถ้าอย่างนั้น...รบกวนด้วยครับ ”  พูดพลางหันไปมองคนที่อยู่ตรงหน้า

                พอได้ยินคนร่างเล็กพูดเช่นนั้น  ขุนนางหนุ่มก็หันหลังให้  พลางมองไปทางอื่น  เพื่อให้เด็กหนุ่มได้นุ่งผ้า  ทันใดนั้นสายตาของชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของใครบางคนในกระจก  ซึ่งพอมองแล้ว  เป็นเงาของอาเธอร์ลิส  ที่หันหลังมาฝั่งนี้พอดี  ชายหนุ่มถลึงตาเบิกกว้างทันที  จะพูดกระไรออกไปก็มิได้  มีแต่คอยมองคนในกระจกกำลังปลดเปลื้องกางเกงลงช้า ๆ จนเหลือเพียงแค่ชั้นใน  และในที่สุดผ้าชิ้นเล็กนั้นก็ถูกมือบางดึงออก  เผยให้เห็นเนื้อหนั่นเนียนขาวน่าขยำสองก้อนนั้น  ภาพที่เห็นในกระจกทำให้ขุนนางหนุ่มตัวแข็งทื่อพลางลอบกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่

                “ ขะ...ขาว ”  หลุดออกมาจากความคิดจนได้

                “ ว่าอะไรนะครับ? พอดีผมฟังไม่ถนัด ”  หันกลับไปถามคนที่ยืนหันหลังให้  พลางมัดเชือกของผ้านุ่งเสร็จพอดีแล้วนั่งลงบนเตียงเช่นเดิม

                “ เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอก  ฉันแค่ร้อนน่ะ ” บอกออกไปแบบนั้น  ใครจะไปกล้าบอกตรง ๆ กันเล่า!

                “ อย่างนั้นหรอกเหรอครับ  ผมว่าอากาศที่นี่ออกจะดี ”  พูดพลางยิ้มกว้าง

                “ ช่างฉันเถอะน่า! ว่าแต่เอ็งชื่อกระไรรึ? ”  ตัดบทแล้วพูดประเด็นใหม่ออกไป  พลางเดินมานั่งบนเตียงข้าง ๆ คนตัวเล็ก

                “ อะ...อาเธอร์ลิสครับ  อาเธอร์ลิส  วิสนีย์ครับ ”

“ นามสกุลวิสนีย์นี้ฉันคุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนนะ ” พูดไปพลางยกนิ้วชี้กับนิ้วโป้งลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ นึกออกแล้ว  นี่มันนามสกุลหมออัลกับแม่เอมีลีนี่! ”  โพล่งออกไปเมื่อคิดออก

“ ใช่ครับ  ผมเป็นลูกของคุณหมออัลเบิร์ตและเป็นน้องชายของคุณหมอเอมิลีครับ ”  บอกไปเพื่อให้อีกฝ่ายหายสงสัย

“ อย่างนั้นหรอกรึ! โลกช่างกลมยิ่งนัก ”  ว่าพลางผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ

“ คุณเองก็สนิทกับคุณพ่อและพี่สาวของผมเหรอครับ? ”

“ ก็ไม่เชิงสักทีเดียว...” ตอบกลับไปอย่างนั้น

“... ”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูด  ทำหน้าฉงนสงสัย  ชายหนุ่มจึงจำเป็นต้องอธิบายต่อ

“ หมออัลเป็นหมอที่ถวายการดูแลรักษาพระองค์...เอ่อฉันหมายถึงกษัตริย์ของประเทศฉันน่ะ ” อธิบายเสริมเพื่อไม่ให้เด็กขี้สงสัยทำหน้างงงวย  “ เพราะเหตุนี้จึงทำให้ขุนนางข้าราชบริพารทุกคนรู้จักมักคุ้นกับหมออัล  และบางครั้งก็ได้แวะเวียนมาเรือนฉันบ้างในยามที่คุณแม่ฉันไม่สบาย  เพราะตอนนั้นมีหมอฝรั่งที่เก่ง ๆ เพียงคนเดียว  ส่วนแม่เอมิลีก็มาเป็นหมอที่สยามได้  5  ปีแล้วกระมัง  เป็นหมอที่คอยดูแลชาวเมืองเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย  รวมไปถึงขุนนางอย่างฉัน  จะกล่าวได้ว่าในสยามนี้แทบไม่มีใครไม่รู้จักสองพ่อลูกนี้ก็ว่าได้  ”  อธิบายให้ฟังจนหมด

“ ผมเข้าใจแล้วครับ  ขอบคุณครับที่เล่าให้ฟัง ” ว่าไปพลางยิ้มจนตาหยี 

                “ เออ! หยุดเลย! ไม่ต้องมาทำหน้าทะเล้นใส่ฉัน ”  ว่าออกไปแบบนั้น

                แท้จริงแล้วรอยยิ้มของอาเธอร์ลิสสดใสจนทำให้หลวงภาคินหวั่นไหวก็ว่าได้เลยต่างหาก

                “ จะกินไหมข้าว! ลุกขึ้นได้แล้ว ”  ออกปากสั่งให้อีกฝ่ายลุกขึ้น  พลางตนเองก็ลุกแล้วเตรียมจะเดินไปทางประตู

                “ ครับ ”   ว่าพลางยันลำตัวให้ลุกขึ้น

                “ โอ้ย! ” ทันทีที่วางเท้าข้างที่เจ็บลงกับพื้นความเจ็บปวดก็หลั่งไหลเข้ามาจนทำให้ต้องล้มลงไปนอนอีกครั้ง

                ชายหนุ่มหันกลับไปตามเสียงก็เห็นคนร่างเล็กล้มลงไปนั่งบนเตียงเช่นเดิมจึงเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น  ก็เห็นของเหลวสีแดงสดไหลออกมาจากเท้าเรียวของคนตัวเล็ก

                “ ให้ตายเถอะเอ็ง! น่ารำคาญกระไรอย่างนี้ ” ว่าพลางเอื้อมมือไปใกล้คนตรงหน้า

                “ ขะ...ขอโทษด้วยครับ ”  ทำหน้าหงอย  “ อ๊ะ! ”  อุทานออกมาด้วยความตกใจ

“ อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวก็ตกลงไปแข้งขาหักหรอก! ”  ดุพลางช้อนเอาคนตรงหน้ามาไว้ในอ้อมแขน

“ ปล่อยผมลงเถอะครับ  ผมเดินเองได้ ”

                “ เดินเองได้กระผีกระไร  เลือดออกมากขนาดนั้น! อยู่นิ่ง ๆ  แล้วเงียบปากไปซะ! ”  ออกปากสั่งไป เพราะความดื้อด้านของอีกฝ่าย

                “ คะ...ครับ ”  ตอบรับไปด้วยความเกรงกลัว

                ขุนนางหนุ่มอุ้มคนตัวเล็กมายังโต๊ะอาหารที่ถูกเตรียมไว้  พอถึงก็วางคนในอ้อมแขนลงบนเก้าอี้อย่างเบามือ

                “ ขอบคุณมากครับที่ช่วยเหลือผม ”

                “ อือ...”   พูดออกไปแค่นั้น

                “ อ้าว! เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วรึ? พ่ออา...”  ชะงักไปเกรงว่าจะเรียกชื่ออีกฝ่ายไม่ถูก

                “ เรียกผมว่าอลิสก็ได้ครับคุณหญิง  คนที่สนิทกับผมก็เรียกแบบนี้กัน ”  พูดพลางส่งยิ้มหวานให้คนที่มาใหม่

                คุณหญิงเพ็ญยิ้มตอบให้กับเด็กหนุ่ม  “ ว่าแต่เอ็งอายุอานามเท่าไหร่แล้วรึ? ”  เดินเข้ามานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม  พลางถามออกไป

                “ ย่าง  18  แล้วครับ ”  ตอบพลางยิ้มบาง ๆ

                “ ยังเด็กนัก! ”  ว่าพลางทำท่าทางครุ่นคิด

                “ เอ้า! พ่อภาคินเอายาไปโปะแผลให้น้อง ”  ว่าพลางนำถ้วยยาสมุนไพรที่ถือมายื่นให้ลูกชาย

                “ นะ...น้อง? ”  ไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยินว่าตรงกับที่คิดหรือไม่

                “ ก็พ่ออลิสนั่นล่ะที่แม่หมายถึง  ”  ว่าเพื่อย้ำให้ลูกชายหายข้องใจ

                ชายหนุ่มรับถ้วยยาจากมารดาแล้วเตรียมจะนำมาวางทับบนแผลให้คนเจ็บ

                “ มะ...ไม่ต้องทำขนาดนี้หรอกครับ  เดี๋ยวผมทำเอง ”  พูดพลางยื้อมือไปกันมืออีกฝ่ายไว้

                “ ให้พี่เขาจัดการให้เถอะพ่อ  นั่งเฉย ๆ ”  เอ่ยบอกคนตัวเล็กขี้เกรงใจ

                “ ครับ!  ถ้าอย่างนั้นรบกวนด้วยนะครับคุณ.... ”  ชะงักไป  เพราะนึกขึ้นได้ว่าไม่รู้จักชื่อเขาคนนี้

                “ ฉันชื่อภาคิน...หลวงภาคิน ”  พูดไปพลางโปะยาที่แผลไป

                “ ขอบคุณครับคุณหลวงภาคิน ”  เอ่ยออกไปเต็มชื่อ

                “ ไม่ต้องเรียกเต็มยศขนาดนั้นก็ได้พ่ออลิส  เรียกพี่ภาคินก็ได้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ”  โพล่งขึ้นมาบ้างหลังจากที่ได้ยินบทสนทนาของเด็กหนุ่มกับลูกชาย

                “ คุณแม่ขอรับ! ”  หันไปหามารดาด้วยความไม่พอใจ

                “ ไม่ดีกว่าครับคุณหญิง  ผมสะดวกเรียกท่านแบบนี้มากกว่าครับ ”  พูดออกไปเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

                “ ถ้ากระนั้นก็ตามที่พ่อสะดวกแล้วกัน  มา ๆ กินข้าวเสียเถอะจะเย็นหมดแล้ว ”

                เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยขุนนางหนุ่มก็เดินมานั่งลงเก้าอี้อีกตัวที่ว่าง  ซึ่งอยู่ระหว่างมารดากับอาเธอร์ลิสพอดี  ทุกคนลงมือหยิบอาหารเข้าปาก  ยกเว้นเพียงแต่อาเธอร์ลิสที่นั่งมองอาหารอยู่นิ่ง ๆ  จนคนที่เหลือต้องหยุดมามองเขา

                “ เป็นอะไรไปรึ!  ทำไมไม่กิน? ”  ถามออกไปเมื่อเห็นเนื้อคู่ของลูกชายไม่ยอมเอื้อมมือมาหยิบอาหาร

                “ คือ...ผมทานไม่เป็นน่ะครับ  ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรก่อน...”  บอกออกไปตามตรง

                หึ! หัวเราะในลำคอก่อนจะบอกว่า  “ พ่อเห็นถ้วยเล็ก ๆ ตรงหน้าไหม  สิ่งที่อยู่ในนั่นน่ะพวกเราเรียกว่าข้าวเหนียว  พ่อก็ใช้มือหยิบขนาดพอดีคำแล้วก็นำมาจิ้มกับแกงที่อยู่ในชามเหล่านี้  นี่เรียกแกงส้มดอกแค  น้ำพริกก็มี  แกงฟัก  ผักลวก  ของอร่อยทั้งนั้น  ลองกินดู ๆ  ”  ว่าพลางขยับชามไปใกล้คนตัวเล็ก

                คนตัวเล็กพยักหน้ารับ  แล้วเอื้อมมือไปหยิบสิ่งที่เรียกว่าข้าวเหนียวขึ้นมาคำเล็ก ๆ ก่อนจะจิ้มลงไปในชามที่มีอาหารอยู่  อาเธอร์ลิสเลือกที่จะจิ้มข้าวลงไปในชามที่เรียกว่าแกงส้มดอกแค  เพราะดูจากลักษณะแล้วน่าจะไม่เผ็ด  เพราะอาเธอร์ลิสไม่ชอบกินเผ็ด  พอลองเอาข้าวที่อยู่ในมือเข้าปาก  เด็กหนุ่มถึงกับตาเบิกโพลงด้วยเป็นเพราะรสชาติแปลกใหม่ของอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อน  แต่กลับอร่อย  ไม่นานนักแกงส้มดอกแคที่อยู่ตรงหน้าก็หมดไปเพราะฝีมืออาเธอร์ลิส  ทำให้คุณหญิงที่มองดูคนเจริญอาหารถึงกลับยิ้มออกมา

                “ ดูท่าพ่อน่าจะชอบแกงส้มมากเสียด้วย  เจริญอาหารเชียว ” อดแซวออกไปไม่ได้

                “ อันนี้อร่อยดีครับ ”  พูดพลางส่งยิ้มให้คนสูงวัย

                “ ไม่ลองชิมอย่างอื่นดูรึ? อร่อยเหมือนกัน ”

                “ ไม่ดีกว่าครับ  ผมอิ่มแล้ว  อีกอย่างน่าจะเผ็ด...”

                “ ไม่ชอบกินเผ็ดหรอกรึ!  ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าจะให้คนทำของอ่อน ๆ ให้ ”

                “ ไม่เป็นไรครับ  เพียงเท่านี้ก็รบกวนท่านมากแล้ว ”  ตอบไปด้วยความเกรงใจ

                “ อย่ามาเกรงใจ  ไม่ใช่ใครอื่นไกล  อีกประเดี๋ยวก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว ”  พูดพลางยิ้มกรุ้มกริ่มไป

                “ ทะ...ทองอะไรนะครับ? ”  ถามกลับไปด้วยความงุนงงกับสำนวนที่เพิ่งได้ยิน

                “  ก็หมายความว่า...”  ต้องชะงักไปเพราะสายตาลูกชายจ้องเขม็งมา  พลันถูกสวนตัดประโยคขึ้นมา

                “ พอเสียเถอะขอรับคุณแม่!  รีบทานต่อจะดีกว่านะขอรับ ”  หันไปตัดบทเสียดื้อ ๆ  “ ส่วนเอ็งถ้าอิ่มแล้วก็นั่งรอไปก่อน  เดี๋ยวถ้าฉันเสร็จแล้วจะเรียกคนมาพาเข้าห้อง ”  ไม่วายหันไปพูดกับอีกคน

                “ ครับ  รบกวนด้วยครับ ”  ตอบพลางยิ้มกลับไป

                “ เอ๊ะ! พ่อภาคินนี่กระไร  พาน้องออกมาก็ต้องพาเขากลับเข้าไปสิ! จะมาโยนให้ข้ารับใช้ทำไม่ได้ ”  เอ็ดไปเพราะไม่เห็นด้วย

                ใครจะไปยอมให้คนอื่นมาแตะต้องว่าที่สะใภ้ของคุณหญิงเพ็ญ  ไม่ได้เสียหรอก!

                “ คุณหญิงครับ  ผมไม่ขัดหรอกครับ  อย่ารบกวนคุณหลวงท่านเลย ”  ตอบกลับไปด้วยเห็นสายตาหลวงภาคินจ้องเขม็งมา

                “ เอาตามที่ฉันบอกดีแล้วพ่ออลิส ”  ยืนกรานคำเดิม

                “ กะ...ก็ได้ครับ  ขอรบกวนคุณหลวงด้วยนะครับ ”  จำต้องยอมทำตาม  พลางหันไปเอ่ยกับชายหนุ่มอีกคน

                “... ”  ไม่ได้ตอบในทันที

                “ ว่าอย่างไรพ่อภาคิน? ”  หันไปถามผู้เป็นลูกชาย  เพราะอีกฝ่ายเงียบมาสักพักแล้ว

                “ กระผมจะขัดคุณแม่ได้อย่างไรล่ะขอรับ...”  พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

                คุณหญิงเพ็ญยิ้มกรุ้มกริ่ม  ขณะที่ชายหนุ่มหน้าตาบูดบึ้ง  สองแม่ลูกนั่งรับประทานอาหารกันต่อด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด  ทำเอาคนมองอย่างอาเธอร์ลิสรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศตอนนี้เหลือเกิน  แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากนั่งมองอยู่เงียบ ๆ และสงบเสงี่ยมที่สุด...

α+Ω

มือหนาวางร่างบางลงบนที่นอนเรียบร้อย  และเตรียมจะออกจากห้องไป

                “ เดี๋ยวก่อนครับคุณหลวง! ”  เรียกให้หยุดรอก่อน

                “ มีอะไรอีก? ”  ถามออกไปแบบนั้นพลางหันกลับมามอง

                “ คือ...ผมอยากจะขอบคุณสำหรับทุกเรื่องครับ  ทั้งเรื่องที่พาผมมาที่นี่และที่คอยดูแลผม  ขอบคุณจริง ๆ ครับ ”  กล่าวออกไปพร้อมส่งยิ้มให้

                “ อือ...ฉันก็แค่ทำตามที่คุณแม่สั่ง ”  ว่าพลางหันกลับไปทางประตู  แล้วก็เดินออกประตูไปทันที

                “ ถึงจะอย่างไร...ก็ขอบคุณมากนะครับ! คุณหลวง...”  ว่าพลางส่งยิ้มไปยังบานประตูที่ถูกปิดลง

                หลังจากหลวงภาคินออกไปได้ไม่นานอาเธอร์ลิสก็ผล็อยหลับไป  อาจจะด้วยความเพลียที่สะสมมาทั้งวัน  ถึงจะสลบไปแล้วหนึ่งรอบก็ตามแต่  รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็เมื่อได้ยินเสียงนกร้องบ่งบอกถึงเวลาเช้าวันใหม่  เด็กหนุ่มพยุงตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังหน้าต่างที่เปิดรับลมเอาไว้  มองไปข้างนอกก็เห็นต้นไม้สีเขียวมากมาย  ให้ความรู้สึกสดชื่นเสียจริง ๆ  เมื่อสูดเอาอากาศในยามเช้าจนพอแก่ใจแล้ว  ก็เดินกระเผลก ๆ  ไปยังประตู  เพื่อจะออกไปจากห้องนอนของหลวงภาคินที่ตนได้ยึดมาแล้วตลอดหนึ่งวัน  และเนื่องจากยาสมุนไพรที่คุณหญิงบดมาให้  จึงทำให้แผลที่เท้าไม่ปวดมากดังเดิม  สามารถเดินเหินได้บ้างแล้ว  เด็กหนุ่มเดินออกมาจนถึงลานกว้างบนเรือนก็ไม่พบใครสักคน  พลันหูก็ได้ยินเหมือนเสียงสนทนาของใครบางคนแว่วมาจากห้องอีกฝั่งหนึ่ง  ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นห้องรับรองแขก

                เด็กหนุ่มค่อย ๆ เดินไปทางห้องนั้น  และก็ต้องเบิกตากว้างทันที

                “ พี่เอมี ”  โพล่งออกไปด้วยความตกใจ

                ไม่เพียงแต่คนที่ถูกเรียกชื่อเท่านั้นที่หันมา  ทุกคนที่ร่วมสนทนาอยู่ก็พลันหันมาจ้องเด็กหนุ่มเช่นกัน

                “ อ้าว! อลิส  ตื่นแล้วเหรอ ? ”  ทักกลับไปด้วยท่าทางยิ้มแย้มสบาย ๆ

                “ ครับ! ว่าแต่พี่มาที่นี่ได้อย่างไร? ”  ถามออกไปด้วยความสงสัย

                “ เข้ามานั่งก่อนเถอะ  เดี๋ยวค่อยว่ากัน ”  พูดพลางพยักหน้าส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายกระทำตาม

                ได้ยินพี่สาวบอกเช่นนั้นก็เดินกระเผลก ๆ  เข้าไปนั่งลงเก้าอี้ข้าง ๆ พี่สาว

                “ ที่พี่มาที่เรือนคุณหญิงก็เพราะว่าท่านให้คนไปบอกว่าน้องอยู่ที่นี่  แล้วยังได้รับบาดเจ็บ  พี่ก็เลยรีบมา ”  พอน้องชายนั่งได้ที่ก็ตอบคำถามที่ค้างไว้

                “ เป็นแบบนี้นี่เอง  ทำให้ทุกคนต้องวุ่นวายไปเสียหมด  ขอโทษด้วยนะครับ ...”  เอ่ยออกไปด้วยความรู้สึกผิด

                “ ไม่ลำบากกระไรหรอกพ่ออลิส  มิใช่คนอื่นคนไกล ”

                คุณหญิงที่นั่งฟังอยู่ก็โพล่งขึ้นบ้าง

                “ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณคุณหญิงแล้วก็คุณหลวงด้วยนะคะที่ช่วยดูแลน้องชายคนเดียวของดิฉัน ”

                “ ไม่ต้องขอบคงขอบคุณหรอกแม่เอมิลี  เรื่องเล็กน้อย ”  ว่าพลางส่งยิ้มให้หมอสาว

                “ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวลาคุณหญิงกับคุณหลวงเลยแล้วกันนะคะ พอดีทำงานทิ้งไว้แล้วก็จะได้ดูอาการเจ้าอลิสมันด้วย  ครั้งหน้าดิฉันจะแวะมาเยี่ยมใหม่ ”  พูดออกไปแบบนั้นพลางยกมือขึ้นไหว้บุคคลทั้งสอง  ก่อนจะสะกิดน้องชายให้กระทำตาม

                อาเธอร์ลิสกระทำตามที่พี่สาวทำเป็นตัวอย่างด้วยอาการเก้อเขิน  แต่นั่นก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของคุณหญิงเพ็ญ

                “ แม่เอมิลีขออภัยที่ฉันไปส่งหล่อนไม่ได้นะ  มีราชการต่อ ”

                หลวงภาคินเอ่ยขึ้นบ้าง  หลังจากที่เป็นผู้ฟังมานาน

                “ ไม่เป็นอะไรค่ะคุณหลวง  คุณหญิงท่านให้คนรถไปส่งดิฉันกับน้องถึงเรือน  หายห่วงได้เลย ”  ว่าพลางยิ้มจนแก้มปริให้ชายหนุ่ม

                “ ดี!  ฉันจะได้สบายใจ ”  บอกออกไปเสียงเรียบ

                “ ถ้าอย่างนั้นดิฉันกับน้องขอตัวกลับก่อนนะคะ ”  พูดพลางเตรียมตัวลุกขึ้น

                “ กลับดี ๆ ล่ะ ”  คุณหญิงพูดออกไปเช่นนั้น

                “ ค่ะ ”

                เสร็จธุระสองพี่น้องก็เดินลงจากเรือนหลังใหญ่ทันที  โดยคนเป็นพี่ช่วยพยุงน้องชายตลอดจนขึ้นรถเสร็จศัพท์  รถคันสีครีมได้เคลื่อนตัวออกจากเรือนหลวงภาคินไม่นานเท่าไร  ก็ถึงที่หมายที่สองพี่น้องต้องลงเสียแล้ว  นั่นก็คือเรือนของเอมิลีที่ ๆ พระองค์ ( พระมหากษัตริย์ ) ได้พระราชทานให้กับอัลเบิร์ตเมื่อครั้งที่มาเป็นหมอรักษาพระองค์  ซึ่งตอนนี้เอมิลีก็ทำหน้าที่ดูแลเรือนนี้แทนบิดา

                เอมิลีพยุงน้องชายขึ้นบันไดมาได้  ก็พาไปนั่งบนเก้าอี้สำหรับรับแขก  แล้วตนก็หายเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่งพร้อมสัมภาระของน้องชาย  ก่อนที่จะเดินออกมาตัวเปล่า  พลางเดินไปยังตู้เก็บยาที่อยู่ด้านหลังอาเธอร์ลิส  แล้วหยิบน้ำยาล้างแผลกับผ้าสำหรับปิดแผลมา  เพื่อจัดการกับบาดแผลของน้องชาย 

                ผู้เป็นพี่สาวลงมือล้างแผลให้น้องชายอย่างเบามือ  เมื่อเสร็จก็นำผ้าสำหรับปิดแผลที่ถือมาด้วยพันปิดลงไปยังบาดแผลที่เท้าของเด็กหนุ่ม  เพื่อไม่ให้ไรฝุ่นหรือสิ่งสกปรกเข้าไปได้  หลังจากนั้นก็เอาอุปกรณ์ไปเก็บไว้ที่เดิม  ก่อนจะมานั่งเก้าอี้ข้าง ๆ น้องชาย

                “ ว่ายังไงตัวเล็ก!  ไม่เจอกันตั้งนาน...โตขึ้นเป็นหนุ่มแล้วเหรอเนี่ย! ”  ว่าพลางยกมือขึ้นไปขยี้ผมคนข้าง ๆ

                “ มันแน่นอนอยู่แล้ว...ใครจะแก่วันแก่คืนแบบพี่ล่ะ ”  ว่าพลางหัวเราะออกมา

                “ ไม่แก่บ้างให้มันรู้ไป ”  ว่าพลางเลื่อนมือมาหยิกแก้มน้องชายอย่างหมั่นเขี้ยว

                “ โอ้ย!  พอแล้วพี่เอมี  ผมเจ็บ! ”  ไม่วายยิ้มหน้าทะเล้น

                เอมิลีเอามือออกจากแก้มใส

                “ แล้วคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง? ” 

                “ ก็สบายดีครับ  ท่านฝากความคิดถึงมาให้พี่ด้วย ”  ว่าพลางเอื้อมมือไปโอบเอวของคนข้าง ๆ  แล้วทิ้งปลายจมูกโด่งลงบนแก้มเนียน  “ แล้วก็ให้หอมพี่เผื่อด้วย ”  พูดเสร็จก็ยิ้มหน้าระรื่น

                “ หอมเผื่อเหรอ!  ”  จุ๊บ! ว่าพลางจูบลงไปที่แก้มของอีกฝ่ายกลับไปบ้าง  “  โตแล้วยังเล่นอะไรเหมือนเดิมเลยนะ  ไอ้แสบ! ”  ว่าไปด้วยความเอ็นดู

                “ เออ...ว่าแต่เกิดอาการฮีทใช่ไหม?  คุณหญิงเล่าให้พี่ฟัง ”  ถามออกไปเช่นนั้น

                “ ครับ  ทีแรกผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าตัวเองเป็นอะไร  เลยทบทวนตัวเองดู   ยิ่งมาแน่ใจตอนคุณหลวงเอายาแก้มาให้  ผมก็เพิ่งเป็นครั้งแรกนี่แหละครับ! ”  อธิบายออกไป

                “ พอจะจำอาการตอนเริ่มฮีทได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้มีอาการอาการ? ”  ถามเพื่อหาสาเหตุคลายข้อสงสัย

                “ ผมจำได้ว่ามีกลิ่นหอมลอยมาพอสูดเข้าไปก็เริ่มครั่นเนื้อครั่นตัว  แล้วกลิ่นนั้นก็ชัดเจนขึ้นเมื่อคุณหลวงเข้ามาใกล้  จนมันทำให้ผมเวียนหัว  ผมคิดว่ากลิ่นนั่นน่าจะมาจากคุณหลวงครับ  ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับอาการฮีทของผมก็เป็นได้ ”

                “  ใช่เลยล่ะ!  สาเหตุที่ทำให้เราเกิดฮีท ”  บอกน้องไปอย่างนั้น  “ คุณหลวงเป็นคู่แห่งโชคชะตาของเราอย่างไรล่ะ! ”

                “ วะ...ว่าอะไรนะครับ ”

                “ ได้ยินไม่ผิดหรอก!  อลิสกับหลวงภาคินเป็นเนื้อคู่กัน  ก็คือคู่แห่งโชคชะตาของกันและกัน  เกิดมาเพื่อกันและกัน  จึงทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อกลิ่นของคู่ตนเอง ”

                ชะตาได้กำหนดไว้แล้วว่าให้เกิดมาคู่กัน...

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

>​มาแล้ววว<​​​  คุณหลวงจะทำอะไรน้องคะ =,,= คุณหญิงแม่ไม่น่าเข้ามาตอนนี้เลย  อีกนิดเดียว o_o  กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม 55555555  ตอนนี้เกสรเขียนมันไปหน่อยล่อไปเกือบ 40 หน้า ^_^ ไม่อยากลงแยกตอนให้ทุกคนเสียอารมณ์กัน  ยาวยังไงก็ทนอ่านกันหน่อยนะคะ ToT มีคำตกคำเกินยังไงก็ต้องขออภัยด้วยเน้อ  เมาความหล่อของคุณหลวงไปหน่อย (อิอิ)  ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคร้าา (>///<)  เจอกัน Ep. หน้าน้าา

...บ๊าย บายยยย...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น