MurasakiHana

ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนนะค่ะ ยังไงก็ขอฝากผลงานไว้ด้วยค่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 26

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.4k

ความคิดเห็น : 93

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2560 13:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26
แบบอักษร

เช้าที่สดใสสำหรับหลายๆคนแต่คงไม่ใช่กับต้นน้ำแน่นอน ร่างเล็กที่ตอนนี้กำลังขยับตัวเล็กน้อยยามตื่นนอนแต่ก็ต้องพบกับความเจ็บและเสียดบริเวณช่วงล่าง ภาพบทรักเมื่อคืนฉายเข้ามาในหัวของคนตัวเล็กอย่างต่อเนื่อง แก้มใสก็ยิ่งขึ้นสีมากขึ้นไปอีกเมื่อพบกับคนตัวสูงที่นอนหลับสบายอยู่ด้านข้าง

“คนบ้า” เสียงติดแหบพึมพำออกมาเบาๆ ต้นน้ำพยายามลุกขึ้นเพื่อเข้าไปอาบน้ำให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สดใส อีกอย่างเจ้าลูกชายคงจะตื่นแล้วด้วย

กว่าจะลุกไปเข้าห้องน้ำได้ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ดีนะที่พ่อเลี้ยงยังไม่ตื่นไม่อย่างนั้นคนตัวเล็กคงจะได้อายมากกว่านี้แน่ๆ การแช่น้ำอุ่นๆเวลาที่มันปวดเมื่อยแบบนี้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมาก ส่วนที่เจ็บอยู่คงต้องหายาทาเอาแล้วแม้ว่ามันจะไม่ได้เจ็บจนเหมือนกับฉีกขาดแต่มันก็เจ็บพอสมควรเลย ต้นน้ำอาบน้ำเสร็จพร้อมกับทายาบริเวณนั้นเรียบร้อยแล้วก่อนจะออกมาจากห้องน้ำเพื่อปลุกคนที่ทำรุนแรงกับตนเองเมื่อคืน

“พี่ภพครับ ตื่นเถอะครับเช้าแล้วนะ” คนตัวเล็กเอ่ยปากเรียกคนที่ได้ชื่อว่าสามีเสียงเบา

“อือออ” ยังจะมางัวเงียอีกนะ

“ตื่นเร็วครับจะได้ลงไปทานข้าวกันนะ เดี๋ยวน้ำจะไปดูลูกกับน้องวินด้วย”

“ครับๆ ขอชื่นใจหน่อยเร็ว”

“อะ อะไรครับ” ในขณะที่คนตัวเล็กกำลังจะลุกขึ้นจากเตียง มือหนาก็คว้าเอวไว้ก่อนพร้อมกับเอาตัวเองขึ้นมาด้านบนแทน กลายเป็นว่าตอนนี้พ่อเลี้ยงกำลังคร่อมต้นน้ำไว้

“ไหนชื่นใจกันก่อนครับคนดี” จะมาทำเสียงอ่อนเสียงหวานแต่เช้าแบบนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวน้ำใจอ่อนเอา

“ไม่ดีกว่าครับ น้ำจะไปปลุกลูกแล้วพี่ภพปล่อยน้ำเร็ว” ผมพยายามขืนตัวเองออกจากอ้อมกอดของคนตัวใหญ่ แน่นอนว่าไม่มีทางสำเร็จ

“ฟอดดด ชื่นใจจริงๆแก้มเมียพี่ทั้งนุ่มทั้งหอม”

“บะ บ้า ปล่อยเลยนะ”

“ปล่อยแล้วครับๆ น้ำไปปลุกลูกเถอะเดี๋ยวพี่จะรีบตามไปนะ” พ่อเลี้ยงปล่อยต้นน้ำออกจากอ้อมกอดแต่ก็มิวายหอมแก้มคนตัวเล็กกว่าอีกที

 ต้นน้ำเดินไปยังห้องนอนของลูกชายตัวน้อย เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็อดยิ้มไม่ได้ จากเมื่อคืนที่นอนกอดกันอยู่อย่างน่ารักแท้ๆกลายเป็นตอนนี้ต้นรักคิดว่านาวินเป็นหมอนข้างไปซะแล้ว ก็ท่านอนที่เอาแขนกับขาพาดก่ายไปที่ใบหน้าและช่วงท้องของคนเป็นพี่นี่สิ

“เจ็บหรือเปล่านะนาวิน อาละเป็นห่วงเราจริงๆ” ต้นน้ำพึมพำเบาๆก่อนจะเข้าไปปลุกเด็กๆ

“นาวินครับ ตื่นได้แล้วครับเช้าแล้วนะ” ผมเลือกที่จะปลุกคนเป็นพี่ก่อนเพราะว่าเจ้าตัวเล็กขี้เซากว่านาวินเยอะเลยล่ะ

“อือ ครับคุณอา” นาวินขยี้ตาเบาๆก่อนจะลุกขึ้นมานั่ง

“เดี๋ยวเราไปล้างหน้าล้างตา อาบน้ำแต่งตัวนะครับวันนี้อาจะพาเรากับน้องไปเที่ยวในเมือง”

“ครับ แล้วป๊ากับม๊าละครับ”

“อาบอกพวกนั้นแล้ว เห็นว่ายังเพลียจากงานเลี้ยงเมื่อคืนอยู่เลยให้อาพาเราไปเอง” ผมบอกนาวินไปอย่างนั้น แต่คิดหรือครับว่าสิ่งที่ผมพูดมันเป็นเรื่องจริงเพราะก่อนหน้านี้ผมเพิ่งจะได้คุยกันมันไปเอง

“น้ำ วันนี้จะพาเด็กๆไปเที่ยวใช่ไหม”

“ใช่ รีบแต่งตัวเลยจะได้ไปกัน พี่ภพไปไม่ได้แล้วพอดีติดงานในไร่กะทันหัน”

“เอ่อ คือกูไปไม่ได้แล้วอะ แบบว่ามัน...”

“อ้าวตกลงว่าจะไปด้วยกันไม่ใช่หรอ แล้วทำไมไปไม่ได้วะ” เสียงปลายสายถูกเปลี่ยนเป็นอีกคนแทน

“กูเองไฟนะ พอดีเมื่อคืนจัดวาหนักไปหน่อยดูท่าวันนี้จะเป็นไข้อ่อนๆด้วย กูว่าจะให้พักอยู่นี่แหละมึงพาเด็กๆไปเองได้ไหม”

“กูก็นึกว่าเรื่องอะไร เออพาไปเองก็ได้ถูกผัวจัดแค่นี้ไปไหนไม่ได้เลยนะ” จะว่าไปเมื่อคืนเราก็... นึกแล้วก็เขินขึ้นมาซะเฉยๆ

“หึ โทษทีพอดีโดนของใหญ่วะ/ไฟ*!!!”*

“ระวังเมียงอนนะมึง เดี๋ยวกูพาเด็กๆไปเองมึงก็ดูๆมันด้วยละอย่ามัวทำแต่งาน”

“ไม่ต้องบอกกูก็ทำอยู่แล้ว ยังไงฝากนาวินด้วย”

“ได้เดี๋ยวกูดูให้”

 บทสนทนาที่ผ่านมาก็บอกได้อยู่ว่าพวกมันจะเพลียขนาดไหน เล่นซะวามันไข้ขึ้นขนาดนี้ก็คงจะยันเช้าแล้วล่ะ ผมเริ่มหันไปสนใจเด็กน้อยอีกคนที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรา ต้นรักเป็นเด็กน่ารัก ว่านอนสอนง่ายไม่แปลกที่จะเป็นที่รักของผู้คนที่พบเจอ เหมือนฝันมากกว่าที่ผมได้มาอยู่ที่นี่ มีครอบครัวที่สมบูรณ์และเข้าใจกันในทุกเรื่องแบบนี้

“น้องรักครับๆ ตื่นได้แล้วนะครับ”

“ฮือออออ หนูง่วง” ว่าแล้วเจ้าตัวก็มุดหน้าลงกับหมอนใบโตอีกครั้ง

“ถ้าน้องรักไม่ตื่น วันนี้เราคงไม่ได้พาพี่วินไปเที่ยวในเมืองแน่ๆเลย แบบนั้นพี่วินคงเสียใจแย่เลยเนอะ” เด็กน้อยแสนขี้เซารีบลุกขึ้นมาทันทีที่ผมพูดจบ

“หนูจะไปๆ” หน้าตาตื่นเชียวเจ้าลูกชาย

“ถ้าอย่างนั้นน้องรักก็ต้องไปเตรียมตัวกับคุณแม่ก่อนนะครับ เราจะได้พาพี่วินไปเที่ยวกัน”

“ไปๆ” หลังจากนั้นผมก็พาเจ้าลูกชายไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะพาลงไปทานอาหาร

“หลานรักลงมาแล้ว” เสียงของป๊าดังขึ้นหลังจากที่ผมพาเจ้าตัวเล็กลงมา กลายเป็นว่าเราทั้งคู่ลงมาช้าสุดเลยเพราะตอนนี้ทุกคนมาพร้อมหน้ากันที่ห้องอาหารแล้ว

“มาแย้วคับ” ต้นรักวิ่งไปหอมแก้มทั้งคุณตา คุณยายและคุณย่า

“ชื่นใจจริงๆเลย” คุณแม่พูดขึ้นมาพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้ลูกชายผม

“ลืมพ่อแล้วหรือเจ้าตัวเล็ก”

“ไม่ๆ หนูกำยังมาหาไม่ได้ยืมนะ” ว่าไปนั่นนะเจ้าลูกชาย แต่ก็เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนในห้องอาหารได้

“ฟอดดดด ชื่นใจจริงๆเลยลูกรัก”

“อ๊ะ!” ผมตั้งใจจะพาลูกไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆนาวินแต่ดันโดนมือหนาของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีคว้าเอวไว้ซะก่อน แถมดันมาหอมแก้มผมต่อหน้าทุกคนอีกต่างหาก

“ชื่นใจจัง”

“พี่ภพ!” ผมมองค้อนไปให้ก่อนจะพาลูกไปยังที่นั่งของเจ้าตัวและพาตัวเองมานั่งที่ประจำบ้าง สายตาล้อเลียของเพื่อนตัวดีทั้งสองคนมองผมไม่เลิก

“มากันพร้อมแล้วก็ลงมือกันเลยครับ” พี่ภพเชิญทุกคนทานอาหารเพราะถ้าช้ากว่านี้อาหารจะชืดหมดอร่อยกันเสียเปล่า

 วันนี้ป๊ากับแม่ตั้งใจจะกลับในช่วงสายๆ ซึ่งผมกะจะไปส่งพวกท่านก่อนจะพาเด็กๆไปเที่ยวก่อน ส่วนไปและนาวายังอยู่ต่ออีกสองวันเพราะสาเหตุอะไรผมก็ได้บอกไปแล้ว ตอนแรกพี่ภพตั้งใจจะไปกับผมด้วยแต่ดันติดงานด่วนในไร่ซะอย่างนั้นทำให้ผมต้องไปเอง พอถึงช่วงสายของวันคนงานจัดการยกกระเป๋าของป๊ากับแม่ขึ้นรถ ผมอาสาที่จะพาพวกท่านไปส่งที่สนามบินเอง

“เดินทางปลอดภัยนะครับป๊า แม่ ขับรถดีๆนะน้ำ ดูเด็กๆด้วยเสร็จงานแล้วพี่จะโทรหา” พี่ภพออกมาส่งป๊ากับแม่ก่อนจะขอตัวเข้าไร่

“ครับผม”

“แล้วดิฉันจะมาใหม่นะคะคุณพิม”

“ยินดีต้อนรับเสมอค่ะคุณทิพย์ เดินทางปลอดภัยนะคะ”

 ผมขับรถไปเรื่อยๆไม่ได้รีบร้อนอะไร เวลาขับรถส่วนใหญ่ผมจะไม่รีบมากนักคิดเสมอว่ามีอีกหลายชีวิตที่มากับเรา เราต้องห่วงความปลอดภัยของเขาด้วย เด็กๆนั่งคุยเล่นกันตลอดทางส่วนป๊ากับแม่ก็ถามไถ่เรื่องสภาพความเป็นอยู่ของผมกับลูก แถมยังบ่นพี่ไม้ให้ฟังอีกด้วย ใช้เวลาสักพักผมก็พาพวกท่านมาถึงสนามบิน

“ป๊ากับบแม่ไปก่อนนะ แล้วนะมาหาใหม่” ผมสวมกอดป๊าก่อนจะสวมกอดแม่บ้าง

“คิดถึงนะครับ” ผมผละออกมาก่อนที่ต้นรักจะเข้าไปกอดคุณตากับคุณยายบ้าง

“มาหาหนูบ่อยๆนะ” แน่นอนว่าคุณตาคุณยายต้องรับปากว่าจะมาหาอยู่แล้ว

“แน่นอนสิหลานรัก ไว้มาคราวหน้าตาจะเอาขนมมาให้อีกดีไหม”

“ดีคับๆ” ผมรอส่งป๊ากับแม่เข้าเกทก่อนจะพาเด็กๆไปเที่ยวกันต่อ

“อาน้ำครับวันนี้เราจะไปไหนกันหรือครับ” นาวินถามผมขึ้นมาหลังจากที่ผมขับรถออกจากบริเวณสนามบิน

“เราจะไปเดินเล่นกันในเมืองครับ ต้นรักยังไม่เคยไปเลยนะอาเลยพามาพร้อมกันซะเลย” ผมยังคงขับรถมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางข้างหน้า

“เย่ๆ จะได้ไปกับพี่วิง”

“แล้วไปกับคุณแม่ไม่ดีใจบ้างหรือครับ แม่น้อยใจซะเลยดีไหม นาวินว่าไงครับ”

“แบบนี้ผมก็ผิดสิครับที่ทำให้น้องดีใจที่ได้ไปกับผม คุณอาอย่าน้อยใจน้องเลยนะครับ” เจ้าตัวว่าไปก็จับมือน้องไว้ไม่ปล่อยเลย

“คุงแม่ หนูดีใจที่ได้ไปกับคุงแม่นะ ฮึก” ท่าทางจะแกล้งลูกมากไปหน่อย

“โอ๋ๆ คนเก่งใครจะไปน้อยใจลูกกันได้ลงคอล่ะหืม นาวินอาฝากดูน้องด้วยนะอีกไม่ไกลเดี๋ยวเราก็ถึงแล้ว”

“โอ๋ๆน้องรักคนเก่งของพี่ ไม่ร้องนะครับๆ”

“ฮึกๆ หนูจะไม่ย้องๆ” เห็นเด็กๆรักกันดีแบบนี้ผมก็วางใจ

ผมขับรถไปเรื่อยๆกะว่าจะไปไหว้พระสักหน่อย พาเด็กๆมาทำบุญพอโตขึ้นจะได้รู้จักเข้าวัดเข้าวาบ้าง แต่ผมรู้สึกว่ารถคันด้านหลังนั้นดูแปลกๆ สังเกตว่าขับมาทางเดียวกับผมตลอดเลยแต่ช่างเขาเถอะ คงจะไปทำบุญเหมือนกันหรือไม่ก็ไปทางเดียวกัน

“คุณอาจะพาไปไหนหรือครับ”

“อาว่าจะพาพวกเราไปทำบุญกันก่อนครับ” ผมตอบนาวินไปพลางมองถนนไปด้วย

“ทำบุงๆ เย่ๆ” เสียงใสของเจ้าตัวเล็กดังขึ้นเจือแจ้วไปเรื่อยๆ จนถึงวัด

 บรรยากาศร่มรื่นเพราะต้นไม้ใหญ่ของวัด ช่วงนี้ที่วัดไม่ได้มีงานใหญ่อะไรทำให้วัดดูเงียบแต่ก็ยังมีชาวบ้านมาขายพวงมาลัย ธุป เทียน อยู่บ้าง

“ป้าครับผมขอพวงมาลัยหน่อยครับ”

“เงินใส่ที่ตู้เลยนะพ่อหนุ่ม” ป้าบอกผมก่อนจะยื่นพวงมาลัยพร้อมกับธูปเทียนมาให้

“ครับป้า ป่ะเด็กๆ” ผมนำเงินใส่ตู้ก่อนจะพาเด็กๆเข้าไปไหว้พระด้านใน

ผมพาเด็กๆเข้ามาด้านในที่ประดิษฐานองค์พระประธานสีเหลืองทองอร่าม สวยงามและทำให้จิตใจสงบ ผมสอนให้เด็กๆตั้งจิตอธิฐานขอพรต่อองค์พระประธาน ส่วนตัวผมก็ขอพรให้ทั้งตัวผม พ่อแม่ ลูก รวมทั้งพี่ภพ ขอให้แคล้วคาดจากสิ่งไม่ดีและพบเจอแต่สิ่งดีๆตลอดไป

“เด็กๆไหว้พระเสร็จแล้ว เดี๋ยวเราไปกินขนมอร่อยๆกันดีกว่าเนอะ”

“ไปคับๆ หนูชอบหนม”

เราเดินไปที่รถกัน แต่ในขณะที่จะเดินถึงตัวรถสายตาของผมก็เห็นยางของรถมันแบนเหมือนกันมีคนมาปล่อยลมยางมากกว่ายางรั่วเองเพราะมันแบนทั้งสี่ล้อเลยไม่ใช่แค่ล้อใดล้อหนึ่ง

“รอปะป๋าโทรหาคุณพ่อก่อนนะครับลูก ยางแบนแบบนี้ปะป๋าขับรถไม่ได้นะ” ผมรีบต่อสายหาพี่ภพทันที

ว่าไงครับ จะกลับกันหรือยัง

“พี่ภพคือยางล้อรถมันแบนหมดเลยทั้งสี่ล้อ แต่น้ำว่ามันเหมือนโดนปล่อยลมออกมากกว่ามันไม่น่ารั่วเองหมดทั้งหมดแบบนี้” เสียงผมสั่นนิดๆเอาจริงๆผมกลัวนะ กลัวว่าจะมีใครมาทำอะไรผมกับเด็กๆ

น้ำ น้ำใจเย็นๆนะตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ พี่จะรับเรากับเด็กๆเอง อยู่ตรงนั้นแล้วอย่าไปไหนนะ

“น้ำอยู่ที่วัดที่เราเคยมาด้วยกันประจำครับ พี่ภพรีบมานะน้ำจะรอ” ผมรีบบอกไปก่อนที่อีกฝ่ายจะตัดสายไป ตอนนี้ความกลัวมันเข้ามาในจิตใจผมมากขึ้นเรื่อยๆแต่ลูกกับหลานยังต้องกานผมอยู่ผมจะมากลัวตอนนี้ไม่ได้

“เด็กๆเดี๋ยวรอกันก่อนนะ อีกสักพักพวกคุณพ่อก็คงมารับแล้ว”

“ผมรอได้ครับคุณอาแต่น้องดูจะง่วงนอนนะครับ”

“คงนั่งรถนาน อย่างนั้นไปรอในรถกันเดี๋ยวอาจะปรับเบาะให้น้องนอน” ผมจูงมือเจ้าตัวเล็กที่ขยี้ตาเดิมตามมา ส่วนนาวินเองก็เดินจูงมือน้องอีกข้างไว้ ผมจัดการปรับเบาะนั่งด้านข้างคนขับให้เอนลงไปพอสมควรเพื่อให้ลูกนอนได้สะดวกๆ โชคดีที่ผมจอดรถไว้ใกล้ๆกับร่มไม้ทำให้ตรงนี้แดดไม่ร้อนมาก ไม่นานต้นรักก็หลับไปสงสัยจะเพลียพาออกมาข้างนอกนานเลย

“คุณอาครับเดี๋ยวผมไปเข้าห้องน้ำนะครับ” นาวินที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังคนขับเอ่ยขึ้นมาเบาๆเพราะกลัวน้องตื่น

“ได้ครับ วินไปเองได้หรือครับให้อาไปเป็นเพื่อนไหม” ตอนนี้ผมไม่ไว้ใจให้เด็กน้อยตรงหน้าไปคนเดียวเลย

“ผมไปเองได้ครับ คุณอาอยู่กับน้องเถอะครับ เดี๋ยวผมกลับมาห้องน้ำอยู่แค่นี้เอง” พูดจบเจ้าตัวก็ลงจากรถไป ผมเองก็รู้สึกเคลิ้มๆเหมือนจะหลับเหมือนกัน แต่ยังไม่ทันที่จะหลับก็มีเสียงเคาะกระจกดังขึ้นมาเสียก่อน

“คุณๆรถเป็นอะไรหรือเปล่า” น่าจะเป็นคนที่มาไหว้พระเหมือนกัน แต่เห็นผมจอดรถอยู่นานจึงมาถามไถ่

“ครับ พอดียางมันแบนนะครับแต่อีกเดี๋ยวคนที่บ้านก็มารับครับ” ผมกดเลื่อนกระจกลงพร้อมกับตอบคำถามของคนตรงหน้าแต่ใครจะรู้ว่ามันกลับเป็นการเปิดทางให้อีกฝ่าย

“อื้อ อืออ” ผมดิ้นสุดกำลังแต่ความเย็นที่ปะทะเข้ากับจมูกผมกลับทำให้สติค่อยๆเลือนราง อย่าเอาลูกไปนะ พี่ภพช่วยน้ำกับลูกด้วย แล้วผมก็ไม่รู้อะไรอีกเลย

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว ร่างสูงของพิภพเร่งรีบขับรถออกมาจากไร่เพื่อลงมายังวัดที่เขาและคนตัวเล็กชอบมากันบ่อยๆ ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆแต่หากว่าตอนนี้จิตใจของคนตัวสูงกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ระหว่างทางที่ขับรถไปก็พยายามที่จะติดต่อต้นน้ำไปด้วย

“น้ำ รับสายพี่เถอะ โธ่เว้ย” พยายามติดต่อเท่าไหร่ก็ไม่มีการตอบกลับของปลายสายแต่อย่างใด ยิ่งทำให้คนทางนี้ร้อนใจมากกว่าเดิม

“ฮัลโหล! อัศ!” ปลายสายถูกเปลี่ยนไปจากเดิมแทนที่จะภรรยาตัวเล็กเป็นเพื่อนซี้ร่างใหญ่อย่าง อัศวิน แทน

“ว่าไงครับเพื่อน นึกว่าลืมกันไปแล้วนะ” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก

“อัศ มึงกลับมาประจำที่นี่หรือยัง”

“กลับมาเมื่ออาทิตย์ก่อน ว่าจะขึ้นไปหามึงอยู่เหมือนกัน มีอะไรวะ” เหมือนโชคช่วยให้เขาพบทางสว่างอีกทางหนึ่ง

“กูว่าพ่อเลี้ยงธนามันกำลังคิดแผนชั่วอยู่” ไม่มีใครอื่นนอกจากพ่อเลี้ยงชั่วนั้น อริของไร่ลมเหนือ

“ทำไมมึงถึงคิดอย่างนั้นวะ ก็เห็นช่วงนี้ฝั่งนั้นก็เงียบๆไป”

“เมียกูพาเด็กๆไปทำบุญ แต่ลมยางถูกปล่อยหมดกูสงสัยว่าพวกมันกำลังจะทำอะไรบางอย่าง”

“มึงไปขัดเรื่องธุรกิจกับมันหรือไง” อีกฝ่ายถามเพราะเรื่องงานมันน่าจะเป็นต้นตอของปัญหามากที่สุด

“มันกำลังจะเปิดโฮมสเตย์แต่ที่มันบุกเข้าไปในเขตพื้นที่สงวนแล้วมันคิดจะมากัดกูด้วยเพราะที่กูก็ติดกับทางนั้นเหมือนกัน แต่ทางกูไม่มีปัญหาอะไรเพราะทำถูกต้องทุกอย่าง” โฮมสเตย์ของผมทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างไม่มีการบุกลุกหรือล้ำเข้าไปแต่อย่างใด

“กูจะไปดูที่วัดให้ คิดว่าถ้าพวกมันตามไปก็น่าจะอยู่แถวๆนั้น”

“เออ แล้วเจอกัน” ปลายสายวางสายไปแล้ว ตอนนี้พ่อเลี้ยงเริ่มเข้าสู่ตัวเมืองแล้วหวังว่าต้นน้ำและเด็กๆจะปลอดภัย

ทางฝ่ายของต้นน้ำที่โดนยาสลบไปนั้นถูกพาตัวมายังไร่ของพ่อเลี้ยงธนาพร้อมกับต้นรักที่ยังคงหลับสนิทอยู่ เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อยที่หลับไม่รู้เรื่อง ทั้งคู่ถูกจัดให้นอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่แต่มือและเท้ากลับถูกมัดอยู่ ปลายเตียงใหญ่มีร่างสูงใหญ่ของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอริกับไร่ลมเหนือยืนอยู่จ้องมองทั้งคู่ด้วยสายตาต่างกันไป

“หึ พิภพเมียมึงก็น่ารักดีนี่ แบบนี้จะเอามาเป็นเมียกูบ้างคงไม่ว่ากันหรอกนะ”

“นายครับสายรายงานมาว่าพ่อเลี้ยงพิภพกำลังลงไปหาเมียแล้วครับนาย”

“ดี! มันคงไม่รู้หรอกว่าในขณะที่มันลงไปหาเมียมัน เรากลับพาเมียมันขึ้นมาที่นี่แล้ว” ร่างสูงยิ้มเยาะชอบใจ ใบหน้าที่มีริ้วรอยบ่งบอกถึงอายุที่เข้าสู่วัยชราแล้ว แต่ร่างกายยังคงแข็งแรงอยู่

“แล้วนายจะเอายังไงครับ ผมว่ามันคงมาที่นี่เร็วๆนี้แน่”

“ก็จริง ถ้าอย่างนั้นเอาพวกมันไปที่บ้านพักแถวชายแดนพม่า”

“ครับนาย”

“รุ่นพ่อกูก็ทำให้มันหายไปได้กับแค่รุ่นลูกอย่างมึงกูคงทำให้หายไปได้ไม่ยากนักหรอก พิภพ!”

พ่อเลี้ยงพิภพที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีคนกำลังสะกดรอยตามตัวเองอยู่เพราะมัวแต่ห่วงลูกเมีย กำลังเลี้ยวรถเข้าสู่เขตอภัยทานแล้ว ไม่นานก็เห็นรถของต้นน้ำข้างๆกันมีรถของอัศนายตำรวจอยู่อีกคัน

“อัศ เมียกูล่ะเด็กๆด้วย” พ่อเลี้ยงรีบร้อนลงมาจากรถเมื่อรถจอดสนิทแล้ว

“ไม่เจอวะ แต่ถามคนแถวนี้เขาบอกว่าออกมาจากโบสถ์นานแล้วนะ”

“คุณลุง!” เสียงของนาวินดังขึ้นเรียกให้ทั้งสองหันไปมองทางต้นเสียงทันที

“วิน! ทำไมเราอยู่คนเดียว อาน้ำกับน้องไปไหนครับ” ผมยิงคำถามเร็วๆใส่เด็กตรงหน้า

“ผมไปเข้าห้องน้ำกลับมาอีกทีทั้งสองคนก็ไม่อยู่แล้วครับ แต่ผมเห็นรถคันหนึ่งขับผ่านหน้าไป”

“เราจำเลขทะเบียนรถได้หรือเปล่า” ความหวังของเขาเริ่มจะเพิ่มมากขึ้นทีละนิด

“จำได้ครับ ผมจำหน้าคนขับได้ด้วย” ขอบคุณความจำของเด็กตรงหน้าที่จะช่วยเพิ่มหนทางในการหาตัวต้นน้ำและต้นรักได้ง่ายขึ้น

“ดีครับงั้นไปโรงพักกันก่อนเถอะ เรื่องนี้ต้องดำเนินคดี” อัศสรุปความก่อนจะพากันไปที่โรงพักเพื่อสเก็ตภาพคนร้ายและตามหารถตามป้ายทะเบียนรถต่อไป



______________________________________________________________________________________________________

กราบขอโทษที่มาได้นิดเดียวค่ะ

ครบค่ะสำหรับตอนนี้ ขอโทษที่ช้านะคะ

ขอบคุณทุกการรอคอยและสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตลอดค่ะ



อย่าลืม

Comments

กดถูกใจ

กดติดตาม

เป็นกำลังใจให้เค้านะ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนค่า


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น