KesornSama

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

Episode 01. บ้านเมืองที่ได้พบเห็น

ชื่อตอน : Episode 01. บ้านเมืองที่ได้พบเห็น

คำค้น : Omega's Destiny ชะตาลิขิต Episode 01. บ้านเมืองที่ได้พบเห็น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2560 15:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 01. บ้านเมืองที่ได้พบเห็น
แบบอักษร

Episode 01

( บ้านเมืองที่ได้พบเห็น  )

                กว่าสามวันที่อาเธอร์ลิสใช้ชีวิตอยู่บนเรือสำเภา  อาจมีจอดเทียบท่ายังเมืองอื่น ๆ  บ้าง  แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางสักที  ได้ยินกัปตันเรือบอกว่า  น่าจะถึงประเทศสยามภายในวันนี้  แต่ก็รับประกันไม่ได้  เพราะหากมีพายุฝนก็ไม่สามารถออกเรือได้ดังกำหนดการ  อาจจะต้องเข้าเทียบฝั่งยังเมืองใดสักแห่ง  เพื่อรอให้พายุฝนสงบลงถึงจะออกเรือต่อไปได้  ซึ่งจะทำให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ล่าช้าลงไปอีก  หากแต่โชคดีที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น  ท้องฟ้าที่มืดครึ้มตั้งท่าเหมือนฝนจะตกมาตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้  เพราะท้องฟ้ากลับสดใสไร้ซึ่งความมืดดำของเมฆที่ตั้งเค้าอย่างกับว่าจะก่อตัวเป็นพายุใหญ่ก็ไม่ปาน  พลันหายไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย  มีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ สีฟ้าครามของผืนฟ้ามาแทนที่ความมืดครึ้มก็เท่านั้น   แต่นั่นก็ทำให้เด็กหนุ่มดีใจไม่น้อย  เขารอที่จะถึงยังที่หมายแทบไม่ไหวแล้ว  ในที่สุดก็จะถึงปลายทางสักที  เขาเหนื่อยอ่อนเต็มที่กับการเดินทาง  อยากพักผ่อน  อยากเหยียบบนพื้นดินมากกว่าอยู่บนเรือ  อยากเห็นสถานที่ที่เขาจะไปเยือน  อยากเห็นบ้านเมืองที่เขาไม่เคยพบเห็น...

                เสียงอึกทึกทำให้เด็กหนุ่มต้องลืมตาตื่น  แล้วชะโงกออกมาดูความวุ่นวาย  อันต้นเหตุของเสียงที่ทำให้เขาหลุดออกจากนิทรา  พอมองออกไปข้างนอกต้องเบิกตากว้างกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า  เรือได้เทียบท่าแล้ว  ผู้โดยสารคนอื่น ๆ กำลังทยอยลงจากเรือ  บรรยากาศท่าเรือที่นี่ดูคึกคักมากกว่าที่ประเทศของเขาเสียอีก  ผู้คนมากมายแต่งกายในเครื่องแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  พูดจาในภาษาที่ไม่เหมือนกับประเทศของเขา  หากแต่ก็พอฟังออกเพราะบิดาก็ได้สอนเขาพูดเขาเขียนอยู่เสมอ  เพราะประเทศแห่งนี้เป็นที่ที่อัลเบิร์ตมาทำงานมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพูดภาษาของพวกเขาเหล่านี้ได้  และที่โรงเรียนของอาเธอร์ลิสเองก็มีการสอนภาษานี้เป็นรายวิชาเพิ่มเติมเช่นกัน  เรื่องการใช้ภาษาจึงไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขาเลยสักนิด  พอเห็นผู้คนลงจากเรือใกล้หมดแล้ว  เด็กหนุ่มก็หันกลับไปเก็บเอากระเป๋าสัมภาระตัวเองมาถือไว้  แล้วมุ่งหน้าไปยังบันไดของเรือที่ทาบเชื่อมกับฝั่งเพื่อให้ผู้คนได้เดินข้ามไป  สูดหายใจเข้าเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ก้าวไปตามบันไดอย่างช้า ๆ และในที่สุดก็ได้ขึ้นมาเหยียบบนผืนดินอีกฝั่ง  ได้เหยียบอยู่บนประเทศที่ไม่เคยมา  และได้เห็นบรรยากาศต่าง ๆ ที่มองจากบนเรือในระยะใกล้ 

                ในที่สุดก็ถึงสักที  บ้านเมืองที่ไม่รู้จัก  ผู้คนที่ไม่เคยพบเห็น  ช่างเป็นที่ที่แปลกตาจริง ๆ  แต่กลับทำให้รู้สึกสบายใจ  แค่ได้ก้าวเหยียบลงมายังประเทศแห่งนี้ครั้งแรกก็ทำให้หลงใหลราวกับต้องมนต์

                อาเธอร์ลิสเดินชมท่าเรืออยู่พักใหญ่หลังจากที่ลงจากเรือมา  เด็กหนุ่มตื่นตาตื่นใจกับหลาย ๆ สิ่งที่พบเห็นเป็นครั้งแรก  ทั้งสินค้าต่าง ๆ ที่ชาวเมืองเอามาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน  มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับที่ประเทศเขาเลยแม้แต่นิด  ยิ่งมองก็ยิ่งแปลกตาแปลกใจ  การแต่งกายของชาวเมืองก็ช่างแปลกจากประเทศเขาเหลือเกิน  ผู้คนที่นี่ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นกว่าประเทศเขาเสียอีก  ผู้หญิงเปิดไหล่เผยให้เห็นผิวช่วงบนของอกปกปิดแค่ช่วงอกเท่านั้น  ส่วนช่วงร่างก็เป็นกางเกงรูปทรงแปลกตา  ไม่สวมใส่กระโปรงเหมือนที่เมืองของเขา  ส่วนพวกผู้ชายก็ไม่สวมเสื้อ  และที่นี่ก็ไม่มีใครสวมหมวกเหมือนประเทศเขาเลย  เสื้อผ้าก็ไม่หนา อาจเป็นเพราะอากาศที่นี่ไม่หนาวเหมือนประเทศเขาก็ได้  เดินไปสาดสายตาไปก็พลันมองไปเห็นกลุ่มเด็ก ๆ วิ่งเล่นกัน  เมื่อสังเกตดี ๆ ก็ต้องแปลกใจกับทรงผมของเด็ก ๆ เหล่านั้น  เด็กผู้ชายบางคนไม่มีผม  ไม่ใส่เสื้อ สวมใส่กางเกงแปลก ๆ เหมือนพวกผู้ใหญ่  บางคนก็เหมือนมีเขาออกมาข้าง ๆ สองข้าง  ตรงเขาทั้งสองข้างก็จะเป็นผมยาวเหมือนหางม้า  คล้าย ๆ จะมัดเอาไว้  แล้วนอกจากผมสองข้างที่เหมือนหางม้านี้  บนศีรษะก็ไม่มีผมเลย  เหมือนกับว่าโกนออกแล้วไว้ยาวแค่สองเขานี้  แบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบนั่นแหละนะ  เด็ก ๆ ทำอะไรก็น่ารัก  เด็กหนุ่มมองเด็ก ๆ ไปอมยิ้มไป ก่อนจะละสายตาจากเด็ก ๆ เหล่านั้น แล้วก็เดินตามถนนไป  เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของประเทศสยาม  หลังจากที่เดินดูความคึกคักของท่าเรือจนหนำใจแล้ว...

                ผู้คนในประเทศนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหยียดเพศกันเท่าไหร่  หรืออาจจะเพียงยังไม่รู้จักเมืองนี้ดีก็อาจเป็นได้  เมื่อเทียบกับประเทศเขาแล้วที่นี่ยังดีกว่ามากเลยทีเดียว  ถึงจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนทุกคนในประเทศ  แต่เหล่าโอเมก้าในอังกฤษก็ยังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นส่วนเกินของสังคมอยู่ดี  บางบริษัทก็ไม่รับบุคคลที่เป็นเพศโอเมก้าเข้าทำงาน  ถึงบุคคลนั้นจะเก่งเพียงใดก็ตาม  ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพในหลาย ๆ ด้าน  ความไม่เท่าเทียมนี้ไม่ใช่ว่าเด็กหนุ่มไม่เคยประสบกับตัว  ตอนเด็ก ๆ เขาก็เคยถูกเพื่อนแกล้งอยู่บ่อยครั้ง  พอขึ้นมัธยมต้นก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจเขาขึ้นอีก โดยมีเพื่อนร่วมห้องที่เป็นอัลฟ่าพยายามจับเขาถอดเสื้อผ้าออก  โชคดีที่ไมเคิลมาเห็นและช่วยไว้ได้ทัน  และอาเธอร์ลิสก็ได้เป็นเพื่อนกับไมเมิลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   เหตุการณ์ในครั้งนั้นบิดากับมารดาของเด็กหนุ่มก็พยายามจะเอาผิดเด็กกลุ่มนั้นให้ถึงที่สุด  แต่เหมือนว่าทางโรงเรียนจะไม่ให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด  บอกว่าแค่เด็ก ๆ เล่นกันสนุก ๆ ไม่มีอะไรให้ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต  คนเป็นพ่อแม่เมื่อได้ยินแบบนั้นก็โมโห  แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะเด็กกลุ่มนั้นเป็นลูกหลานของผู้บริหารโรงเรียน  ครอบครัววิสนีย์ก็ได้แต่กัดฟันยอมรับคำตัดสินนั้น  ไมเคิลเองก็ไม่พอใจกับความไม่ยุติธรรมนี้เช่นกัน  ถึงเขาจะเป็นอัลฟ่าแต่ก็ไม่ชอบการกระทำที่เห็นแก่ตัวแบบนั้น

                ช่างแตกต่างกันลิบลับกับประเทศสยามแห่งนี้  ไม่ว่าจะ  อัลฟ่า  เบต้า  หรือโอเมก้า  ทุกคนในเมืองนี้ก็สามารถพูดคุย  ยิ้มให้กันได้  มันให้ความรู้สึกเหมือน  ทุกคนเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเกิดเป็นเพศไหนก็ตาม...

α+Ω

                “ คุณหลวงจะแวะที่ไหนอีกไหมขอรับ กระผมจะได้บอกคนให้ไปเตรียมการไว้รอ ”  ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวพลาง  เตรียมร่มออกมากางให้ผู้เป็นเจ้านาย

                “ กลับเรือนเลยแล้วกัน  ฉันเบื่อการเอิกเริกของเอ็งมาทั้งวันแล้วล่ะสมคิด ”  พูดพลางหัวเราะให้กับความเป็นพิธีรีตองของคนรับใช้คนสนิท

                “  ก็กระผมไม่อยากให้ความไร้ระเบียบทำให้คุณหลวงยุ่งยากนี่ขอรับ  เพียงแต่งานราชการคุณหลวงก็เหนื่อยมากแล้ว ”  ทำหน้าหงอย

                “ เอาเป็นว่าวันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว  อยากพักผ่อน กลับเรือนเลยแล้วกัน”  ส่ายหน้าอย่างระอาให้กับสีหน้าของคนรับใช้คนสนิท

                “ ขอรับ... คุณหลวง ”  ว่าพลางโค้งศีรษะเพื่อเป็นการน้อมรับ  แล้วเดินไปเปิดประตูรถเพื่อให้ผู้เป็นเจ้านายขึ้นไปนั่ง

                พอคนรับใช้คนสนิทเปิดประตูรถให้  ชายหนุ่มในเสื้อราชปะแตนสีขาว  นุ่งโจงกระเบนสีกรม  สวมถุงเท้ายาวจนปิดขาทั้งหมด  และสวมรองเท้าหนังสีดำ  รูปร่างสูงใหญ่สง่างามก็ก้าวขึ้นไปนั่งในรถ  จากนั้นชายวัยกลางคนก็ปิดประตูรถเมื่อเห็นว่าเจ้านายขึ้นไปนั่งในรถเรียบร้อย  แล้วตนก็เดินมาเปิดประตูรถฝั่งคนขับ  พอนั่งลงและปิดประตูเรียบร้อยแล้วก็ออกรถทันที

                พอรถเคลื่อนออกจากบริเวณวัดมาได้สักพัก  ผู้เป็นเจ้านายก็เอ่ยปากให้คนที่ทำหน้าที่ขับรถพาแวะตลาดในเมืองหลวงก่อนที่จะกลับเรือน  ชายวัยกลางคนตอบรับคำสั่งของผู้เป็นนาย  โดยไม่ถามต่อถึงเหตุผลว่าทำไมเจ้านายถึงได้เปลี่ยนใจกระทัน  ไม่มุ่งหน้ากลับเรือนเลยตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้า  แต่กลับมาแวะตลาดเช่นนี้... สักครู่รถคันสีเหลืองซีดก็มาจอดที่ร้านขายผ้าร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในตลาดของเมืองหลวง

                ชายวัยกลางคนรีบลงมาจากรถแล้วมาเปิดประให้ผู้เป็นเจ้านาย  พอประตูรถเปิดออกชายหนุ่มในเครื่องแบบขุนนางก็เดินลงจากรถ  แล้วหันมาสั่งให้คนที่ทำหน้าที่ขับรถมาตลอดทาง  ไปหาที่จอดรถ  เพราะหากจอดตรงนี้จะทำให้สร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น  พอสั่งเสร็จก็เดินเข้าไปในร้านทันที 

                บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยสีสันของผ้ามากมาย  ที่เรียงรายกันไว้เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกหาตามใจชอบ  พลันมองไปรอบ ๆ ก็เห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังวุ่นวายกับการจัดวางตำแหน่งผ้าอยู่มุมหนึ่งภายในร้าน  ทั้งยังเก็บผ้าบางส่วนใส่ในห่อเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าที่ได้สั่งจองไว้  ด้วยมัวแต่ก้ม ๆ เงย ๆ กับแพรผ้าเหล่านั้นทำให้หล่อนไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านแล้ว...

                “ ยังคงขายดีเหมือนเดิมเลยนะ แม่พยอม! ”  พูดพลางเปรยยิ้ม

                พอหันไปหาต้นเสียงก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่คือใคร

                “ คุณหลวง! มาได้อย่างไรเจ้าคะ”

                “ ฉันว่าจะมาหาสไบงาม ๆ สักผืน ว่าจะเอาไปฝากคุณแม่น่ะ แม่พยอมพอจะหาให้ฉันได้บ้างไหม ” พูดออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 “ ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวอิฉันจะหาให้  โปรดนั่งรอตรงนี้สักประเดี๋ยว ” พูดเสร็จก็ร้อนรนขยับเก้าอี้เพื่อให้ขุนนางหนุ่มได้นั่ง “ อิฉันต้องขออภัยที่ไม่ได้เตรียมการต้อนรับคุณหลวงนะเจ้าคะ  อีกทั้งมัวยุ่งวุ่นวายกับการจัดวางความเรียบร้อยของผ้าอยู่ด้วย  เลยไม่ทราบว่าคุณหลวงมา ” 

                “ อย่ากังวลให้มากความเลยแม่พะยอม  ฉันไม่ถือหรอก! อีกอย่างฉันก็มาแบบไม่บอกไม่กล่าวแม่พะยอมไว้ก่อนเอง  แถมยังมาเร่งให้หาสไบให้อีก  ฉันต่างหากล่ะที่เป็นฝ่ายรบกวนแม่พยอม ”  พูดพลางยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของหญิงวัยกลางคน

                ขุนนางหนุ่มขยับเก้าอี้เล็กน้อยเพื่อจะนั่งลง  พะยอมได้ยินชายหนุ่มในชุดราชการกล่าวเช่นนั้นก็ยิ้มร่าออกมา  ก่อนเดินหายเข้าไปมุมหนึ่งของห้อง  ไม่นานนักก็เดินออกมาพร้อมสไบสีเหลืองอ่อน  ผืนหนึ่ง  แล้วเดินมาหาคนที่เธอบอกให้นั่งรออยู่ที่เก้าอี้

                “ ผืนนี้ถูกใจไหมเจ้าคะคุณหลวง ”  ยื่นสไบในมือให้กับชายตรงหน้า

                “ สวยมากเลย  น่าจะเหมาะกับคุณแม่ ” 

                พอได้สไบแล้วขุนนางหนุ่มก็เอ่ยปากลาเจ้าของร้าน  แล้วเดินออกจากร้านขายผ้า  เพื่อไปขึ้นรถของตนที่ให้คนรับใช้คนสนิทขับไปหาที่จอดไว้ก่อนหน้านี้

 α+Ω

                อาเธอร์ลิสเดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก็มาถึงเมืองหลวงของประเทศแห่งนี้  ผู้คนในเมืองหลวงยิ่งคึกคักมากกว่าที่ท่าเรือเสียอีก  อาจจะเพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมของชาวเมืองก็ได้  และยังมีตลาดค้าขายสินค้าขนาดใหญ่  ท่าทางจะมีข้าวของเครื่องใช้มากมายที่ผู้คนที่นี่เขาต้องมาหยิบจ่ายใช้สอยหรือหาซื้อในสิ่งที่ต้องการ 

                เด็กหนุ่มเดินเข้าไปในตลาดของใจกลางเมืองหลวง  สาดส่ายสายตาไปตามอาคารร้านค้าต่าง ๆ ที่อยู่ด้านข้างของถนนทางเดิน  และก็ยังมีบางร้านที่เป็นร้านแบบวางสินค้าบนพื้น  โดยมีผ้าปูรองสินค้าเหล่านั้นไว้  ประเภทของสิ่งของในตลาดแห่งนี้ก็ไม่แตกต่างไปจากประเทศของเขามากนัก  ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า  เครื่องประดับ  ขนม  หากแต่หน้าตาของสินค้าเหล่านั้นมีลักษณะที่ไม่เหมือนกับที่เขาเคยพบเห็นที่อังกฤษก็แค่นั้น  อาเธอร์ลิสเดินชมสินค้าในตลาดอย่างเพลิดเพลิน  ดูร้านนั้น  แล้วก็ดูร้านนี้  หรืออาจจะบอกได้ว่าเขาดูจนแทบจะครบทุกร้านในตลาดถึงจะถูก  อาจเพราะว่าเป็นสินค้าที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน  มันเลยทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นได้สัมผัส  ร้านแล้วร้านเล่าที่เด็กหนุ่มเดินดูสินค้า  ถึงแม้บางร้านจะเป็นสินค้าที่เหมือน ๆ กันกับร้านที่เขาดูแล้ว  เขาก็ยังเข้าไปดูอีก  โดยไม่รู้สึกเบื่อ  มันกลับทำให้เขารู้สึกสนุกด้วยซ้ำ  ตั้งแต่เขามาถึงประเทศแห่งนี้เขาก็รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่พบเห็นมาตลอดทาง  ทั้งผู้คน  บรรยากาศบ้านเรือน และหลาย ๆ อย่าง  นับได้ว่าเป็นประเทศที่ดีเลยทีเดียว  ตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาเหยียบลงบนผืนดินของประเทศแห่งนี้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบเจอเรื่องที่ทำให้เขาลำบากเลย

                การจะมีชีวิตอยู่ที่นี่ในช่วงปิดเทอมคงไม่มีอะไรยากนักหรอก  น่าจะใช้ชีวิตในช่วง 3 เดือน  ได้อย่างสงบสุข  เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดี ๆ กลับไป...

                เด็กหนุ่มเดินดูสินค้าในตลาดไปเรื่อย ๆ  จนสุดตลาด อย่างพอใจแล้ว  เขาจึงตั้งใจว่าจะมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังหนึ่งที่เป็นที่ที่เขาต้องไปเป็นผู้ช่วยงาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมาที่เมืองแห่งนี้  อาเธอร์ลิสไม่คิดจะแวะระหว่างทางอีกแล้วล่ะ เพราะเขารู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมานิด ๆ แล้ว  อยากพักผ่อน  เอนตัวลงนอนสบาย ๆ  เต็มแก่แล้ว  แถมตอนนี้ก็เริ่มหิวขึ้นมานิดหน่อย  เพราะตั้งแต่ลงเรือมาก็ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย  ด้วยมัวแต่ตื่นเต้นกับสิ่งที่พบเห็นเลยทำให้เขาลืมความหิวโหยไป 

                เด็กหนุ่มกางแผนที่ที่นำติดตัวมาออกดู  เนื่องจากเขาเพิ่งมาสยามเป็นครั้งแรก  บิดาเลยมอบแผนที่ของเมืองให้  เพื่อไม่ให้เขาพลัดหลงและจะได้ไปถึงที่หมายได้รวดเร็ว  ภายในแผนที่มีชื่อของหมู่บ้านต่าง ๆ ชื่อสถานที่ทั้งหมดในเมืองนี้  และเส้นทางการเดินทาง  รวมไปถึงระยะทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งอย่างชัดเจน  จากจุดที่เขาอยู่ก็เป็นเขตตลาดในเมืองหลวง   ซึ่งหากมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือก็จะเป็นทางไปบ้านหลังที่เขาตามหา  ระยะทางจากที่นี่ถึงบ้านหลังนั้นก็ไม่ไกลมากนัก  เมื่อเด็กหนุ่มดูแผนที่อย่างละเอียดแล้ว  เขาก็มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตามที่แผนที่ได้บอกไว้...

                เด็กหนุ่มเดินตามเส้นทางของตนเองมาเรื่อย ๆ  โดยไม่วายที่จะมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว  ทั้งสองฝั่งทาง  ระยะทางข้างหน้า  อาคารบ้านเรือน   มันก็ยังดึงดูดให้เขาต้องสนใจมันได้เสมอ...  อาเธอร์ลิสเดินไปข้างหน้าด้วยความรื่นเริงใจ  จู่ ๆ ก็พลันได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้น  จับต้นเสียงได้ก็น่าจะมาจากข้างหน้าของเขา  ซึงมองดูรอบ ๆ แล้วก็ไม่มีใครเลย  เด็กหนุ่มจึงเดินไปตามต้นเสียง  ด้วยความอยากรู้ว่าใครกันมาพูดอยู่แถวนี้คนเดียว  แล้วเขาทำอะไร... 

                “ ไอ้สมคิดนะไอ้สมคิด  บอกให้เอารถไปจอด  นี่เอาไปจอดไว้ที่ใดกันนะ  ไปจอดไกลถึงเรือนเลยรึอย่างไร! ”  บ่นไปกวาดสายตาไปรอบ ๆ  เพื่อหารถที่คนรับใช้คนสนิทนำไปรอด  พลางหงุดหงิด  เนื่องจากเดินหามาสักพักก็ยังไม่พบ  เริ่มบ่ายคล้อย  บ่งบอกถึงอีกไม่นานก็จะมืดค่ำแล้ว  ยิ่งทวีความหงุดหงิดขึ้นมา

                เด็กหนุ่มเดินมาตามเสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่  ไม่นานก็เห็นต้นเสียงที่ทำให้เขาต้องรีบเดินมา  สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินไป  พลางบ่นให้ใครบางคน  พลางตะโกนเรียกเป็นครั้งคราว  ในมือข้างหนึ่งถือห่อสีน้ำตาล  คาดว่าจะเป็นถุงใส่อะไรสักอย่าง  ลักษณะน่าจะเป็นชนชั้นสูง  การแต่งกายสะอาดสะอ้าน  ดูภูมิฐานไม่เบา  แตกต่างกับคนที่ท่าเรือโดยลิบลับ  ส่วนมากผู้คนที่ท่าเรือที่เขาเห็นตอนมาถึงที่นี่ใหม่ ๆ จะสวมใส่แค่เสื้อผ้าน้อยชิ้น  โดยเฉพาะผู้ชายส่วนมากไม่ค่อยสวมเสื้อกัน  ถึงตอนที่เขาเข้ามาในเมืองหลวงจะเห็นผู้คนที่สวมเสื้อบ้าง  แต่ก็แตกต่างกับชายคนนี้  โดยเขาเองก็บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไรจึงทำให้เขาคิดแบบนั้น  อาจเป็นเพราะชายคนนี้สวมเสื้อผ้ามากชิ้นกว่าคนพวกนั้น  และก็ดูสง่างามมากกว่า  ทุกอย่างบนตัวเขามันดูเข้ากันไปหมด  ทั้งเสื้อสีขาวทรงกระบอกนั่น  กางเกงรูปทรงแปลก ๆ ที่เขาเห็นผู้คนในเมืองใส่  แต่กางเกงของชายคนนี้ดูสวยกว่ามาก  ถุงเท้าที่ใส่ยาวจนหายเข้าไปในขากางเกง  และรองเท้าหนังสีดำนั่น  ช่างเป็นเครื่องแบบที่สวยมากจริง ๆ  อาเธอร์มองชายในเครื่องแบบที่แปลกตานั้นเพลินจนเผลอเดินตามเขาไป...

“ โอ้ย! ” หลุดเสียงออกมาอย่างนั้น  เพราะเท้าไปเตะโดนอะไรบางอย่างที่พื้นเข้า  พอมองดูก็เห็นว่าเป็นท่อนไม้ที่มีตะปูยื่นออกมา  และตะปูสองดอกได้มุดหายเข้าไปในรองเท้าผ้าใบของเขา  เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาส่งเสียงร้องออกมา  สักพักความเจ็บปวดก็วิ่งผ่านจากปลายเท้าเข้ามา  และลามไปทั่วฝ่าเท้า  จนทำให้เขาปวดไปทั้งเท้าจนไม่สามารถจะเดินต่อไปได้  จึงทรุดตัวลงนั่งทั้งอย่างนั้น  พยายามดึงไม้ที่มีตะปูที่ติดอยู่กับเท้าของเขาออก  ทว่ามันไม่ได้ง่ายเลย  ยิ่งดึงก็ยิ่งเจ็บ  แต่จะปล่อยให้ติดอยู่แบบนี้ก็ไม่ได้  จึงจำเป็นต้องกัดฟันดึงอีกครั้งด้วยแรงที่มี  และในที่สุดก็หลุดออกมา  พอมองไปที่ตะปูที่หลุดออกมาจากรองเท้าของเขากับท่อนไม้  ก็เห็นเลือดสีแดงสดอาบไปทั่วตะปูสองดอกนั่น  เห็นเช่นนั้นก็ถึงกับหน้าซีด  เพราะอาเธอร์ลิสเป็นคนที่กลัวเลือดมาก  ยิ่งมาเห็นว่าเป็นเลือดตัวเอง  ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่  แต่จะมานั่งอยู่อย่างนี้ก็ไม่ได้  เพราะอีกหน่อยก็จะมืดแล้ว  มันไม่ปลอดภัยสำหรับเขา  ที่เป็นโอเมก้า...

พอคิดว่าตั้งสติกับเลือดที่เห็นได้แล้วก็ลุกขึ้นเพื่อรีบไปให้ถึงที่พักสักที  จะได้ทำแผล

“ โอ้ย! เจ็บ! ” ลุกขึ้นได้ก็ต้องเสียหลักล้มลงด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง

                ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างมาจากด้านหลัง  ขุนนางหนุ่มก็หันกลับไปมอง  ก็เห็นเป็นใครบางคนที่นั่งอยู่กับพื้น  มือทั้งสองข้างกุมที่เท้า  จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาเผื่อต้องการความช่วยเหลือ

                เด็กหนุ่มปวดเท้ามากขึ้นเรื่อย ๆ  หน้าก็ซีดเผือดขึ้นอีก  เมื่อเห็นเลือดไหลออกมาตามรูที่ดึงตะปูออก  เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นบนใบหน้าจนเปียกชุ่มไปหมด  และหัวก็เริ่มหมุนเมื่อจู่ ๆ จมูกก็ได้กลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ลอยมา  และเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมา  เมื่อมองไปข้างหน้า  ก็เห็นชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบแปลกตา  กำลังเดินมาทางเขา  ยิ่งเข้ามาใกล้เท่าไหร่  กลิ่นก็เริ่มรุนแรงขึ้น

                สายตาเริ่มพร่ามัว สมองเริ่มเบลอ  ร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมาแปลก ๆ  ปวดไปทั้งตัว  ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้  ปวดแค่เท้าแท้ ๆ  แรงที่จะนั่งยังแทบไม่มี  ครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด  และยิ่งชายคนนั้นเข้ามาใกล้เท่าไหร่  กลิ่นก็ยิ่งฉุนมากขึ้นเท่านั้น  แล้วมันก็ทำให้เขาหายใจไม่ออก  เหมือนกำลังจะขาดใจ

              นี่มันอะไรกัน  ทำไมถึงปวดไปทั้งตัวขนาดนี้  ไม่ผิดแน่! กลิ่นมาจากตัวเขา  มันทำให้ร่างกายเราอ่อนแรง...

                ขุนนางหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของคนที่นั่งอยู่กับพื้น  ไม่สิ  ตอนนี้ลงไปหมอบอยู่กับพื้นแทนแล้ว  ท่าทางจะทรมานน่าดู  พอสำรวจดูด้วยสายตาแล้ว  ก็รู้ว่าไม่ใช่คนสยาม  ทั้งมีผมสีน้ำตาลอ่อน  ผิวที่ขาวเนียน  ดวงตาที่มีสีฟ้าปนเทา  ไหนจะการแต่งกายอีก  เป็นคนที่มาจากยุโรปไม่ปิดแน่  ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้ว  น่าจะเป็นแค่เด็กที่กำลังเรียนหนังสืออยู่  แล้วมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน  พ่อแม่ไปไหน  ทำไมปล่อยให้ลูกที่ป่วยขนาดนี้ออกมาเดินคนเดียว  คำถามมากมายที่ผุดขึ้นภายในหัวของขุนนางหนุ่ม  แต่ก็ต้องหยุดคิดไปก่อนเมื่อเห็นคนตรงหน้า  ดิ้นพล่านอยู่กับพื้นด้วยด้วยความทรมาน  ทุรนทุรายเหมือนจะขาดใจให้ได้ในตอนนี้

                “ เป็นอย่างไรบ้าง  ไหวหรือเปล่า ”  เอ่ยกับคนที่นอนอยู่บนพื้น  พลางโน้มตัวลง  คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น

                “   ”  ยังไม่ได้ตอบกลับไป

                “ ไม่ตอบ? หรือว่าเอ็งฟังที่ฉันพูดไม่เข้าใจอย่างนั้นรึ? ”  เห็นเด็กหนุ่มเงียบจึงถามย้ำออกไป

                “ ปะ... เปล่าครับ  ผม ฟะ... ฟังออก ”  เสียงกระเส่า  และหอบแรงขึ้น

                “ ดี  ถ้าอย่างนั้นเอ็งบอกฉันมาว่าเรือนอยู่ที่ใด  เดี๋ยวฉันจะไปส่ง  แล้วจะช่วยตามหมอมาดูอาการให้ ”  เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเริ่มแย่ลงก็รีบถามออกไปทันที

                “ อะ... ออกไปให้ห่างผม  กลิ่นของคุณมันทำให้ผมปวดหัว...”  ออกปากไล่ไปให้ห่าง  เพราะหากชายหนุ่มยังอยู่ใกล้  ต้องทำให้ขาดใจตายแน่ ๆ

                ขุนนางหนุ่มได้ยินคนที่นอนกองอยู่ที่พื้นพูดเช่นนั้นก็หัวเสีย  หากแต่จมูกของเขาก็ได้กลิ่นหอมหวานรุนแรงมาก  จนทำให้เขาต้องยกมือปิดจมูก  เพื่อป้องกันไม่ให้สูดเข้าไป  แต่ก็เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย  เพราะเขาได้สูดกลิ่นนั้นเข้าไปแล้ว  ทำให้กลิ่นหอมนั้นยังติดอยู่ที่จมูกของเขา

                ไม่ผิดแน่  กลิ่นหอมนี่ออกมาจากตัวของเด็กคนนี้  อันที่จริงก่อนหน้านี้จมูกก็ไม่ใช่ไม่ได้กลิ่น  เพียงแต่กลิ่นมันหอมจาง ๆ  ไม่ได้รุนแรงขนาดนี้  กลิ่นหอมจากเด็กคนนี้เริ่มทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาแล้ว

                “ หรือว่าเอ็งจะ... เข้าฤดูประสมพันธุ์  ”  อาการแบบนี้  ทั้งกลิ่นหอมแบบนี้อีก  เด็กคนนี้ต้องเป็น...

                “ พะ... พูดอะไรของคุณ  ออกไปให้ห่างผม  กลิ่นของคุณมันทำให้ผม... ฮึก! ”  รู้สึกเหมือนช่วงกลางของลำตัวตื่นตัวขึ้น  ค่อย ๆ ดุนดันกางเกงจนคับแน่น

                “ ก็เอ็งเป็น... ชนชั้นผลิตทายาทไม่ใช่รึ!? ” โน้มหน้าลงไปกระซิบใกล้ ๆ ใบหน้าของคนที่นอนบิดตัวอยู่บนพื้น

                “ รีบไปจากที่นี่ให้เร็วเสียเถอะ! ก่อนที่เอ็งจะถูกชนชั้นผู้นำคนอื่น ๆ มาหามไปทำเมีย ”  โพล่งออกไปเมื่อเห็นว่า  อีกฝ่ายเริ่มส่งกลิ่นล่อรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ 

                “ ฮึก! ปะ... ปล่อยผมนะ! ปล่อย...”  ไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืน

                ขุนนางหนุ่มไม่สนใจเสียงร้องจากเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนเลยแม้แต่น้อย  เมื่อรวบร่างของคนตัวเล็กกว่ามาไว้ในอ้อมแขนได้แล้วก็รีบเดินไปข้างหน้าต่อ  เพื่อไปยังรถของตน  จากที่เดินหามานานโข  ก็เห็นรถของตนที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ๆ ตนอย่างช้า ๆ  ทันทีที่รถจอดลง  คนบนรถรีบวิ่งหน้าตาตื่นลงมา  เมื่อเห็นเจ้านายเหงื่อไหลท่วมใบหน้า  และในมือยังอุ้มเด็กผู้ชายที่หน้าตาซีดเผือดหายใจหอบเหือดอยู่  ยิ่งสร้างความประหวั่นใจให้ชายวัยกลางคนมากขึ้นอีก

                “ คุณหลวง! นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ!? ”  โพล่งออกไปด้วยความตกใจ

                “ อย่าเพิ่งถามให้มากความ!  รีบไปจากที่นี่ก่อนเร็ว! ”

                “ ละ... แล้วจะให้กระผมพาไปที่ไหนหรือขอรับ!? ” ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ เมื่อเห็นท่าทีรีบร้อนของเจ้านาย

                “ กลับเรือน! ”

                “ ขะ... ขอรับคุณหลวง ”

                ชายวัยกลางคนรีบเปิดประตูรถให้ผู้เป็นเจ้านายที่อุ้มเด็กหนุ่มชาวฝรั่งขึ้นไปทันที  เมื่อปิดประตูลงตนก็รีบกลับมานั่งยังฝั่งคนขับ  เคลื่อนรถออกจากที่แห่งนั้นโดยเร็ว  เพื่อมุ่งหน้าไปยังเรือนที่ผู้เป็นเจ้านายได้ออกปากสั่ง...

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

​**สวัสดีค่ะ จบกันไปแล้วกับ  Ep.1  เกสรเพิ่งได้มาทักทายทุกคน ดีใจมากเลยค่ะที่ได้ลงนิยายให้ทุกคนได้อ่านกัน (^_^) และในที่สุดพระนางเราก็ได้พบกันซักที =,,=**ก่อนอื่นต้องขอยอมรับแต่โดยดีเลยค่ะว่า " หลงใหลมาดคุณหลวง " มากมายก่ายกอง แล้วก็อยากเขียนแนวย้อนยุคมานานแล้ว และในขณะเดียวกันก็ชอบแนวโอเมก้าเวิร์ลเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว  เห็นผู้ชายท้องแล้วมันดีต่อใจ (อิอิ) เลยเอาสิ่งที่อยากทำมาคนรวมกันจนคลอดออกมาเป็นเรื่องนี้ค่ะ  การใช้ภาษาของเกสรอาจจะไม่เหมือนเช้าบ้านชาวช่องเขาเท่าไหร่นะคะ  เพราะเอาภาษาไทยยุคก่อน ๆ กับปัจจุบันมาคนรวมกัน  หวังว่าทุกคนจะเข้าใจ ToT ส่วนการเรียกชื่อต่าง ๆ ก็เป็นคำตามใจผู้เขียนเองค่ะ อยากให้ออกมาแบบไทยแต่เข้าใจง่ายอะไรแบบนี้ค่ะ โดยใส่น้ำเสียงการพูดในยุคปัจจุบันลงไปด้วย  ซึ่งเป็นความชอบของเกสรเองอีกแล้วล่ะค่ะ (>///<)  สุดท้ายนี้ก็ขอฝากคุณหลวงภาคินกับคุณน้องอลิสไว้ในซอกหลืบหัวใจของทุกคนด้วยนะคะ >>อ้อ ลืมบอก เรื่องนี้จะออกเป็นเล่มหนังสือด้วยนะคะ  ไม่รู้จะมีใครสนใจบ้างหรือเปล่า ToT ToT

​​เกสรจะพยายามลงให้ได้ทุกอาทิตย์นะคะ ToT รู้สึกว่าพูดมากเกินไปแล้ววว เดี๋ยวทุกคนจะรำคาญกันซะก่อน  งั้นตอนนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะคะ  เจอกัน Ep. หน้าเนอะ

...บ๊าย บายยยยยยย...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น