หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๖๒ ไม่ปกติ

ชื่อตอน : ตอน ๖๒ ไม่ปกติ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2560 15:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๖๒ ไม่ปกติ
แบบอักษร

ม่อไป๋หยิบปากกาหมึกซึมออกจากอกเสื้อ หยิบสมุดจากในรถ ฉีกกระดาษออกหนึ่งแผ่น แง้มหน้าต่างมุมหนึ่ง มองออกไปนอกรถ

เห็นลุงหยิบซาลาเปาห่อให้เถี่ยสงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เถี่ยสงคล้ายถามอะไรลุงไปอย่างนึง ใบหน้าที่ยิ้มแย้มจนเห็นรอยย่นพลันชะงักค้าง เปลี่ยนเป็นวิตกกังวล เหมือนพูดอะไรกับเถี่ยสง

สักพัก เถี่ยสงถือห่อซาลาเปากลับมา ส่วนลุง หาบซาลาเปาที่เหลือเดินเข้าเมืองไป

เถี่ยสงยื่นห่อซาลาเปาให้ม่อไป๋ พลางพูดเสียงเบา

“องค์ชายหก เมื่อวานหลานชายลุงเข้าไปช่วยทำนา แล้วถูกงูกัด บวมไปทั้งตัว ซินแสเท้าเปล่าท่านหนึ่งในหมู่บ้านบอกว่าเป็นงูดำ รีดพิษออกให้แล้ว แต่เมื่อคืนหลานกลับจับไข้ ตัวร้อนจี๋ ซินแสจึงเขียนใบสั่งยาให้ใบหนึ่ง...”

ม่อไป๋รับห่อซาลาเปามา เปิดออกดูเห็นซาลาเปาเพียงสองใบ จึงเงยหน้ามองเถี่ยสง

เถี่ยสงเข้าใจความรู้สึกม่อไป๋

“ที่นี่คือหน้าประตูเมือง หากพวกเราทำอะไรมากไป อาจมีเรื่องยุ่งยากตามมา จากสถานการณ์ในวันนี้ ดูทหารพวกนั้นไม่ค่อยมีอะไรตกถึงท้อง เห็นจ้องมองอยู่แต่รถเรา...หากให้เงินลุงไป เกรงว่าไม่เพียงแต่จะช่วยลุงไม่ได้ อาจเพิ่มความเดือดร้อนให้แกอีก”

ม่อไป๋กระพริบตา สะท้อนใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จับปากกา ไม่เขียนตัวอักษร เพียงวาดรูปลงบนกระดาษหลายรูป คล้ายรูปใบไม้ ซึ่งมีทั้งหมดสามชนิด วาดเสร็จก็ส่งให้เถี่ยสง

“รู้ไหมนี่คืออะไร?”

เถี่ยสงรับมาดู เงยหน้าขึ้นมองม่อไป๋

“ใบสั่งยา?”

เขารู้อยู่ ว่าม่อไป๋อยากเขียนใบสั่งยาให้ลุงคนนั้น จึงเดาได้ไม่ยาก

ม่อไป๋พยักหน้า

“อืม ดูซิเจ้าจำได้แค่ไหน”

เถี่ยสงก้มลงดูอีกรอบ เอ่ยปากตอบ

“ดูจากลักษณะแล้ว เป็นหญ้าที่พบเห็นทั่วไปทางตอนเหนือ กรงเล็บมังกร หญ้าหนาม หญ้าหวาย”

“อืม แต่ละท้องถิ่นมีชื่อเรียกไม่เหมือนกัน เจ้าก็ยังจำได้ คนทางเหนือน่าจะคุ้นเคยดี ใช้รักษาพิษงู หากนำมาต้ม ต้องนำไปตากแดดต่ออีกเจ็ดวัน ถึงขายซาลาเปาหมดทั้งหาบยาเพียงชุดเดียวก็ยังซื้อไม่ได้”

ม่อไป๋พูดเสียงเบา หยิบซาลาเปาลูกหนึ่งออกมากัด ยื่นอีกลูกให้เถี่ยสง

เถี่ยสงรับซาลาเปากับใบสั่งยามาไว้ ไม่พูดจาใดๆ ลงจากรถม้าแล้วรีบไล่ตามคุณลุงไป

ม่อไป๋นั่งอยู่ในรถ ได้ยินเสียงเถี่ยสงตะโกนร้อง

“เฮ้ ลุง ฝีมือไม่ได้เรื่องเลย ซาลาเปาภาษาอะไร ทำข้าถูกคุณชายสวดยับ คืนเงินข้ามา...”

ม่อไป๋ค่อยๆ เคี้ยวซาลาเปาที่อยู่ในปาก รสชาติไม่เลว เพียงแต่เขากินของมันๆ ไม่ได้

ทว่าเขากลับไม่คายออก ค่อยๆ กลืนลงไปด้วยสีหน้าราบเรียบ ความสงสารปรากฏขึ้นในส่วนลึกของแววตา หากไม่มีความเมตตา ถึงเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่สามารถบรรลุเต๋าได้

ดังนั้น ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ม่อไป๋ก็ถือว่าเป็นหมอผู้เก่งกาจได้อย่างเต็มภาคภูมิ

แต่ครั้งนี้ แม้จะแก้พิษงูให้หลานลุงได้ แต่ในใจม่อไป๋ก็ยังรู้สึกหนักอึ้ง...

ผ่านไปครู่ใหญ่

เถี่ยสงกลับมา ผงกศีรษะให้ม่อไป๋

ม่อไป๋เลิกม่านขึ้น มองดูคุณลุงที่ยืนตะลึง จ้องมองมาที่รถม้า ม่อไป๋ปิดม่านลง...

“หยุดๆๆ !”

ในที่สุดรถม้าก็มาถึงหน้าประตู อาจเป็นอย่างที่เถี่ยสงว่า วันนี้ทหารหน้าด่านไม่ค่อยมีอะไรตกถึงท้อง พอเห็นรถม้าเคลื่อนเข้ามา ไม่ว่าที่ยืนอยู่หรือนั่งอยู่ ต่างรีบจับดาบที่เอวไว้แน่น ก้าวเข้าวางกำลังล้อม มองดูเถี่ยสงกระโดดลงจากรถม้า นัยน์ตาแวววาว

ม่อไป๋นั่งเฉยอยู่ในรถ เขากลับไม่ตื่นเต้นอะไร อาจเพราะเพิ่งพบเจอเหตุการณ์คุณลุงมา ในใจยังคงคิดทำเพื่อคนทุกข์ยาก ความโกรธที่มีจึงถูกเก็บไว้ในส่วนลึก

“ทำอะไร?”

“คนที่นั่งในรถเป็นใคร?”

“จะไปไหน?”

“เปิดประตูรถออกเดี๋ยวนี้...”

เสียงตะโกนดังมาเป็นชุด ให้ความรู้สึกก้าวร้าว ม่อไป๋ไม่นำพา หลับตาลง ทำตามที่เถี่ยสงบอก ให้เขาเป็นคนจัดการ ตนนั่งเฉยๆ รออยู่ในรถ

คล้ายเป็นจริงดังที่เถี่ยสงว่า การตรวจตราไม่ได้เข้มงวดสักเท่าไหร่

ได้ยินเถี่ยสงคุยเสียงเบากับเหล่าทหาร พัวพันกันไม่กี่ประโยค จากนั้นเสียงค่อยๆ เบาลง ต่อมาได้ยินเสียงฝีเท้าทหารผละออกไป

เสียงคนพูด “อืม ไปได้!”

ล้อรถเริ่มเคลื่อนออก จากต้นจนจบ กระทั่งประตูรถก็ไม่ถูกแตะต้อง

เสียงตะโกนด้านหลังยังคงดำเนินต่อไป ส่วนรถม้ากำลังวิ่งออกจากเมือง

ม่อไป๋สะบัดศีรษะเบาๆ สลัดอารมณ์คั่งค้างจากเหตุการณ์เมื่อครู่ทิ้งไป นำที่รองนั่งมาวางไว้บนพื้นรถใหม่ กลับมานั่งสมาธิแบบเดิม

ยังคงเป็นคำๆ นั้น ต้องฟื้นฟูร่างกายให้ได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน

ทว่าในใจเขายังมีความรู้สึกสงสัยผุดขึ้นอย่างหนึ่ง จึงถามออกไป

“เถี่ยสง แบบนี้ถือว่าปกติหรือเปล่า?”

เถี่ยสงกำลังเร่งควบม้าอยู่ด้านนอก พอได้ยินก็เข้าใจว่าม่อไป๋ถามถึงอะไร จึงตอบกลับโดยไม่หยุดรถ

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก่อนหน้านี้หลายวันทหารตรวจกันเข้มมาก....”

ม่อไป๋พยักหน้า ไม่คิดมากอีก หลับตา ปรับลมปราณ

ม่อไป๋ออกจากเขตจิงจี เดิมทีคิดว่าอาจมีอุปสรรคตามทาง แต่ตลอดทางกลับสงบเงียบ สงบจนทั้งม่อไป๋และเถี่ยสงยังประหลาดใจ

อย่างไรก็ดี ม่อไป๋ยังเป็นหมิงอ๋องผู้สูงส่ง หายสาบสูญไปหลายวัน ต้องเกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นถึงจะถูก ยิ่งนานวันเข้า การควบคุมควรยิ่งเข้มงวดขึ้นถึงจะถูก

แต่ที่แปลกก็คือ พวกเขายิ่งออกจากเมืองหลวงไกลเท่าใด ความเคลื่อนไหวก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

แน่นอนว่าสำหรับพวกเขาแล้วถือเป็นเรื่องที่ดี ถือโอกาสที่เงียบสงบนี้ เร่งเดินทางทั้งคืนทั้งวัน ให้ไกลออกไปเรื่อยๆ

แท้จริงแล้วสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ตลอดการหลีกหนีที่ราบลื่น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ควรบอกว่าเป็นเพราะผลกระทบจากเรื่องลอบสังหาร ที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้

พูดไปแล้ว บางอย่างอาจแลดูขัดแย้ง  แต่ความจริงกลับเป็นเช่นนี้จริง

เทียบกับวันที่หมิงอ๋องถูกลอบสังหาร องค์ติ้งอู่ทรงกริ้ว มีพระบัญชาให้พ่อตาหมิงอ๋องสืบคดีนี้ด้วยตัวเอง อีกทั้งให้เวลาจำกัดเพียงหนึ่งเดือน หากยังคลี่คลายคดีไม่ได้ต้องถูกลงโทษ

จากวันนั้นเป็นต้นมา เมืองหลวงก็ไม่เคยพบกับความสงบสักวัน

มีการเคลื่อนไหวต่อต้านครั้งใหญ่ โดยเริ่มจากวันนั้นแผ่ขยายออกไปจนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าในระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนมานี้ มีผู้ทรงอิทธิพลมากน้อยเท่าไหร่ ถูกโยงใยเข้ามา ศีรษะหลุดจากบ่าไปบ่าแล้วบ่าเล่า เลือดนองปฐพี

โดยเฉพาะการหายตัวไปของหมิงอ๋องจนถึงทุกวันนี้ หลังหัวข้อหมิงอ๋องถูกลักพาตัวไปใช่หรือไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง สถานการณ์ก็เขม็งเกลียวขึ้นทุกวัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดในแต่ละพื้นที่จึงมีการควบคุมและตรวจตราที่หละหลวม ทำให้หมิงอ๋องหลบหนีได้อย่างสบายๆ เช่นนี้

นี่ต้องเริ่มพูดจากวันที่ใต้เท้าหลินได้รับพระบัญชาให้สืบสวนคดีนี้ภายในเวลาจำกัดหนึ่งเดือน จากวันนั้นเป็นต้นมาในราชสำนักไม่มีใครไม่รู้เรื่องว่าองค์ติ้งอู่กำลังกดดันหลินหัวเหย้า กระทั่งกำลังลงมือกำจัดหหลินหัวเหย้า

แต่ในตอนนั้น เรื่องของหมิงอ๋องเพิ่งเกิดขึ้น องค์ติ้งอู่ทรงพิโรธมาก ใครต่อใครจึงไม่กล้าพูดอะไร ราชวงศ์ได้รับการเคารพสูงสุด หมิงอ๋องถูกลอบสังหารอย่างอุกอาจ หากไม่มีใครรับผิดชอบก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

หลินหัวเหย้าจำต้องแบกรับภาระนี้ไว้ ทั้งๆ ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเผือกร้อน เกือบจะทุกวันที่คนของตระกูลหลินมากมายถูกเหล่าขุนนางฟ้องร้องกล่าวโทษ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารหมิงอ๋อง ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวแบบโคมลอยหรือมีหลักฐานอ้างอิง พอเกิดการฟ้องร้อง ฝ่าบาทก็ทรงกริ้ว กริ้วแล้วก็ต้องสืบ

หลินหัวเหย้าในฐานะหัวหน้าหน่วยสืบสวน จึงรู้สึกอีหลักอีเหลื่อ ผู้ต้องสงสัยล้วนเป็นคนของเขา เขากล้าที่จะไม่สอบสวนหรือ?

พวกข้าราชการก็เป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิง ใจคนแปรเปลี่ยน ใครจะห้ามไม่ให้สอบสวนได้ และพอสอบสวนก็ได้เรื่อง

หลินหัวเหย้าแม้มีเส้นสายมาก แต่พอเจอเรื่องแบบนี้เข้า อีกทั้งถูกองค์ติ้งอู่ใช้โอกาสนี้แสดงแสนยานุภาพ สถานการณ์ของเขาก็ย่ำแย่ลงทุกขณะ ข้าราชการในราชสำนัก เมื่อพวกเขามาถึงขั้นนี้แล้ว พูดตรงๆ บารมีคือสิ่งสำคัญที่สุด

พอไม้ล้ม กิ่งก้านก็กระจัดกระจาย ความจริงดูเหมือนไม่ยากที่จะจัดการ

ทว่า ราชสำนักยังคงประเมินหลินหัวเหย้าต่ำเกินไป ไม่มีใครคาดคิดว่าใจของเขาจะใหญ่ได้ถึงเพียงนี้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}