กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ที่เดิม (77%)

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ต.ค. 2560 09:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ที่เดิม (77%)
แบบอักษร

[“พลอย มารับฉันหน่อยสิ ฉันอยู่…”]

“หนิ! เมาหรือไงย๊ะถึงจะให้ฉันเหาะไปรับอ่ะ ฉันไม่ได้อยู่ LA แล้วนะ ถ้าขับรถไม่ไหวก็นั่งแท๊กซี่เอาซี้ I'm in Thailand. Bangkok อ่ะ Bangkok” เสียงใสออกแหลมๆ พูดแทรกขึ้นมาทันทีเมื่อรับสาย พลอยฟ้าแอบงงไม่น้อยที่เพื่อนซี้โทรมาในยามนี้ ที่นี่บ่ายหนึ่ง ที่นู่นก็คงตีสาม ยังไม่หลับไม่นอนอีก?

[“ฟังให้จบก่อนได้ไหม ฉันอยู่สุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ อ่ะกรุงเทพฯ!”] มีนาเรศกระแทกเสียงประชดประชันนิดๆ

“ห๊ะ ก็ใครจะไปรู้ล่ะเห็นปรกติไม่เคยกลับมาเมืองไทย ลมอะไรหอบเธอกลับมาเนี่ย แล้วกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่เห็นบอกฉันเลย?” พลอยฟ้าลุกพรวดจากเก้าอี้ทันทีแล้วเอ่ยถามรัวๆ

[“ฉันก็กำลังบอกเธอเป็นคนแรกนี่ไง ตกลงจะมาไหมเนี่ย ถ้าไม่ฉันจะได้โบกแท็กซี่”]

“ได้สิได้ๆ ๆ เธอรออยู่ตรงนั้นนะเดี๋ยวฉันจะรีบไป” ริมฝีปากอิ่มเผยยิ้มกว้างดีใจที่จะได้เจอเพื่อน จึงตอบตกลงและรีบเดินออกไปจากร้านขนมไทยขึ้นชื่อมุ่งหน้าไปทางรถสีฟ้าดำคันหรูของตัวเอง สตาร์ตเครื่องและถอยรถออกอย่างรีบเร่ง

ตึ้ง!!

“ฮึย..ชนอะไรเนี่ย?” ใบหน้าเรียวอุทานตกใจ หันมองด้านหลังก็เห็นรถสีขาวขวางทางอยู่ จึงรีบลงจากรถไปเคาะกระจกติดฟิล์มดำของรถอีกคันทันทีอย่างเอาเรื่อง

“นี่คุณ! ขับรถประสาอะไรเนี่ยไม่เห็นหรือไงว่าฉันถอยออกมา ทำไมมาจอดขวางทางแบบนี้?” พลอยฟ้าตะแบงเสียงและจ้องตาเขม็งไปที่หญิงหน้าตาลูกครึ่งฝรั่ง ใสแว่นกันแดดสีชาดำทรงสวยที่กำลังก้าวลงจากรถด้วยกิริยาอ่อนช้อยราวกับนางงาม โอ๊ยจะไปประกวดเวทีไหนเนี่ย กว่าจะลงมาได้ไม่ทันใจเลย

“คุณคะ ซื้อใบขับขี่มาหรือไงคะ รถฉันกำลังขับผ่านแล้วคุณก็เป็นคนถอยมาชนฉันเองนะ” เสียงนิ่มเอ่ยราบเรียบด้วยความไม่พอใจ มองหญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น สูงบางไฉไลสมส่วนแต่ไม่น่าจะเกิน 165 แต่งตัวนุ่งสั้นห่มสั้น หน้าตาแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางตามยุคสมัยดูสวยมั่นไม่เบา แต่กลับมีนิสัยแย่ ชนเราเองแท้ๆ ยังจะมาโทษเราอีก

“ตกลงคุณจะเอายังไง ฉันกำลังรีบ” ใบหน้าเรียวพ่นลมออกปากเมื่อเห็นรอยสีถลอกเล็กๆ น้อยๆ ของรถตัวเองที่ชนตรงกลางคันรถสีขาวสะอาดเข้าพอดี ดีนะที่ชนไม่แรงมาก เราก็ถอยไม่ดูจริงๆ แหละ ก็คนมันตื่นเต้นนี่

“เรียกประกันสิคะคุณ ไม่น่าถาม”

“นี่! ก็บอกแล้วไงว่าฉันรีบ สีถลอกแค่นี้ฉันให้เงินคุณไปซ่อมก็ได้ อ่ะเอาไป ทีนี้ก็ขยับรถของคุณได้แล้ว ฉันรีบ!” มือบางหยิบเงินออกจากกระเป๋ายัดใส่มือให้ แล้วเดินกลับขึ้นรถอย่างไม่สบอารมณ์

หนึ่งธิดาขมวดคิ้วส่ายหน้าอย่างหัวเสียแต่ก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงไปมากกว่านี้เพราะความเอือมระอา จึงเลื่อนรถตัวเองไปจอดที่จุดมุ่งหมายเดิม คำก็รีบสองคำก็รีบ ใช้เงินฟาดแล้วก็ไป แค่ขอโทษสักคำก็ยังไม่มี คนแบบนี้รับไม่ไหวจริงๆ



มีนาเรศเข็นกระเป๋าหาที่นั่งคอยหลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ริมฝีปากบางถอนลมหายใจบางเบาเมื่อเดินไปทางไหนก็เห็นใบหน้าคมสวยบนป้ายโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะโทรศัพท์ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า แชมพู ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้า โลชั่นทาผิว หรือแม้แต่ถุงขนมก็ยังมีรูปสาวคิ้วสวยตาคมคนนี้อยู่ทุกหนแห่ง ซึ่งบ่งบอกถึงค่านิยมและชื่อเสียงที่โด่งดังพอสมควร

“หิวไหม? เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้วนะ” เสียงเล็กเอ่ยเบาๆ เมื่อหันมาสนใจสัตว์เลี้ยงในกระเป๋าสะพายที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ดูเหมือนเจ้าแมวเหมียวสีขาวจะไม่ค่อยสนใจตนเอาเสียเลย คงจะงอนที่ตนไม่ยอมปล่อยให้ออกมายืดเส้นยืดสายเสียที สักพักก็ได้ยินเสียงข้อความจากโทรศัพท์ว่าเพื่อนคนสนิทใกล้จะมาถึงแล้ว จึงเดินออกไปคอย ณ จุดรับส่งผู้โดยสาร

“คุณหญิง! คิดถึงจังเลย” พลอยฟ้าเปิดประตูรถและเผยยิ้มแก้มปริทันที เดินตรงเข้าไปหาเพื่อนแล้วย่อตัวลงทักทายเจ้าแมวสีขาวในกระเป๋าสะพายสำหรับสัตว์เลี้ยง

“โห คิดถึงแต่แมวเนี่ยนะ” มีนาเรศเปล่งเสียงงอนๆ เมื่อเพื่อนไม่สนใจ

“หือฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกันนั้นล่ะ หึยยย...ขอกอดหน่อย” พลอยฟ้าเอ่ยเสียงใสขณะที่ยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะเค้นเสียงในลำคอและอ้าแขนแสดงอาการดีใจเหมือนเด็กเจอของขวัญชิ้นโปรด

ร่างเล็กเผยยิ้มแล้วกอดตอบอย่างคุ้นเคยสนิทสนมเพราะรู้จักกันตั้งแต่เริ่มไปเรียนเมืองนอกใหม่ๆ ถึงช่วงแรกๆ จะไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่นักเพราะอีกคนมีนิสัยเหมือนเด็กเอาแต่ใจ แต่พอได้ใกล้ชิดได้รู้จักกันทีละนิด ก็ได้รู้ว่าภายใต้ความหยิ่งนั้นมีความน่ารักนุ่มนวลซุกซ่อนอยู่

“รอนานไหม แล้วคิดไงเนี่ยถึงได้บินกลับมา จะมาอยู่กี่อาทิตย์ล่ะถึงพาคุณหญิงมาด้วย?” เสียงใสเอ่ยถามขณะที่กำลังคาดเข็มขัด

“อืมนิดหน่อย ฉันมาเยี่ยมยายน่ะ จะกลับมาอยู่เลย อยากดูแลยายกับคุณแม่บ้าง” มีนาเรศตอบเสียงเรียบขณะที่มือค่อยๆ รูดซิปเปิดกระเป๋าแล้วอุ้มสัตว์เลี้ยงขึ้นมาสำรวจ เปิดกระบอกน้ำเทใส่ฝา ลองเอาน้ำให้ดื่มแล้วปล่อยให้ไปกลิ้งเล่นที่เบาะหลัง จะว่าไปก็ไม่อยากหาเหตุผลมาอ้างแล้วด้วยว่าทำไมไม่กลับบ้าน

“ยายเธอเป็นอะไรเหรอ แล้วตกลงจะให้ไปส่งที่ไหน?” พลอยฟ้าต้องเก็บอาการดีใจเมื่อได้ยินดังนั้น แล้วขับเคลื่อนออกไปยังจุดมุ่งหมายตามที่อีกคนบอก



เวลาผ่านไป 

สองสาวเดินคู่กันเข้าไปในตึกคนไข้จนถึงหน้าห้องพิเศษที่มีป้ายชื่อ ‘จันทร์ฉาย วงค์ฤดี’ ติดอยู่

“ยายคะ เครื่องนี้ลำโพงเสียงดังฟังชัด ยายจะเปิดดูหนังหรือคุยเฟสไทม์กับใคร อูยย...รับรองได้ยินไปถึงตลาด กล้องก็สวย จอภาพคมชัดมองเห็นทุกรูขุมขน มันมีปุ่มปรับเสียงง่ายๆ อยู่ตรงนี้ด้วยนะคะ”

“ฮ่าๆ ๆ เอ้อดีๆ เครื่องเก่าเสียงมันเบาไปหน่อยยายไม่ค่อยได้ยิน ยายขอหนังสือตัวใหญ่ๆ ด้วยนะ”

“ฮ่าๆ ๆ ไม่มีปัญหา...” เสียงเจื้อยแจ้วใสๆ กำลังบรรยายสรรพคุณเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์อย่างเว่อร์วังอลังการราวกับเป็นเซลส์แมน ตามด้วยเสียงหัวเราะขำขันของทั้งสองดังแว่วออกมา

มีนาเรศรู้สึกลังเลปนตื่นเต้นขึ้นมาทันที ฝ่ามือบางแอบสั่นไม่น้อยค่อยๆ บิดประตูห้องและแง้มดูทีละนิดอย่างสังเกตการณ์ จนเพื่อนที่มาด้วยต้องสะกิด

“นี่..เธอจะแอบทำไม เข้าผิดห้องเหรอ?” ร่างสูงกว่าเอ่ยถามเสียงค่อยขณะที่ชะโงกหน้าแอบดูตาม ทำไมต้องด้อมๆ มองๆ แบบนี้ด้วยนะ

“เปล่า ฉันตื่นเต้นน่ะ ฮะๆ” ใบหน้าหวานหันไปตอบเพื่อนและยิ้มแห้งๆ รู้สึกใจเต้นสั่นตุ๊บตั๊บเพราะไม่ได้เจอยายมาหลายปีและไม่รู้จะพูดอะไรก่อนดี

“นั่นใครคะ เชิญเข้ามาได้ค่ะ” เสียงใสของคนในห้องดังขึ้น มีนาเรศจึงรวบรวมสติและเปิดประตูเดินเข้าไป

“สวัสดีค่ะยาย พี่ลูกกวาง” ร่างเล็กยกมือไหว้ทั้งสองอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มแสนดีใจและมุ่งหน้าเข้าไปกอดยายทันที

“อ้าว มิ้นท์?” กรวิกาหันไปมองอย่างอึ้งๆ ที่เห็นร่างเล็กกลับมา

“ไอ้หัวยุ่ง!” ยายจันทร์ละสายตาจากแท็บเล็ตเครื่องใหม่เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู ก่อนจะเผยยิ้มกว้างกอดหลานอย่างดีอกดีใจและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน

“ไอ้หัวยุ่งของยายกลับมาแล้ว? ฮืออ.. ยายไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?” จันทร์ฉายปล่อยโฮทันทีด้วยความคิดถึง

“ยายไม่ได้ฝันหรอกค่ะ มิ้นท์กลับมาแล้วจริงๆ” มีนาเรศน้ำตาซึม กระชับแขนกอดยายให้แน่นขึ้น

“ยายคิดถึงหนูที่สุดเลย คิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เห็นหน้ากันตัวเป็นๆ อีกแล้ว” จันทร์ฉายลูบหัวลูบแก้มหลานและจับแขนจับมือมาสำรวจเบาๆ เหมือนไม่อยากเชื่อ ริมฝีปากกระตุกยิ้มมองดูรูปหน้าผิวพรรณสะสวยมีน้ำมีนวลดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทรงผมยาวเป็นลอนตามยุคสมัยถูกเซตมาอย่างดีเนี๊ยบ ไร้คราบเจ้าเด็กหัวฟูที่ต้องจับมาหวีผมบ่อยๆ ตั้งแต่เล็กแต่น้อย เจ้ากันย์นี่มันเบ่งแต่ลูกงามๆ ออกมาจริงๆ แฮะ

“ยายอย่าพูดอย่างนั้นสิคะ มิ้นท์ก็คิดถึงยายที่สุดเลย มิ้นท์ขอโทษที่ไปก็ไม่ลา บ้านก็ไม่กลับจนไม่รู้ว่ายายป่วยเป็นโรคไต เดี๋ยวมิ้นท์ให้หมอตรวจเลือดดูว่าไตเราเข้ากันได้ไหม มิ้นท์พร้อมจะแบ่งไตให้ยายนะคะ” ใบหน้าหวานพูดเสียงสั่นขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาเป็นทาง รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าเหลือเกินที่คิดถึงแต่ตัวเอง และปล่อยปละละเลยคนอื่นๆ ในครอบครัวจนเกือบจะสายไป

“หนูไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอกลูก ยายไม่ได้เป็นอะไรมาก ยังแข็งแรงอยู่เลย แค่กินทุเรียนเยอะไปหน่อยเลยเข้าโรงบาล หึหึ เดี๋ยววันนี้หมอก็ให้กลับบ้านแล้วรอน้ำเกลือหมดก่อน แล้วเรากลับบ้านพร้อมกันเลยเนอะ จะได้คุยกันเยอะๆ” ฝ่ามือเหี่ยวย่นเช็ดน้ำตาบนแก้มใสอย่างซาบซึ้งตื้นตันใจ และพูดจาติดตลกไม่อยากให้เป็นกังวล ประคองใบหน้าสวยใสมาหอมแก้มอย่างมันเขี้ยวและคิดถึง แค่ได้เห็นหน้าเห็นตากันแบบนี้ก็ชื่นใจจนลืมป่วยแล้ว

“ค่ะ” มีนาเรศเผยยิ้มโล่งใจที่ยายจะได้กลับบ้านและยื่นจมูกหอมแก้มยายซ้ำๆ นัวเนียออดอ้อนไม่ยอมหยุดจนถูกดันใบหน้า

“วุ๊ย..พอเลยไอ้ลูกหมา โตแล้วยังมาทำแบบนี้อีกไม่อายคนอื่นเขาบ้าง แล้วนี่อะไรพาใครมาด้วย?” จันทร์ฉายยิ้มหัวเราะกับนิสัยเดิมๆ ของหลานสาว ก่อนจะชี้ไปที่กระเป๋าสะพายและหันมองหญิงสาวคุ้นหน้าที่ยืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ปลายเตียง

“ก็มิ้นท์คิดถึงจริงๆ นี่คะ นี่คุณหญิงไงคะยาย มิ้นท์จะกลับมาอยู่บ้านแล้วเลยหอบกลับมาด้วย ส่วนนี่ก็พลอยเพื่อนที่รู้จักตอนไปเรียนอยู่อเมริกา ที่ยายเคยเห็นตอนเราคุยเฟสไทม์กันไงคะ” ร่างเล็กอิดออดเล็กน้อยก่อนจะยอมผละออก เปิดกระเป๋าให้ยายดูแมวขี้เซา และหันไปแนะนำเพื่อนที่ลืมไปเลยว่ามาด้วย ฮะฮ่าโทษทีนะเพื่อน

“สวัสดีค่ะคุณยาย ขอให้หายไวไวนะคะ” พลอยฟ้ากล่าวทักทายและยื่นของฝากชุดใหญ่ที่แวะซื้อมาให้ระหว่างทาง

“เรียกยายเฉยๆ เถอะลูก ขอบใจนะที่เป็นเพื่อนและดูแลหลานยาย ตัวจริงสวยกว่าในกล้องอีกนะเรา” จันทร์ฉายยิ้มรับตะกร้าผลไม้และเอ่ยปากชมอย่างเอ็นดู น่ารักจริงๆ อุตส่าห์คิดถึงคนแก่

“ค่ะ ยาย” ใบหน้าเรียวเผลอยิ้มจนแก้มปริที่ได้รับคำชมและดีใจที่ได้เจอตัวจริงเช่นกัน

“อ้าว แล้วนี่เจ้าลูกกวางหายไปไหน?” หญิงชราเอ่ยถามเมื่อนึกได้

“อ้อหนูเห็นพี่คนนั้นรับโทรศัพท์แล้วเดินออกไปเมื่อครู่นี้เองค่ะ” พลอยฟ้าตอบเสียงใสและหาเก้าอี้มานั่งร่วมวงคุยด้วยอย่างเป็นกันเอง


สักพักประตูบานเดิมก็ถูกเปิดอีกครั้งตามด้วยร่างสูงของใครบางคนเดินเข้ามา

“คุณแม่! คิดถึงจังเลย” มีนาเรศยิ้มหวานดีใจและเข้าไปสวมกอดพันแข้งพันขาอย่างเคย ยื่นใบหน้าอยากจะหอมแก้มให้ชื่นใจแต่ก็ถูกปลายนิ้วชี้เรียวจิ้มหน้าผากกดเอาไว้

“หยุดเลย จะกลับมาทั้งทีไม่คิดจะโทรบอกแม่บ้างเลยเหรอ” กันยารัฐต์พูดเสียงเข้มพร้อมส่งสายตาตำหนิเพราะเพิ่งทราบข่าวจากกรวิกาตอนเจอกันเมื่อสักครู่ ก่อนที่อีกคนจะรีบขอแยกตัวไปอย่างรีบเร่งราวกับมีธุระด่วน

“หูยคุณแม่ขาก็มิ้นท์อยากจะมาเซอร์ไพรส์นี่คะ คุณแม่อย่าโกรธมิ้นท์น้า” ร่างเล็กยังออเซาะไม่เลิก ซบใบหน้ากับต้นแขนของมารดาและถูแก้มตัวเองไปมา รู้ดีว่าคุณแม่โกรธตนได้ไม่นาน

“วุ๊ย มันก็เหมือนแกนั่นแหละ นึกจะไปก็ไป อยากกลับยามไหนก็โผล่มา ไม่เคยปรึกษาใครหรอก” จันทร์ฉายแขวะขึ้นมาอย่างหมั่นไส้เมื่อเห็นลูกสาวยังตีหน้าขรึม ทำเป็นดุลูก ไม่ดูตัวเองเล้ย นี่ยังดีที่หิ้วแค่แมวกลับมา ไม่ได้อุ้มลูกน้อยติดไม้ติดมือมาด้วย

...เข้าข้างกันจริงๆ นะยายหลาน กันยารัฐต์คิดในใจและกลิ้งลูกตารอบถอนหายใจเบาๆ ริมฝีปากแดงยกยิ้มที่มุมปากเหลือบมองใบหน้าหวานและดีดนิ้วชี้ใส่หน้าผากขาวใสดัง แป๊ะ ไปหนึ่งทีแต่ไม่แรงมากเพื่อเป็นการลงโทษ ยังไงก็ดีใจที่เห็นลูกกลับมา ก่อนจะหันไปที่หญิงสาวอีกคนในห้อง

“สวัสดีค่ะ คุณน้า” พลอยฟ้าส่งยิ้มยกมือไหว้ทักทายอย่างคุ้นเคย พอจะรู้จักแม่ของเพื่อนมาบ้างแล้วเพราะเคยเห็นไปเยี่ยมที่ต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง แถมยังสวยจนเธอเองก็แอบปลื้ม อายุขนาดนี้ยังดูดีมีออร่าอยู่เลย สงสัยต้องถามเคล็ดลับบ้างละ

“หวัดดีจ่ะหนูพลอย เป็นไงมาไงสบายดีนะ” กันยารัฐต์รับไหว้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและชวนคุยทั้งสองสาวตามความคุ้นเคย จนกระทั่งคุณหมอเจ้าของคนไข้เดินเข้ามาตรวจความเรียบร้อยและอนุญาตให้กลับบ้านได้

“ขอบใจที่ไปรับฉันที่สนามบินนะ ไว้วันหลังเจอกัน” มีนาเรศร่ำลาเพื่อนด้วยรอยยิ้ม

“อืม เสียดายที่วันนี้ไปทานข้าวเย็นบ้านเธอไม่ได้แต่คราวหน้าฉันไม่พลาดแน่ๆ พลอยคงต้องขอตัวไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะยาย คุณน้า” พลอยฟ้าบอกลาอย่างเป็นมิตรแล้วแยกย้ายกลับบ้านของตัวเอง



เวลาต่อมา 

รถไฮบริดสีบรอนซ์เงินขับเคลื่อนมายังบ้านหลังสีเขียว มีนาเรศมองบ้านหลังเดิมที่ถูกรีโนเวทปรับปรุงใหม่ด้วยความรู้สึกคิดถึง พื้นที่โดยรอบดูกว้างขวางเป็นเท่าตัวเพราะที่ดินข้างๆ ที่รกร้างมานานประกาศขายเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว พี่สาวทั้งสองจึงรวมเงินกันซื้อไว้เป็นพื้นที่ใช้สอย บริเวณหน้าบ้านยังมีศาลาไม้หลังเดิมตั้งอยู่ใต้ต้นมะม่วงฝั่งซ้าย ฝั่งขวาที่เป็นพื้นที่ซื้อจากข้างๆ ทำเป็นโรงจอดรถใต้ร่มหลังคาขนาดกว้างซึ่งสามารถจอดได้สี่ห้าคันได้อย่างสบาย

ดวงตากลมจ้องมองรถสปอร์ตคันสีม่วงด้วยสายตาเรียบนิ่งแล้วผ่อนลมหายใจ คงถึงเวลาแล้วสินะที่จะต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ใบหน้าหวานลดสายตาลงต่ำตั้งสติและหันมาสนใจช่วยพยุงยายลงจากรถ

“อุ๊ย ไม่ต้องช่วยลูก ยายยังไหว หนูไปพักผ่อนก่อนเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ” จันทร์ฉายค่อยๆ ลุกขึ้นทรงตัวยืดเส้นยืดสายด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมากเมื่อได้กลับบ้าน แค่กินทุเรียนก็ให้นอนดูอาการตั้งสามคืน เบื่อจะแย่

“น้องมิ้นท์ นี่นงนุชกับสุชาตินะ นง ชาติ นี่น้องมิ้นท์ลูกสาวคนเล็กค่ะ คงเคยเห็นกันอยู่แล้วใช่ไหม” กันยารัฐต์ก้าวลงจากรถด้านคนขับและหันไปแนะนำแม่บ้านกับคนสวนที่เข้ามาช่วยถือของให้

“สวัสดีค่ะ พี่นง พี่ชาติ แล้วนี่พี่ใหม่กับเอ่อ...” ริมฝีปากบางเผยยิ้มและยกมือไหว้อย่างนอบน้อมจนทั้งสองรับไหว้แทบไม่ทัน แล้วชำเลืองสายตาเข้าไปในตัวบ้านอย่างประหม่า

“เจ้าสองตัวนั้นไม่อยู่หรอกลูก ปีใหม่กว่าจะกลับมาก็คงอาหารเย็นพอดีนั่นแหละ ส่วนยัยเมษ์ก็แล้วแต่วันช่วงนี้เขาถ่ายละครคงจะกลับดึกอีกตามเคย เรานี่มันเหมือนแม่จริงๆ เลยนะ ดูสิจะกลับมาก็ไม่บอก ยายไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้เลย พวกพี่ๆ เขาก็ไม่ได้อยู่เจอกันพร้อมหน้าด้วยเห็นไหม นงวันนี้มีปูหรือเปล่าฉันจะทำปูผัดผงกะหรี่ให้หลาน...” หญิงชราเอ่ยตอบขณะที่พาหลานเข้าบ้าน ยกมือขึ้นมาบิดแก้มหลานสาวตัวเล็กเบาๆ อย่างนึกมันเขี้ยวพร้อมเสียงบ่นพึมพำไปเรื่อย ก่อนจะเดินแยกตัวไปที่ครัวอย่างอารมณ์ดี

มีนาเรศพยักหน้าแล้วยิ้มขำลูบแก้มตัวเองไปมา กวาดตามองดูรอบๆ ภายในบ้านที่ตกแต่งใหม่ด้วยเครื่องใช้เฟอร์นิเจอร์ดูหรูหราราคาแพง พื้นกระเบื้องเป็นหินอ่อนสีขาวลายเทาเป็นเงาวาววับสะอาดตาจากที่เคยเป็นกระเบื้องธรรมดา ห้องนั่งเล่นเป็นโทนสีหวานสไตล์โมเดิร์นสบายหูสบายตาน่าผ่อนคลาย พื้นที่สำหรับรับแขกถูกแบ่งแยกออกไปอยู่อีกมุมของบ้าน ซึ่งดูเงียบสงบแต่ดึงดูดสายตาจากที่เคยไม่มีมาก่อน โซนโต๊ะทานข้าวมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่โดยรอบดูโล่งโปร่งมองเห็นบรรยากาศที่เขียวขจีร่มรื่นน่าอยู่ของสวนหลังบ้าน และสระว่ายน้ำใสสะอาดขนาดกลางบนเนื้อที่ซื้อใหม่

หญิงสาวจัดการปล่อยสัตว์เลี้ยงตัวโปรดให้ออกมาเดินเล่นสำรวจพื้นที่ที่จะมาเป็นบ้านหลังใหม่ของมัน แม้ทุกอย่างดูปรับเปลี่ยนแต่ก็ไม่ได้แปลกตาไปมากสำหรับเธอเพราะเคยเห็นมาบ้างแล้วในยามพูดคุยกันผ่านเครื่องมือสื่อสาร

ร่างเล็กเดินวนกลับมาทิ้งตัวลงบนโซฟาเบดนุ่มสบายสีครีมในห้องนั่งเล่น สายตาก็เหลือบเห็นใบหน้าคมสวยบนปกนิตยสารวางอยู่บนโต๊ะกลาง จึงหยิบขึ้นมาเปิดดูเนื้อหาแบบผ่านๆ จนกระทั่งเห็นบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องราวของดาราสาว

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงด้วยความชั่งใจ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยติดตามข่าวสารของอีกคนเลยแม้แต่นิด และทุกๆ ครั้งก็จะหลีกเลี่ยงการพูดคุยหรือเห็นหน้ากันผ่านทางโทรศัพท์ พูดง่ายๆ คือถ้าหากรู้ว่าอีกคนอยู่ตรงนั้นก็จะหาข้ออ้างวางสายเลิกคุยทันที


เรียกได้ว่าต้องจองคิวกันข้ามปีเลยทีเดียวกว่าทีมงาน “TV Stars” จะฉกตัวนางเอกแม่เหล็กสุดฮอตอย่างสาว “เมษ์ เมษาธิดา วงค์ฤดี” คนนี้ มาขึ้นปกถ่ายแบบแฟชั่นสวยๆ เซ็กซี่ตามแบบฉบับความร้อนแรงที่ไม่อาจมีใครโค่นลงได้ เพราะเธอครองตำแหน่งดาราสาวฮอตเซ็กซี่แห่งปี 2 ปีซ้อน แน่นอนค่ะว่าเรามีคำถามเด็ดๆ มาฝากทุกๆ ท่าน คุ้ยทุกเรื่องราวของความรัก ประเด็นร้อนซ่อนเงื่อนที่ไม่มีใครรู้มาก่อน ทั้งหมดจะถูกเฉลยที่นี่ที่เดียว ณ “TV Stars”

เป็นปีที่สองแล้วที่เมษ์ได้รับรางวัลสาวเซ็กซี่อวอร์ด ตั้งเป้าหมายเอาไว้ไหมว่าจะต้องครองตำแหน่งนี้ไปอีกยาวนาน

“ไม่เลยค่ะ เมษ์ไม่คิดด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นคนเซ็กซี่แต่อาจจะเป็นเพราะบทบาทในละครและเสื้อผ้าหน้าผมที่ผู้ใหญ่จัดหามาให้ตลอด จึงติดภาพแบบนั้นมาตั้งแต่ต้น ถ้าอยู่บ้านเมษ์จะธรรมดามาก”

วันนี้ขอถามเรื่องความรักกันหน่อย คนในสเป็กของเมษ์เป็นยังไง

“ก็ชอบแบบน่ารัก พูดเพราะ อารมณ์ดียิ้มเก่งๆ ให้ความสบายใจแก่เราได้ เพราะเมษ์ทำงานเยอะก็เหนื่อยก็เครียดมากพอแล้วและบางครั้งอาจจะไม่มีเวลาให้เลย ที่สำคัญต้องเข้ากับครอบครัวของเมษ์ได้ดีด้วยค่ะ(ตอบด้วยรอยยิ้ม) ”

เมษ์เป็นคนที่มีข่าวโจมตีเรื่องควงคู่ซ้อนกันบ่อยมากจนถูกตั้งฉายาว่าเจ้าชู้ตัวแม่ รู้สึกยังไง

“เมื่อก่อนก็อาจจะนอยด์บ้าง ไม่เข้าใจทำไมต้องเขียนว่าเราแรงๆ หากเมษ์จะคบใครก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้ศึกษากันก่อนค่ะ ส่วนมากก็แค่คุยกันถูกคอแต่ข่าวจะเขียนไปต่างๆนานาแล้วว่าคบคนนั้นคนนี้ รถไฟชนกันมั่วอะไรงี้ ขนาดอยู่เฉยๆ ยังมีข่าวไปเป็นมือที่สามได้เลย(หัวเราะ) จนเดี๋ยวนี้เริ่มชินไม่ซีเรียสแล้วค่ะเพราะมันเป็นอะไรที่เมษ์ควบคุมไม่ได้ เมษ์โชคดีที่มีแฟนคลับน่ารักเป็นกำลังใจให้ตลอด ส่วนคนรอบข้างของเมษ์ก็จะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แค่มีคนเข้าใจก็สบายใจขึ้นเยอะค่ะ”

เคยผิดหวังกับความรักครั้งไหนมากที่สุด

“หนักสุดเลยก็คงจะเป็นรักที่เป็นไปไม่ได้ค่ะ รักเขาข้างเดียว ด้วยความที่เราสนิทกันมาก เขาเข้ามาเติมเต็มให้เมษ์ทุกอย่างจนเมษ์ก็เผลอคิดไปเองและไม่อยากถอนตัว ยอมทุกอย่างขอแค่ไม่ทิ้งกันไปไหน วันนึงเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปและตีตัวถอยห่างแต่เมษ์ก็ดื้อด้าน ทึกทักมโนไปเองว่ายังไงเขาก็มีใจให้ โกหกตัวเองตลอดทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีวันเป็นไปได้ รู้แต่ว่าอยากประคองสิ่งที่เราเป็นอยู่ไว้ให้นานๆ พยายามจะยื้อความสัมพันธ์นั้นไว้ทุกวิถีทาง ตามหึงตามหวงจนเขารำคาญ ในที่สุดมันก็พังลงจากการขาดสติของตัวเราเอง ผลสุดท้ายเขาก็เกลียดเราไปเลย”

เห็นเจ๊บอลบอกว่าช่วงนั้นเกือบจะลาวงการไปเลยทีเดียว?

“ใช่ค่ะ ช่วงนั้นเคว้งมาก ไม่เป็นอันทำอะไร เหมือนอยู่ไม่ได้ ขาดสมาธิในการทำงาน ละครที่ถ่ายอยู่ช่วงนั้นก็เลยแย่ ข่าวก็แย่ ทุกอย่างแย่หมดจนไม่อยากทำอะไรแล้ว เก็บตัวฟูมฟายอยู่นานมาก จนพี่สาวกลับจากอังกฤษก็เข้ามาดึงสติเมษ์ในเชิงขู่เข็ญนิดนึง(หัวเราะ) ประมาณว่างานต้องเสร็จนะ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องรับผิดชอบ จะมาล้มเลิกกลางคันในขณะที่ทุกคนรอเราอยู่ไม่ได้ พอคิดดูแล้วก็เริ่มปรับตัวและหันมาทุ่มเทให้กับงานจนถึงทุกวันนี้ค่ะ”

ฟังเหมือนจะยังฝังใจอยู่ แบบนี้จะมีผลกระทบต่อหวานใจคนสวยที่คบกันมาเกือบปีบ้างไหม

“ไม่เลยค่ะ เรื่องนี้มันผ่านมานานมากแล้ว ทำใจได้แล้ว เมษ์ให้เกียรติและไม่เคยคิด​เอาใครมาเปรียบเทียบกัน…”


“น้ำส้มค่ะคุณมิ้นท์ จะรับอะไรเพิ่มไหมคะ” เสียงของแม่บ้านดังขึ้นพร้อมวางแก้วน้ำสีสวยลงบนที่โต๊ะกลาง นงนุชส่งยิ้มให้เจ้านายผู้มาใหม่อย่างดูเชิง



======= 

เห็นทวงกันบ่อยขอลงแค่นี้ก่อนนะคะ ให้รู้ว่าไรท์ยังไม่ทิ้งแต่ไม่มีเวลาเขียนจริงๆ ค่ะ (ช่วงนี้เหนื่อย) ขอบคุณที่ชื่นชอบและติดตามเรื่องนี้นะคะ

ความคิดเห็น