KesornSama

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

ชื่อตอน : Prologue

คำค้น : Omega's Destiny ชะตาลิขิต Prologue

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.1k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2560 22:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Prologue
แบบอักษร

Prologue

        มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระบบความคิดเจริญที่สุด  เป็นผู้สรรค์สร้างความหลากหลายต่าง ๆ ขึ้นมา  ทั้งวัฒนธรรม  อารยธรรมสิ่งปลูกสร้าง  เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต  แม้กระทั่งเงินตราซึ่งเป็นค่าสมมติที่มนุษย์ตกลงกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการแลกเปลี่ยนและเป็นสิ่งที่มีค่าทีสุด  แสดงถึงความมั่งมีหรือยากจน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นก็เท่านั้นเอง...

                การแบ่งชนชั้นทางสังคม  ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง  เพื่อจัดระเบียบทางสังคมให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่คนกลุ่มหนึ่งได้กำหนดขึ้นมา  แล้วเกิดการยอมรับในกฎเกณฑ์นั้น ๆ สืบต่อกันมาหลายชั่วรุ่น  ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนกลุ่มนั้นเป็นผู้ควบคุมสังคมและได้ผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว  ถึงจะบอกว่าเป็นการทำให้สังคมสงบสุขก็ตาม  ด้วยอำนาจและการมีทรัพย์สมบัติมหาศาล  ทำให้กลุ่มคนอื่น ๆ ไม่กล้าที่จะขัดขืน ได้แต่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านั้น  เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในสังคมอย่างสงบสุข

                เพศสภาพก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางสังคม  นอกจากจะแบ่งเพศสรีระที่มองเห็นด้วยตาเปล่าออกเป็นเพศชาย  และเพศหญิงแล้ว  มนุษย์ยังจำแนกเพศรองที่แยกออกมาจากเพศสรีระอีก  ซึ่งเพศรองนี้จะเป็นตัวแบ่งชนชั้นทางสังคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

                อัลฟ่า  [ α ] หรือชนชั้นสูง เป็นเพศที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม  ถือครองสิทธิ์ในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเสรี  มีความสามารถในการคิดสูงหรือเรียกได้ว่าฉลาดหลักแหลม  เป็นกำลังในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับสังคมและประเทศชาติ

                เบต้า  [ β ]  หรือชนชั้นกลาง  เพศที่มีสถานะทางสังคมเป็นแรงงาน  เป็นกลุ่มคนที่มีมากที่สุดในสังคม  ทำงานตามคำสั่งของชนชั้นสูง

                โอเมก้า  [ Ω ]  เป็นกลุ่มคนที่มีน้อยที่สุดในสังคม  ไร้สิทธิและเสรีภาพในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ในสังคม  เป็นเพศที่ถูกกดขี่ทุก ๆ ด้าน  และถูกสังคมจำแนกว่าเป็นชนชั้นล่าง

                หลายศตวรรษที่กลุ่มชนชั้นสูงดูถูกเหยียดหยามเพศโอเมก้าว่าเป็นชนชั้นต่ำ  เป็นกลุ่มคนที่น่ารังเกียจ  มีหน้าที่แค่เป็นที่บำบัดความใคร่ให้เหล่าอัลฟ่า   ไร้ความสามารถ  จึงมีการควบคุมการกำเนิด  โดยการกำจัดเด็กที่เกิดมาเป็นเพศโอเมก้า ถึงพ่อแม่จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม  หรืออีกหนทางหนึ่งคือ  นำเด็กที่เกิดเป็นโอเมก้าไปขายให้กับครอบครัวที่ต้องการรับซื้อ  เด็กคนนั้นก็จะยังมีชีวิตอยู่  หากแต่ผู้ที่รับซื้อสามารถจะกระทำอย่างไรกับเด็กก็ได้   มีสิทธิที่จะทำเต็มที่  ซึ่งการกดขี่ทางสังคมเช่นนี้ทำให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นโอเมก้าต้องทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

                การถูกกดขี่ที่ไร้ซึ่งความปราณีทำให้กลุ่มคนที่ได้ชื่อว่า ‘ชนชั้นต่ำ’ ลุกขึ้นต่อสู้และเหล่าชนชั้นเบต้าเองก็ร่วมด้วยเนื่องจากทนไม่ไหวที่ถูกเหยียบย่ำเช่นกัน  ทำให้เกิดสงครามระหว่างอัลฟ่า และโอเมก้าที่มีเบต้าร่วมด้วย  ทำให้อัลฟ่าต้องยอมจำนนท์  เนื่องจากจำนวนคนที่อีกฝ่ายมากกว่า  และต้องยอมรับว่าหากไม่มีชนชั้นเบต้าและโอเมก้า  ซึ่งเป็นแรงงานที่จะกระทำตามคำสั่งในสิ่งที่เหล่าอัลฟ่าได้กำหนดขึ้น  อัลฟ่าเองก็ต้องลำบากไม่น้อยเช่นกันในการที่จะทำอะไรเอง  เพราะพวกเขาเกิดมาในชนชั้นที่ถือว่าสูงที่สุด  เหมาะกับการปกครองมากกว่าออกแรงให้เหนื่อย  จึงทำให้มีการปฏิรูปการปกครองใหม่ โดยให้ยกเลิกการควบคุมกำเนิดเด็กที่เป็นเพศโอเมก้าด้วยวิธีการกำจัด  และให้สิทธิแก่ผู้เป็นพ่อแม่เด็กตัดสินใจว่าจะเลี้ยงเด็กเอง  หรือขายก็แล้วแต่ความพอใจ  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ชนชั้นโอเมก้าได้มีชีวิตที่เรียกได้ว่าชีวิตมากขึ้น  ถึงการกดขี่ทางเพศจะยังมีอยู่แต่ก็นับว่าดีขึ้นกว่าเดิม  เมื่อเทียบกับเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา...

α+Ω

                การศึกษาสามารถยกระดับชีวิตได้ไม่ว่าจะเกิดเป็นเพศไหนก็ตาม  ทำให้ทุกคนมีศักยภาพในด้านต่าง ๆ  แสดงให้เห็นว่าความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะเพศแต่ขึ้นอยู่กับคนที่ตั้งใจขวนขวายและใฝ่รู้ต่างหาก...  เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนก็คิดเช่นนั้น  เขารู้ตัวดีว่าเขาไม่ได้เก่งเพียบพร้อมมาตั้งแต่เกิด เขาจึงพยายามอย่างมากที่จะตั้งใจเรียน  เพื่อที่จะทำให้บิดากับมารดาของเขาภูมิใจที่มีเขาเป็นลูก  ทดแทนที่เขาไม่สามารถเกิดมาเป็นลูกชายที่สมบูรณ์แบบได้  เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อผลักดันตัวเองให้เก่งเทียบเท่าคนอื่น ๆ ไม่ทำตัวเป็นภาระของสังคม  เพื่อที่จะไม่ให้ใครมาดูถูกเขาได้ว่าเป็น ‘โอเมก้า ’  แล้วยังทำตัวน่าสมเพช  เขาจะไม่ให้ใครมาปรามาสเขาอย่างนั้นได้แน่นอน ‘ ถึงจะเลือกเกิดไม่ได้  แต่ก็เลือกที่จะกระทำตัวเองให้ดีได้ ’ เขาจะคอยคิดอย่างนี้อยู่เสมอ... 

                เข็มนาฬิกาชี้ไปยังเลขสิบสอง  เป็นสัญญาณให้รู้ว่าหมดเวลาทำข้อสอบ  เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนลุกออกจากห้องสอบ  เก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน  เสร็จแล้วก็เดินออกจากประตู มุ่งไปยังทางเดิน

                “ อลิส! รอก่อน ”  เสียงใครบางคนเรียกให้หยุด  คนที่ถูกเรียกจึงหันกลับไปมองยังต้นเสียงที่ดังมาจากทางด้านหลัง

                “ ไมเคิล!  มีอะไรหรือเปล่า? ”  คนถูกเรียกถามกลับไป

                “ คือ... ฉันว่าจะชวนนายไปกินข้าวด้วยกันน่ะ  ยังไงวันนี้ก็เป็นวันสอบวันสุดท้าย  พรุ่งนี้ก็ปิดเทอมแล้ว  เราอาจจะไม่ได้พบกันเลยก็ได้ กว่าจะเปิดเทอมก็อีกตั้งหลายเดือน  ฉันเหงา ”  อีกฝ่ายรัวประโยคมา  ทั้งยังทำสีหน้าเศร้าสร้อย  ทำให้เด็กหนุ่มปฏิเสธไม่ลง  ได้แต่ส่ายหัวอย่างระอากับความขี้อ้อนของเพื่อน  ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า  “โอเค ๆ  ถ้าอย่างนั้นเราไปหาอะไรกินกัน เลิกทำหน้าเป็นหมาหงอยได้แล้ว ”  พูดพลางก็พากันเดินออกไปจากโรงเรียน

α+Ω

                เมื่อเปิดประตูเข้ามาในบ้านก็ต้องตกใจที่เห็นแม่ของตนกำลังนั่งรับประทานอาหารกับผู้ชายคนหนึ่ง  พลันสงสัยจึงโพล่งออกไปว่า “ คุณพ่อ! มาได้ยังไงครับ!? ” พูดออกไปอย่างนั้นพลันเดินเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับทั้งสองคน

                “ อ้าว! กลับมาแล้วหรือลูก ”  คนเป็นมารดาเอ่ยปากถามลูกชาย

 “ กลับมาแล้วครับ  ว่าแต่คุณพ่อกลับมาได้ยังไงหรอครับ  ที่โน่นงานไม่ยุ่งแล้วเหรอครับ”  ตอบคำถามมารดา  พลันหันไปถามคนเป็นบิดา

                “ งานที่โน่นก็ยังต้องการคนอยู่เหมือนเดิม  แต่พ่อมีงานด่วนต้องรีบกลับมา  เห็นว่าสำคัญต้องการคนช่วย  พ่อถึงถูกเรียกตัวมา... ตอนนี้ที่โน่นก็มีแค่เอมี่คนเดียววิ่งวุ่นอยู่  คงจะเหนื่อยน่าดู ”  พูดพลางยกชาขึ้นมาจิบ ก่อนจะหันมาทางลูกชายแล้วเอ่ยขึ้นว่า  “ แล้วลูกล่ะ เรื่องเรียนเป็นอย่างไงบ้าง ”

                “ ก็โอเคครับ วันนี้ผมสอบเป็นวันสุดท้าย  พรุ่งนี้เป็นต้นไปก็ปิดเทอมแล้ว ”  เอ่ยตอบคำถามบิดาไป

                “ ปิดเทอมกี่เดือนเหรอ? ”  ถามกลับไป พลางยกมือลูกคางเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่

                “ ประมาณ 3 เดือนครับ... คุณพ่อมีอะไรหรือเปล่าครับ? ”  เห็นท่าทางของบิดาแปลก ๆ พอตอบเสร็จก็พลันถามกลับไป

                “ คือ... พ่อว่าจะให้ลูกไปช่วยงานเอมีในระหว่างที่พ่อไม่อยู่น่ะ! ปิดเทอมทั้งที  ถือโอกาสซะว่าฝึกประสบการณ์และท่องเที่ยวไปในตัว ลูกจะว่าอย่างไรล่ะ? ”

                “ ถ้าคุณพ่อเห็นว่าดี  ผมก็โอเคครับ ”  ตอบไปพลางยิ้มบาง ๆ ให้ผู้เป็นบิดา

                “ แอนนา แล้วคุณคิดว่าอย่างไร? ”  เมื่อลูกชายตอบตกลงก็ไม่วายหันไปถามภรรยา  เพื่อยืนยันคำตอบ

                “ ฉันก็แล้วแต่คุณค่ะ  แต่... อัลเบิร์ตคะ มันจะไม่เป็นอะไรแน่เหรอคะ  อลิสเป็น... ”  พูดไม่จบประโยค  แต่ก็แน่ใจว่าทุกคนจะรู้ว่าหมายถึงอะไร

                “ ผมไม่เป็นอะไรหรอกครับ!  คุณแม่สบายใจได้  อีกอย่างถ้าผมไม่เกิดอาการฮีท  ก็ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นโอเมก้า ”  ตอบแม่ไปอย่างนั้นเพื่อให้เธอสบายใจ  แต่จริง ๆ ก็แอบกังวลใจอยู่เล็กน้อย  เพราะเขายังไม่เกิดอาการฮีทเลยสักครั้ง  ทั้ง ๆ ที่เข้าช่วงวัยรุ่นแล้ว

                “ แต่... ลูกอย่าลืม  ถ้าหากลูกบังเอิญพบเจอคู่แห่งโชคชะตาเข้า  ลูกก็จะเกิดฮีททันที  แล้วอาการก็จะรุนแรงด้วย ” ทำสีหน้ากังวลด้วยความเป็นห่วงลูก

                “ ผมเข้าใจครับ!  ผมจะระวังตัวเองให้ดีที่สุด  คุณพ่อกับคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ”  ตอบกลับไปเพื่อให้มารดาคลายกังวล

                อัลเบิร์ตนั่งฟังภรรยาและบุตรชายสนทนากันอยู่นาน  ก็โพล่งขึ้นบ้าง “ เอาเป็นว่า พ่อจะจัดเตรียมยาให้  เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในระหว่างเดินทางจะได้แก้ได้ทัน และเมื่อถึงที่โน่นก็ไม่ต้องกังวล  เพราะอยู่กับเอมี่ก็มีอาระงับอาการฮีทอยู่แล้ว  วางใจได้ ”  ชี้แจงให้ฟัง  เพื่อคลายความกังวลของภรรยา

                “ ได้ยินแบบนี้แล้ว  ฉันก็หายกังวลใจได้บ้างค่ะ ” ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยกับลูกชายว่า  “ ถ้าอย่างนั้นลูกก็ไปเก็บของเพื่อเตรียมตัวเดินทางแล้วก็พักผ่อนนะ  พรุ่งนี้จะได้มีแรง ”

                “โอเคครับ  ผมขอตัวเลยนะครับ ” พูดจบ ก็ลุกจากเก้าอี้ เพื่อไปเตรียมของสำหรับเดินทางตามคำที่มารดาบอก

α+Ω

                บรรยากาศยามเช้า  แดดส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายสีทอง  เรือสำเภาเทียบท่าเตรียมจะออกไปยังดินแดนที่ห่างไกล   เพียงแต่รอเวลาและผู้โดยสารที่จะลงเรือไปด้วย  ซึ่งหนึ่งในผู้โดยสารเรือสำเภานั้นก็คือ  อาเธอร์ลิส  ที่ต้องเดินทางจากบ้านเกิดไปยังประเทศแห่งใหม่โดยเรือสำเภา  เพื่อไปช่วยงานเอมิลี  แทนบิดาที่มีงานเร่งด่วนจึงถูกเรียกตัวกลับมาอังกฤษ  แล้วก็มาโผล่ที่บ้านโดยที่เขาไม่รู้ตัว  และเขาก็ต้องไปยังประเทศที่บิดาจากมาเพื่อไปฝึกประสบการณ์ชั่วคราว  อะไรมันก็ดูกะทันหันไปหมด  แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้คิดมากอะไร  ออกจะตื่นเต้นนิด ๆ  ที่ได้ออกนอกประเทศที่ตัวเองเกิดเป็นครั้งแรก  แล้วยังต้องเดินทางตามลำพังอีก

 ‘ นี่! มันคือการผจญภัย! ’ เขาจะคิดแบบนี้ก็ไม่แปลกอะไร  มองไปยังพื้นทะเลที่ไกลสุดลูกหูลูกตา  ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า  ประเทศที่เขาจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นถึง  3  เดือน  จะเป็นอย่างไร  ผู้คนที่นั่นจะเป็นคนแบบไหน  มันจินตนาการไม่ออกเลย...

                “ จวนจะได้เวลาแล้ว  ขึ้นเรือเถอะอลิส ”  คนเป็นบิดาเอ่ยกับลูก  พลันมองบรรยากาศรอบ ๆ

                “ ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก  แม่ฝากความคิดถึงไปให้พี่ด้วยนะ  ไปถึงแล้วก็อย่าลืมส่งจดหมายมาบอกแม่ด้วย  แม่จะได้หายห่วง ” ร่ำลาลูกชาย  พลันแววตาก็บ่งบอกถึงความเป็นห่วงอยู่เสมอ

                “ ครับ  ไว้ผมถึงที่โน่นเมื่อไหร่  จะรีบเขียนจดหมายกลับมาเลยครับ  แล้วก็จะหอมพี่เอมีเผื่อคุณพ่อแล้วก็คุณแม่ด้วย ” ตอบกลับแม่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  ก่อนเอ่ยลาอีกครั้ง  “ ผมไปก่อนนะครับ  คุณพ่อคุณแม่ ” 

                “ เดินทางปลอดภัยนะลูก  ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง ”  แอนนาเอ่ยลาลูกอีกครั้งและไม่วายที่จะอวยพร

                เด็กหนุ่มโบกมือลาบิดากับมารดาอีกครั้งในขณะที่เดินขึ้นเรือสำเภาไป  พร้อมหันกลับมามองอีกครั้งเมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้ายก็เห็นบิดากับมารดาโบกมือให้พร้อมกับยิ้มให้ตนเช่นกัน

                กัปตันเรือส่งสัญญาณบอกให้ลูกเรือรู้ว่าเรือกำลังจะออก  ให้ผู้โดยสารออกห่างจุดอันตราย  จากนั้นก็สั่งให้ลูกเรือถอนสมอเรือ  พร้อมเคลื่อนตัวออกจากฝั่งมุ่งหน้าสู่ดินแดนตะวันออก

                เสียงนก  เสียงทะเล  แสงอาทิตย์สาดส่องทั่วผืนน้ำ  ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังผจญภัยจริง ๆ เด็กหนุ่มคิดในใจ  พร้อมกับยิ้มรับแสงอาทิตย์ที่ส่องมากระทบผิวหน้านวลเนียน  สูดหายใจเข้าเต็มปอด  แล้วผ่อนลมหายใจเบา ๆ

                “ จะเป็นอย่างไรนะ?  ประเทศสยาม...”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น