หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๕๘ ๑๐๘ ขุนเขา

ชื่อตอน : ตอน ๕๘ ๑๐๘ ขุนเขา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ต.ค. 2560 09:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๕๘ ๑๐๘ ขุนเขา
แบบอักษร

วิถีแห่งเต๋าเกี่ยวข้องกับศาสตร์มากมาย ทั้งการแพทย์ พลังยุทธ์ สมุนไพร การประดิษฐ์...

ทุกสิ่งล้วนคืนสู่แก่นแท้แห่งเต๋า แม้หมื่นพันผันเปลี่ยนเท่าใด ก็หนีไม่พ้นวิถีแห่งเต๋า ไม่ว่าบำเพ็ญเพียรอย่างไร จุดมุ่งหมายสุดท้ายล้วนเพื่ออายุมั่นขวัญยืน

ดังนั้นการปลดเปลื้องพันธนาการแห่งตัวตน นั่งญาณฝึกฝน เป็นการบ้านที่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต้องเคยทำขอเพียงเข้าสำนัก ไม่ว่าสำเร็จถึงขั้นไหน แต่ละคนจะต้องใช้หลักแห่งเต๋าในการดำเนินชีวิต ดังนั้นแต่ละคนจึงมีพลังยุทธ์ติดตัว

พอฟังถึงตรงนี้ ม่อไป๋กลับเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น ที่แท้ตนคิดผิดเอง เมื่อวิถีแห่งเต๋าเจริญรุ่งเรืองมากมายในยุคนี้ การฝึกยุทธ์จึงได้รับความนิยม ราชองครักษ์ในเมืองหลวงต้องเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดี ไม่ใช่ใครๆ ก็เป็นได้ สำหรับพวกเขาแล้ว อาวุธปืนสมัยใหม่ไม่มีความจำเป็น ธนูกลับมีอานุภาพมากกว่า ธนูหากอยู่ในมือของผู้เยี่ยมยุทธ์ อานุภาพย่อมร้ายกาจขึ้นทวีคูณ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือระยะการยิง กระทั่งความแรง ล้วนแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล ไม่สามารถพูดเหมารวม

ดูเขาเป็นตัวอย่าง นั่งญาณระดับปรมาจารย์เพียงวันเดียว ก็สามารถปล่อยพลังลมปราณออกมาได้ หากสามารถฟื้นฟูการบำเพ็ญเพียรแบบชาติที่แล้วได้ ไม่ว่าต้องเผชิญกับคนที่ถืออาวุธปืนและเครื่องกระสุนมากมายเพียงใด ขอเพียงรักษาสติให้มั่น เขาก็ไม่รู้สึกหวาดกลัว ไม่ต้องพูดถึงการสังหารศัตรู เพียงคิดหลบหนี ย่อมทำได้อย่างแน่นอน

ทว่าหากเจอกับยอดฝีมือที่ใช้ธนูเพียงไม่กี่คน กลับมีอานุภาพคุกคามเขาได้มากกว่า หากผู้ยิงสามารถรวบรวมสมาธิแล้วยิงธนูออกไป ย่อมควบคุมทิศทางได้ตามใจคิด ปิดกั้นการหลบหลีกของฝ่ายตรงข้ามได้ทุกสภาวะ หากทำได้จริงก็ค่อนข้างน่ากลัว

ไม่ต้องพูดถึงระดับปรมาจารย์ เมื่อปล่อยพลังลมปราณไปยังลูกธนู สามารถยิงออกไปได้ไกลร่วมพันเมตร ขณะเดียวกันยังทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางได้ทุกอย่าง รวมทั้งชีวิตคน เช่นนี้แล้วยังสามารถนำอาวุธปืนสมัยใหม่มาเปรียบกับธนูได้หรือไม่?

เข้าใจตรงนี้แล้ว ม่อไป๋ก็คลายความสงสัยลงไปได้อีกเปราะ ว่าเหตุใดเหล่าทหารที่ตนพบเห็นจึงไม่พกอาวุธปืน แต่กลับพกธนูกับดาบแทน

สำหรับเหล่าทหารแล้ว องครักษ์ก็คือผู้เยี่ยมยุทธ์ ศัตรูที่ปะทะด้วยก็ต้องไม่ธรรมดาเช่นกัน ปืนในมือของพวกเขาไหนเลยจะมีอานุภาพร้ายแรงดั่งธนูได้

“ฟังดูแล้วรู้สึกว่าสำนักเต๋าโดดเด่นมาก จอมยุทธ์ที่เก่งกล้าสามารถในยุคนี้น่าจะมีอยู่มากมาย”

ม่อไป๋หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ ถามเสียงเบา

ครั้งนี้เถี่ยสงกลับมองม่อไป๋ด้วยสายตาประหลาดใจ คล้ายคิดไม่ถึง

แม้ม่อไป๋ไม่ได้มองเขา แต่กลับเข้าใจในสิ่งที่เขาคิด ยิ้มมุมปากสองข้าง

“ข้าไม่ใช่คนในยุทธภพนี่นา แค่ตอนเป็นเด็กอาศัยอยู่ในหมู่บ้านได้พบกับหมอท่านหนึ่ง จึงเรียนรู้วิชาแพทย์และวิชาบู๊มานิดหน่อย ไม่ได้ศึกษาหาความรู้อะไรเพิ่มเติม”

พูดถึงตรงนี้ก็หันมามองเถี่ยสง

“ต่อมาพอข้าเข้าวัง ก็อย่างที่เจ้ารู้ ชีวิตที่สงบสุขอย่างองค์ชายแบบนั้นไหนเลยจะมีกะใจไปสนใจเรื่องพรรณนั้นอีก สองปีมานี้เจ้าเคยเห็นข้าใช้กำลังภายในไหม? วิชากังฟูก็แทบจะลืมไปหมดแล้ว วิถีแห่งเต๋าอะไรนี่ข้าก็พอรู้แบบงูๆ ปลาๆ บอกตามตรง หากคราวนี้ไม่ใช่เพราะเขาซ่างชิงกล้าส่งคนมาทำร้ายข้าต่อหน้าคนมากมายแล้วล่ะก็ ข้าก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าพวกเขามีอิทธิพลมากถึงเพียงนี้ หรือว่ายุคนี้ผู้เยี่ยมยุทธ์ในสำนักเต๋ามีความเก่งกล้าสามารถเสียจนถึงกับงัดข้อกับราชสำนักได้”

คำพูดเหล่านี้พอพูดจบ ใบหน้าของเถี่ยสงที่จ้องมองเขากลับเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ จากนั้นค่อยก้มศีรษะลง มุมปากแอบกระตุก

หากเป็นเมื่อก่อน เขาไม่พูด เถี่ยสงก็เชื่อว่าเขาไม่ตื่นตัวกับเรื่องรอบๆ ตัว เรื่องสำนักเต๋าเอาไว้ก่อน แต่กระทั่งเรื่องชาวบ้านกินเนื้อสัตว์หรือกินรำข้าวเขาก็ยังไม่รู้

แต่ตอนนี้ คำพูดเมื่อครู่ถ้าให้พูดอีกครั้ง ต่อให้เถี่ยสงกลายเป็นหมูที่ไม่รู้เรื่อง ก็ไม่มีทางเชื่อเขาเป็นอันขาด

“ตั้งแต่ที่ท่านโกรธ แล้วฟาดนักพรตที่บำเพ็ญตบะไป นั่นเป็นผลพวงจากการฝึกวิชาบู๊แค่นิดหน่อยในตอนเด็กรึ?” เถี่ยสงยิ้มขมขื่น แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ

ต้องทราบว่าในรอบร้อยปีที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดสำเร็จวิชาถึงขั้นปรมาจารย์ตั้งแต่อายุสิบหก อีกทั้งยังไม่ได้มาจากการช่วยเหลือของผู้ที่แอบอ้างเป็นปรมาจารย์ท่านอื่นๆ แต่มาจากพลังยุทธ์จริงๆ ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง บรรลุวิถีแห่งเต๋าในระดับปรมาจารย์

เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว แต่เขาคนเดียวยังสามารถดับรัศมีความเป็นนักพรตลงได้อีก

จอมยุทธ์หลายท่านของยุคนี้ เถี่ยสงก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครสามารถทำเรื่องน่าอัศจรรย์แบบนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย การเป็นปรมาจารย์นั้นยาก เหมือนขึ้นสวรรค์

นักพรตเหมย เหมยชิงอวิ๋น ลูกสาวจอมยุทธ์เหมย มีความสามารถที่น่าอัศจรรย์ในแวดวงสำนักเต๋าก็จริง แต่เป็นเพราะนางมีจอมยุทธ์เหมยคอยสอนสั่ง มีอาจารย์ที่เขาซ่างชิงคอยให้การอบรมบ่มเพาะอย่างเต็มกำลัง จึงบรรลุการบำเพ็ญเพียรได้เมื่ออายุเกือบสี่สิบ

แต่ทั้งนี้เถี่ยสงไม่คิดขัดคอม่อไป๋ มาถึงวันนี้ ม่อไป๋ไม่ใช่ม่อไป๋ในอดีตที่เขาเคยพบเห็นอีกต่อไป พูดตามตรง ม่อไป๋ในตอนนี้สำหรับเขาแล้ว เต็มไปด้วยความลึกลับ

เขาเก็บความรู้สึกประหลาดใจไว้ เมื่อม่อไป๋อยากฟัง เขาก็รวบรวมสมาธิ เล่าให้ฟังเสียงขรึม

“ในยุคนี้ สำนักเต๋าโดดเด่นจริงๆ มีเปิดอยู่เกือบทั่วประเทศ สำนักเต๋าที่ถูกต้องตามกฎหมายมีอยู่ทั้งหมด 108 สำนัก หากนับ....”

ม่อไป๋นังฟังจนเพลิน พอเถี่ยสงหยุดพูด ม่อไป๋จึงหันกลับมามองเขา แววตาทอประกาย ก่อนค่อยๆ เอ่ยปาก

“ถ้าไม่สะดวกพูด ไม่ต้องพูดก็ได้”

อันที่จริงหากเป็นเมื่อก่อน เขาต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อท่าทีที่แปลกไปของเถี่ยสง แต่หลังจากได้คลุกคลีนานวันเข้า ได้รู้นิสัยที่แท้จริง เถี่ยสงจึงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเขาอีก ความเข้าอกเข้าใจจึงต้องมีบ้าง

ไม่ต้องสงสัยเลย เถี่ยสงที่รู้เรื่องของสำนักเต๋าได้ละเอียดขนาดนี้ เขาต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแล้ว รวมทั้งผองเพื่อนที่เข้ามาช่วยในครั้งนี้อีก หากเป็นความสัมพันธ์แบบผิวเผิน คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงตายเด็ดขาด นี่มิใช่เพียงน้ำมิตร จิตใจยังต้องกล้าและบ้าบิ่นด้วย คนธรรมดาผู้ใดกล้าเป็นศัตรูกับราชสำนักบ้าง ดูไปแล้วม่อไป๋คิดว่าเถี่ยสงและผองเพื่อนต้องเกี่ยวข้องกับสำนักเต๋าที่โดดเด่นแน่

เถี่ยสงเงียบไปสักพัก ในที่สุดก็เอ่ยปากจนได้ น้ำเสียงยังคงมั่นคง คล้ายเล่าให้ฟังปกติ

“หากนับรวมตระกูลข้า บ้านเถี่ยที่ไม่เข้าข่ายสำนักมวยถูกต้องตามกฎหมาย ที่เปิดเพราะต้องการสืบทอดเพลงมวยของตระกูล ก็นับว่ามีสำนักเต๋าอยู่นับไม่ถ้วน มีอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วทั้งประเทศ”

ม่อไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“อย่างไรถึงเข้าข่ายสำนักถูกต้องตามกฎหมาย สำนักร้อยแปดนั่นกับสำนักของเจ้าแตกต่างกันยังไง ใช่วัดกันที่ความแข็งแรงหรือเปล่า?”     

“นับตั้งแต่บรรพชนต่อสู้ฟาดฟันกับข้าศึกบนหลังม้า รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเพื่อความสงบสุข ครั้นก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นปกครอง ก็ได้กำหนดให้มีสำนักเต๋า 108 สำนักตั้งอยู่ใน 108 ขุนเขา ไม่เคยขาดเกินจากนี้”

เมื่อพูดถึงบรรพชน เถี่ยสงก็ยืนขึ้นตามสัญชาติญาณ ประสานมือคารวะไปทางทิศเหนือ พูดจบก็ก้มมองม่อไป๋ที่ยังคงนั่งตากแดดฟังอยู่อย่างตั้งใจ

เมื่อเห็นท่าทางของเขา ม่อไป๋ก็อึ้งเล็กน้อย แววตาลำบากใจ ก่อนค่อยๆ ยืนขึ้น โค้งคำนับไปทางทิศเหนือ เพื่อแสดงความเคารพ

ในใจสะดุดกึก จากท่าทางตามสัญชาติญาณของเถี่ยสง ราชวงศ์ได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของประชาชนมานาน โดยเฉพาะราชวงศ์ที่รุ่งโรจน์ เมื่อพูดถึงบรรพชน เห็นได้ชัดว่าเถี่ยสงให้ความเคารพเป็นอย่างสูง เคารพจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว

เถี่ยสงนั่งลงอีกครา เขาไม่คิดมากที่เมื่อครู่เห็นม่อไป๋คล้ายจะไม่แสดงความเคารพต่อบรรพชน เพียงคิดว่าม่อไป๋ร่างกายไม่เอื้ออำนวย อีกอย่างเป็นบรรพชนของม่อไป๋เองแท้ๆ ใครจะกล้าไม่เคารพ

“108 สำนักนี้ก็คือ 108 สำนักที่บรรพชนกำหนดขึ้นในตอนนั้น และคงอยู่เรื่อยมาจนทุกวันนี้? แล้วสำนักอื่นๆ ก็ไม่มีโอกาสมีชื่อเสียงขึ้นมางั้นหรือ?”

ม่อไป๋แม้รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย แต่ก็ยังเอ่ยปากถามต่อ

เถี่ยสงส่ายหน้าหัวเราะ

“องค์ชายหกเข้าใจผิดแล้ว 108 ขุนเขาบรรพชนได้กำหนดขึ้นห้ามเกินห้ามขาดก็จริง แต่ 108 สำนักก็ไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดกาลโดยไม่ทำอะไรเลย”

ม่อไป๋พยักหน้า เห็นสมควรเป็นแบบนี้ มนุษย์ที่อยู่บนโลก ย่อมมีทั้งสุขและทุกข์ ไม่สามารถอยู่อย่างโชติช่วงหรือตกต่ำไปได้ตลอด

“ต้องมีกฎเกณฑ์ให้สามารถต่อสู้แข่งขันกันแน่!”

เห็นม่อไป๋ไม่รู้อะไรจริงๆ แบบนี้ เถี่ยสงจะทำอย่างไรได้ ก็ต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ต้น

“องค์ชายหก สถานภาพของสำนักเต๋าในตอนนี้ เดิมทีต้องเริ่มเล่าตั้งแต่รัชสมัยก่อน....”

“เล่าเถอะ!” ม่อไป๋พยักหน้ารับฟัง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น