หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๕๗ ยุคสมัย

ชื่อตอน : ตอน ๕๗ ยุคสมัย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ต.ค. 2560 12:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๕๗ ยุคสมัย
แบบอักษร

‘สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นองค์ชาย ไม่ตระหนักถึงความทุกข์ยากของชาวบ้าน’

เถี่ยสงคิดในใจหลังได้ยินหมิงอ๋องถามขึ้นมาโต้งๆ ว่าไฟฟ้ายังไปไม่ทั่วถึงหรือ เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกว่า

หมิงอ๋องคนเดิมที่เคยรู้จักกลับมาแล้ว

ความจริงแม้ม่อไป๋เป็นองค์ชาย แต่ก็เติบโตขึ้นมาในหมู่สามัญชน หากพูดว่าไม่ตระหนักถึงความทุกข์ยากของชาวบ้าน เห็นทีจะพูดเกินไปหน่อย

ทว่าสำหรับเถี่ยสงแล้ว เป็นเช่นนั้นจริง เพราะตั้งแต่ติดตามอยู่ข้างกายหมิงอ๋อง เขาไม่เคยเห็นหมิงอ๋องตื่นตัวกับอะไรสักเท่าไหร่ ถามออกมาแบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่เกินไปหรือน่าแปลกใจแต่อย่างใด....

แต่สำหรับม่อไป๋ นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่อาศัยอยู่ได้ชัดเจนขึ้น

นึกถึงวันแรกที่ตื่นมา เห็นโคมไฟระย้าแล้วคิดเดาไปว่าตนเองกำลังอยู่ในยุคสมัยใด

ตอนนั้นเดาว่าน่าจะเป็นยุคปลายราชวงศ์ชิงหรือไม่ก็ยุคก๊กมินตั๋ง แต่พอนึกถึงบทสนทนาที่ได้ยิน ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง

เพราะจากบทสนทนานั้นเผยให้เห็นความจริงที่ไม่น่าเป็นไปได้

สำนักเต๋าอย่างเขาซ่างชิง หากเป็นอย่างที่ม่อไป๋เข้าใจ ก็เป็นเพียงสำนักๆ หนึ่งในยุทธภพเท่านั้น แต่กลับสามารถงัดข้อกับราชสำนักได้

ม่อไป่ศึกษาประวัติศาสตร์มาตลอด ก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุ่งเหยิง สำนักๆ หนึ่งในยุทธภพ ไหนเลยจะสามารถเข้ามาข้องเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจสูงสุดได้ นั่นไม่ใช่เรื่องรนหาที่หรอกหรือ?

ดังนั้นในตอนนั้น เขาจึงคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่อาจอาศัยอยู่ในตำนานเล่าขานยุคทองของการบำเพ็ญตบะ โดยแต่ละคนมีพลังสูงส่งเหนือธรรมชาติ จนถึงขั้นสามารถใช้พลังปราณได้ตามอำเภอใจ

เพราะโดยตัวม่อไป๋เองนั้นเป็นศิษย์และผู้สืบทอดสำนักเต๋า ตำนานว่าด้วยการบำเพ็ญตบะจนสามารถทลายขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ เหาะเหินเดินอากาศไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระดังเทพเซียนต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยดี

หากอาศัยอยู่ในยุคนี้จริง ก็ไม่ยากต่อการทำความเข้าใจ อย่างน้อยโคมไฟระย้านั่นก็ทำให้รู้ว่ายุคนี้วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญก้าวหน้า การสำเร็จวิชาและใช้ชีวิตอยู่เฉกเช่นอาจารย์ของตน ในสภาพแวดล้อมนี้ ถ้าต่อสู้กันด้วยพลังปราณขึ้นมา ก็ยากที่จะรับมือ

แต่นั่นเพราะท่านอาจารย์ มีชีวิตอยู่ในโลกที่ไร้พลังปราณ หากอยู่ในยุคทองของการบำเพ็ญตบะ ก็น่าจะมีชีวิตอยู่แบบเทพเซียน เหาะเหินเดินอากาศได้ การต่อสู้ในสนามรบ ก็สามารถเหาะหลบไปมาสบาย

ไม่ต้องพูดถึงสำนักที่มียอดฝีมือสูงส่งมารวมตัวกัน แล้วงัดข้อกับราชสำนัก แบบนี้ก็สามารถทำได้ แต่ความคิดนี้เป็นเพียงจินตนาการที่ไม่น่าเชื่อถือ

สังเกตได้จากหมอจาง ซึ่งเป็นหมอที่บำเพ็ญตบะคนหนึ่ง แต่ฝีมือการรักษากลับไม่สามารถทำให้ม่อไป๋ทึ่งได้แต่อย่างใด ตำแหน่งก็ธรรมดา แม้แต่จางปังลี่ที่เป็นเพียงคนสนิทของฝ่าบาท หมอก็ยังให้ความเคารพมากมาย เท่านี้ก็ทำให้ม่อไป๋รู้แล้วว่า ยุคนี้มีวัฒนธรรมบำเพ็ญตบะจริง แต่ยังไปไม่ถึงยุคทองที่มนุษย์มีความสามารถเหนือธรรมชาติ หรือไม่ใช่โลกที่ไกลเกินกว่าที่ม่อไป๋จะทำความเข้าใจ

และจากการค่อยๆ เล่าของเถี่ยสง ความสงสัยของม่อไป๋ก็ค่อยๆ คลายลง พอเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ตนเคยคาดเดาไว้นับว่าใกล้เคียง หากถกกันด้านชีวิตความเป็นอยู่ นำข้อมูลทางสังคมมาวิเคราะห์แล้วล่ะก็ น่าจะอยู่ในยุคปลายราชวงศ์ชิง คาบเกี่ยวยุคต้นก๊กมินตั๋ง

เป็นยุคที่ความคิดแบบวิทยาศาสตร์เริ่มผลิบาน จุดเปลี่ยนจากยุคศักดินาเข้าสู่ยุคอารยะธรรม

ไฟฟ้ามีแล้ว โทรเลข โทรศัพท์ก็มีเหมือนกัน

คล้ายยุคปลายราชวงศ์ชิงของชาติก่อน ที่ราชสำนักอันยิ่งใหญ่ครองอำนาจมายาวนาน เริ่มมีขุมกำลังอำนาจแข็งแกร่งอื่นๆ ก้าวเข้าท้าทาย ขณะที่ราชสำนักยังมัวปลูกฝังระบบคิดและการครองอำนาจแบบศักดินา โดยไม่สนใจบูรณาการให้ทันกับโลกภายนอกที่ได้พัฒนาและขยายตัวมานาน

โลกที่ล้าสมัยย่อมถูกโจมตี พอสงครามเข้าประชิด ราชสำนักจึงต้านไม่ไหว ในที่สุดก็ต้องอัปยศอดสู อดรนทนไม่ไหว ต้องหันไปดูโลกภายนอก

ไฟฟ้า โทรเลข โทรศัพท์ รถยนต์...สิ่งของเหล่านี้เคยถูกพวกอำนาจเก่าใช้เหตุผลต่างๆ นาๆ มาอธิบายให้เห็นว่าเป็นสิ่งของที่ไม่ถูกต้องตามราชพิธี แต่ในที่สุดก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีของเหล่านี้ปรากฎอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ราชสำนัก

และแม้ต้องแบกรับความอัปยศอดสู แต่ราชสำนักก็ยังมีความต้องการที่จะคงระบบศักดินาไว้ จึงยังไม่เปิดรับการพัฒนาเต็มที่ ดังนั้นยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความทั่วถึงเท่าเทียม แม้แต่เมืองหลวงซึ่งเป็นหัวใจของประเทศก็ยังพัฒนาได้ช้ามาก

วันที่จางปังลี่ไม่อยากให้ม่อไป๋นั่งรถยนต์ เป็นตัวอย่างความคิดแบบศักดินาที่ได้ฝังรากลึกแล้ว

“รถไฟ เมื่อสิบปีก่อนก็มีแล้ว อยู่ที่เมืองหมิงจู ได้ยินว่าชาวต่างชาติแอบวางรางรถไฟขึ้น เห็นว่าจะวางมาถึงเมืองหลวง แต่เหมือนราชสำนักไม่เห็นด้วย บอกว่ารางรถไฟจะทำลายฮวงจุ้ย อาจทำให้เมืองหลวงตกอยู่ในอันตราย ชาวบ้านยังลือกันไปอีกว่าเป็นเพราะทำให้เกิดฝุ่นควันขโมง คนในวังจึงไม่ชอบ...”

พอม่อไป๋ถามว่าตอนนี้ที่ใดในประเทศบ้างที่มีรางรถไฟ เถี่ยสงก็พูดให้ฟัง

ม่อไป๋ตั้งใจฟังอยู่นานโดยไม่ส่งเสียงใดๆ ประวัติศาสตร์เช่นนี้ฟังดูคุ้นๆ....

เงียบไปพักใหญ่ ค่อยระบายลมหายใจออกยาวๆ ก่อนถามคำถามที่คาใจมานาน

“ข้าเห็นเหล่าทหารยังคงใช้ธนูกับดาบ ไม่เห็นปืน”

“มี!” เถี่ยสงพอได้ยิน ก็เกือบไม่ลังเล ผงกศีรษะ

“เริ่มมีเมื่อสิบปีก่อน หลังประเทศทำสงครามและพลาดท่าเสียทีบ่อยครั้งเข้า...”

ม่อไป๋รู้เรื่องจากคำบอกเล่าของเถี่ยสงทันใด โลกที่อยู่นี้มีบางอย่างแตกต่างออกไป

ปืน ปืนใหญ่ มีมานานแล้ว โดยเฉพาะปืนใหญ่มีใช้ในการสงคราม มีมาตั้งแต่เมื่อสามร้อยปีก่อน ส่วนปืนแก๊ปเพิ่งพัฒนาขึ้นในระยะสิบปีมานี้

โดยมีที่มาจากเมื่อสิบสามปีก่อน ศัตรูบุกรุกทางทะเล ปืนใหญ่ใช้ไม่ได้ผล ประเทศแพ้ราบคาบ คิดไม่ถึงว่าพอศัตรูยกพลขึ้นบกมา ในมือของแต่ละคนต่างถือปืนฝรั่งที่สามารถยิงโจมตีได้ในระยะไกล

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ทหารที่ถือดาบย่อมยากมีชัย ถูกยิงเสียชีวิตมาก จนต้องยอมแพ้ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังคนน้อยกว่า

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทางการจึงรู้ตัวเป็นครั้งแรกว่าสาเหตุของความพ่ายแพ้คืออาวุธไม่มีประสิทธิภาพ แม้มีธนูอยู่ก็จริง แต่ต้องใช้เวลาไม่น้อยทีเดียวกว่าจะฝึกหัดมือแม่นธนูขึ้นมาสักคนหนึ่ง

ไม่มีทางให้ทหารทุกนายถือคันธนู  มือแม่นธนูก็มีน้อยมาก ภายใต้ห่ากระสุนดินปืน มองไม่เห็นหนทางได้เปรียบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ ทางการจึงเริ่มปรับตัวขนานใหญ่

แต่เดิมทางการมีโครงการผลิตปืนแก๊ปอยู่ แต่ไม่ได้ถูกผลักดันให้เป็นโครงการหลัก เพราะไม่มีโอกาสใช้งานมากนัก มีความช้ากว่าจะบรรจุดินปืนลงในกระบอก ผู้ยิงยังเสี่ยงต่อแรงระเบิดที่ใช้ผลักดันลูกปืนอีก ยิ่งเวลาฝนตก ก็ต้องใช้ไม้ขีดไฟจุดฉนวน ระยะการยิงก็สั้น สรุปแล้วธนูใช้งานได้ดีกว่ามากโข โครงการผลิตปืนแก๊ปจึงถูกทางการมองข้ามไปหลายปี

ดังนั้นเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ตามโลกไม่ทัน จึงต้องสั่งซื้ออาวุธจากต่างประเทศ แต่เศรษฐกิจในประเทศก็ย่ำแย่ หนำซ้ำยังต้องเผชิญกับสงครามอยู่อีกหลายครั้ง จึงซื้อได้เพียงอาวุธปืนรุ่นเก่าที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมาใช้งาน ทุกวันนี้แม้การผลิตอาวุธปืนถูกขยายตัวเพิ่มมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงเมื่อเทียบกับจำนวนทหารที่มีอยู่ทั้งหมด ก็ยังถือว่าผลิตได้ค่อนข้างจำกัด

ขณะฟังเรื่องราวเหล่านี้ ม่อไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากัน ชัดเจนว่าประเทศล้าหลังก็ต้องถูกรังแก สถานการณ์ในตอนนี้จึงสับสนวุ่นวาย พูดได้ว่าช่วงเวลาแห่งความหายนะคล้ายประวัติศาสตร์ของชาติที่แล้วกำลังจะมาถึง

ม่อไป๋แม้เป็นคนเย็นชา แต่เขาก็เป็นหมอที่ไม่เคยมองข้ามการดำรงอยู่ของชีวิต จิตใจเมตตาปรานีไม่เคยลดน้อยถอยลง

ไม่ต้องพูดถึงการเป็นหนึ่งในลูกหลานบรรพชนจีน ที่ไม่อาจทนนิ่งดูดายให้ศักดิ์ศรีของประเทศชาติถูกย่ำยี ในช่วงเวลาแห่งความหายนะที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เช่นนี้ อย่าว่าแต่ม่อไป๋ก็เป็นชายชาติทหารคนหนึ่ง โดยชาติที่แล้วก็เคยเป็นทหารเกณฑ์มาก่อน

“กระทั่งในวันนั้น ราชองครักษ์ที่อารักขาข้ายังไม่มีอาวุธปืนติดตัวสักคน ยังมีหน้าพูดถึงเรื่องปรับตัวขนานใหญ่อะไรนั่น ตลกสิ้นดี” ม่อไป๋พูดเสียงต่ำ

“หือ?” เถี่ยสงสะดุดกึก พอนึกขึ้นได้ก็ระบายยิ้มบนใบหน้า

“ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้ว วันนั้นราชองครักษ์ที่อารักขาท่านล้วนเป็นยอดฝีมือ ไหนเลยต้องพึ่งพาปืนแก๊ป? พวกเขาใช้ธนูได้คล่อง และอานุภาพของปืนแก๊ปก็ไม่เท่าไหร่ เทียบธนูไม่ได้สักอย่าง ไม่ว่าจะด้านความเร็วหรือระยะยิง หากมีวิทยายุทธล้ำเลิศ ไม่ต้องถึงปรมาจารย์อย่างท่านหรอก ข้าเองหากกำลังภายในไม่ถูกทำลาย ลำพังไม้ขีดไฟนั่น คิดหรือจะแตะต้องข้าได้แม้แต่ชายเสื้อ...”

เห็นได้ชัดว่าเถี่ยสงไม่เห็นปืนฝรั่งอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย จุดนี้ทำให้ม่อไป๋ตะลึงงัน

ทว่าจากจุดๆ นี้ หัวข้อสนทนาที่สุดแล้วก็เริ่มพูดถึงผู้เยี่ยมยุทธ์ของสำนักเต๋าในยุคนี้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น