อ๊อบซอ
facebook-icon Twitter-icon

ขอขอบคุณหลีดเดอร์ทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ ขอบคุณทุกยอดวิว ทุกติดตาม ทุกคอมเม้น ทุกไลค์ และยอดสนันสนุน มันคือกำลังใจที่ทำให้ไรท์เขียนนิยายให้ทุกคนได้อ่านกัน ไรท์ยังเป็นมือใหม่อยู่ ติชมกันได้ ไรท์จะนำไปแก้ไขให้ดีขึ้น ฝากนิยายของ "อ๊อบซอ" ด้วยนะคะ //โค้งคำนับ

​Bad brother :: ตอนที่ 13

ชื่อตอน : ​Bad brother :: ตอนที่ 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 48.3k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ต.ค. 2562 03:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​Bad brother :: ตอนที่ 13
แบบอักษร

Bad brother แอบรักร้าย ผู้ชายต้องห้าม 

ตอนที่ 13 

 

แสงแดดในช่วงสายของวันสาดกระทบเข้ากับร่างบางที่นอนอยู่บนเตียง อิงฟ้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ จากห้วงนิทราที่ยาวนาน ความรู้สึกเหมือนหลับไปนานมากแล้วไม่อยากตื่นขึ้นมาเจออะไรอีก ดวงตาสวยกวาดมองบริเวณโดยรอบและเพดานห้องที่คุ้นตา จึงได้รู้ว่าเขานอนอยู่ในห้องของตัวเอง พร้อมด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่และลำคอที่แห้งผากอย่างคนขาดน้ำมานาน ท้องก็ร้องประท้วงอย่างหิวโหย เมื่อสติเริ่มกลับมาความรู้สึกกลัวและเหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง เมื่ออิงฟ้านึกถึงเรื่องร้ายๆ ที่ตนพบเจอน้ำตาก็พาลไหลออกจากดวงตาเรียวสวยแต่ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ ได้แต่นึกสมเพชโชคชะตาตัวเองอยู่ในใจไหนจะโดนพี่ชายข่มขืน แล้วนี่ยังเกือบจะโดนคนสวนปล้ำอีก ยังดีที่เมฆเข้ามาช่วยไว้ทัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คงเป็นฝันร้ายของอิงฟ้าอยู่ดี อิงฟ้าเหลือบไปเห็นเหยือกและแก้วน้ำตั้งอยู่ข้างเตียง จึงพยุงตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อกินน้ำดับกระหาย 

“ฮึบ อ่ะ ซี๊ดดดส์ เจ็บจัง” แต่ทันทีที่อิงฟ้าพยายามลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงความเจ็บจากรอยมีดที่กรีดตรงกลางแผ่นอกก็ออกฤทธิ์ทันที อิงฟ้าเอามือลูบผ้าก๊อซปิดแผลที่ไม่รู้ว่าใครทำแผลให้อย่างดี ราวกับปลอบประโลมมัน แล้วเอื้อมหยิบแก้วน้ำกับเหยือกที่ข้างเตียงอย่างยากลำบาก 

แกร๊ก 

แอ๊ดดด 

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ” อิงฟ้ารู้สึกผวาตกใจเสียงประตูเล็กน้อย เมื่อเห็นเป็นเมฆที่เดินเข้ามาจึงรีบเช็ดน้ำตาออกเพราะไม่อยากให้ใครสมเพชตนไปมากกว่านี้ 

“เป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม” เมฆเดินเข้ามานั่งบนเตียงข้างอิงฟ้า แววตานั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่เผลอแป๊บเดียวมันก็หายไปกลับมาเป็นแววตาเย็นชาเหมือนเดิม 

“เจ็บแผลครับแต่ไม่มากเท่าไร ผมหิวน้ำ” อิงฟ้าบอกเมฆ 

“มาเดี๋ยวกูรินให้ นั่งนิ่งๆ เดี๋ยวแผลอักเสบ” เมฆบอกเสียงเรียบ แล้วรินน้ำใส่แก้วป้อนให้อิงฟ้าจนหมดแก้ว 

“ผมหลับไปนานแค่ไหนครับ” เมื่อดื่มน้ำจนอิ่ม อิงฟ้าจึงถามเมฆ 

“สามวัน” เมฆตอบนิ่งๆ  

“ห๊ะ! สามวันเลยเหรอ มิหน้าผมถึงหิวขนาดนี้” อิงฟ้าตกใจกับเวลาที่ตนหลับไปนานขนาดนั้น ไม่แปลกใจที่ตื่นมาแล้วกระหายหิวขนาดนั้น 

“กูให้หมอมาตรวจดูร่างกายมึงแล้ว แล้วก็ทำแผลเบื้องต้นให้มึงแล้วด้วย แผลไม่ได้ลึกมากไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ที่มึงหลับไปนานขนาดนั้นส่วนนึงก็เพราะฤทธิ์ยานอนหลับที่หมอฉีดให้เพราะร่างกายมึงอ่อนเพลีย อีกส่วนหมอเขาสันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะร่างกายและจิตใจของมึงอยากหลีกหนีเรื่องร้ายๆ ที่เจอ จึงสั่งให้ร่างกายมึงหลับยาว” เมฆอธิบายให้อิงฟ้าฟังตามที่หมอประจำตระกูลที่ทำการตรวจอิงฟ้าบอกมาอีกที 

“แล้ว เรื่องมหาฯ ลัย...”  

“กูลาให้แล้วหนึ่งอาทิตย์บอกว่ามึงไม่สบาย เผื่อเวลารักษาตัวให้มึงไปเลย จะได้ไม่ต้องตอบคำถามเพื่อนว่าโดนอะไรมา” เมฆบอกอิงฟ้า 

“ขอบคุณครับ ขอบคุณทั้งเรื่องการรักษาแล้วก็เรื่องที่ช่วยผมไว้” อิงฟ้ายกมือไหว้ขอบคุณเมฆ เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าเมฆมาไม่ทันชีวิตเขาหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร  

“เรื่องการรักษามันหน้าที่หมอไม่เกี่ยวกับกู ส่วนอย่างหลังไม่ต้องขอบคุณกูหรอก”  

//เพราะที่กูทำกับมึงไว้มันเหี้ยกว่านี้เยอะ// เมฆคิดต่อในใจ 

“แขนคุณเมฆ! โดนอะไรมาครับ” อิงฟ้ามองไปที่แขนเมฆ เห็นพันผ้าก๊อซไว้เช่นกัน จึงร้องออกมาด้วยความตกใจ 

“แขนนี้เหรอ ก็ตอนที่ต่อสู้กันนั่นแหละ กูพลาดท่าโดนฟันนิดหน่อย แค่เฉี่ยวๆ แผลไม่ได้ลึกมาก ไม่เป็นไรหรอก” เมฆมองที่แขนตน ก่อนบอกอิงฟ้า 

“ผมขอโทษด้วยนะครับ เพราะผมแท้ๆ” อิงฟ้าก้มหน้าทำหน้าสลดเพราะคิดว่าต้นเหตุทั้งหมดมันเป็นเพราะเขา 

“ไร้สาระน่า ไม่ใช่เพราะมึงซ่ะหน่อย เป็นเพราะมันต่างหาก” เมฆเชยคางอิงฟ้าให้เงยขึ้นมองหน้าตน ดวงตานั้นสั่นระริกเหมือนจะร้องไห้ ก่อนมองออกไปข้างนอกห้องเมื่อพูดถึงต้นเหตุที่แท้จริงของเรื่องทั้งหมด นายชัดคนสวนหมาโง่ที่หลงชอบเครื่องบิน 

“เอ่อ ว่าแต่ พี่ชัดละครับ เขาเป็นยังไงบ้าง” อิงฟ้านึกขึ้นได้จึงถามถึงชัด 

“นี้มึงยังเรียกมันว่า พี่ อีกเหรอ ทั้งๆ ที่มันทำกับมึงขนาดนี้เนี่ยนะ เหอะ!” เมฆพูดอย่างอารมณ์เสีย ที่อิงฟ้าเรียกชัดอย่างนั้นทั้งๆ ที่ชัดทำกับอิงฟ้าถึงขนาดนี้ 

“อย่างน้อยๆ เขาก็เคยดีกับผมมาก่อน ถึงแม้ผมจะไม่เข้าใจเหตุผลที่เขาทำกับผมอย่างนี้ก็ตาม” อิงฟ้าบอกเสียงเศร้า พลางนึกถึงชัดที่เคยดีกับตนก่อนหน้านี้แต่อยู่ดีๆ กลับเปลี่ยนไป 

“กูขังมันไว้ในห้องรับรองคนใช้หลังบ้านนั่นแหละ มันอาละวาดอย่างกับคนเป็นบ้า พ่อกับแม่ก็รอให้มึงตื่นจะได้ตกลงกันว่าจะเอายังไงกับมัน”  

“คุณพ่อ คุณแม่ ทราบเรื่องนี้แล้วเหรอ” อิงฟ้าพึมพรำเบาๆ เหมือนพูดคนเดียว แต่เมฆที่นั่งอยู่ใกล้ก็ได้ยิน 

“ใช่ ท่านรู้เรื่องบางส่วนจากที่กูเล่า เขาเป็นห่วงมึงมาก และรอให้มึงตื่นมาเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังพร้อมกัน มึงลุกไหวไหมลงไปข้างล่างกัน” หลายวันมานี้สุดาและวิรุธแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะห่วงเรื่องอิงฟ้า โดยเฉพาะคุณหญิงสุดาที่เป็นลมทันทีเมื่อเมฆเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังคร่าวๆ โดยที่เมฆถือสิทธิ์พยานคนเดียวในที่เกิดเหตุจับชัดขังไว้ในห้องเก่าๆ หลังบ้านเพราะชัดเองเมื่อตื่นขึ้นมาก็อาละวาดบ้าคลั่งอย่างคนเสียสติ พูดไม่รู้เรื่อง จนต้องให้หมอฉีดยานอนหลับให้ถึงได้นิ่งไป ป้าอรก็ไม่พูดอะไรเลยแต่มีท่าทีอึกอักไป ทุกคนเฝ้ารอให้อิงฟ้าตื่นมาอธิบายเรื่องต่างๆ จะได้ตัดสินไปตามถูกผิด 

“ผะ ผมกลัว” เมื่อเมฆทำท่าจะประคองตัวอิงฟ้าให้ลุกขึ้น อิงฟ้ากลับขัดขืนเพราะไม่กล้าสู่หน้าคนอื่นในบ้าน โดยเฉพาะสุดาและวิรุธ ไม่อยากเจอหน้าชัดเพราะรู้สึกกลัว อิงฟ้าคิดมาก กังวลไปหมด 

“มึงจะกลัวอะไร คนที่ควรกลัวมันคือไอเลวโน้นที่มันจะปล้ำมึง หรือว่ามึงสมยอมมันถึงได้กลัว” เมฆพูดขึ้นเสียงใส่อิงฟ้า 

“ทำไมคุณพูดแบบนี้ ทำไมไม่คิดถึงใจผมบ้าง แล้วทีคุณล่ะ อึก คุณเองก็รังแกผม ทำร้ายจิตใจผม ไม่ต่างจากเขาหรอก ฮึก ถ้าเขาเลว คุณเองก็เลวไม่ต่างกัน รู้เอาไว้ด้วย!” อิงฟ้าปล่อยน้ำตาแห่งความเสียใจออกมาพร้อมกับคำพูดตัดพ้อที่เมฆไม่เคยเห็นใจหรือเข้าใจเขาเลยสักครั้ง ถึงได้กล่าวหาเขาแบบผิดๆ และมักจะยัดเยียดเขาให้คนอื่นเสมอ โดยลืมไปแล้วว่าเขาเองก็มีหัวใจเช่นกัน 

เมฆชะงักไปเมื่อฟังคำพูดของอิงฟ้า เมื่อมาคิดถึงจิตใจของอิงฟ้าที่เปราะบางจากเรื่องร้ายๆ แล้วเขายังใส่อารมณ์กับอิงฟ้าอีก เขาคงเลวแสนเลวในสายตาของอีกคนไปแล้ว ทั้งสองนั่งเงียบจมไปกับความคิดของตัวเอง ทั้งห้องมีแค่เสียงสะอื้นของอิงฟ้าที่ดังมาเป็นช่วงๆ เท่านั้น จนผ่านไปสักพักก็เงียบไป เมฆจึงหันมองอิงฟ้าที่นั่งพิงเตียงแต่ไม่ได้ร้องไห้แล้ว สายตาเหม่อมองออกไปนอกระเบียง 

“เอาเป็นว่ากูจะพยายามไม่พูดอะไรให้มึงต้องเสียใจอีก มึงลุกไหวรึเปล่าลงไปข้างล่างกันเถอะ พ่อแม่รอมึงอยู่ มึงไม่ต้องกลัวกูจะอยู่ข้างๆ มึงเอง” เมฆพูดขึ้น อิงฟ้ามองหน้าเมฆนิ่งตัดใจลืมเรื่องก่อนหน้านี้ทิ้งไป แล้วทั้งคู่ก็ลงไปข้างล่างพร้อมกัน 

 

เมื่อทุกคนมาพร้อมกันที่ห้องโถงใหญ่ของบ้าน มี สุดา วิรุธ เมฆ อิงฟ้า ป้าอร และชัด ที่เมฆให้คนไปพาตัวมาจากห้องที่ล็อคไว้สภาพตามตัวมีรอบฟกช้ำจากการต่อสู้กับเมฆในวันนั้นและที่อาละวาดทำร้ายตัวเองบ้างบางจุดแต่ก็ได้รับการรักษาบ้างแล้ว ตอนนี้นิ่งสงบลงแล้ว และเรียกป้าอรมาอยู่ร่วมบทสนทนานี้ด้วยในฐานะที่เป็นผู้ปกครองของชัด ส่วนคนอื่นสุดาไล่ให้ออกไปจากบริเวณนี้ทั้งหมดเพื่อให้เกียรติอิงฟ้าที่เป็นฝ่ายเสียหาย 

“เรื่องวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น อิงฟ้าเล่ามาเลยลูกไม่ต้องกลัว ทุกคนรอฟังอยู่” คุณหญิงสุดาบอกให้อิงฟ้าเริ่มเล่าเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว 

“เอ่อ คือ เรื่องวันนั้น มันเป็นอย่างนี้ครับ...” อิงฟ้ามองหน้าทุกคนที่รอฟังอยู่ ก่อนตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นตั้งแต่เริ่มด้วยเสียงสั่นๆ ตั้งแต่ตอนกลับมาถึงบ้าน แล้วพบว่าไฟดับ ก่อนชัดมาที่ห้องจนถึงตอนที่ชัดพยายามปลุกปล้ำตน เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้อิงฟ้าก็เริ่มตัวสั่นมากขึ้น มีท่าทีอึกอัก ก้มหน้าพูดไม่เป็นคำเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ร้ายๆ ในวันนั้นยิ่งทำให้รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เมฆที่นั่งอยู่ใกล้อิงฟ้าแอบลูบมืออิงฟ้าเบาๆ เชิงให้กำลังใจ อิงฟ้าหันมองเมฆและมือตนที่เมฆกุมไว้ ก่อนทำใจให้สงบและเล่าต่อจนถึงตอนที่เมฆเข้ามาช่วยไว้ เมฆจึงรับหน้าที่เล่าต่อจนจบเอง อิงฟ้าได้แต่ก้มหน้าเงียบเพราะไม่กล้าสู้หน้าใคร 

“เอาล่ะ ฉันจะไม่ฟังความข้างเดียว ป้าอรก่อนในฐานะที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านและเป็นผู้ปกครองของชัด ป้าจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง” เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจากอิงฟ้าและเมฆจนจบแล้ว ทุกคนนิ่งไปกับเหตุการณ์เลวร้ายที่อิงฟ้าเจอทั้งๆ ที่อยู่ในห้องตนเอง คุณหญิงสุดาจึงหันไปถามป้าอรเป็นรายต่อไป 

“ป้าขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้บอกความจริงอีกอย่างของเจ้าชัดตั้งแต่วันที่พามันมาทำงานที่นี่ ที่จริงแล้ว เจ้าชัดนะ มัน มัน คือมัน...”  

“มันอะไรล่ะ ก็พูดมาสิป้าอร ชักช้าอยู่ทำไม มีอะไรเหรอ” วิรุธพูดขึ้น เมื่อป้าอรมีท่าทีอึกอักไม่กล้าพูด 

“คือ เจ้าชัดมัน มันมีอาการทางจิตที่ยังรักษาไม่หายค่ะ” ป้าอรตัดสินใจพูดออกมา 

“ว่าไงนะ!!!” ทุกคนพูดออกมาพร้อมกันราวกับนัดหมาย ช็อคกับคำพูดของป้าอร ทุกคนมองไปทางชัดที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นข้างโซฟาใกล้ป้าอรทันที 

“หมายความว่าไง ที่บอกว่ามีอาการทางจิตที่ยังรักษาไม่หายน่ะ” คุณหญิงสุดาถามขึ้น 

“คุณท่านฟังไม่ผิดหรอกค่ะ เรียกอีกอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เลยคือโรคจิตนั่นแหละค่ะ มันเป็นมาตั้งนานแล้ว อายุสักสิบห้าปีเห็นจะได้ หลังจากนั้นมันก็ต้องเข้ารับการบำบัดรักษาจิตที่โรงพยาบาลทุกๆ เดือนจนไม่ได้เรียนหนังสือ หลังจากนั้นไม่นานแม่ของมันก็ดันมาเสียไปซ่ะก่อน ดิฉันเลยเอามันมาอยู่ด้วยเงินดิฉันเองก็มีไม่มากพอ เลยจำใจต้องให้มันออกมาแล้วกินยาระงับอาการทางประสาทเอา ค่ายาก็แพงแสนแพง แถมมันเองก็ไปสมัครงานที่ไหนไม่ได้เพราะมีวุฒิแค่ป.6 เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ดูเหมือนคงเกิดจากยาที่กินหมดนั่นแหละค่ะ อาการถึงได้กำเริบแล้วทำให้คลั่งแบบนี้ ดิฉันต้องขอโทษแทนหลานชายดิฉันด้วยนะคะ” ป้าอรบอกความจริงอย่างสำนึกผิด ก้มหน้ายกมือไหว้จนแทบกราบกรานคุณท่านทั้งสองของบ้าน แต่วิรุธมาจับมือไว้ทันมันจึงไม่ถึงขั้นนั้น ถึงยังไงป้าอรก็อายุเยอะกว่าทุกคนในบ้านและอยู่บ้านหลังนี้มานานมากแล้ว 

“เรื่องที่ป้าอรเล่า เป็นความจริงเหรอนายชัด” คุณหญิงสุดาหันไปถามชัดที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่บนพื้น 

“ครับ มันเป็นความจริง” ชัดบอก ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วย ความกลัว กังวล เศร้า และเกลียด ปะปนกัน 

“ฉันถามได้ไหม ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับนาย” คุณหญิงสุดามองชัดและถามถึงเหตุผลของอาการเหล่านั้น 

“ได้ครับ ตอนผมสิบสองปี พ่อของผมตายเพราะถูกรถชน ท่านตาย…ต่อหน้าต่อตาผม” ชัดเริ่มเล่า ทุกคนจึงตั้งใจเงียบเพื่อรอฟัง 

“พ่อของผมตายได้ไม่นานแม่ของผมก็มีพ่อเลี้ยงคนใหม่ แม่บอกกับผมว่า เขาเป็นเจ้าหนี้ที่แม่เอาโฉนดที่ดินบ้านหลังนั้นไปค้ำไว้เพื่อเอาเงินมาเป็นทุนเปิดร้านขายข้าวแกงร้านเล็กๆ ที่บ้าน พอผู้ชายคนนั้นมาอยู่ที่นั่นเขาก็ซื้อบ้านหลังนั้น มันเป็นบ้านที่ผมอยู่กับพ่อและแม่มาตั้งแต่เด็กๆ พ่อรักบ้านหลังนั้นมาก ผมได้แต่หวังให้เขารักแม่จริงๆ และดูแลแม่ ต่อเติมในส่วนที่ขาดหายไปของผมกับแม่ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม หึ แต่เปล่าเลย เขามันเลว ทุกวันเอาแต่เมา เล่นการพนันจนหมดตัว และทำร้ายทุบตีแม่ จนแม่ต้องปิดร้านเข้าโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง แม่บอกว่าแม่ต้องทน เพื่อบ้านของพ่อ และทะเบียนสมรสที่เขาทำดีด้วยในตอนแรกให้แม่หลงเชื่อว่าเขาเป็นคนดีและจดทะเบียนกับเขาเพื่อผูกมัดแม่ไว้ไม่ให้ไปไหนได้” ชัดเล่าสายตาเหม่อลอย 

“ผมกับแม่ทนมาตลอด ทนมาเรื่อยๆ จนผมสิบห้าปี แม่ของผมป่วยหนัก หมอบอกว่าท่านเป็นโรคมะเร็ง คงอยู่ได้อีกไม่นาน ผมหมดกำลังใจ แต่สิ่งที่เลวร้ายมากกว่านั้นก็คือผู้ชายคนนั้น มันเลวขึ้น มันเมาหนัก กลับมาก็ซ้อมแม่ แล้วเอาเงินที่แม่เก็บไว้รักษาตัวไปเล่นพนันจนหมด พอแม่ไม่ให้มันก็ทำร้ายแม่จนเกือบตาย พอผมเข้าไปห้ามมันก็ทำร้ายทุบตีผมสารพัด เอาบุหรี่ร้อนๆ จี้ใส่ตัวผมจนเป็นแผลพุพองเต็มไปหมด พอผมขัดขืนมันก็ล่ามโซ่ผมไว้กับเสาบ้าน ทุบตีผมจนสลบ วันไหนที่มันแพ้พนันกลับมามันก็หันมาลงที่ผมแทนแม่ บางครั้งมันสาดน้ำเย็นให้ผมตื่นแล้วก็กระทืบผมจนนอนจมกองเลือด ให้อดข้าวอดน้ำก็มี คนแถวนั้นไม่กล้าแจ้งความจับมัน เพราะมันขู่จะฆ่าเขาไปทั่ว มันไม่ยอมให้ผมไปเรียนอีกเพราะมันบอกว่าผมเป็นตัวผลาญเงินของบ้าน หึ!” ชัดเล่าต่อ แววตานั้นเต็มไปด้วยความเศร้าแต่น้ำเสียงกลับมีแค่ความชิงชัง 

“บางวันผมสลบไปแบบไม่ตื่นมันก็หันไปทำแม่ต่อ จนแม่อาการซุดหนัก ผมได้แต่ลืมตาที่คลั่งไปด้วยเลือดมองมันที่ทำร้ายแม่ทั้งๆ ที่แม่ร้องขอชีวิตจากมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนต้องกราบเท้าก็มี มันน่ะโรคจิต! ผมเกลียดมัน เกลียด! จนอยากจะฆ่ามัน! ให้มันตายๆ ไปซ่ะ!....จนคืนวันหนึ่งแม่มาบอกกับผมว่าแม่จะไม่ทนอีกแล้ว แม่จะพาผมไปอยู่กับพ่อไปอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไม่ต้องทนทรมารอยู่แบบนี้อีกต่อไปแล้ว แล้วแม่ก็ฝากมีดไว้ให้ผมหนึ่งเล่ม โดยไม่ได้บอกว่าให้เอาไว้ทำอะไร แต่คืนวันนั้นมันกลับมาตอนดึก แล้วมันก็ทำในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด มันข่มขืนแม่ มันทำร้ายแม่ต่อหน้าผม ทำทั้งๆ ที่แม่ไม่สมยอมและดิ้นขัดขืน ผมมองภาพนั้นที่อยู่ตรงหน้าแต่ช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่เอามีดที่แม่ให้เลื่อยโซ่ที่ข้อขาแต่ก็ไม่ขาดเพราะมันเส้นใหญ่มาก มันโมโหที่แม่ขัดขืนและพยายามจะฆ่าแม่ มันบีบคอแม่ ผมมองแม่ที่ดิ้นทุรนทุรายอย่างขาดอากาศหายใจ คุณรู้ไหมว่าผมทำยังไงถึงถอดโซ่ไปช่วยแม่ได้ หึหึ” ชัดเงยหน้ามองทุกคนในห้องโถงช้าๆ ยกยิ้มมุมปากราวกับกำลังเล่าเรื่องสนุก 

“นะ นายทำยังไง” คุณหญิงสุดาเป็นคนถามเสียงสั่นๆ ราวกับหวาดกลัวคำตอบ 

“หึหึ ผมก็ใช้มีดที่แม่ฝากไว้เชือดเนื้อตัวเองตรงส้นเท้ายังไงล่ะ เชือดมันจนแหว่ง เลือดไหลเป็นทางแต่ก็ยังถอดโซ่ไม่ได้อยู่ดี ผมมองแม่ที่เหมือนจะไม่ไหวแล้ว จึงตัดสินใจ สับกระดูกส้นเท้าให้มันแตก! พอไม่มีข้อเท้ามันก็ถอดโซ่ได้แล้วทำไมผมถึงโง่อย่างนี้นะ ทำแบบนี้ซ่ะตั้งแต่ตอนแรกก็สิ้นเรื่อง แล้วในที่สุดผมก็ถอดโซ่ออกมาจนได้ ผมเดินลากขาที่เต็มไปด้วยเลือดไปตามทางอย่างเงียบๆ จนมาหยุดอยู่ข้างหลังมัน...แล้วก็แทง! แทง! แทง! แทงมันไม่ยั้ง! จนมันตาย หึ เลือดชั่วๆ ของมันแดงชุ่มไปทั่วที่นอน ตัวของแม่ แล้วก็มือของผมไปหมดเลย ไอเลวนั้น มันสมควรตายแล้ว คุณว่างั้นไหม” ชัดมองทุกคนราวกับถามเรื่องทั่วๆ ไป 

เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ทุกคนก็นั่งเงียบไปทันที ป้าอรต้องนั่งลูบบ่าชัดตลอดเพราะกลัวชัดจะคลั่งขึ้นมาอีกแต่ก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น อิงฟ้าแทบอยากจะลุกหนีแต่อีกใจก็อยากฟังสาเหตุที่ทำให้ชัดเป็นแบบนี้จึงจำใจก้มหน้านั่งฟังจนจบแล้วมองไปที่ส้นเท้าข้างขวาของชัดแล้วก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะมันมีรอยแหว่งอยู่ถ้าสังเกตดีๆ เพราะชัดใส่ถุงเท้าปิดบังมันไว้ตลอดเวลา 

“เอ่อ นั่นแหละค่ะ เพราะเหตุนั้นมันเลยทำให้ชัดไม่ปกติเหมือนเด็กทั่วไป แม่ของเจ้าชัดสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้จึงส่งมันไปบำบัด แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็เสียชีวิตเพราะโรคร้ายที่เป็นอยู่ เจ้าชัดมันเลยเคว้งคว้างไม่มีที่พึ่งเพราะไม่มีญาติที่ไหนรับมันไปเลี้ยง ดิฉันได้ยินข่าวสงสารเลยไปรับมันมาอยู่ด้วย ที่จริงดิฉันเป็นแค่ญาติห่างๆ ของแม่มันนะคะ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมแล้วก็ยาที่กินไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้อาการมันขึ้นๆ ลงๆ อย่างที่เห็นนี้ละค่ะ”  

“แล้วทำไมต้องเป็นอิงฟ้า” เมฆที่นั่งฟังอยู่นานนึกสงสัยว่าทำไมถึงเป็นอิงฟ้า แทนที่จะเป็นผู้หญิงหรือคนอื่นๆ ภายในบ้าน 

“ก็เพราะว่าคุณอิงมีกลิ่นที่เหมือนกับแม่ของผมยังไงล่ะครับ” อิงฟ้าถึงกับนิ่งไปทันทีเมื่อชัดพูดเช่นนั้น 

“หมายความว่าไง” เมฆถาม 

“ผมคิดถึงแม่ เมื่อไรที่ผมเข้าใกล้คุณอิง ผมจะรู้สึกเหมือนได้ใกล้กับแม่ นอกจากกลิ่นแล้วคุณอิงยังหน้าคล้ายกับแม่ของผม รอยยิ้มนั้นก็ด้วย คุณอิงสวยเหมือนแม่ผมเลย” ชัดมองอิงฟ้าแล้วยิ้มแบบเหม่อลอย 

“จริงๆ ค่ะ เรื่องนี้ดิฉันยืนยันได้ คุณอิงฟ้ามีลักษณะคล้ายแม่เจ้าชัดมากจริงๆ” ป้าอรช่วยยืนยันอีกคน 

“แล้วนายทำร้ายอิงฟ้าทำไม ในเมื่อนายเห็นอิงฟ้าเป็นแม่อย่างที่บอก” เมฆถามต่อ 

“ก็เพราะว่าภาพของไอเลวนั้นมันมักจะมาซ้อนทับภาพของแม่เสมอ มันจึงทำให้ผมสับสน ว่าผมควรรักหรือควรเกลียดกันแน่ ผมควรดูแลหรือควรทำร้าย เวลาผมเข้าใกล้คุณอิงผมจึงมักทำตัวไม่ถูก ผมสาบานได้ว่าที่ผมทำไปผมไม่รู้ตัวเลยจริงๆ เหมือนตัวตนของผมส่วนถูกผิดมันหายไป แล้วปลุกอีกคนที่ผมพยายามฝังมันไว้ให้ตื่นขึ้นมาแทน ผมควบคุมมันไม่ได้...ผมขอโทษนะครับคุณอิง คุณอิงจะโกรธผมก็ได้ แต่อย่าเกลียดผมเลยนะครับ” ชัดมองอิงฟ้าที่มองมายังเขา ยกมือไหว้ขอโทษต่อสิ่งที่ทำลงไปทุกอย่าง อย่างสำนึกผิดจริงๆ  

“ผม ผมให้อภัยพี่ชัดครับ” อิงฟ้านิ่งไปสักพักอย่างนึกคิด สุดท้ายก็ยอมยกโทษให้ชัดในที่สุด เนื่องด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างมันทำให้อิงฟ้าไม่โกรธชัด แต่กลับกันมันยิ่งทำให้เข้าใจชัดมากขึ้น อดสงสารไม่ได้ซ่ะด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนบางคนที่ทำผิดแต่ก็ไม่เคยสำนึกผิด หรือพูดขอโทษเลยสักครั้ง 

“ได้ไง จะให้อภัยมันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ” เมฆพูดขึ้นเมื่อได้ยินอิงฟ้าบอกให้อภัยชัดแบบง่ายๆ เพียงแค่เรื่องที่ชัดเล่าเท่านั้น 

“เมฆเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของอิงฟ้านะลูก น้องโตแล้วให้น้องเลือกเอง ถ้าน้องให้อภัยลูกก็ควรยอมรับในความคิดของน้องด้วย” คุณหญิงสุดาบอกลูกชายคนโต 

“ขอบคุณคุณอิงมากนะครับ ที่อภัยให้คนเลวๆ แบบผม” ชัดบอกอิงฟ้า 

“เอ่อ งั้นเอาอย่างนี้ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณเมฆไม่สบายใจ ดิฉันจะส่งเจ้าชัดให้ไปอยู่กับญาติแถวอีสานก็ได้ค่ะ ที่นั่นพอมีงานสวนงานไร่ให้มันทำได้บ้าง แล้วคนที่นี่ก็จะไม่ได้เห็นหน้ามันอีก แต่ดิฉันขออย่าเอาเรื่องมันถึงโรงถึงศาลเลยนะคะ ดิฉันกราบล่ะสงสารมันเถอะค่ะ” ป้าอรทำท่าจะไหว้แต่อิงฟ้ามาจับมือป้าอรไว้ซ่ะก่อน 

“ไม่ต้องหรอกครับ เอาแบบที่ป้าอรว่าก็ได้ จะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย ได้ไหมครับคุณพ่อคุณแม่” อิงฟ้าหันไปถามผู้ใหญ่ทั้งสอง 

“เอาที่ลูกว่าก็ได้ แม่กับพ่อแล้วแต่ลูก” วิรุธบอก 

“งั้นผมขออะไรอย่างได้ไหมครับ” อิงฟ้าหันมองสุดาและวิรุธ 

“อะไรเหรอลูก” วิรุธถาม 

“เราช่วยรักษาพี่ชัดให้หายขาดเลยได้ไหมครับ ผมเชื่อว่าจิตใจจริงๆ ของพี่ชัดเป็นคนดี ผมอยากให้เขาหาย จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกไม่ว่ากับใคร ได้ไหมครับ” อิงฟ้าขอสุดาและวิรุธ 

“มันไม่มากไปหน่อย...” เมฆกำลังจะขัด 

“ถ้าลูกต้องการแบบนั้นก็ได้จ้ะ แม่ไม่ขัดอยู่แล้ว” ทุกคนตกลงตามที่อิงฟ้าบอก ยกเว้นแต่เมฆที่เห็นค้านอยู่เพราะเห็นว่ามันไม่ใช่ธุระกงการที่ต้องช่วยคนที่เคยทำร้ายคนในบ้านแบบนั้น 

“ขอบคุณอีกครั้งนะครับคุณอิงฟ้า” ชัดมองอิงฟ้าและยิ้มอย่างจริงใจเป็นครั้งแรก 

“ครับ ผมหวังว่าพี่ชัดจะหายและกลับมาเป็นพี่ชัดคนเดิมเร็วๆ นะครับ” อิงฟ้าเองก็ยิ้มให้ชัดเช่นกัน เขาหวังเหลือเกินว่าจะได้เห็นแววตาจริงใจของชัดอย่างที่เคยเห็นเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน 

เมื่อเรื่องทุกอย่างจบลง ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง เมฆเองยังนั่งอยู่ที่เดิมและคิดเรื่องต่างๆ ที่เจอในวันนี้และย้อนคิดถึงตนเอง ถ้าเป็นเขาที่กลับตัวล่ะ อิงฟ้าจะให้อภัยเขาแบบที่ให้อภัยชัดรึเปล่า...แต่จะว่าไปคนอย่างเขานะเหรอที่จะกลับใจ มันคงยาก 

ความคิดเห็น