เขียน'สือ

ยินดีต้อนรับ 'ซือซือ' ที่น่ารักของเราทุกคน #ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนทุกรูปแบบนะคะ #ด้วยรัก

เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ #05

ชื่อตอน : เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ #05

คำค้น : วายเด็กช่าง เขียนสือ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 29.4k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มิ.ย. 2561 12:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ #05
แบบอักษร

เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์

{05}




            “เอา…มึง” สองคำสั้นๆที่ออกมาจากปากพอร์ชทำเอาโซ่รู้สึกหัวร้อน โกรธจนตัวสั่น


            ปึก!


            “เอาตีนกูไปกินก่อนแล้วกัน” ประทับฝ่าเท้าเข้าหน้าพอร์ชเหมือนด้วยแรงที่มากกว่าเดิมสิบเท่า ทำเอาพอร์ชหน้าหงายไปเลย ก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปเตรียมที่จะกระทืบซ้ำ แต่พอร์ชเองก็รู้ทัน คว้าข้อเท้าของโซ่ไว้เสียก่อนที่จะกระตุกลากให้โซ่เสียหลักหงายลงไปนอนกับพื้น ก่อนที่เจ้าตัวจะค่อมทับไว้อีกทีด้วยความเร็วแสง


            “ไม่ได้แดกกูหรอกครับน้องนิ่ง” พูดจบก็ก้มลงหอมแก้มโซ่เข้าฟอดใหญ่ ก่อนที่จะโดนจิกผมรั้งหัวจนหน้าตึง


            “มึงไม่ได้ตายดีแน่!” กัดฟันกรอดด้วยความโกรธที่พุ่งถึงขีดสุด ประเคนหมัดรัวใส่พอร์ชไม่ยั้ง พอร์ชเองก็ใช่ว่าจะยอมแพ้ แม้ว่าโซ่จะเป็นคนที่ตนชอบ แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้ทำร้ายกันได้ง่ายๆ กำหมัดชกสวนกลับไปไม่น้อย ซึ่งก็โดนมั่งไม่โดนมั่ง ผลัดกันต่อยคนละหมัดสองหมัด จนกระทั่งพระอาจารย์ที่วัดมาเห็นเข้านั่นแหละ ถึงได้ยอมหยุด และแยกย้ายกันไปทางเดียวกัน(?) ออกจากวัดได้โซ่ก็เดินเลาะริมน้ำไปเรื่อยตามอารมณ์ ไม่ได้ตรงกลับบ้านอย่างที่รับปากกับพระอาจารย์ไว้ ส่วนพอร์ชเองก็หน้ามึน เดินเข็นรถตามโซ่ไปเงียบๆเหมือนกัน


            มันคงจะเป็นภาพที่น่าตกใจน่าดูสำหรับผู้คนที่ได้พบเห็น เด็กวัยรุ่นสองคนที่หน้าตาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการชกต่อยมาเดินตามกันต้อยๆไปตามริมน้ำน่านที่ยังมีผู้คนหลากเพศหลายวัยพากันมาออกกำลังกาย หรือไม่ก็ยังนั่งเล่นพูดคุยกันอยู่ไม่น้อย


            โซ่ปีนขึ้นไปเดินตามขอบกำแพงกั้นริมแม่น้ำบริเวณที่เงียบสงบไร้ผู้คน หลับตา เงยหน้าขึ้นฟ้า สูดลมหายใจเข้าปอด กางแขนออกกว้าง ปล่อยจิตที่วุ่นวายไปกับสายลมและเสียงเพลงที่เปิดกล่อมตัวเองมานาน


            ชีวิตที่สงบเงียบเรียบง่ายของเขาเริ่มวุ่นวายมากขึ้นทุกวัน ตั้งแต่พอร์ชเสนอหน้าเข้ามาทักทายเขาด้วยท่าทางกวนประสาทของมัน ทำให้เขาหงุดหงิดทุกครั้งที่ได้เจอหน้า โดยเฉพาะสีหน้าและท่าทางที่สุดแสนจะมั่นใจในยามที่มันบอกว่าจะเอาเขาเมื่อกี้ ไหนจะตอนที่มันหอมแก้มเขาอีกล่ะ…มันน่ากระทืบให้จมตีนนัก!


            พรึ่บ! หมับ!


            “มึงทำเหี้ยอะไรห้ะ!” อยู่ดีๆโซ่ก็รู้สึกเหมือนถูกดึงดิ่งลงเหว ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาพบว่าต้นเหตุที่ทำให้ตนรู้สึกแบบนั้นคือคนๆเดียวกับที่ตนกำลังนึกถึงอยู่


            “ถ้าอยากตายก็มาตายบนอกกูนี่อย่าคิดสั้น!” รู้ตัวอีกทีโซ่ก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของพอร์ชเป็นที่เรียบร้อย


            “มึงสิตาย! เลือกยุ่งกับกูสักทีได้ไหม” เส้นเลือดตรงขมับตอดตุบๆ เหมือนว่าใกล้จะระเบิดเต็มที


            “ไม่ได้” พอร์ชบอก


            “ทำไม?” โซ่ถาม พยายามที่จะบิดตัวหนีออกจากพอร์ช แต่ไอ้บ้านี่ก็เกาะแน่นเป็นตุ๊กแก


            “กูบอกแล้วไงว่ากูจะเอามึง ในเมื่อกูยังไม่ได้มึงมันก็เหมือนว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะฉะนั้นกูก็จะเป็นเงาตามติดมึงไปอย่างนี้แหละ” โซ่ถึงกับกำหมัดแน่ หลับตาสะกดกลั้นอารมณ์โกรธให้จมดิ่ง ความรู้สึกเดิมๆที่เคยฝังอยู่ในจิตใจเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาจนเกิดน้ำตา


            “เอาสิ” พูดบอกออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ต่างจากพอร์ชที่ตกใจตาโตอ้าปากค้างไปแล้ว


            “มึงหมายความว่าไง?” พอร์ชถามอย่างไม่เข้าใจ


            “ถ้าอยากได้ตัวกูนักก็เอาสิ! จะตรงนี้หรือตรงไหนก็ได้เอาให้จบๆไปเลย จะได้เลิกวุ่นวายกับชีวิตกูสักที…เอาสิ!” โซ่กระชากหูฟังที่แสนรักทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ผลักพอร์ชห่างแล้วถอดเสื้อตัวเองออก เหมือนเตรียมพร้อมที่จะทำอย่างปากพูดจริงๆ ในขณะที่น้ำตาก็รินไหลไม่ขาดสาย


            “มึงเป็นบ้าอะไรเนี่ย” พอเห็นโซ่เป็นอย่างนี้พอร์ชเองก็ทำอะไรไม่ถูก เรียกว่าไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว เมื่อคนที่เคยเห็นว่าสงบนิ่งทุกเหตุการณ์หลุดอาละวาดทั้งน้ำตาแบบนี้


            “จะเอาไม่เอา!” กระชากคอเสื้อพอร์ชเข้ามาถาม


            “มึงเป็นแบบนี้ยังคิดว่ากูจะเอาลงรึไง!” พอร์ชตะคอกกลับเสียงดังไม่ต่างกัน


            “พวกแม่งก็เป็นแบบนี้! อยากให้กูเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พอไม่ได้อย่างที่หวังก็มาโทษกู! ไม่เห็นมีใครถามกูสักคำว่ากูคิดยังไง รู้สึกยังไง โอเคไหมกับสิ่งที่เป็น…สัส!” ผลักอกพอร์ชออกห่างอีกครั้งก่อนที่จะหันหลังเดินหนีไปทั้งอย่างนั้น สบถด่ากับตัวเองไปตลอดทาง น้ำตาที่รินไหลออกมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ฝนเจ้ากรรมยังเทลงมาซ้ำ เหมือนว่าฟ้าจะสมน้ำหน้ากัน


            ครืด~ ครืด~ เปรี้ยง!


            พอร์ชที่ยังช็อคอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรีบก้มลงเก็บหูฟัง ไอพอด และเสื้อยืดที่โซ่ถอดทิ้งไว้ขึ้นมา เมื่อรู้สึกถึงหยดน้ำฝนที่ตกรดตัว ขี่รถลัดเลาะกลับไปตามทางเดิมที่มา มองหาตัวขาวๆเจ้าของเสื้อในมือ ท่ามกลางฟ้าฝนที่ไม่เป็นใจ ตกหนักขึ้นทุกที ไหนจะฟ้าผ่าฟ้าร้องสะเทือนเลื่อนลั่นดังเปรี้ยงป้างแบบไม่มีหยุดนี่อีกล่ะ…มันไม่น่ากลัวไปหน่อยหรอ?

..

..

..

            ครืด~ ครืน~ เปรี้ยง!


            เสียงกึกก้องเปรี้ยงปร้างดั่งท้องฟ้าคำรามทำเอาโซ่รีบวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในบ้านจำลองตรงสนามเด็กเล่นที่กำลังจะเดินผ่านพอดี ทรุดตัวกอดเข่ายกสองมือขึ้นปิดหู หลับตาก้มหน้าตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกหลงทาง ภาพความทรงจำครั้งวันวานไหลรินออกมาดั่งสายน้ำวนที่เวียนวกกลับมาสู่จุดเริ่มต้น


            เด็กชายวัยเจ็ดขวบหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมตู้เสื้อผ้าด้านใน พยายามที่จะซ่อนตัวเองจากสายฟ้าฟาดที่กระหน่ำลงมาแบบไม่หยุดหย่อน กอดเข่าซุกตัวก้มหน้าปฏิเสธที่จะรับฟังท้องฟ้าคำราม เพราะมันน่ากลัวเกินไปสำหรับเด็กอย่างเขาที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวมาหลายวัน

‘โซ่! โซ่อยู่รึเปล่า! โซ่! พี่มาแล้วนะ! โซ่!’

..

..

..

            ดูคาติสีแดงเพลิงจอดลงหน้าสนามเด็กเล่นเมื่อสังเกตเห็นเงาที่คุ้นตานั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่อย่างหน้าสงสาร ทั้งที่เขามายืนดูอยู่ตั้งนานแล้ว โซ่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้ตัว ยังคงร้องเรียกใครบางคนที่เขาไม่รู้จักอย่างต่อเนื่อง


            “พี่พล! ช่วยโซ่…พี่พลช่วยโซ่…”


            พอร์ชไม่รู้จะใช้คำพูดใดมาอธิบายกับสิ่งที่ได้เห็นและได้สัมผัสกับโซ่ในช่วงเวลาแค่ไม่ถึงสองชั่วโมงที่ผ่านมาดี เพราะมันเป็นสองชั่วโมงสั้นๆที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย โซ่ที่เขาได้สัมผัสวันนี้มันไม่เหมือนกับไอ้นิ่งที่เขาได้เห็นอยู่ทุกวัน


            ไอ้นิ่งมัน สงบ เงียบ ไร้อารมณ์ และเหยือกเย็นเป็นที่หนึ่ง


            แต่ไอ้โซ่มันต่างออกไป…


            เก็บกด อ่อนไหว และ...น่าสงสาร


            สูดลมหายใจเข้าปอด หลับตาทำสมาธิเรียกสติเข้าร่าง เตรียมพร้อมที่จะสู้รบกับโซ่เต็มที่ แต่พอก้าวเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าโซ่แล้ว ความคิดเหล่านั้นก็มลายหายไปในพริบตา ไม่เหลือแล้วคนเก่งที่เคยจูบเขาด้วยฝ่าเท้า กระทืบเขาจนช้ำใน เหลือเพียงเด็กน้อยหลงทางที่ร้องเรียกหาใครสักคนมาเป็นที่พึ่ง ในยามที่จิตใจอ่อนแอ


            “พี่พล” เรียกชื่อใครบางคนแล้วส่งยิ้มให้พอร์ชอย่างจริงใจ รอยยิ้มที่พอร์ชเคยเก็บไปคิดเล่นๆว่าจะได้เห็น แต่ต้องเป็นรอยยิ้มที่เกิดจากตัวเขาเอง ไม่ได้เป็นตัวแทนของใครแบบนี้


            “มึงมีไข้ กลับบ้านกันเถอะ” ย่อตัวใช้หลังมือตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของโซ่ที่ขึ้นสูงจนน่าเป็นห่วง คนที่กำลังมึนงงไม่ได้สติเพราะพิษไข้พยักหน้าลุกเดินตามอย่างว่าง่าย


            สองมือจับจูงกันไปตามทางเดินแคบๆที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่น หนทางที่แสนสั้นนั้นยาวไกลกว่าที่เคยเป็นเพราะคนที่เดินตามหลังมาแทบไม่เหลือแรงเดิน


            “ขึ้นไปนั่งก่อน” พอร์ชช่วยดันตัวคนป่วยขึ้นนั่งทางด้านหลังก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่ตนจะขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ เอี้ยวตัวมาจัดท่าทาง จับสองแขนของคนป่วยมากอดเอวของตัวเองไว้กันตก ถึงได้บิดคันเร่งออกตัวไป


            ปึก!


            “อย่าหลับนะมึง” เพราะสัมผัสหนักๆลงที่กลางหลังทำให้พอร์ชต้องสละมือซ้ายออกจากแฮนด์รถมาจับบังคับสองแขนที่อ่อนแรงของคนข้างหลังไว้ เพราะกลัวว่าโซ่จะหลุดวืดตกรถไป


            “นั่นแกไปมีเรื่องมาอีกแล้วใช่ไหมไอ้พอร์ช!” เสียงตะเบ็งแข่งกับสายฝนพุ่งตรงเข้ามาถามด้วยท่าทางถมึงทึง เพราะเห็นลูกชายที่หน้าตาบวมปูดเดินประคองเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เปลือยช่วงบนเดินเข้ามาในบ้านอย่างทุลักทุเล


            “เปล่านะป๋า เนี่ยไอ้โซ่มันแค่ไปตากฝนแล้วไม่สบายเท่านั้นเอง” พอร์ชรีบเอ่ยปากแก้ตัวทันที เพราะรู้ตัวดีว่ายังไม่พ้นโทษที่ไปก่อเรื่องจนโดนเรียกผู้ปกครองแถมยังโดนพักการเรียนอีกต่างหาก ถึงแม้ว่าจะไปมีเรื่องกับโซ่มาจริงๆก็เถอะ


            “นั่นใครเป็นอะไรน่ะเจ้าพอร์ช” แม่ของพอร์ชที่เพิ่งออกมาจากห้องครัวร้องทักเสียงหลง


            “เพื่อนที่วิลัยมันเป็นไข้แต่ไม่มีใครอยู่บ้านอ่ะแม่” โป้ปดออกไปด้วยความรู้สึกผิด เพราะว่าน้อยครั้งนักที่เขาจะโกหกแม่แบบนี้ แต่กับป๋าอ่ะนับไม่ถ้วน


            “ตายๆ แล้วยังจะมาทำใจเย็นยืนคุยกันอยู่ได้! รีบพาเพื่อนขึ้นไปพักบนห้องสิ แม่ขอหายาก่อน เดี๋ยวจะรีบตามขึ้นไป” ปากว่าลูก แต่หันไปฟาดมือใส่คนเป็นพ่อดังป๊าบเป็นการลงโทษที่มัวแต่ยืนคุยไร้สาระกันอยู่ได้ ก่อนที่จะแยกย้ายไปคนละทิศละทาง พอร์ชแบกโซ่ขึ้นห้องไป แม่ไปหายากับอุปกรณ์เช็ดตัว ส่วนพ่อที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ก็กลับไปทำงานตามหน้าที่ตัวเองต่อ


            “เดี๋ยวครบสี่ชั่วโมงก็ปลุกเพื่อนขึ้นมากินยาอีกทีนึงนะพอร์ช ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้นหรือว่าคืนนี้อาการแย่กว่าเดิมแล้วค่อยพาไปให้ลุงหมอตรวจดูอีกที แล้วก็อย่ามัวแต่นอนหลับล่ะพอร์ช พามาแล้วก็ดูแลเพื่อนดีๆ” แม่พอร์ชพูดสั่งในขณะที่กำลังเก็บอุปกรณ์เช็ดตัวของโซ่ที่ให้พอร์ชเป็นคนจัดการเมื่อครู่นี้ ส่วนตัวเธอก็คอยเป็นครูสอนอยู่หน้าห้อง เพราะโซ่โตเกินกว่าที่เธอจะมาเช็ดตัวให้ได้แล้ว


            “แม่พูดเหมือนรู้อะไรเลยเนาะ” พอร์ชแกล้งถาม


            “ก็เพราะฉันเป็นแม่แกไงเจ้าพอร์ช ถ้าแค่นี้ยังมองไม่ออกก็โง่เต็มทีแล้ว” เธอหันมาจ้องตาเผชิญหน้ากับลูกชายคนสุดท้องของตน


            “แล้วแม่ไม่เสียใจหรอ” พอร์ชถาม


            “มีอะไรให้ฉันต้องเสียใจด้วยล่ะ” เธอถามกลับบ้าง


            “ก็ที่ผมจะเป็นอย่างนี้ไง”


            “ถ้าเรื่องที่แกจะเป็นเกย์เนี่ยฉันไม่เคยคิดเสียใจเลยพอร์ช ความจริงแล้วฉันทำใจได้ตั้งแต่เฮียๆแกเขาพาผู้ชายเข้าบ้านมาแล้วล่ะ เหลือแค่แกคนเดียว อยากเลือกยังไงจะเป็นอะไรก็เรื่องของแก แต่แม่ขออย่างเดียวนะพอร์ช อย่าไปตีรันฟันแทงกับใครเขานักเลย เห็นแกหัวร้างข้างแตกมาทีไรฉันล่ะหัวใจจะวายทุกที” เพราะว่าลูกชายคนโตและคนรองต่างก็มีคนรักเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ เธอจึงทำใจปล่อยวางเรื่องคู่ชีวิตของพอร์ชไปแล้ว เจ้าตัวจะชอบผู้หญิงหรือผู้ชายยังไงก็ได้ไม่ว่ากัน ขอแค่ลูกมีความสุขก็พอ


            “ขอบคุณครับแม่” ลุกขึ้นไปสวมกอดแม่อย่างอ่อนโยน หัวใจลูกนี้สุดซึ้งที่ได้ยินในสิ่งที่แม่พร่ำสอน


            “แต่แม่ขอเตือนไว้อย่างนะพอร์ช”


            “ครับ?”


            “หัวใจของคนเราน่ะบอบบางยิ่งกว่ากระดาษจับแน่นก็ยับ เปียกน้ำก็ขาด จะทำอะไรลงไปก็คิดไตร่ตรองมองดูสักนิด ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันดีต่อเขาและเรารึเปล่า” แม่ของพอร์ชพูดทิ้งท้ายไว้เป็นปริศนาแต่เพียงแค่นั้น ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้พอร์ชคอยอยู่ดูแลโซ่ด้วยตัวเอง เพราะเจ้าตัวเป็นคนพามาเองก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบหน้าที่นี้ไป


            “พี่พล…”


            “กูชักจะเกลียดไอ้พี่พลอะไรของมึงขึ้นมาแล้วสิไอ้นิ่ง…อยู่กับกูแต่เรียกหามันอยู่ได้!” สบถออกมาด้วยความหงุดหงิด เมื่อได้ยินเสียงคนป่วยเพ้อหาใครคนเดิมซ้ำๆอยู่นานนับชั่วโมง คนที่ทำให้เขารู้สึกเกลียดได้ในทันทีทั้งที่ไม่เคยได้เห็นหน้าคาดตา แต่เป็นเพราะมันออกมาจากปากของคนที่เขาคิดว่าตัวเองกำลัง ‘ชอบ’ ไม่สิ! เรียกว่า ‘ตกหลุมรัก’ ก็ได้แล้วในตอนนี้ เพราะสายตาและรอยยิ้มที่ล่องลอยในยามที่โซ่เอ่ยปากเรียกชื่อของใครคนนั้น แม้ว่าจะเป็นเพราะพิษไข้ก็ตาม แต่พอร์ชสัมผัสได้ถึง ‘ความสำคัญ’ ในทุกอากัปกิริยาที่จิตใต้สำนึกของโซ่สื่อออกมา




TBC.

จิตใจมนุษย์นั้นซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะตัดสินตัวตนใครได้ เพียงเพราะมองเห็นแค่ด้านเดียว

ลง 3/ต.ค./60

แก้ไข 14/มิ.ย./61


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}