ข้าวฟ่าง เฌอมาลย์

ขอบคุณนักอ่านที่น่ารัก สำหรับการอุดหนุน - เหรียญ - กุญแจ - คอมเม้นท์ และทุกการติดตาม ขอให้สนุกและมีความสุขในการอ่านนะคะ

บทที่ 12 เผลอตัวเผลอใจ (3)

ชื่อตอน : บทที่ 12 เผลอตัวเผลอใจ (3)

คำค้น : ปลายฟ้าอสงไขย ข้าวฟ่าง เผลอตัวเผลอใจ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2556 07:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 เผลอตัวเผลอใจ (3)
แบบอักษร

 

บทที่ 12 เผลอตัวเผลอใจ (3)

ต่ออีกค่ะ ^_^

 

 

กระทั่งก้าวขึ้นรถเรียบร้อย พิริยาวดีก็ยังหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ดีเมื่ออธิกฤติถือวิสาสะใช้ความเร็วโผเข้ามาคว้าเข็มขัดนิรภัยจัดการล็อคให้เสร็จสรรพเรียบร้อย แก้มสากพ้นผ่านปลายจมูกเธอไปเพียงฉิวเฉียดทำให้คนที่อยากปั้นหน้านิ่งต้องร้อนวูบวาบอย่างช่วยไม่ได้ ความตระหนกทำให้นั่งเกร็งตัวไปตลอดทาง ยิ่งเขาไม่พูดอะไรกับเลยทำไมเธอจะต้องรู้สึกหวาดหวั่นทั้งที่ควรจะดีใจถึงจะถูกต้องสิ

ถนนในเมืองคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ ยานพาหนะที่แล่นบนถนนก็ไม่น้อย แต่ความวุ่นวายภายนอกหรือจะสู้ความว้าวุ่นในใจได้ พิริยาวดีใจหายใจคว่ำเป็นระยะเมื่อคนขับรถชอบวาดมือมาแปะไว้ที่คันเกียร์บ่อยๆ และดูจะบ่อยเหลือเกินเมื่อมันจะต้องเผลอสะเปะสะปะมาแตะต้องผิวกายเธอเสียร่ำไป ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุมากกว่าการจงใจแต่ถึงกระนั้นหัวใจก็สั่นหวั่นไหวไม่หาย มองไปเขาก็ทำเพียงแค่มองสบตาแล้วก็หันไปมองถนนเบื้องหน้าต่อโดยไม่พูดจาอะไรกับเธอแม้แต่คำเดียว

ไม่นานเกินรอแต่ก็นานเกินไปสำหรับหญิงสาวที่จะต้องอยู่สองต่อสองกับผู้ชายที่ทำลายชีวิตเธอ เมื่อถึงสถานีตำรวจอธิกฤติหักพวงมาลัยเข้าที่จอดเรียบร้อยตุ๊กตาหน้ารถก็เปิดประตูลงจากรถก้าวฉับๆ ตรงไปในอาคารทันทีโดยไม่รอให้คนขับได้ทำหน้าที่เปิดประตูให้ เหลือบมองแล้วก็ต้องหัวเราะตามหลังเมื่อเจ้าหล่อนทำตัวได้เหมือนเด็กไม่รู้จักโต

ครั้นเดินตามมาก็เห็นหล่อนยืนละล้าละลังอยู่ไม่ไกลจากประตูนัก คนหมั่นไส้ถึงกับหัวเราะหึ ในลำคอ ยกยิ้มอย่างรู้ทัน...ไม่รู้ล่ะสิว่าจะต้องไปตรงไหน ทีเมื่อตะกี้ล่ะทำเก่ง...

พิริยาวดีเม้มปากเล็กน้อยเมื่อเห็นคนใจร้ายเดินผ่านประตูเข้ามาแล้ว เขาไม่ยอมพูดกับเธอสักคำ ถามสักนิดก็ไม่มี...ดูเธอสิ พูดญี่ปุ่นก็ไม่ได้ ฟังก็ไม่เข้าใจ แล้วอย่างนี้เธอจะไปติดต่อใครตรงไหนดีล่ะ หน้านิ่งจึงกลายเป็นบึ้งตึงเมื่อชายหนุ่มไม่สนใจเธออย่างที่เคย...แล้วทำไมจะต้องสนใจด้วยล่ะว่าเขาจะแคร์หรือไม่แคร์ เฮ้อ...กัดปากอวบอิ่มจนแดงช้ำหมายสั่งสอนที่เผลอคิดอะไรไม่ได้อย่างใจตนเอง

มองตามหลังชายหนุ่มที่เดินผ่านหน้าเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่ง ภาษาญี่ปุ่นลอยมาให้ได้ยินไม่นานนักเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เดินมาพยักหน้าให้พร้อมผายมือเป็นสัญญาณให้เดินตามทางเข้าไปยังห้องหนึ่งที่อธิกฤติเพิ่งเปิดประตูเข้าไปเสียก่อนแล้ว

“อาริงาโตะ” กล่าวขอบคุณเท่าที่พอจะทำได้พร้อมโค้งให้อีกฝ่าย เหลือบมองคนที่เพิ่งหายลับไปในบานประตูสีขาวแล้วก็ให้นึกน้อยใจหนัก

...พาเค้ามาแล้วก็ไม่ดูแล เชอะ คนใจร้าย...แม้จะปั้นหน้านิ่งแต่ก็ไม่วายเผลอหันไปส่งยิ้มให้กับคนที่เดินมาส่งถึงหน้าประตูก่อนจะโค้งคำนับและผละจากไป พิริยาวดีนึกชมอยู่ในใจว่าเจ้าหน้าที่ที่นี่ช่างสุภาพอ่อนโยนและดูแลดีจริงๆ

“โดโซะ...เชิญครับ” เสียงหนึ่งเอ่ยบอกพร้อมโค้งต้อนรับ ในขณะที่อธิกฤตินั่งรออยู่แล้ว

“สวัสดีค่ะ”

พิริยาวดีกระพุ่มมือไหว้ทักทายตามแบบของคนไทย หย่อนกายนั่งลงเคียงข้างอธิกฤติอย่างเลี่ยงไม่ได้ก่อนจะโปรยยิ้มส่งไปให้คนตรงหน้าอย่างเป็นมิตร

เจ้าพนักงานช่างทำให้ตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อเขาสามารถพูดไทยได้บ้างและสื่อสารกับพิริยาวดีโดยไม่ต้องใช้ล่ามจำเป็นอย่างอธิกฤติให้เธอต้องหวั่นใจ แต่ถึงกระนั้นทุกการพูดคุยก็จะมีอธิกฤติคอยฟังอยู่ด้วยและมีบ้างที่สองหนุ่มจะหันไปสนทนาด้วยภาษาญี่ปุ่นที่เธอไม่เข้าใจ บางครั้งก็หันมามองด้วยแววตาเปื้อนยิ้มพร้อมกันก่อนจะหันไปสนทนากันต่อ

เป็นเวลานานพอควรที่พิริยาวดีต้องนั่งแหมะคอยตอบคำถามและรับฟังในส่วนที่ควรจะได้รู้ เมื่อเสร็จสรรพเรียบร้อยอธิกฤติก็กล่าวขอบคุณนายตำรวจที่เป็นเพื่อนรักของตน ในท้ายประโยคคำลาหากพิริยาวดีจะเฉลียวใจกับรอยยิ้มที่หันมองมาอีกครั้งนั้นคงได้รู้ว่าตนกลายเป็นภรรยาของช่างภาพไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เข้ามาตามคำบอกเล่าที่เขากล่าวกับทุกคนที่นั่น

พิริยาวดียังคงนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นหินสลักเช่นเดียวกับขามา สายตาสวยมองเหม่อไปเบื้องนอกเรื่อยเปื่อย จะให้เธอทำอะไรได้ดีกว่านี้ล่ะ ในเมื่อทิศทางในญี่ปุ่นเธอก็ไม่สันทัด จะพอรู้บ้างก็เมื่อเห็นว่ารถยังคงแล่นต่อไปเรื่อยๆ แต่สองข้างทางดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย

คนที่นั่งนิ่งมานานหยัดกายนั่งตัวตรง หันมองซ้ายขวาสลับกับมองหน้าคนขับด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม หากแต่คนขับกลับไม่มีท่าทางอะไรให้เธอได้คำตอบที่ต้องการสักนิด เขายังคงนั่งนิ่งขับรถต่อไปเหมือนทุกอย่างยังคงเป็นปกติ

จากวิวของตึกสูงใหญ่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหมู่บ้าน ยานพาหนะที่หนาตาดูเบาบางจนกระทั่งตอนนี้น้อยลงจนแน่ใจได้ว่าหาใช่ทิศทางที่จะกลับไปยังคฤหาสน์มิกาโนะเป็นแน่

“ขอโทษค่ะ ฉันคิดว่าเราไม่เคยผ่านถนนเส้นนี้ ถ้าไม่เป็นการลำบากกรุณาไปส่งฉันที่บ้านก่อนที่คุณจะไปทำธุระของคุณ ฉันจะขอบคุณมากค่ะ” พิริยาวดีเอ่ยอย่างอดไม่ได้

คนที่กลั้นยิ้มกลั้นหัวเราะมานานตั้งแต่พารถเปลี่ยนเส้นทางถึงกับพยายามอย่างหนักที่จะไม่ปล่อยพิรุธ ในเมื่อเขาตั้งใจเต็มที่แล้วว่าจะพาหล่อนไปให้ไกลจากบรรดา กขค ทั้งหลายแบบนี้ มีหรือที่จะยอมเลี้ยวรถกลับแล้วพาเธอไปส่งอย่างที่ของ่ายๆ

“นึกว่าจะไม่พูดกับพี่ซะแล้ว”

อธิกฤติระบายยิ้มเล็กน้อยอย่างจงใจ สองมือจับพวงมาลัยในท่าสบายเช่นเดิม จะมีก็แต่ท่าทางที่แข็งขึงของเขาที่ไม่ปกติ

“ฉันบอกว่าฉันจะกลับบ้าน”

คนไม่พอใจเริ่มแข็งตอบทั้งน้ำเสียง ท่าทาง แววตา และหัวใจ...

“พี่คงไปส่งลูกพีชที่บ้านตอนนี้ไม่ได้เพราะเรามาไกลเกินจะกลับแล้ว พี่บอกแล้วไงครับว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันให้เข้าใจ”

“ไปคุยที่บ้านก็ได้ค่ะ”

เสียงอ่อนลงพร้อมแววหวาดหวั่นในแววตา อธิกฤติอยากหัวเราะกับภาพนางฟ้าช่างยั่วทำเหมือนเด็กกำลังถูกรังแกแต่ก็จำต้องกลั้นเอาไว้สุดกำลัง

“ถ้าหากกลับบ้าน เราคงไม่ได้คุยกันดีๆ หรือบางทีพี่อาจจะโดนลูกพีชไล่ออกจากห้องนอนอีกก็เป็นได้” ตาคมแกร่งไม่ต่างจากผู้คุมมองนักโทษของตนอย่างไรก็อย่างนั้น

เหลือบมองหล่อนแล้วก็นึกอยากรั้งปากหวานๆ ตรงหน้ามาจูบปลอบขวัญยิ่งนัก...แต่คงเป็นได้แค่ความคิดเท่านั้น ลองเขาทำสิมีหวังหล่อนได้ตบหน้าเขาเหมือนในละครตบจูบ...

เห็นปากอวบอิ่มกำลังจะเถียงกลับเขาจึงต้องสลัดความคิดบางอย่างออกไปก่อนจะรีบโพล่งออกมาตัดหน้าด้วยข้อความที่หญิงสาวจำต้องนิ่งฟัง

“ตำรวจบอกว่าคนที่ลูกพีชเจอน่าจะเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในแก๊งยากุซ่าที่ทางการกำลังตามหาเพื่อปิดคดีสำคัญ การที่เราเจอและไปให้ปากคำเพิ่มเติมช่วยให้งานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้นมากเลยนะครับ...ต้องขอบคุณที่ลูกพีชยอมมากับพี่...รู้หรือเปล่าว่าน้องลูกพีชโชคดีมากนะครับที่ไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้ ส่วนใหญ่คนที่เจอกับแก๊งพวกนี้มักจะเจอแจ็คพ็อตได้ประสบการณ์ไม่ดีติดตัวกลับบ้านเสมอ ถ้าหากว่าวันนั้นเกิดอะไรกับลูกพีชจริงๆ พี่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไรนอกจากควานหาตัวการแล้วตอบแทนมันให้สาสม”

คนพูดจริงจังเปิดเผยเต็มความจริงใจ คนฟังถึงกับอึ้งไปอึดใจเมื่อได้ฟังคำหวานที่ดูไม่จงใจของชายหนุ่ม

“เอ่อ...ฉัน...ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนี่คะ”

พิริยาวดีตอบไม่เต็มปากเต็มคำนัก รับรู้ได้เต็มอกว่าเขาห่วงใยเธอไม่น้อย ทั้งแววตาและน้ำคำที่เปิดเผยความนัยน์ช่างการันตีได้ดียิ่งว่าเขากำลังจีบ...

“โอเค...ถึงแล้วครับ”

อธิกฤติเปลี่ยนท่าทางได้รวดเร็วยิ่งนัก สีหน้าเจือแววอ่อนโยนอย่างเคยอีกครั้ง

“อะไรนะคะ!            

“ลงได้แล้วครับ ถึงแล้ว”

อธิกฤติโน้มเข้ามาใกล้ ปลดเข็มขัดนิรภัยให้ก่อนจะโน้มกายผ่านใบหน้าหญิงสาวเพื่อรั้งสายในมือไปหย่อนไว้ข้างเก้าอี้หญิงสาวอย่างจงใจ

 พิริยาวดีนั่งตัวเกร็งเมื่อปลายจมูกโด่งแทบจะชนแก้มเธอเสียให้ได้ หากหูไม่ฝาดยืนยันได้เลยว่าได้ยินเสียงเขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ตอนที่เธอถอยหนีจนร่างแทบเป็นเนื้อเดียวกับเบาะนุ่มที่นั่งมาตลอดเส้นทาง

“ไม่ค่ะ ไม่ลง ฉันจะกลับไปคุยที่บ้าน ฉันอยากกลับบ้าน”

พิริยาวดีเริ่มใจไม่ดี ที่นี่มันที่ไหน หันซ้ายหันขวามีแต่ต้นไม้เต็มไปหมด รั้วเหล็กและพื้นที่สำหรับจอดรถมันไม่ได้ช่วยให้เธอวางใจในตัวคนใจร้ายได้เลยสักนิด

 

 

 

 

อัพเพิ่มอีกค่ะ

บทนี้ทะลุร้อยแน่ๆ รอติดตามให้กำลังใจด้วยนะคะ

^___^

 

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ ทุกโหวต ทุกกำลังใจ ...ขอบคุณมากค่ะ

 

 

 

 

ความคิดเห็น