aiaeaaiaea

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนพิเศษ : ความสุข

ชื่อตอน : ตอนพิเศษ : ความสุข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ต.ค. 2560 21:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษ : ความสุข
แบบอักษร

ตอนพิเศษ -ความสุข



เสียงประทัดดังลั่นไปทั่วผืนป่า บรรดานกกระจิบกระจาบต่างก็กระพือปีกบินหนีด้วยความตกใจ หากเป็นเดือนอื่น หรือวันอื่นๆ ชาวบ้าน ชาวดอยคงคิดว่ามีการจุดระเบิด ไม่ก็มีการต่อสู้จากกระบอกปืนเป็นแน่ แต่เพราะวันนี้ เป็นวันเทศกาลที่เป็นประเพณีสืบทอดกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นประเพณีที่ดีงามที่ควรอนุรักษ์


 ...หากไม่ใช่ 


“โอ๊ยๆ ผมเจ็บครับ” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดเมื่อถูกทำร้ายร่างกาย “นายครับ ผมขอโทษ” 


“เจ็บสิจะได้จำ ใครใช้ให้มาเล่นประทัดในไร่ฮะ อยากเล่น ไปเล่นที่อื่น ที่นี่เขากำลังทำงานกันไม่เห็นหรือ” เจ้าของไร่ยังหนุ่มบอกเสียงเครียด หลังปล่อยมือออกจากใบหูหนึ่งในคนงานที่ล้อมวงกันเล่นประทัด


“โธ่ คุณใหญ่ ลอยกระทงทั้งที แถมประทัดที่เล่นนี่ ก็ไม่ได้ดังสักหน่อยนะครับ” ผู้ร่วมเหตุการณ์บอกเสียงอ่อย พร้อมยื่นซองประทัดให้เจ้านาย เมื่อมีฝ่ามือยื่นมาตรงหน้าแทนคำสั่ง “คุณใหญ่” 


“ไม่ต้องมาทำเสียงอ่อน ไปทำงาน เดี๋ยวลูกค้าจะมารับของแล้ว” ใหญ่สั่งเสียงเข้มก่อนเดินอาดๆ ไปดูแปลงอื่น ใบหน้าหล่อเหลาไร้รอยยิ้มให้เห็น


พอเจ้าของไร่เดินพ้นไปแล้ว คนงานก็กลับมารวมกลุ่มกันอีกรอบ คราวนี้ต่างพากันถกปัญหาที่ทำให้คุณใหญ่ของไร่หน้านิ่วคิ้วขมวด 


“เพราะปวดขี้หรือเปล่าวะ” หนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น แต่ทุกคนต่างไม่เห็นด้วย “งั้น เมียทิ้ง” เหตุผลหลังทำเอาทุกคนพยักหน้า   “คุณใหญ่แกติดเมียนะว่าไหม” พอรู้ปัญหา คนงานก็พากันออกความเห็นกันยกใหญ่ แต่หลายคนก็ไม่ลืมสอดสายตามองเผื่อคนต้นเรื่องจะเดินย้อนกลับมา 


“ก็ธรรมดาหรือเปล่าวะ คุณอัดน่ารักออกอย่างนั้น” นี่ก็เป็นอีกประโยคที่ทุกคนลงความเห็นว่าใช่ 


“แหม ก็แค่เมียเข้าเมือง ทำไมต้องทำหน้าบึ้งด้วย อารมณ์เสียซะไม่กล้าอยู่ใกล้” 


“ฉันรู้มาว่า คุณอัดแกไปโดยไม่บอกน่ะสิ” 


“หือ แกรู้ได้ยังไง”


“ก็เมื่อเช้า ฉันได้ยินคุณใหญ่แกโทรศัพท์ไปด่าคุณเล็กให้พาเมียแกกลับมาน่ะสิ” คนแอบฟังรีบเล่า มือหยาบยกป้องปากกันเสียงดังพร้อมๆ กับทุกคนต่างก็ล้อมวงยื่นศีรษะมาใกล้กัน “แกโวยวายแถมขึ้นเสียงใส่ด้วยนะ”


“โวยวายอะไรแกได้ยินหรือเปล่า” เป็นคำถามที่มีแต่คนอยากรู้


“ก็สั่งว่า ไอ้เล็ก แกพาเมียฉันกลับมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะฆ่าแก แบบนี้เลย” คนเล่าดัดเสียงให้แหลมและใส่อารมณ์พอประมาณเพื่อให้ทุกคนได้นึกภาพตามได้ “แต่จนแล้วจนรอด คุณเล็กก็ไม่กลับมา”


“อ๋า เพราะแบบนี้สินะ ถึงมาอารมณ์เสียใส่พวกเรา ทั้งที่เป็นวันลอยกระทงแท้ๆ”

“นั่นสิ แล้วคืนนี้งานจะกร่อยไหมเนี่ย”


“ขอให้คุณอัดกลับมาแล้วแก้สถานการณ์ได้ด้วยเถอะ ไม่งั้น ล้มแน่...”


ระหว่างที่ทุกคนพุ่งความสนใจและภาวนาขอให้สงครามอารมณ์คลี่คลายอยู่นั้น คนต้นเรื่องก็เดินย้อนกลับมา ใหญ่ยกมือเท้าเอวตีหน้ายุ่งมองคนงานที่สุมหัวคุยกันอยู่ และเรื่องที่คุยคงจะเป็นเรื่องอื่นไม่ได้ นอกจากเรื่องของเขาเอง...


“พวกนั้นน่ะ ไม่อยากทำงานก็ไปเขียนใบลาออกซะ!” 



คำสั่งแสนเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าประทัดยักษ์เสียอีก คนงานทุกคนพากันแตกกระเจิงวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง มองดูแล้วคงตกใจมากกว่าฝูงนกเมื่อกี้ซะอีก ความน่ากลัวมันเพิ่มมากกว่าเมื่อก่อนเป็นร้อยเท่า จากคนมีเหตุผล ตอนนี้มีแต่อารมณ์ล้วนๆ


ใหญ่กระฟัดกระเฟียดขึ้นออฟฟิศ หมวกใบลานถูกเขวี้ยงทิ้งอย่างไม่ใยดี ดวงตาคมเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็ต้องส่งเสียงจิ๊จ๊ะ ที่จริงตั้งแต่เช้า เขาดูนาฬิกาเกือบพันรอบได้ มือถือเครื่องสวยที่ได้จากคนรักนอนแอ้งแม้งอยู่บนโต๊ะไร้เสียงและข้อความใดๆ   เพราะแบบนี้มันถึงน่าโมโห ไปโดยไม่บอก แถมไม่ยอมกลับมาอีก นี่เห็นเขาสำคัญบ้างหรือเปล่า


“เอ่อ คุณใหญ่คะ” เสียงเรียกหลังจากคนงานสาวกลั้นใจเปิดประตูเข้าออฟฟิศมา 


“อะไร” น้ำเสียงห้วนพอๆ กับใบหน้า ทำเอาแข้งขาคนเข้ามาสั่นไปหมด 


“คือ ลูกค้าต้องการเปิดบิลค่ะ” เหตุผลที่เข้ามาถูกบอกด้วยน้ำเสียงสั่นระรัว ความกลัวทำให้อยากออกไปโดยเร็ว แต่ติดที่โดนสายตาคมจ้องมาเลยขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ “ดอกไม้...”


“บอกเขาไปว่าจะส่งให้ทีหลัง” ใหญ่ปัดมือไล่คนงานสาว ซึ่งเธอก็รีบรับคำแล้ววิ่งหนีออกไป เหมือนได้กลับขึ้นมาบนสวรรค์อีกรอบจนแทบอยากร้องไห้ ส่วนคนไล่ยังคงนั่งเอกเขนกหลับตาอยู่บนเก้าอี้ทำงาน


นานพอดูกว่าจะมีเสียงเปิดประตูอีกรอบ คนแสร้งหลับยังคงนิ่ง แต่เสียงเสียดสีของถุงพลาสติกทำให้ต้องขมวดคิ้วแล้วลืมตาขึ้นมาดู 


“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงใสทักทายเมื่อเห็นดวงตาคมปรือขึ้นมา “อัดซื้อขนมที่พี่ใหญ่ชอบมาฝากด้วยนะ” มือเรียวชูถุงขนมหลายถุงให้ดูด้วยรอยยิ้ม


“อืม ขอบใจ” แต่การตอบกลับของอีกฝ่ายทำให้ต้องย่นคิ้ว ใหญ่มองหน้าคนรักนิ่ง ภายใต้ใบหน้าเฉยชามีคำที่อยากถามมากมาย แต่ก็เลือกจะเงียบ


“กินเลยไหม เดี๋ยวอัดเอาไปใส่จานให้” 


“ไม่ต้อง” 


“อ่าว ทำไมล่ะ หรือพี่ใหญ่ต้องไปทำงานอีก” อัษฎามองนาฬิกาบนกำแพงแล้วต้องย่นคิ้วอีกรอบ “นี่ห้าโมงกว่าแล้วนะครับ”   ก็รู้นี่ว่าห้าโมงเย็นแล้ว...ใหญ่ไม่ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะหลับตาลงอีกรอบ   “ง่วง” บอกสั้นๆ แล้วก็เงียบไป


อัษฎามองท่าทีของคนรักด้วยความแปลกใจที่ทำไมอยู่ๆ ใหญ่ถึงเงียบ แถมพูดน้อย ทั้งที่เตรียมใจตั้งแต่เช้าว่าต้องถูกด่า ถูกบ่นแน่นอน 


“พี่ใหญ่ไม่สบายหรือเปล่า” อัษฎาเดินเข้าไปใกล้พร้อมยื่นมือไปจับหน้าผากดู แต่แล้วก็ถูกปัดออกอย่างไม่ใยดี “พี่ใหญ่”   “ไม่ได้เป็นอะไร ง่วงก็คือง่วง” ใหญ่แอบชะงักเล็กๆ ตอนเห็นอัษฎาหน้าเสียหลังจากเขาปัดมือ ที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะทำ มือมันไปเอง “ไปทำอะไรก็ไป” 


อัษฎายืนมองคนออกคำสั่งครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากห้อง ไม่รู้หรอกว่าเป็นอะไร แต่การที่กลับมาเป็นคุณใหญ่เจ้าของไร่ที่เคยเจอคราวแรก เขาไม่ชอบสักนิด คนที่ไม่แคร์ว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไงในคำพูดของตัวเอง 


พอออกจากออฟฟิศมา อัษฎาก็เดินลงไปในไร่เมื่อยังเห็นคนงานเดินวุ่นกันอยู่ ร่างผอมสูดลมหายใจช้าๆ ก่อนปรับอารมณ์สำหรับการยิ้มให้ทุกคน ซึ่งทุกคนพอเห็นว่าใครมาต่างก็พากันร้องอย่างดีใจ 


“ทำไมต้องดีใจขนาดนั้นล่ะครับเนี่ย” อัษฎาดูจะงงนิดๆ เมื่อถูกคนงานล้อมหน้าล้อมหลัง “มีอะไรหรือเปล่า”


“โหย คุณอัดกว่าจะกลับมาได้ พวกเราคิดว่าระเบิดนิวเคลียร์จะลงที่ไร่ซะอีก” คนงานที่ถูกดึงหูรีบพูดก่อนใครเพื่อน 


“ใช่ๆ พอคุณอัดไม่อยู่ คุณใหญ่ก็อารมณ์เสีย หงุดหงิดมาตั้งแต่เช้า”


“พวกเราไม่กล้าเข้าใกล้สักคน ขนาดลุงเหมือนแกยังถูกตวาดน่ะครับ”


อัษฎาเลิกคิ้วฟังสิ่งที่คนงานว่า ซึ่งหลายคนก็พูดไปในทำนองเดียวกันคือใหญ่อารมณ์เสียแล้วพาลคนอื่น 


“คุณอัดช่วยทำให้คุณใหญ่หายโมโหไวๆ นะครับ คือพวกผมกลัวงานคืนนี้จะกร่อย” คำฝากฝังมาพร้อมสายตาอ้อนวอนจากคนงาน อัษฎายิ้มบางๆ พยักหน้ารับ ไม่รู้หรอกว่าจะทำยังไง แต่ต้องรับปากไปก่อน “ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวพวกผมไปเตรียมงานก่อน” 


เมื่อปัญหาคาดว่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดี คนงานต่างก็พากันกลับเพื่อเตรียมงานลอยกระทง วันนี้ทางไร่จะจัดงานฉลองให้กับทุกคน มีการกินดื่มอย่างไม่อั้น แต่การดื่มนั้นต้องไร้แอลกอฮอล์ตามกฎของไร่ 


อัษฎายืนมองคนงานกอดคอเฮฮาขึ้นไปด้านบนแล้วก็ถอนหายใจออกมา นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงให้ใหญ่อารมณ์ดี เพราะตัวเขาเองก็โมโหใหญ่เหมือนกัน 


“เอาวะ เพื่อคนงาน” คนถูกฝากความหวังเรียกพลังการสู้ เมื่อก่อนเคยทำให้คนขี้เก็กกลายเป็นคนขี้อ้อนมาแล้ว ตอนนี้ทำให้คนรักหายงอน น่าจะง่ายกว่า...มั้ง


อัษฎาเดินย้อนกลับไปออฟฟิศอีกรอบ คราวนี้ไม่มีใครอยู่ คาดว่าคงกลับขึ้นเรือนไปแล้ว พอคิดได้ ขายาวก็เดินกลับไปบ้าง พลางคิดว่าวิธีทำให้ใหญ่กลับมาเป็นแบบเดิม 


“อัด” เสียงทักหลังจากขึ้นบนเรือน อัษฎากระพริบตาปริบๆ เมื่อเล็กรีบปรี่เข้ามาหา “พี่ใหญ่โคตรแปลกอะ”


“ทำไมหรือครับ หรือตวาดพี่เล็กอีก” ยังจำเสียงคาดโทษผ่านมือถือเมื่อเช้าได้ดี 


“ถ้าด่าจะรู้สึกดีกว่านี้เยอะ นี่ไม่พูดอะไรเลย เดินกลับเข้าห้องไปเฉย” คนเป็นน้องอุตส่าห์ยัดหมอนไว้ที่ก้นกันถูกพี่ชายเตะ แต่พอเจอหน้ากัน พี่ชายกลับเดินผ่านไปเฉยเหมือนมองไม่เห็นอย่างงั้น “รู้สึกไม่ดีเลยที่ไม่ถูกด่า” 


เล็กเดินคอตกกลับเข้าห้อง ตอนนี้บนเรือนก็เหลือแค่อัษฎาที่ยืนเคว้งอยู่คนเดียว ห้องที่ถูกขวางด้วยประตูที่ปิดนั้น ไม่รู้สภาพอารมณ์คนด้านในเป็นแบบไหน   “สู้ๆ นะ” มือที่กำลังจะผลักบานประตูชะงักเมื่อมีเสียงให้กำลังใจจากเล็ก อัษฎามองตามหลังน้องชายของคนรักที่ลงเรือนไป คงกลับเข้าห้องเพื่อเอาหมอนออกจากก้นแน่นอน พอคิดแบบนี้ รอยยิ้มก็ถูกจุดแต้มขึ้นมา 


เรื่องบางเรื่อง อาจจะกลัวไปก่อนก็ได้


อัษฎาผลักบานประตูเข้าไป ในห้องนั้นว่างเปล่า มีเพียงเสียงน้ำไหลจากด้านในทำให้รู้ว่าเจ้าของห้องยังอยู่ ไม่นานคนอาบน้ำก็เดินออกมา บนตัวมีผ้าขนหนูสีขาวพันรอบเอวอย่างหมิ่นเหม่และผมที่เปียกลู่แนบใบหน้า ใหญ่ปรายตามองร่างที่ตัวเล็กกว่ายืนอยู่ข้างเตียง 


“พี่ใหญ่” ลองเรียกดู แต่อีกฝ่ายก็ยังคงเมิน “โกรธที่อัดเข้าเมืองไม่บอกหรือครับ” อัษฎาตัดสินใจเดินเข้าไปหาคนรักที่กำลังสวมเสื้อยืดสีขาว “พี่ใหญ่ อัดขอโทษ ก็ตอนนั้น...” 


“อืม” พูดไม่ทันจบดีก็มีเสียงครางรับแบบสั้นๆ ตัดประโยค ใหญ่สวมกางเกงวอร์มเสร็จก็ปลดผ้าขนหนูตากไว้ที่ราวเตี้ยข้างๆ และทำท่าจะเดินออกห้อง หากถูกแขนขาวรวบรัดไว้รอบเอวทำให้เดินไม่ได้ “ทำอะไรน่ะ” ว่าเสียงดุ


“อัดขอโทษ ตอนนั้นพี่ใหญ่ทำงาน อีกอย่างพี่เล็กก็บอกไปแป๊บเดียว” ตอนแรกที่คุยกันไว้คือไปไม่นาน ซื้อของเสร็จก็กลับ แต่แคทกับต้นไม้กลับอยากเที่ยวซะก่อน เลยทำให้ยืดเวลาไปอีกหลายชั่วโมง ใช่ว่าอัษฎาจะมีความสุขมากนัก หลายครั้งที่เขามักจะถามเวลาจากเล็ก เพราะอยากกลับก่อนใหญ่เลิกงาน 


“ทั้งวันน่ะหรือ คือแป๊บเดียว” น้ำเสียงห้วนของใหญ่ ทำให้อัษฎาใจแป้วนิดๆ คงถูกโกรธหนักแน่นอนแบบนี้ 


“ก็ต้นไม้อยากเข้าห้าง...”


“มือถือก็มีทำไมไม่โทรมา หรือไม่รู้ว่ามีคนรอ อ่อ หรือไม่สนใจอยู่แล้ว” 


“พี่ใหญ่ อัดขอโทษ” 


แบบนี้คงไม่ได้ถูกโกรธ แต่คนในอ้อมกอดกำลังน้อยใจต่างหาก อัษฎาเริ่มมีรอยยิ้มออกมา


“ช่างมันเถอะ ไม่ต้องสนใจ” ว่าแล้วมือหยาบก็แกะมือที่รัดเอวออก แต่มือเล็กกว่าไม่ยอม พอหลุดจากเอวก็รีบรัดอีก เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งจนใหญ่ต้องหันมาจ้องหน้ากับคนกอด “ปล่อย” 


“ไม่ปล่อย ถ้าพี่ใหญ่ไม่หายงอนก็ยังไม่ปล่อย” คนรั้นยืนยันหนักแน่น แถมยังกอดแน่นเหมือนกัน 


“พี่ไม่ได้งอน” คำบอกเล่า แต่น้ำเสียงไม่ใช่ ใหญ่เบ้ปากนิดๆ พยายามเมินใบหน้าของคนรักยามซบที่อก ขนตายาวเรียงกันเป็นแพรสวยขยับพลิ้วไปมายามเจ้าของดวงตากระพริบ 


“ไม่ได้งอนน้อยน่ะสิ” พออัษฎาช้อนตาขึ้นมอง ใหญ่ก็รีบเสหน้าและทำท่าผลักคนรัดตัวออก 


“ปล่อยสิ”


“ไม่”


“อัด พี่ต้องไปทำงาน” 


“พี่เล็กดูอยู่” อัษฎาว่า ก่อนจะนึกอะไรออก “มาด้วยกันก่อน” 


ว่าแล้วมือนุ่มก็ดึงข้อมือใหญ่ให้ออกจากห้อง ใหญ่รั้งตัวในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตาม แม้จะทำท่าอิดออดไปบ้างก็เถอะ 


เป็นการรักษาฟอร์มเดิมที่คุ้นเคย


อัษฎาพาใหญ่ลงมาที่ลานข้างเรือน สนามหญ้าที่โล่งมีเพียงไฟกริ่งที่ตั้งเพื่อส่องสว่าง คนถูกพามาตีหน้านิ่ง ก่อนจะส่งเสียงจิ๊จ๊ะเมื่อถูกสั่งให้ยืนอยู่กับที่ ส่วนคนสั่งก็วิ่งหายไปอีกด้าน 


“ไปไหนวะเนี่ย” ใหญ่ยืนกอดอกพึมพำ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆ ไม่เห็นผู้คนเดินไปมา สงสัยคงไปรวมตัวกันที่ลานอีกด้านที่ใช้จัดงานลอยกระทงของไร่ 


นานพอดูกว่าคนหายไปจะกลับมา ใหญ่ตั้งท่าจะโวยวาย แต่พอเห็นของที่อัษฎาถือมาด้วยก็ได้แต่ย่นคิ้วมองและอดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยถือ ทั้งที่คิดว่าจะทำเมินแล้วแท้ๆ 


“เอามาทำไมน่ะ” ใหญ่ถามขณะวางกะละมังสีดำ 


“เดี๋ยวก็รู้” อัษฎาว่า เสียงลมหายใจติดขัดนิดๆ ด้วยความเหนื่อย แต่ก็ไม่ลืมจะยิ้มตาหยีให้กับคนรัก “ถือก่อน ห้ามเปิดนะ” คำสั่งอีกระลอก ใหญ่ได้แต่ย่นหน้า 


“จะไปไหนอีก เมื่อยแล้วเนี่ย” 


“ทำไมพี่ใหญ่ไม่นั่งรอล่ะ ยืนทำไม” 


คนยืนรอได้แต่กระพริบตาปริบๆ นี่เขาโง่เองใช่ไหมที่ไม่ยอมนั่ง กลับยืนรอจนขาแข็งเนี่ย   อัษฎาหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมถังที่มีน้ำจนเต็ม ร่างผอมเดินช้าๆ สองมือยกถังน้ำที่ดูแล้วคงจะหนักมาก ใหญ่รีบปราดเข้าไปช่วย 


“เอาน้ำมาทำไม”


“ใส่ในกะละมังเลย” 


แม้จะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็เทน้ำใส่กะละมังตามที่ได้ยิน ใหญ่ยืนมองคนรักที่หันหลังไปทำอะไรสักอย่าง ดูเหมือนของในถุงจะสำคัญ 


“อะไรน่ะ”


“แทดแด” 


อัษฎายิ้มร่าชูกระทงขนมปังให้ดู แต่เหมือนใหญ่จะยังไม่เข้าใจ คนถือกระทงเลยจับยัดใส่มือ 


“กระทง?”


“อืม กระทง” 


“เอาไปลอยในงาน?” 


“ลอยที่นี่แหละ”


“หา? ลอยที่นี่” ใหญ่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ เพราะในงานที่จัดได้มีการทำบ่อชั่วคราวไว้ให้คนงานได้ลอยกัน แล้วทำไมอัษฎาถึงบอกจะลอยที่นี่ “ลอยในไหน”  


“นู้นไง” ปากแดงบุ้ยไปทางกะละมังสีดำที่วางอยู่ 


ตอนนี้ใหญ่เริ่มเข้าใจในสิ่งที่สงสัย ว่าทำไมคนรักถึงเอากะละมังมา ที่แท้ก็จะลอยกระทง คงอยากจะลอยกับเขาแค่สองคน พอคิดแบบนี้ริมฝีปากก็เหยียดยิ้มออกมา แต่พอเห็นว่าถูกจ้อง หน้าเข้มก็รีบปรับนิ่งตามเดิม 


“จะยิ้มก็ยิ้มสิ เก็กทำไมอีก” อัษฎาใช้ข้อศอกสะกิดคนฟอร์มจัด แต่ใหญ่กลับปรายตามองนิ่ง “พี่ใหญ่นี่นะ”


“ทำไม พี่ทำไม” 


“ฟอร์มจัดไม่หายไง จะลอยไหม หรือไม่อยากลอย อัดจะได้เก็บ” อัษฎาลอบมองคนนิ่ง ดูเหมือนจะยังวางฟอร์ม มือเล็กเลยดึงกระทงคืนมาพร้อมยัดใส่ถุงตามเดิม “ไม่ลอยก็ไม่ต้องลอย ทั้งที่อยากลอยกับพี่ใหญ่สองคนแท้ๆ” 


“ลอยๆ” 


สุดท้ายคนฟอร์มจัดก็ฟอร์มแตก ใหญ่รีบแย่งถุงกระทงมาถืออีกรอบพร้อมจับมือคนรักให้เข้ามาใกล้ กระทงขนมปังหนึ่งอัน ด้านในมีตุ๊กตาเล็กๆ ที่ถูกปั้นจากดินวิทยาศาสตร์ ซึ่งดูแล้วก็คือใหญ่กับอัษฎานั่นเอง 


“นึกว่าจะแน่” อัษฎาว่าขำๆ ดวงตากลมมองคนรักที่ทำปากขมุบขมิบบ่น 


ใหญ่กับอัษฎาย่อตัวนั่งลงตรงหน้ากะละมังสีดำ ทั้งคู่ชูกระทงขึ้นพร้อมกันแล้วหลับตาอธิฐานขอพร ซึ่งพรของแต่ละคนต่างก็ขอให้อีกฝ่ายมีความสุข ไม่มีสิ่งไหนที่ดีกว่าการที่ได้เห็นคนรักมีความสุข


“อัดขอพรอะไร” 


“บอกไม่ได้ เดี๋ยวสิ่งที่ขอจะไม่สำเร็จ” 


ใหญ่หรี่ตามองคนรัก ก่อนริมฝีปากจะเหยียดยิ้มกว้างออกมา 


“แต่พี่เชื่อว่าสิ่งที่พี่ขอ มันต้องสำเร็จแน่นอน” 


กระทงขนมปังที่มีคำอธิฐานของคู่รักลอยอยู่ในกะละมัง ความรักที่เริ่มต้นจากศูนย์ มันค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นทุกวันและทุกวัน   “อัดว่า เราลืมจุดเทียนนะ” 


“พี่ก็ว่างั้นแหละ” 


เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้นไปถึงบนเรือน เล็กที่เพิ่งดูงานเสร็จก็ชะโงกหน้าผ่านหน้าต่างดู เห็นพี่ชายกลับมายิ้มอีกครั้งก็รู้สึกดีใจ อาการพี่ชายตอนเย็นช่างน่ากลัวยิ่งกว่าพายุสึนามิซะอีก พายุที่พร้อมถล่มทุกอย่าง 


สงสัยต้องเอาหมอนกลับมายัดก้นใหม่อีกรอบ กันถูกเตะ



*******



เมื่อหายงอน ใหญ่ก็จูงมือคนรักไปที่งาน ตอนนี้คนงานกำลังสนุกสนานรื่นเริงกับกิจกรรมที่จัดขึ้น มีทั้งรำวงย้อนยุค สอยดาวที่มีของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ รวมไปถึง มีซุ้มทำกระทงจากต้นกล้วย แต่ที่น่าสนใจมากที่สุด คงเป็นการประกวดนางนพมาศของไร่ สาวๆ ไม่ว่าจะรุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็กต่างก็ประชันความงามและความสามารถเพื่อเป้าหมายรางวัลใหญ่ นั่นคือเงินรางวัลหนึ่งหมื่นบาทของคุณพิกุล


กิจกรรมทุกอย่างดำเนินไปด้วยความสุขและความสนุก อัษฎาหัวเราะเมื่อเห็นใหญ่ถูกคนงานชวนไปรำวง เจ้าของไร่สุดหล่อยิ้มร่าต่างจากตอนเช้า และหากใบหน้าของใหญ่เป็นเหมือนตอนนั้นคงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้


“คุณอัดอย่าไปไหนแบบวันนี้อีกนะครับ พวกผมหัวจะขาดเอา” คนงานที่เหนื่อยหอบเดินมากระซิบบอก “น่ากลัว สยดสยองสุดๆ” 


“ครับๆ” แล้วอัษฎาก็หัวเราะ เขาเชื่อว่าใหญ่เป็นแบบนั้นจริงๆ


ภาพความสุขตรงหน้าทำให้คุณพิกุลปลื้มปริ่ม ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้ ภาพที่ทุกคนสนุกสนาน สามัคคีอย่างที่สามีหวังไว้ เห็นแบบนี้แล้วก็ตายตาหลับ 


“แม่ครับ เชิญครับ” ใหญ่เดินมาโค้งให้แม่พร้อมยื่นมือมารอ คุณพิกุลหัวเราะก่อนลุกไปรำวงด้วย แม้แต่อิ่มก็ถูกเล็กดึงไปร่วมสนุก 


“อัดไม่ออกไปรำวงบ้างเหรอ” คำถามดังมาจากภรรยาของเล็กที่เหนื่อยหอบ เธอรำวงสนุกสนานโดยมีลูกชายเต้นเป็นคู่ “แคทขอบคุณอัดอีกรอบนะ ถ้าเราไม่รู้จักกัน ภาพแบบนี้ ความสุขแบบนี้แคทคงไม่ได้เห็นอีก”


“สวรรค์คงลิขิตไว้แบบนี้ เราจะได้รู้ว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร และมันน่าหวงแหนแค่ไหน” อัษฎายิ้มให้กับน้องสะใภ้คนสวย ซึ่งเธอก็ยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน “ไปรำวงกันเถอะ” อัษฎาลุกออกไปรำวงกับแคท เสียงเพลงดังก้องไปทั่วขุนเขา พร้อมๆ กับเสียงความสุขของคนในไร่


*****


ปัง ปัง


พลุสวยถูกจุดสว่างทั่วท้องฟ้า คนในงานต่างพากันหยุดกิจกรรมแล้วเงยหน้าขึ้นชื่นชมความงาม พลุหลายแบบถูกจุดขึ้นต่อๆ กันอย่างสวยงาม ช่างเป็นความทรงจำที่ดีอีกปีหนึ่ง


“พี่รักอัดนะ” ใหญ่โอบเอวคนรักพร้อมกระซิบเบาๆ “ขอบคุณที่ทำให้พี่มีความสุข” 


“อัดก็มีความสุขที่สุด” อัษฎาช้อนตามองคนรักอย่างรักใคร่ ก่อนศีรษะทุยจะเอนซบอกอุ่น


ท่ามกลางพลุสวยกับบรรยากาศแสนสนุก งานลอยกระทงปีนี้ช่างเป็นปีที่ดีที่สุด และจะมีปีที่ดีที่สุดแบบนี้ไปอีกเรื่อยๆ ตราบใดที่ความรักของใหญ่และอัษฎายังคงอยู่....


“ขออย่างเดียว ห้ามไปไหนโดยไม่บอกพี่อีก เข้าใจไหม” 


“พี่ใหญ่นี่นะ ชอบทำให้บรรยากาศเสียอยู่เรื่อย”


...เรื่องกำลังจะจบลงอย่างสวยงามอยู่แล้วเชียว หากคนขี้หวงไม่ทำลายลง 


“ก็จริงนี่ อัดทำเหมือนพี่ไม่มีความหมาย เป็นแค่คนที่ไม่น่าสนใจ”


“ดูพูดเข้า” 


“ก็มันจริง”


“เอาๆ ทะเลาะกันอีกแล้วคู่นี้” คุณพิกุลร้องทักหลังจากเสียงพลุเงียบลง เลยได้ยินเสียงคนเถียงกันดังขึ้นมาแทน 


“ทะเลาะกันยิ่งรักกันนะครับ” คนงานในไร่ต่างก็พูดหยอกล้อ ซึ่งคุณพิกุลก็เห็นด้วย


“จะดีกว่านี้ถ้าไม่ทะเลาะกันนะ” อิ่มพูดขำๆ ซึ่งนี่คุณพิกุลก็เห็นด้วยอีกเช่นกัน


“เอาล่ะๆ สนุกสนานกันต่อ อย่าไปสนใจ ใครจะเถียง จะทะเลาะก็เรื่องของเขา” พอได้ยินแบบนั้น เสียงเพลงก็ถูกเปิดอีกรอบ ความสนุกสนานกลับมาอีกครั้งและมากกว่าเดิม จนไม่มีใครสนใจคนสองคนที่เชือดเฉือนกันด้วยสายตา 



*******



“จะงอนละนะ” 


“อืม”


“งอนจริงๆ นะ”


“ก็ตามใจพี่ใหญ่”


“งอนจริงๆ ไม่ได้โม้เลยนะ”


“เออ อยากงอนก็ตามใจ ไม่ง้อแล้ว เหนื่อย”


“ไม่งอนก็ได้ อัดจ๋า พี่ไม่งอนแล้ว” 


ภาพเจ้าของไร่ผู้แสนเย็นชาจะมลายหายไปทันทีเมื่อมีคนรักยืนอยู่ข้างๆ เจ้าของไร่สุดหล่อเดินง้อคนรักไปทั่วงาน กว่าจะถูกหายงอนก็เกือบตกน้ำในบ่อเพราะถูกน้องชายหมั่นไส้เดินมาผลัก ตอนนี้แหละ หมอนที่รองก้นก็ได้ใช้งาน เมื่อถูกพี่ชายวิ่งไล่ 



แม้ความสนุกจะจบลงในวันนี้ แต่ความสุขจะยังคงอยู่ตลอดไป 



.......

พาลุงใหญ่กับอัดมาทักทายค่า...แม้จะจบไปแล้ว แต่ความสุขก็จะยังคงอยู่ไปตลอด ขอบคุณสำหรับการติดตาม รับชม รับอ่านและขอบคุณกำลังใจจากทุกๆ คนค่า 


ปล.หนังสือยังสามารถสั่งจองได้นะคะ ได้โปรดรับลุงใหญ่ไว้ในอ้อมกอดของทุกคนด้วยค่า            

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น