เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

​ตอนที่ 17 คราปักษาฟาดฟันนักฆ่าหุ่นกลมรณะ

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 17 คราปักษาฟาดฟันนักฆ่าหุ่นกลมรณะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 387

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2562 00:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 17 คราปักษาฟาดฟันนักฆ่าหุ่นกลมรณะ
แบบอักษร

​ตอนที่ 17 คราปักษาฟาดฟันนักฆ่าหุ่นกลมรณะ 

“โลกใบนี้เปรียบดังถังขยะ แผ่นดินแตกแยกเป็นเกาะลอยฟ้า ท้องฟ้าสีดำแดงเลือด และดวงเดือนสีขาวนวล ความโหดร้าย ความตาย ความชั่วร้ายกัดกินสังคมและผู้คน อาชญากรเพ่นพ่าน คนดีถูกฆ่า คนเลวเป็นราชา ปัจจุบันอันไร้ซึ่งสันติจู่ๆพวกมันก็ปรากฏตัวขึ้นโดยแบกรับเจตจำนงอันน่าพิศวง…” 

“หากว่าพวกเราจะเป็นความชั่วร้ายที่ทำลายความชั่วร้ายยังไงละโว้ย…” 

กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหารครบสามฤดู ในคืนที่มีหยาดน้ำฝนพิรุณโปรยปรายเต็มม่านฟ้าราตรี เสียงซ่าดังเซ็งแซ่ทั่วผืนป่าพงไพร หญิงสาวสวมผ้าคลุมปิดบังรูปลักษณ์ นางร้อนลนรีบก้าวเท้าเหมือนกำลังวิ่งหนีบางสิ่ง บางสิ่งที่น่ากลัวและอันตราย นางกอดตะกร้าไว้ในอ้อมแขน ตะกร้าถูกห่อด้วยผ้าห่มเพื่อกันไม่ให้น้ำฝนกระเด็นใส่ของภายใน 

เสียงแอ่งน้ำแตกกระเซ็นครารองเท้าหนังเหยียบย้ำพาดผ่าน 

นางแบกความหวังหนึ่งเดียวในชีวิตมาที่วิหารแห่งหนึ่งที่แอบซ่อนเร้นในพงไพร หญิงสาวหอบหายใจครั้นเหลือบเห็นจุดหมาย ความอบอุ่นอาลัยปะทุขึ้นกลางอก นางกัดริมฝีปากและตรงดิ่งไปที่หน้าประตูวิหาร พลางบรรจงวางตะกร้าไว้บนทางเดินบริเวณพื้นปูนที่ไม่โดนไอฝนทำให้อับชื้น ชั่วขณะที่ความคิดความรู้สึกนับพันถาโถมจนหัวใจบอบช้ำเจ็บจนต้องหลั่งน้ำตา 

หญิงสาวมือสั่นระริกด้วยความกลัวพยายามเปิดห่อผ้า ดูชมเด็กทารกที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอย่างสงบ ใบหน้ากลมดิกแลน่ารัก 

มิอาจอดกลั้นหยดน้ำตาให้หลั่งริน นางใช้นิ้วเรียวยาวลูบและจิ้มแก้มทารกเพศหญิงด้วยใจอาทร เอ็นดู พลางชั่วพริบตานางหวังอยากให้หยุดเวลาเอาไว้แค่ตรงนี้ 

เปรี้ยง!! 

คลื่นลมมรสุมพัดกระหน่ำ ใบไม้กิ่งก้านเอนเอียง เสียงฟ้าผ่าดังเตือนสติหญิงสาว บอกนางว่าจะมัวชักช้าไม่ได้ นางสะอื้นลำคอแห้งผากรู้สึกฝาดขม มารดาผู้โชคร้ายกล่าวประโยคที่โดนเสียงฝนกลบจนฟังมิชัด หญิงสาวถอดแหวนวงหนึ่งและมอบให้ทารกเป็นของต่างหน้าจากนาง แหวนขอบสีทองด้านบนฝังมณีสีแดงทับทิมแลล้ำค่าและลี้ลับ 

พลันยืดกายและใช้มือเคาะประตูวิหาร คราวมีเสียงสตรีตอบรับ หญิงสาวปริศนาจึงเร้นกายวิ่งไปหลบหลังกำแพง คอยมองสตรีในชุดนักบุญร้องตกใจและอุ้มเด็กทารกด้วยความสงสาร 

ครั้นเห็นทุกอย่างเรียบร้อย หญิงสาวฝืนยิ้มเศร้าพลางวิ่งหนีหายไปท่ามกลางกลุ่มสายฝน…จากกันชั่วนิรัน หวังว่าลูกจะมีความสุขเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดา… 

สิบปีต่อมา… 

ซากวิหารปรักหักพักปรากฏแสงทิวาสาดส่องพราวระยับ อิฐสีขาวโพลนมีรอยร้าวดั่งเส้นใยแมงมุม บนผิวม้านั่งสีเหล็กดำมีเถาวัลย์เลื่อยรัดพัน ต้นหญ้าอ่อนและต้นต้อยติ่งผุดโผล่ตามซอกแผ่นหินประปราย แท่นวางรูปปั้นไร้ซึ่งรูปปั้นเทพธิดาปักษา เพราะในอดีตวิหารประสบภัยพายุทำให้ส่วนต่างๆเสียหายอย่างหนัก แม้แต่เพดานยังโดนพายุหอบพัดไปตกในเมืองลักกี้ 

สตรีน้อยนางหนึ่งกำลังยืนสดับฟังเสียงนกกระจิบหน้าแท่นพิธี เรือนเกศาสีเหลืองไหลทอประกายวูบวาบคราวต้องแสงแดดไสว ดวงตาสีฟ้าครามพร่ามัวดั่งว่าภายในมีหยดน้ำฝนเทโปรยปราย ให้รู้สึกสงสาร อ่อนไหว และงดงามดั่งเม็ดมณีใต้มหาสมุทร ปอยผมข้างหนึ่งลู่ลงปิดบังดวงตาฝั่งซ้ายทำให้นางแลลึกลับพิศวง บรรยากาศอ้างว้างและเงียบขรึม ความโดดเดี่ยวร่ายล้อมนางซึ่งมันทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวไม่กล้าเผชิญ 

ราวโลกใบนี้มีนางเพียงผู้เดียว นางที่จับจ้องความว่างเปล่าและคอยฟังเสียงสรรพสิ่งอย่างอาลัย 

สาวน้อยตัวเล็กบอบบางกอดตุ๊กตาแมวหน้าตาน่ารักไว้แนบทรวงอกประหนึ่งมันคือเพื่อนคนสำคัญ เสียงตะโกนไล่หลังสร้างความรำคาญ มันทำปัดเป่าความสงบสุขไปจากนางในชั่วพริบตา สาวน้อยหลุบตาพลางพลิ้วศีรษะเหลือบมองต้นเสียง คราหางตามีภาพกลุ่มคนปริศนาน่าตาดุร้าย 

บนหน้าปรากฏความลังเล สงสาร และหวาดกลัวอย่างละสามส่วน นางกอดกระชับตุ๊กตาพลางเม้นปากเล็กน้อย กิริยาคล้ายเด็กประถมพบกลัวคนแปลหน้า กลุ่มชายฉกรรจ์สี่ชีวิตกำลังยืนปิดประตูวิหาร พวกเขาเป็นใคร มาจากหนใด 

โซฟีมิทราบ กระนั้นสิ่งที่พวกเขาต้องการ นางพอเดาได้ห้าส่วน 

“หน้าตาไม่เลว” 

ลุงแก่ผิวสีทองแดงแลบลิ้นพลางจับจ้องโซฟีอย่างหิวกระหาย เพื่อนๆข้างบ่ามีท่าทีมิต่างกัน เพียงแต่ไม่ได้แสดงชัดเจนเหมือนลุงแก่ เหล่าชายหยาบคายกับเด็กสาวตัวเล็กตัวน้อยวัยกระเตาะ สถานการณ์ล่อแหลมแลอับจนหนทางหนีและสิ้นหวัง ชะตากรรมของโซฟีคงถูกกำหนดไว้ตั้งแต่คืนแรกที่นางตัดสินหนีจากบ้านเกิด การตัดสินที่เปลี่ยนชีวิตนางตราบทุกวันนี้ 

“เด็กดีกำลังหลงทางหรือ มาลุงสิ ลุงรู้ว่าบ้านหนูอยู่ไหน” 

คราลมพัดเรือนผมพลิ้วสะบัดเผยดวงตาฝั่งขวาสีแดงทับทิม สาวน้อยนักเชิดหุ่นหลุบตาอย่างโศกเศร้าระคนเจ็บปวด ฝูงนกกระจิบนอกวิหารเอียงคอพลันกระพือปีกบินหนีสู่ม่านฟ้า สรรพเสียงเงียบสงัด พลันเงาสลัวสะท้อนบนพื้นดินสั่นไหวแปรเปลี่ยนเป็นเงาสีดำทมิฬเผยเค้าโครงกรงเล็บและรอยยิ้มสยดสยอง สิ่งมีชีวิตกึ่งเครื่องจักรกางแขนอย่างยินดีในการปรากฏกายบนโลกแห่งความจริง ใบหูเหล็กสั่นกระดิกพลางมันเอียงคอจ้องมองเหยื่อผู้สังเวยอย่างเลือดเย็น ดวงตาอันเปรียบประหนึ่งเนตรแห่งความตายลึกล้ำยิ่งกว่าก้นบึ้งนรก 

“ขอโทษนะคะ..” 

คำกล่าวลา แด่ผู้หลงทางมาเจออสูรกายอย่างนาง…คำกล่าวสุดท้ายแด่คนตาย… 

-- 

“ขอโทษด้วยจ๊ะที่ต้องรบกวนพวกหนู” 

“ไม่เป็นไรค่ะ” 

ภายในกระท่อมบ้านพักปูนสีเทา นารีวางแก้วชาให้หญิงสาวถัดมาจึงวางให้เมรัยและเจ้าตัวตามลำดับ กลิ่นชาหอมกรุ่นปรากฏไอควันขาวลอยละล่อง กระท่อมของหญิงสาวนามว่า “อีโม”มีขนมและขนมรับแขกไม่มาก ในตู้เก็บอาหารในห้องครัวมีเพียงถุงชาราคาถูกที่หาซื้อได้ตามตลาด นอกเหนือจากถุงชาก็ไม่มีอะไร 

และเพราะว่ามันว่างเปล่าจนน่าใจหาย นารีหลังชงชาเรียบร้อยนางจึงแอบซุกถุงขนมปังไว้ในตู้และงับปิด สีหน้านางยามนั้นเหมือนคุณภูตฟันน้ำนมมาแลกเงินกับฟันไม่มีผิด 

กระท่อมมีห้องทั้งหมดสองห้อง ห้องนอนและห้องครัว ไม่มีห้องน้ำ คนอาศัยจึงใช้ต้องแม่น้ำใกล้ๆทำกิจกรรมที่ต้องใช้น้ำ อย่างซักผ้าหรืออาบน้ำ ส่วนเรื่องปลดทุกข์นารีขอเก็บเป็นความลับ อาณาเขตของกระท่อมไม่กว้างเท่าร้านเหล้าซิง ที่นี้คับแคบ แออัด กระนั้นก็มีพื้นที่ให้ต้นหญ้างอดเงย มีผืนดินสีน้ำตาลกระจุกหนึ่ง หลังกระท่อมมีราวเชือกแขวนผ้าและตะกร้าสาน 

บนเพดานมีรอยหลุดให้น้ำไหลทะลักยามฝนโปรยปราย นารีเหลือบแลสำรวจสิ่งรอบตัวอย่างแอบซ่อนมิให้ผู้อาศัยจับสังเกต ขณะที่นางกำลังจิบชาเพื่อกลบเกลื่อน เมรัยก็กำลังพูดคุยกับอีโมอย่างสนุกสนาม เรื่องเกี่ยวกับเรื่องงานรับจ้างอัดภูตผีขี้แกล้ง 

“วันนั้นหนูกำลังพลาดพลั่งเสียท่าจึงมองรอบตัว ประสบเห็นแม่น้ำหนูก็เลยโดดลงคลอง หนีรอดมาจนถึงทุกวันนี้” 

“เช่นนั้นหรือจ๊ะ ฮึๆ” 

การทำงานมีความเสี่ยง ไม่ว่าเสี่ยงถูกผีสิงหรือถูกฆ่าหมกป่า เมรัยต้องใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อรับเศษเงินต่อชีวิตให้มีวันพรุ่ง นางเล่าถึงเรื่องหนีตายจากคุณผีหัวขาด ในยามนั้นที่นางจนตรอกและไร้ซึ่งทางรอด นางคิดถึงพ่อคิดถึงแม่ แต่เหนือบุคคลสำคัญคือนางคิดภาพลุงซิงทำหน้านิ่วเหมือนยักษ์ และตระหนักได้ทันทีว่าตนเองจะตายมิได้ อย่างน้อยวันนี้ เมรัยจึงโดดลงคลองเสี่ยงหัวก้อย ท้ายที่สุดก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ 

“หลังจากนั้นหนูก็ใช้กับดักจัดการเจ้าผีหัวขาดสำเร็จ” 

แม้พ่ายแพ้ในวันนี้ยังมีวันพรุ่งนี้ให้ชนะ เมรัยรู้จักเฝ้ารอโอกาส นางไม่คิดว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะเป็นจริงได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน นอกจากไม่พึ่งพรวิเศษหรือเรื่องราวมหัศจรรย์ ความสำเร็จต้องใช้มากกว่าความพยายาม ต้องทุ่มเททั้งกายและใจ ฟันฝ่าปัญหากระทั่งไปถึงปลายทาง อย่างที่เมรัยชอบทำในอดีต สู้ไม่ถอย จะหนีก็ต้องหนีให้รอด 

หมอผีน้อยอมยิ้มเหมือนลูกแมวพลางกระโดดชูกำปั้นบนโต๊ะ ทุกคนตกกะใจอย่างยิ่ง นั้นทำให้นางเริ่มรู้สึกเขินจนหน้าแทบไหม้ นารีกระแอมตักเตือน เมรัยจึงปีนลงจากโต๊ะด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ใบหูแดงระเรื่อด้วยไม่รู้จะเอาหน้ามุดไว้ที่ไหน 

แต่ก่อนไม่เคยอาย ทว่ายามนี้มันไม่ใช่ 

“ฮึๆถ้าลูกชายข้ามุ่งมั่นเช่นหนู โตขึ้นคงเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้” 

“ลูกชายท่านหรือคะ กิฟเป็นเด็กเช่นไรหรือ” 

หญิงสาวมีร่างกายอ่อนแอจึงมิค่อยได้ออกจากบ้านนัก นางมิได้พูดจากับใครมานาน วันนี้จึงอยากพูดให้พวกเด็กฟัง เพราะเด็กทั้งสองมีความสนใจและนางก็ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร ก่อนเริ่มเล่าถึงลูกชาย อีโมเล่าเรื่องของนางตั้งแต่สมัยที่นางยังเป็นเด็กก่อน 

นางเกิดในครอบครัวฐานะยากจน มีพี่น้องห้าคน พี่สาวสาม พี่ชายหนึ่ง และนางเป็นลูกสาวคนสุดท้อง เนื่องจากภาวะทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ครอบครัวจึงตัดใจขายนางให้พ่อค้าทาส ให้นางเป็นสินค้าสู่ตลาดมืดโดยแลกเปลี่ยนกับเงินตราจำนวนที่ไม่มากเท่าไหร่นัก กระนั้นเพื่อให้ครอบครัวกินดีมีสุข อีโมจึงพยายามไม่เสียใจ ทว่าก็ได้แต่พยายามฝืนทน คาดหวังกับสิ่งที่กำลังเป็น หวังว่าเจ้านายที่ซื้อนางไปจะใจดีมีเมตตา 

คราวแรกโชคเข้าข้างนางให้นางเจอเจ้านายแสนดี รักใคร่ลูกน้องและให้ความสำคัญดั่งเฉกว่าเป็นมนุษย์เช่นกัน ไม่ใช่ทาสรับใช้ชั้นต่ำ เจ้านายสอนให้นางหัดเขียนหนังสือและคำนวณเลข สอนบัญชีและเรื่องต่างๆเพื่อให้นางแบ่งเบาภาระงานอีกแรง ซึ่งนางตอบรับได้ดีเลิศ นางมีพรสวรรค์เรื่องคำนวณ งานในส่วนนี้เจ้านายจึงหายกังวลและปล่อยให้นางทำอย่างสบายใจ 

กระนั้นเจ้านายอยู่กับนางได้ไม่นาน พอย่างสู่ฤดูหนาวที่สามของชีวิตระหว่างเจ้านายและนาง เรื่องราวพลันจบลง เจ้านายล้มป่วยด้วยโรคระบาด นางอยากรับใช้เจ้านายจนถึงวาระสุดท้าย แต่ทว่าเจ้านายใจดีเกินไป เขายกเลิกสัญญาทาสและปล่อยให้นางเป็นอิสระ มีสิทธิ์เลือกหนทางของตัวเอง ให้ใช้ความรู้เรื่องเขาสอนสร้างชีวิตความเป็นอยู่ มีความสุขและครอบครัว 

เจ้านายสูญเสียลูกสาว ทำให้คราวแรกที่เขาเห็นนางในกรงจึงตัดสินใจอย่างไม่ลังเลที่จะซื้อด้วยค่าตัวราคาถูก เขามองนางเป็นดั่งลูกสาว ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันจึงไม่เคยแตะต้องนางแม้แต่ปลายเส้นผม ปฏิบัติต่อนางด้วยความเอ็นดูและรักจากหัวใจ 

บทความสัมพันธ์ในช่วงสามปีจบลง นางมีเงินเก็บส่วนหนึ่งและใช้มันเป็นทุนตั้งต้นชีวิตใหม่ เริ่มจากทำงานในร้านอาหาร และเปลี่ยนไปทำงานบัญชีให้กับสมาคมพ่อค้า ทุกอย่างเหมือนราบรื่นไม่มีอะไรติดขัด กระทั่งวันหนึ่งนางพบรักกับพ่อคนหนึ่ง ทั้งสองตกหลุมรักกันและอาศัยอยู่ด้วยกัน 

ขณะที่อีโมกำลังเล่าระลึกถึงความหลัง แววตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและขมขื่น เมรัยนั่งฟังเงียบๆก้มหน้า มือประครองแก้วชาสั่นระริก 

“กระนั้นความรักเป็นเพียงเรื่องฆ่าเวลาสำหรับเขา..” 

ความรักใดหน่อเป็นจริงดั่งเทพนิยาย อีโมส่ายหน้าและเล่าสรุปถึงตอนที่เขาช่วงชิงทุกอย่างไปจากนาง ในคืนวันหนึ่งที่เขาจากไปโดยทิ้งคำกล่าวหาไว้ให้นางอย่างโหดร้าย ประกาศว่านางเป็นชู้รักและหญิงเลวทราม พ่อค้าผู้นั้นมีภรรยาที่รักข้างกายอยู่แล้ว นางคือมือที่สามที่เข้าไปยุ่งสร้างความแตกร้าว เป็นนางมารที่ถูกตราหน้าว่ากะหล่อนและถูกขับไล่ทั้งจากที่ทำงานทั้งจากสังคม กระทั่งนางหนีมาใช้ชีวิตที่นี้โดยก่อนที่นางจะตัดสินใจจบชีวิต ทว่านางกลับรับรู้ในท้องของนางมีเจ้าตัวน้อยเสียแล้ว 

“ฮึๆเพราะลูกชาย ข้าถึงรู้ว่าชีวิตยังมีความสุข” 

อีโมพลิ้วหน้ายิ้มให้พวกเมรัย นารีสีหน้าเข้มขรึมจนน่ากลัว ในหัวดวงดาวน้อยอยากเอามีดกรรโชกไส้เจ้าผู้ชายบัดซบนั้นจริงๆอย่าให้นางรู้นะว่ามันมุดหัวที่ไหน แววตาสีเขียวเกล็ดพญานาคหรี่ต่ำแฝงจิตสังหาร อีโมได้แต่หัวเราะและบอกว่าอย่าใส่เลย เรื่องมันผ่านแล้ว 

“ขอโทษ..ค่ะ” 

เมรัยหดมือเข้าใต้เสื้อพยายามกำมันไม่ให้สั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว สีหน้าหมอผีน้อยย่ำแย่คล้ายคนป่วย เรื่องที่อีโมเล่ากระทบหัวใจเมรัยอย่างรุนแรง นางพยายามก้มหน้าปิดซ่อนความทรมาน อีโมสบตาเมรัยและจึงเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับสาวน้อย อีโมรีบลุกจากเตียงและเข้าสวมกอดเมรัยทันใด 

“ไม่เป็นไรจ๊ะๆไม่เป็นไร” 

“…”นารีลนลานรีบกุมมือเพื่อน นางไม่คิดว่าเมรัยจะอ่อนไหวเพียงนี้ 

หญิงสาวใช้สองแขนสวมกอดสาวน้อยเหมือนแม่นกกำลังให้ความอบอุ่นลูกนก พยายามปลอบประโลมเจ้าลูกนกว่าให้ลืมๆมันเสีย อีโมรู้สึกผิดยิ่งนักที่เรื่องราวของนางทำร้ายสาวน้อยตัวเท่านี้ นางคิดไม่ถึงว่าชีวิตเมรัยนั้นก็แทบไม่ได้แตกต่างจากนาง ชีวิตภายใต้วังวนแห่งความสูญเสียและต้องวิ่งหนี 

หนีตั้งแต่อายุเท่านี้ สิ่งที่อีโมเจอคงสะกิดแผลเมรัยจนสาวน้อยเจ็บรวดร้าว 

“แคกๆ” 

“ค คุณอีโม” 

หญิงสาวผละจากร่างสาวน้อย พลางเบือนหน้าหนีใส่กำแพงไอเสียงดัง น้ำเสียงที่ใครๆฟังแล้วรู้ว่ามันไม่รางดี หลังจากอาการป่วยอีโมทุเลา นารีใช้เครื่องมือพิเศษที่เผ่าดาราคิดค้นเพื่องานวิเคราะห์โดยเฉพาะ ตรวจสภาพร่างกายหญิงสาวอย่างละเอียด เมรัยเฝ้ามองสหายเงียบๆหมอผีน้อยสีหน้าย่ำแย่ทว่านางฝืนทนเก็บกดความรู้สึก ยกแขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตาและนั่งเรียบร้อยมิสร้างเสียงรบกวน เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า 

เงาเสาบ้านเคลื่อนตัดผ่าน ยอดหญ้าพัดพลิ้ว พลันบัดเกิดเสียงขวดแก้วล้มกลิ้งกระแทงก้อนหิน ทว่ายามนี้มิมีใครใคร่สนใจ 

ผลตรวจปรากฏว่าภายในร่างกายหญิงสาวมีโรคร้ายกำลังลุกลามสร้างความเจ็บแสนสาหัส นารีไม่ใช่หมอแต่คิดว่าอาการป่วยนี้มิใช่ไข้หวัดธรรมดา นางมิรู้ว่าในโลกมนุษย์เรียกมันว่าโรคอะไร ดวงดาวน้อยขมวดคิ้วสีหน้าบ่งบอกความไม่เข้าใจ เป็นเมรัยที่พอทราบเรื่องราวโรคร้ายชนิดนี้ “ 

นาคราชสีชาด 

” หมอผีน้อยรู้จักเจ้าตัวร้ายจากหนังสือโบราณและเรื่องเล่าจากปากนักเดินทางพเนจร 

นาคราชสีชาดจัดว่าเป็นโรคมรณะ อันตราย และร้ายกาจ เปรียบเหมือนอสรพิษที่รัดพันเหยื่อจนคอสิ้นลมหายใจช้าๆ มันเคยแพร่ระบาดเป็นวงกว้างที่แคว้นข้างเคียงเป็นเวลาหลายสิบปี สมัยก่อนมันคร่าชีวิตผู้คนนับพันโดยไม่ต้นตอและไม่มีลักษณะการแพร่ระบาดแน่ชัด อาการผู้ป่วยจะเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่พอนานวันจะมีอาการทรุดหนักเรื่อยๆกระทั่งเสียชีวิต ลักษณะการตายของผู้ป่วยคือที่มาของชื่อโรคนี้ เพราะวันผู้ป่วยตายจะมีร่างกายบิดเบี้ยวเหมือนถูกงูรัดบดขยี้ เวลาการเติบโตของโรคประมาณสองอาทิตย์ สมัยก่อนเรื่องวิธีรักษาทำได้ยากเพราะไม่สามารพหาต้นตอโรคได้ ทว่าปัจจุบันมีวิธีรักษาโรคนาคราชสีชาดได้แล้ว วิธีการนั้นไม่ยากแค่มีเงินและสมุนไพรพิเศษ 

สมุนไพ 

ศรพิษพิฆาต 

คือสมุนไพรตัวสำคัญที่ใช้ทำยารักษา 

“เราจะหามันได้ที่ใดหรือ” 

“คิดว่าบนภูเขาในถ้ำ…ถ้ำ…” 

หมอผีน้อยยันกายลุกมาเปิดอกเสื้ออีโม บนผิวสีขาวไข่มุกบริเวณหัวใจปรากฏรอยปานสีแดงดำที่มีรูปร่างคล้ายงูตัวเล็กกำลังเลื้อยคลานอย่างหิวกระหายดั่งว่ามันหมายกลืนกินหัวใจหญิงสาวด้วยแววตามรณะ เมรัยหรี่ตาต่ำพยายามระลึกความหลังครั้งนางเคยออกผจญภัยรอบเมืองลักกี้ สมัยยังเป็นเด็กซ่าท้าความตาย บุกตะลุยสำรวจโลกใบใหม่อย่างบ้าระห่ำ วิ่งปะทะความตายและได้บาดแผลเต็มตัว คราวกลับบ้านก็โดนบาเบลร่าตีก้น 

“ข้ายังจำความรู้สึกแสบก้นได้ดี” 

“กลับเข้าเรื่องก่อนสิย่ะ ถ้ำที่เจ้าว่าคือที่ใด” 

“มันอยู่หลังสุสานลับที่พวกเราไปเมื่อวาน…เดินขึ้นเขาไปอีกนิด ข้ามน้ำตกยักษ์ และจะมีวิหารสังการะเผ่าเทพปักษา..เดินๆปีนๆไปทางซ้ายจะเจอปากถ้ำที่มีหน้าตาเหมือนรูปสามเหลี่ยม” 

นารีให้ปวดขมับ นางหลุบตาเบือนหน้าหนีใช้ความคิดนึกภาพตามคำเมรัย แม้ดวงดาวน้อยทราบว่าสหายมีความรู้ ความคิด การอ่านไม่เหมือนคนปกติ กระนั้นคิดไม่ถึงว่าเพื่อนจะบรรยายได้ดีเลิศเช่นนี้ พูดซะนางนึกไม่ออก 

“อ่ะ ที่สำคัญหน้าปากถ้ำมันมีต้นไม้เหมือนหัวมังกรด้วย”เมรัยดีดนิ้ว ดวงตาประกายสดใส นางมั่นใจว่าต้นศรพิษพิฆาตอยู่ในถ้ำนั้น นางเคยเห็น 

ขณะสองสาวน้อยวางแผนตามหาตัวยาสำคัญ อีโมนอนโทรมบนเตียงมีผ้าห่มคลุม นางลอบมองพวกเด็กๆที่กำลังคิดแผนอย่างสนุกสนามดั่งว่ากำลังทำทุกอย่างเพื่อคนสำคัญ นางและพวกเด็กๆพึ่งรู้จักกันมินาน ความห่วงใยของเมรัยกับนารีทำให้อีโมสงสัย ความหวังดีทุ่มเททั้งกายและใจ หมายให้นางหายจากโรคร้าย หญิงสาวคลี่ยิ้มและเอ่ยขึ้น 

“ขอบใจพวกหนูนะจ๊ะ แต่ไม่ต้องตามหามันหรอกจ๊ะ” 

“ทำไมละค่ะ” 

“เพราะข้ารู้ดีว่าตัวเองอยู่ได้อีกไม่นาน…” 

“…”คำพูดอีโมเปรียบดั่งคำกล่าวลา น้ำเสียงแผ่วเบาราวเปลวเทียนที่ใกล้มอดดับและเสมือนคนใกล้พบจุดจบ นารีเบิกตากว้างเหมือนเมรัยที่ตกตะลึงอย่างไม่เชื่อหูตนเอง สองสาวแน่นิ่งราวถูกมนตร์สะกดมิให้ขยับเขยื้อน อีโมคลี่ยิ้มละไมดูเด็กๆพลางยันท่อนบนขึ้นหมายจะยืนพิงหลังเตียง นางยกมือปิดปากไอเบาๆและเริ่มเล่าถึงเรื่องราวหลังจากที่ลูกชายกำเนิด วันเวลานั้นแสนสุขไร้ซึ่งภัยอันตราย ในกระท่อมใต้หลังคาอิฐ ฤดูกาลที่ผันแปร มีแสงแดดสาดส่อง หิมะโปรยปราย สายฝนหลั่งริน ลูกเห็บซัดสาด และสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างในบางครั้งก็พัดโชยกลิ่นอายของความหลังและกลิ่นหอมดอกมะลิ อีโมพลิ้วหน้ามองลอดละอองสีแดดขาวโพลน มองดูท้องฟ้าที่ยังคงมีสีฟ้าครามเฉกเช่นวันวาน หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป ทว่าบางสิ่งกลับไม่เคยเปลี่ยนแปลง 

“เด็กคนนั้น…เอาแต่ใจ เกเร ไม่สนใจฟังคำใคร ทั้งวันเอาแต่วิ่งเล่นและทำตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มเด็กเล็ก..เที่ยวเล่นไปตามตรอกซอย” 

อีโมยิ้มละไมดังว่านั้นคือคือรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขทั้งชีวิต เมรัยจับจ้องมองรอยยิ้มที่นางเคยสัมผัสเมื่อครั้งคุณแม่ยังมีชีวิต ยามนั้นที่นางและคุณแม่ยังอยู่ด้วยกัน 

ไม่ว่าลูกชายหรือลูกสาวล้วนแล้วแต่เป็นดวงใจและความสุขสูงสุดของมารดา สิ่งสำคัญเปรียบความรักบริสุทธิ์ ขาวสะอาดเหมือนผ้าไหมและล้ำค่าเหนือมณี อีโมดีใจที่ครั้งหนึ่งตนมีโอกาสมอบชีวิตให้เด็กคนหนึ่ง เลี้ยงดูและเฝ้ามองเขาเติบโต ทุกๆวันที่ต้องคอยดูแลเรื่องเสื้อผ้า เรื่องอาหารสามมื้อ เวลาที่เขาป่วยย่อมอยู่เคียงไม่ไปไหนเฝ้าห่วงใยและระวังยามกลางคืนที่มีไอฝนประปราย ทุกครั้งที่เห็นเขาตัวมอมแมนสะบักสะบอมกลับบ้านก็ต้องเป็นห่วงกังวล กลัวว่าสักวันเขาจะบาดเจ็บยิ่งกว่านี้ แม้พยายามตักเตือนเท่าไหร่ เขาไม่เคยเปลี่ยนมาเชื่อฟังนาง ลูกชายของอีโม กิฟเป็นเด็กเกเรและชอบทำตาขวาง เด็กๆในระแวงต่างหวาดกลัวและติดตามกิฟ กิฟกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มและไม่ว่าเขาจักทำสิ่งใด อีโมไม่เคยทราบ เพราะชีวิตของนางมิเคยออกไปไหนไกลจากกระท่อม 

สมัยก่อนนางต้องไปทำงานในเมืองเพื่อหาค่าเลี้ยงชีพ ทว่าหลังๆมานี้กิฟมักออกไปนอกบ้านและนำอาหารกลับมาให้นางแทน 

นางมิรู้ว่าเขาทำใช้วิธีใดหาขนมปังและผลไม้ วันหนึ่งนางเคยถามว่าอาหารที่ได้นั้นขโมยมาหรือไม่ กิฟบอกไม่ใช่แต่ก็มิได้อธิบายเพิ่ม อีโมรู้สึกกังวลแต่ก็จนปัญญาสืบเรื่องราว ลูกชายนางเริ่มพูดโกหกและหลบสายตา วันของนางๆได้แต่ปล่อยชีวิตผ่านเลยไป กระทั่งอาการป่วยเริ่มแสดงชัดเจน กิฟพอทราบว่านางป่วยก็ยิ่งนิ่งเงียบมากขึ้นราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน การเปลี่ยนแปลงของเขาทำให้นางหวาดกลัว เพราะเหมือนว่าเรื่องลูกชายจะกลายเป็นเรื่องที่นางไม่เข้าใจ ระยะห่างระหว่างนางและลูกไกลทอดยาวเรื่อยๆกลัวแต่สักวันเขาจะจากไปในที่ที่นางตามไปไม่ถึง 

“เรื่องพ่อของเขา ข้ามิเคยเล่าให้ฟังเพราะหากเขารู้ว่าพ่อเป็นใครคงเสียใจ..” 

เล่าอยู่เป็นนาน ความรู้สึกมากมายเอ่อทะลัก เมรัยและนารีฟังจบแล้วทว่าไม่คิดเปลี่ยนใจ พวกนางยังอยากช่วยอีโม เพราะอีโมทำให้เมรัยนึกถึงคุณแม่ของนาง นารีก็มิอยากปล่อยหญิงสาวจบชีวิตทั้งอย่างนี้ และความหวังของพวกนาง ยังมีคนที่อยากให้อีโมมีชีวิตยิ่งกว่าใคร เพราะว่านั้นน่ะ 

คือความปรารถนาของ… 

“อย่าพูดบ้าๆนะ!!” 

เสียงหนึ่งตวาดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด หลังกำแพงห้อง อีโม เมรัย นารี ทั้งสามตกกะใจด้วยไม่ทันคิดจะมีใครทำเสียงดัง พวกนางหันไปมองและพบว่าคนที่หลบอยู่หลังกำแพงและแอบหลบดักฟังพวกนางคุยกันเป็นเวลานานคือเด็กที่ถูกกล่าวถึง กิฟแต่งกายด้วยเสื้อผ้าไหม เด็กน้อยพยายามกำหมัดเม้นปากข่มกลั้นความดื้อรั้น 

“ข้าไม่ให้แม่ตายเด็ดขาด!!” 

“กิฟ..”อีโมเจ็บปวดรวดร้าว นางไม่อยากตาย นางเคยปรารถนาความตายเพื่อหลีกหนีจากอดีตและโลกที่ทอดทิ้งนาง กระนั้นยามนี้ไม่ใช่อีกแล้ว อีโมอยากมีชีวิตอยู่เพื่อลูกคนนี้ ลูกที่ยังเล็กและกำลังสับสน อยากโอบกอดเขาเอาไว้ อยากอยู่ข้างๆเขายามที่เขาไม่เหลือใคร อยากเห็นเขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งและมีครอบครัวที่มีความสุข อยากเห็นเขายิ้มอย่างร่าเริงและเล่นสนุก สิ่งที่นางอาลัยอาวรณ์มีมากมาย แล้วเหตุใดเล่านางจึงต้องจากไป 

น้ำตาเอ่อล้นด้วยความโศกเศร้า คนเรานั้นเกิดมาเพียงหนึ่งครั้ง เพียงแค่ครั้งเดียวที่สามารถมีความสุขกับคนที่รัก 

กิฟอยากร้องไห้แต่เขาจะร้องมิได้ เด็กชายกลั้นน้ำตา “แม่ต้องหาย..หายดี..” 

แด็กน้อยเงยหน้าขึ้น “แม่ต้องหายดี!!ห้ามบอกตัวเองจะตายอีกนะ!!” 

เขาสะบัดร่างวิ่งออกนอกกระท่อม หัวใจที่บอบช้ำเกิดจากการที่ต้องเห็นผู้เป็นที่รักเจ็บปวดและอ่อนแอลงทุกวัน คนที่เจ็บปวดไม่ใช่มีแต่อีโมเท่านั้น หญิงสาวไม่รู้เลยว่าภายในตัวเด็กเล็กๆเท่านี้เก็บงำความรู้สึกเจ็บปวดไว้เพียงใด ในวันนี้ วันที่เขาเอ่ยกับนางและวิ่งหนีไปด้วยความสับสน แม้กิฟรู้ว่าครอบครัวตนไม่มีเงินและไม่มีทางตามหาสมุนไพรที่จำเป็นเจอ เพราะรู้ความจริงอันโหดร้ายจึงวิ่งหนี เพราะรู้ว่ามันไม่มีทางรักษาจึงไม่กล้าเผชิญหน้า 

ความหวังที่เอื้อมไปไม่ถึง สู้ไม่มีเลยดีกว่า 

“…”เมรัยสงบนิ่ง นางลุกขึ้นพลางบอกนารี 

“ข้าจะตามกิฟไปนะ เจ้าไปหาสมุนไพร” 

“เข้าใจแล้ว” 

บางครั้งความจริงมันโหดร้าย บางครั้งความจริงไม่ทำให้เรามีความสุข 

“เพราะเช่นนั้นพวกเราจึงลงมาอย่างไรล่ะ..” 

นารีพึมพำ สิ่งที่บางคนเอื้อมมือคว้าไม่ถึง สิ่งที่หลายคนไม่อาจทำสำเร็จ พวกนางเหล่าเผ่าดาราคือแสงที่จะมอบความหวังแก่ผู้ที่เฝ้าหวังและหวังอยากทำมันให้เป็นจริง แสงแห่งความหวังที่ทอประกายบนฟากฟ้าชั่วนิรัน บัดนี้มันได้ตอบรับความปรารถนาและความพยายามของเด็กชายแล้ว… 

โปรดติดตามตอนต่อไป... 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น