เขียน'สือ

ยินดีต้อนรับ 'ซือซือ' ที่น่ารักของเราทุกคน #ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนทุกรูปแบบนะคะ #ด้วยรัก

เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ #04

ชื่อตอน : เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ #04

คำค้น : พอร์ชโซ่ เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ เขียนสือ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.2k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มิ.ย. 2561 11:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ #04
แบบอักษร

​ 

เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์

{04}




            “ตกลงแล้วจะไม่บอกกันจริงๆใช่ไหมว่าแกไปต่อยเขาเรื่องอะไร” ยายของโซ่เอ่ยถามเป็นรอบที่ร้อย ในขณะที่เจ้าตัวก็เอาแต่ปิดปากเงียบไม่ยอมบอกใครเช่นเคย


            “ผมไปหาไอ้ล้อมที่วัด ไม่ต้องรอเปิดบ้านนะ” พูดจบก็ผละเดินออกจากบ้านมา โดยที่ไม่ฟังเสียงบ่นเตือนจากคนข้างหลังแม้แต่น้อย


            ผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์หลังจากโดนทำโทษด้วยการพักการเรียน ตั้งแต่วันนั้นโซ่ก็ไม่ได้เจอกับตัวป่วนอย่างพอร์ชอีกเลย และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้โซ่รู้สึกดีมากที่ไม่ต้องหงุดหงิดรำคาญใจอะไรกับคนแปลกหน้าแบบนั้น


            “มาแล้วหรอครับท่านโซ่” บุญล้อมเอ่ยทักทายในขณะที่กวาดใบไม้อยู่ตรงลานวันอย่างทุกที เพราะตั้งแต่วันที่โดนสั่งพักการเรียน บุญล้อมก็เป็นธุระจัดการเรื่องการบ้านและรายงานรวมถึงช่วยเล่าและอธิบายถึงงานภาคปฏิบัติที่เพื่อนๆลงมือทำไปแล้วให้ฟังอีกด้วย


            “เบื่อว่ะ” ทิ้งตัวนอนหนุนแขนตัวเองบนแท่นปูนที่หลวงพ่อท่านสร้างล้อมต้นโพธ์ไว้ให้ชาวบ้านที่มาทำบุญได้มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ


            “ถ้าอย่างนั้นผมเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟังดีไหมครับ” บุญล้อมทิ้งไม้กวาดลงพื้น แล้วรีบวิ่งเสนอหน้าเข้ามานั่งข้างๆเพื่อน เพราะกำลังคันปากอยากพูดอยู่พอดี


            “ว่ามา” คำตอบที่ได้จากโซ่ทำเอาบุญล้อมตกใจตาโต เพราะน้อยครั้งนักที่โซ่จะยอมฟังเรื่องเล่าที่ออกจากปากของตน ซึ่งส่วนมากมักจะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของคนอื่นทั้งสิ้น


            “หลังจากที่กลับมาเรียนได้สองวัน คุณต้นก็ต้องลากลับไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งนะครับ”


            “เพราะกูหรอวะ” โซ่เริ่มเป็นกังวล เพราะกลัวว่าตัวจะเป็นต้นเหตุให้ใครต้องบกพร่องหรือพิการทางด้านใดไปเพียงเพราะความอารมณ์ร้อนของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะโกรธและไม่ชอบใจในสิ่งที่ต้นดูถูกตนไว้ก็จริง


            “ไม่ใช่ครับ” ส่ายหน้าบอกอย่างมีเลศนัย ทำเอาโซ่เริ่มอยากรู้ขึ้นมาบ้าง


            “ใครวะ?”


            “คุณพอร์ชช่างยนต์ครับ”


            “เหี้ย!” โซ่สถบลั่นเมื่อได้ยินชื่อของคนที่ไม่อยากเกี่ยวข้องมากที่สุดจากปากของเพื่อน


            “ใช่ครับ…คุณต้นน่ะเหี้ยมากๆเลย ไปพูดจาดูถูกท่านโซ่กับคุณพอร์ชลั่นโรงอาหารเลย คุณพอร์ชเขาก็เลยสมนาคุณด้วยส้นตีนให้เป็นของขวัญตอบแทนอย่างดีเลยครับ”


            ป้าบ!


            “กูหมายถึงว่าไอ้เหี้ยพอร์ชนั่นแหละเหี้ย! มาเสือกอะไรด้วย เดี๋ยวพวกแม่งก็เอาไปลือกันแบบมั่วๆอีก แล้วมึงนะไอ้ล้อม มึงเป็นเด็กวัดสวดมนต์นั่งสมาธิถือศีลห้าทุกวันอย่ารึทะลึ่งพูดหยาบคายเลียนแบบพวกกู เดี๋ยวหลวงตาได้ตีตาย” ตบหัวเพื่อนรักดังเต็มแรงอย่างเตือนสติ เพราะไม่อยากให้บุญล้อมหลุดกรอบธรรมเสียคนเพราะตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่คำพูดก็ตาม เพราะอยากจะให้เพื่อนเป็นผ้าขาวในหมู่มารอย่างพวกเขาตลอดไป


            “ดีแล้วครับที่คุณพอร์ชเขาเป็นคนจัดการ ถ้าไม่อย่างนั้นผมกับพวกเพื่อนๆคงจะต้องโดนสั่งพักการเรียนกันทั้งห้องเพราะกระทืบคุณต้นเหมือนอย่างที่คุณพอร์ชโดนแน่เลยครับ” พูดบอกด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชม จนโซ่อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากออกมาด้วยความหมั่นไส้ แลก่อนที่จะยกมือขึ้นโบกศีรษะเพื่อนรักไปอีกที


            ป้าบ!


            “โอ้ย…ตบกระผมทำไมครับท่านโซ่! ผมพูดเรื่องจริงทั้งนั้น นี่พวกเพื่อนที่ห้องคุยกันไว้ว่า ถ้าคุณต้นยังกล้าโผล่หัวกลับมาเรียน พวกเขาจะพากันกระทืบเสียให้จมส้นตีน!” ไม่เพียงแค่พูดเปล่า แต่เพื่อนรักศีลห้าของโซ่ยังแสดงท่าทางด้วยการใช้เท้าเหยียบขยี้ใบไม้ที่พื้นเสียจนแหลกละเอียด


            “อาการหนักนะมึง ศีลที่นั่งท่องจำมาตั้งแต่เด็กแต่เล็กบินหายไปกับสายลมหมดแล้วกระมังครับไอ้คุณบุญล้อม” ส่ายหน้าพูดจาล้อเลียนเพื่อนรักด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย ก็คงจะมีแต่บุญล้อมนี่แหละที่มีบุญ(หรือบาป?)ที่ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของโซ่บ่อยๆ ต่างจากยศที่น้อยครั้งนักที่โซ่จะหยอกล้อพูดคุยได้อย่างเต็มอกเหมือนบุญล้อม แม้ว่าเขาทั้งสามคนจะสนิทและเติบโตขึ้นมาด้วยกันก็ตาม


            “ศีลหายก็ต่อใหม่ได้ครับ แต่จิตใจและความรู้สึกของคุณโซ่กระผมไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายลงไปได้หรอกครับ” ก็รู้ดีว่าบุญล้อมธรรมะธรรมโมแต่ก็ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็น เพราะเจ้าตัวเป็นพวกกวนๆกวนๆ ชอบหลอกด่าคนด้วยคำพูดสุภาพอ่อนน้อมด้วยหน้าซื่อๆ ของมันไปเรื่อย จนเพื่อนๆในห้องต่างก็พากันตั้งฉายาให้มันว่า ‘มหาหน้าส้นตีน’ ดีขึ้นมาหน่อยก็ ‘มหาปลอม’ เพราะช่วงหลังเจ้าตัวมันเริ่มหลุดคาแรคเตอร์เด็กวัดของตัวเองไปมากโข


            “กูจะซึ้งดีมั้ยวะ?” แกล้งถามออกไปนิ่งๆ ต่างจากหัวใจที่สั่นระรัว เพราะนานมากแล้วที่ไม่มีใครเข้ามาพูดให้กำลังใจแบบนี้ ส่วนมากจะมีแต่ซ้ำเติมเสียมากกว่า จนบางทีโซ่เองก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองนั้นไร้ค่าเกินไปหรือเปล่า


            “ซึ้งเถอะครับ เพราะไอ้บุญล้อมคนนี้จะดีใจมาก” กระพริบตาปริบๆอย่างออดอ้อน ประหนึ่งว่าตนนั้นเป็นดั่งสาวน้อยน่ารัก


            ป้าบ!


            “พอเถอะมหากูจะอ้วก...ไอ้ห่า” และก็เป็นอีกครั้งที่บุญล้อมโดนโซ่เบิร์ดกะโหลกจนผมกระจาย ข้อหาทำให้คลื่นไส้เพราะสีหน้าและท่าทางอันน่าสยดสยองของมัน

..

..

..

            “ช~ พอร์ช~ ไอ้พอร์ช~ ไอ้ห่าพอร์ช!”


            ปึก!


            “โอ้ยป๋า! ขว้างมาได้ถ้าหัวผมแตกไปเนี่ยใครจะรับผิดชอบ”  พอร์ชร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เพราะโดนคุณป๋าบังเกิดเกล้าลิวแฟ้มเอกสารลอยละลิ่วมาโดนเข้าจังๆที่กลางหัว


            “แล้วใครใช้ให้แกเหม่อล่ะห้ะ! แล้วนี่อะไร? เวลางานมาใส่หูฟังอย่างนี้แล้วถ้าเกิดลูกค้าเข้ามาจะรู้เรื่องกันไหม”  เสี่ยใหญ่เจ้าของร้านก้าวเดินเข้ามาหยิบแฟ้มเอกสารเล่มหนาของตัวเองคืนทั้งยังตำหนิติเตียนลูกชายคนเล็กของตนไปด้วย


            “แหม่ป๋าก็! ผมก็แค่กำลังทดลองเป็นลูกสะใภ้ป๋าเท่านั้นเอง…อยากจะรู้จริงๆว่าตอนนั้นมันกำลังคิดอะไรอยู่” ประโยคแรกก็พูดกับคนเป็นพ่ออยู่หรอก แต่ประโยคสุดท้ายเหมือนว่าจะบ่นกับตัวเองเสียมากกว่า เพราะพอร์ชกำลังทดลองเป็นโซ่หนึ่งวันเผื่อจะเข้าใจได้บ้างว่าตอนที่โซ่นั่งเหม่อโดยมีหูฟังครอบอยู่ที่หูนั้นเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้มีสีหน้าไร้อารมณ์ต่างจากแววตาที่ดูเหงาหงอยเศร้าสร้อยจนน่าสงสารแบบนั้น


            “ลูกสะใภ้อะไร อย่าบอกนะว่าแกมีแฟนแล้ว” เขาถามด้วยสงสัยอยากรู้เป็นที่สุด


            “แหมป๋าก็! ทำตกใจไปได้ หล่อๆแบบผมจะมัวเป็นโสดอยู่ทำไม…น่าเสียดายจะตาย” แสร้งทำจริตบิดเนื้อบิดตัวจนหน้าหมั่นไส้ ก่อนที่จะร้องออกมาเสียงหลง เมื่อโดนคุณป๋าที่เคารพรักเขกกะโหลกเข้าให้


            โป๊ก!


            “จะไม่ให้ฉันตกใจได้ยังไง ทุกทีก็เห็นควงคนนั้นคนนี้ไปทั่วไม่เคยจริงจังกับใครสักคน แล้วทำไมถึงได้คิดจะมีเมียหรือว่าแกเบื่อที่จะเป็นเพลย์บอยแล้ว?” เพราะรู้ดีว่าลูกชายคนเล็กของตัวเองเป็นยังไงเขาถึงได้ถามออกมาอย่างรู้ทันแบบนี้ ถ้าเป็นรุ่นเขาในวัยเดียวกันกับพอร์ชในตอนนี้มันคงจะเร็วเกินไปที่จะมีแฟนหรือมีเมียเป็นตัวเป็นตน แต่หากสมัยนี้มันกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ชินตาไปเสียแล้ว และถ้าจะให้ห้ามนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะวัยรุ่นอยู่ในช่วงอยากรู้อยากลองเรื่องรั้นตะแบงละก็เป็นที่หนึ่ง ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ จะพาเตลิดกันไปใหญ่


            “ไม่เบื่อหรอกป๋า เพียงแต่ตอนนี้ผมเจอคนที่น่าสนใจมากกว่าสาวๆพวกนั้นก็เท่านั้นเอง” พอร์ชบอก


            “สนใจ?” เลิกคิ้วถาม


            “ใช่…สนใจมาก” พยักหน้าตอบลากเสียงยาว


            “เดี๋ยวก็ไม่พ้นคืนเหมือนเดิม เจ้าชู้อย่างแกหยุดอยู่กับใครได้ไม่นานหรอก…อย่างมากก็ไม่เกินสามวัน” ไม่ใช่ว่าจะดูถูกนะ แต่ก็อย่างที่บอกว่าเพราะเขาคนนี้รู้ดีว่าลูกชายคนเล็กของตนที่มองเรื่องความรักเป็นเรื่องฉาบฉวยไม่เคยครบใครจริงจังสักคน ต่างจากพี่ชายทั้งสองคนของเจ้าตัวที่มีรักมั่นคงและจริงจัง ไม่เคยที่จะล้อเล่นกับความรักเหมือนพอร์ชเลยสักนิด


            “โธ่ป๋า~ โคตรดูถูกกันเลยว่ะ” พอร์ชโอดครวญ


            “พอเลยๆ เลิกพูดเรื่องไร้สาระแล้วเอาเอกสารนี่ไปให้หลวงพ่อที่วัดแทนฉันที แล้วก็อย่าลืมบอกท่านล่ะว่าขาดเหลืออะไรให้โทรไปสั่งกับเฮียส่งได้เลย แล้วเดี๋ยววันศุกร์เย็นๆฉันจะเข้าไปตรวจดูรายละเอียดทีเดียวเลย” เขายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลที่ข้างในเป็นรายละเอียดของวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างเกี่ยวกับการบูรณะซ่อมแซมศาลาการเปรียญที่หลวงตาที่วัดไหว้วานให้พ่อของพอร์ชช่วยเป็นธุระจัดการให้ เพราะเสี่ยใหญ่รู้จักคนมากและค่อนข้างกว้างขวางในระดับที่พอจะช่วยบอกบุญต่อไปได้อีกหลายไกล


            “เรื่องซ่อมศาลาหรอป๋า” พอร์ชถาม


            “เออ รีบๆไปได้แล้ว เดี๋ยวเย็นย่ำแล้วหลวงพ่อท่านจะได้พักผ่อน”


            “ค่าจ้างล่ะป๋า” กระดิกนิ้วแบมือขอค่าเสียเวลาด้วยท่าทางกวนโอ้ย


            “เดี๋ยวนี้ใช้นิดใช้หน่อยไม่ได้เลยนะไอ้พอร์ช…คิดเงินทุกอย่าง” ถึงปากจะบ่น แต่เขาก็ควักเงินในกระเป๋าสตางค์ให้ลูกชายไปจำนวนหนึ่ง


            “ช่วยไม่ได้ ทีป๋ายังไม่ยอมให้ผมผลัดจ่ายค่างวดรถเลย ทวงตรงเป๊ะตลอด” ได้ทีพอร์ชก็พูดประชดเข้าให้ เพราะเจ้าตัวมักจะโดนคุณป๋าที่เคารพตามทวงค่างวดรถเป็นประจำอยู่ทุกเดือน และต้องหาเก็บเงินผ่อนรถด้วยตัวเอง ไม่ได้มีพ่อแม่คอยปนเปรอทุกอย่างให้ที่ใครเข้าใจ


            จริงอยู่ที่ครอบครัวของเขามีฐานะความเป็นอยู่ที่เรียกว่าสุขสบาย มีกินมีใช้ไม่เคยขาด แต่ทุกอย่างล้วนแล้วก็ต้องแรกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของป๋าและแม่ที่อดรนทนลำบากช่วยกันทำงานเก็บเงินมาตั้งหลายสิบปีกว่าจะมีได้อย่างทุกวันนี้ ฉะนั้นเขาและพี่ๆจึงต้องเฝ้าร้านทำงานแรกเงินเพื่อสิ่งของที่ตัวเองอยากจะได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่งานที่ว่ามันไม่ได้ไปไหนไกล แต่ต้องอยู่ช่วยป๋ากับแม่เฝ้าร้านทำงานเอกสาร ซ่อมรถ หรือไม่ก็ออกไปส่งรถในที่ไกลๆ มีแค่เขาคนเดียวก็ครอบคลุมทั่วทุกงาน หรือจะเรียกว่าเบ้ประจำบ้านก็ไม่ผิด แต่ก็อย่างที่เห็น เวลาของเขามักเป็นเงินเป็นทอง ใครอยากเรียกใช้ทำงานที่นอกเหนือจากงานประจำก็ได้ แต่ต้องจ่ายหนักหน่อยนะ เพราะถ้าค่าจ้างไม่ถึงมันก็ไม่คุ้มที่จะทำ

..

..

..

            “หึๆ ได้เวลาสนุกแล้วสิ” บุญล้อมที่กวาดลานวัดอยู่ไม่ไกลจากที่โซ่นอนหลับตาฟังเพลงอยู่ที่เดิมพึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นหัวโจกช่างไฟขี่ดูคาติสีแดงคู่ใจของเจ้าตัวเข้ารั้ววัดมาแต่ไกล แต่โซ่ยังคงนอนหลับตาพริ้มอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นเดิม


            “หลวงตาอยู่ไหมว่ะมหา” พอร์ชหยุดรถเปิดกระจกหมวกกันน็อคถามหาหลวงตากับบุญล้อมที่ตั้งท่ารออยู่ก่อนแล้ว


            “หลวงตากำลังเตรียมตัวสวดมนต์ทำวัดเย็นในโบสถ์ครับ” บุญล้อมบอกอย่างไม่มีการขัดเขิน เพราะเขาไม่เคยคิดว่าพอร์ชหรือแก๊งช่างยนต์เป็นศัตรูและไปวิ่งไล่ต่อยตีกันเหมือนอย่างที่เพื่อนๆทำ เพราะไม่มีเหตุผลใดๆที่ต้องทำอย่างนั้น อีกทั้งยังดูไร้สาระเกินไปด้วย


            “เออๆ ขอบใจว่ะ” พูดบอกขอบคุณเสร็จพอร์ชก็ตั้งท่าเตรียมตัวจะขี่รถไปยังจุดหมายปลายทางต่อ แต่ติดที่ถูกบุญล้อมเรียกรั้งไว้เสียก่อน


            “ไม่อยู่คุยกันสักหน่อยหรอครับ” บุญล้อมถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์


            “เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แล้วอีกอย่างคือกูรีบครับไอ้หมา!” พอร์ชว่า


            “ผมก็ไม่ได้บอกว่าอยากจะคุยกับคุณพอร์ชสักหน่อยนิครับ…หมายถึงคนนั้นต่างหาก” ใช้นิ้วหัวแม่มือชี้ไปทางด้านหลังของตัวเอง


            “ไอ้นิ่ง?” พอร์ชถึงกลับต้องถอดหมวกกันน็อคออกดูว่าตนนั้นไม่ได้มองผิดไป


            “ใช่แล้วครับ นั่นคือท่านโซ่ของกระผมเอง และในขณะนี้ท่านโซ่ก็กำลังอยู่ในห้วงนิทราเหมาะที่จะสร้างบรรยากาศที่สุด” นำเสนอประหนึ่งว่าโซ่เป็นตัวอะไรสักอย่างที่เจ้าตัวกำลังจัดแสดงรอให้พอร์ชมาเชยชม


            “มึงต้องการอะไร” พอร์ชหรี่ตามองบุญล้อมอย่างจับผิด เพราะตัวเขาไม่ได้รู้จักกับบุญล้อมเป็นการส่วนตัว และช่างยนต์กับช่างไฟก็เป็นอริกันมานาน เรียกได้ว่ามองไปทางไหนแทบจะเป็นไปได้เลยที่ไอ้คนตรงหน้านี้มันจะมาทำดีกับเขาแบบที่ไม่หวังผลตอบแทน


            “ผมแค่ต้องการให้ท่านโซ่ของผมมีความสุขก็เท่านั้น ส่วนนี่เสี่ยใหญ่ฝากมาใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมเอาไปให้หลวงตาเอง ตอนนี้ก็จะค่ำแล้ว ยังไงฝากคุณพอร์ชไปส่งคุณโซ่ด้วยนะครับ” อธิบายเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ ทั้งถือวิสาสะหยิบฉวยซองเอกสารที่เหน็บอยู่หน้ารถของพอร์ชมาถือไว้เอง ก่อนที่จะผละเดินออกไป โดยไม่ลืมที่จะพูดย้ำให้พอร์ชไปส่งโซ่ด้วย


            “อะไรของมันว่ะ” แม้จะยังมึนงงอยู่กับคำพูดของบุญล้อมอยู่ แต่พอร์ชก็ดับเครื่องจอดรถและเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างๆกับโต๊ะหินที่โซ่นอนอยู่ดี


            “มึงมีเรื่องเครียดอะไรนักหนาว่ะไอ้นิ่ง ถึงได้ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา ไม่พ้นแม้กระทั่งตอนนอนแบบนี้” ย่อตัวนั่งยอง จ้องมองหน้าโซ่อย่างสำรวจ นิ้วเรียวยาวเกลี่ยไปตามรูปคิ้วทั้งสองข้าง ลูบไล้ไปมาตามแพรขนตาหนา จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากได้รูป


            “ถ้ามึงยังไม่หยุดกูกระทืบแน่” เสียงนิ่งๆดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบของลานวัดที่ไร้ผู้คน แม้แต่หมาแมวก็ไม่มีสักตัว ทั้งที่ปกติแล้วพวกหมาแมวที่วัดจะวิ่งเล่นกันให้ครึกในเวลานี้


            “ว้า…กูยังไม่ทันได้จูบเลย มึงจะรีบตื่นขึ้นมาทำไมวะ” พอร์ชแสร้งทำเป็นถอนหายใจด้วยท่าทางยียวนกวนประสาททั้งที่ในใจก็แอบเสียดายอยู่ไม่น้อย


            “จูบตีนกูนี่ไง” ไม่เพียงแค่พูดเปล่า แต่ยังส่งฝ่าเท้าที่ว่างเปล่าของตัวเองเข้าไปประทับอยู่บนใบหน้าของพอร์ชอย่างที่พูดจริงๆ


            “เหี้ย!” พอร์ชปัดขาโซ่ออก


            “ยังดีที่รู้ตัว” ใส่รองเท้าเสร็จก็ลุกเดินหนีพอร์ชทันที


            “เอาตีนนาบหน้ากูแล้วจะหนีไปง่ายๆอย่างนี้เนี่ยนะ?” พอร์ชคว้าแขนโซ่ไว้


            “ก็อย่ามาเสือกกับกูสิ” พูดจบก็สะบัดตัวเดินหนีไปอีกครั้ง แล้วก็เป็นเหมือนกับเมื่อกี้ที่พอร์ชไม่ยอมปล่อยให้หนีกลับไปง่ายๆ


            “โทษที แต่กูอยากเสือก” ลอยหน้าลอยตาตอบด้วยท่าทางกวนอารมณ์


            “มึงจะเอายังไง?” ในที่สุดโซ่ก็ทนไม่ได้ หันมาเผชิญหน้ากับพอร์ชอย่างเอาเรื่อง


            “เอา…มึง”




TBC.

ลง 28/ก.ย./60

แก้ไข 14/มิ.ย./61

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}