Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ร้อนรักครั้งที่ 4 รักสามเศร้า เราสามคน

ชื่อตอน : ร้อนรักครั้งที่ 4 รักสามเศร้า เราสามคน

คำค้น : HEART , Erotic , หัวใจร้อนรัก , หมอกธาร , เมฆธาร , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.3k

ความคิดเห็น : 99

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2560 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ร้อนรักครั้งที่ 4 รักสามเศร้า เราสามคน
แบบอักษร



Part 4# Thara **รักสามเศร้า เราสามคน  **

*ผมไม่ใช่คนที่คุณตามหา ถ้าอยากเจอกันอีกครั้งก็รอพรหมลิขิตแล้วกัน ส่วนคนคนนั้นที่คุณอยากเจอ…ลองโทรไปที่เบอร์นี้ดูสิ 08x-xxx-xxxx *

โอ้พระเจ้า เมฆกับหมอกเป็นคนละคนกัน นี่มันเรื่องล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย!

ผมก้มอ่านจดหมายที่อยู่ในมือซ้ำไปซ้ำมา เพื่อพยายามมองว่าตัวเองมองหรือตีความผิดไป แต่ไม่ว่าผมจะอ่านทวนสักเท่าไหร่ เนื้อความของจดหมายมันก็ไม่เปลี่ยนจากเดิมเลยสักนิด

“เอ่อ...ไม่ทราบว่าคุณลูกค้ามีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ” เสียงของพนักงานสาวที่ถามขึ้นทำให้ผมหลุดจากภวังค์ สีหน้าของเธอเป็นกังวลเล็กน้อยเพราะเห็นท่าทีตกใจของผม

“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร” ผมพยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติ

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” พนักงานสาวค้อมตัวให้ผมเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวกลับแล้วเดินออกจากห้องไป ส่วนผมก็ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ พลางตั้งสติและใช้สมองเพื่อวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ถึงเมฆจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่หมอก แต่รูปร่าง หน้าตา ทรงผม น้ำเสียง รวมถึงตรงนั้นของเมฆเหมือนกับหมอกมาก มาก...จนผมเชื่อไม่ลงว่าจะเป็นคนละคนไปได้ เอาจริงๆ ถึงจะเป็นแฝดกันแต่ก็ไม่น่าจะเหมือนกันได้ขนาดนี้

แต่ถ้าสมมติว่าเมฆกับหมอกเป็นแฝดกันจริงๆ แบบนี้ก็เท่ากับว่าผมเป็นนางพญาเทครัวน่ะสิเพราะได้กิน (หรือถูกกิน) ทั้งพี่ทั้งน้อง!

โอ้พระเจ้า! เรื่องบ้าๆ แบบนั้นผมรับไม่ได้หรอกนะ ถึงผมจะชอบสนุกไม่ผูกมัดกับใคร แต่ถ้าจะให้ผมใช้ชีวิตแบบ 3 คนผัวเมีย ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน!

“ให้ตายสิ ปวดหัวชะมัดเลย” ผมยกมือกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้ม เพราะตอนนี้ผมไม่รู้ว่าหมอกกับเมฆเป็นฝาแฝดกัน หรือกำลังปั่นหัวเพื่อเอาคืนผมที่ถูกทิ้งเอาไว้ที่โรงแรมกันแน่

โดยส่วนตัวผมจะเทคะแนนให้กับอย่างหลังมากกว่า เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่าจำรูปร่าง หน้าตา และสรีระทั้งหมด โดยเฉพาะตรงนั้นของหมอกและเมฆได้อย่างขึ้นใจ ผมไม่คิดว่าแฝดที่ไหนจะเหมือนกันมากราวกับก็อปปี้ได้ถึงขนาดนี้ ส่วนเรื่องนิสัยของสองคนนั้นที่ไม่เหมือนกัน ก็ใช่ว่าจะแกล้งแสดงละครหลอกกันไม่ได้ซะเมื่อไหร่

เฮ้อออออ นี่มันคือบทลงโทษคนรักสนุกจากพระเจ้ารึยังไง ถึงได้ส่งหมอกกับเมฆเข้ามาป่วนจนผมหัวปั่นได้ถึงขนาดนี้ ส่วนไอ้เรื่องเบอร์นี่ก็เหมือนกัน ที่ให้มาเพราะมีแผนอะไรรึเปล่าผมก็ไม่รู้

จะเอายังไงดี?

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พลางหันไปมองเบอร์โทรที่ถูกเขียนอยู่ในกระดาษสลับกัน ผมชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจกดเบอร์แล้วก็โทรออก เพราะถ้าไม่โทรผมก็ไม่รู้จะไปหาคำตอบเรื่องนี้จากไหน ทางเดียวที่ผมจะรู้ได้ก็มีแต่การเผชิญหน้าเท่านั้น หวังว่ามันคงจะไม่ใช่กับดักหรือว่าหลุมพรางอะไรหรอกนะ

ผมรอสายด้วยหัวใจที่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ แต่ละวินาทีที่รอคอยมันช่างยาวนาน แม้ว่าความจริงมันจะผ่านไปแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นปลายสายก็กดรับแล้ว

[“สวัสดีครับ”] เสียงอันนุ่ม ทุ้ม และสุภาพที่ดังขึ้นทำให้ผมใจเต้นรัว

เสียงแบบนี้และวิธีการพูดแบบนี้ ปลายสายคือหมอกคนเดิมไม่ผิดตัวอย่างแน่นอน!

“สวัสดี นี่ฉันธารเองนะหมอก” ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติมากที่สุด เพราะถึงผมจะมั่นใจว่าปลายสายเป็นหมอก แต่ก็ไม่แน่ว่าหมอกกับเมฆอาจจะเป็นคนคนเดียวกัน แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นก็อาจกำลังวางแผนอะไรอยู่ก็ได้

แต่ทั้งที่ผมกำลังเครียดจนหัวแทบแตก หมอกกลับมีน้ำเสียงลิงโลดและดีใจที่ผมโทรไปหาอย่างสุดชีวิต

[“คุณธาร! นี่เป็นคุณจริงๆ ใช่มั้ยครับ! ผมไม่ได้กำลังฝันไปใช่มั้ย! ผมนึกว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้คุยกับคุณอีกแล้ว!”] น้ำเสียงของหมอกดูดีใจไม่ได้เสแสร้งเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นมันก็ทำให้เรื่องที่หมอกกับเมฆเป็นแฝดกัน มีน้ำหนักเทียบเท่ากับเป็นคนคนเดียวกันเข้าซะแล้ว!

ตอนนี้หัวใจของผมได้หล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะถ้าเกิดหมอกกับเมฆเป็นแฝดกันจริงๆ ผมมันก็เลวมากเลยน่ะสิที่มีอะไรกับทั้งพี่และน้อง ถึงตอนนี้ผมจะยังไม่ได้ชอบอะไรหมอกมากมาย แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนผมก็ไม่ควรนอกกายและนอกใจไปนอนกับคนอื่นใช่มั้ยล่ะ

แต่จะว่าไป เมื่อคืนก็ดูเหมือนผมจะรับปากว่าจะเป็นแฟนกับเมฆด้วยนี่นา ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...ผมมีแฟนพร้อมกันทีเดียวสองคนเลยงั้นหรอ!

ให้ตายสิ! สรุปแล้วผมคือนางพญาเทครัวจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย!

[“คุณธาร...คุณธารครับ...คุณธารครับ...คุณธาร...”] เสียงหมอกที่เรียกชื่อผมซ้ำไปซ้ำมา ในที่สุดก็ดังเข้าโสตประสาทจนทำให้ผมหลุดออกมาจากภวังค์

“ว่ายังไงนะหมอก?”

[“คือเมื่อกี้ผมถามว่า คุณธารรู้เบอร์ผมได้ยังไงน่ะครับ”] เอาแล้วสิ ผมก็ดันลืมคิดข้ออ้างก่อนโทรหาหมอกซะด้วย ส่วนถ้าจะให้พูดความจริง...ผมขอยอมกัดลิ้นตายซะยังดีกว่า!

“คือ...ฉันทำงานเป็นผู้จัดการโรงแรมเลยพอจะมีเส้นสายนิดหน่อยน่ะ เรื่องหาเบอร์มันก็แค่เรื่องง่ายๆ ไม่ได้ยากอะไรเลย” ว่าไปนั่น งานของผมมันจะไปทำแบบนั้นได้ยังไง ผมไม่ใช่ตำรวจ สายลับ หรือว่าเอฟบีไออะไรพวกนั้นสักหน่อย แต่หมอกกลับเชื่อผมอย่างไม่ติดใจสงสัยอะไรสักนิด

[“อย่างนี้นี่เอง คุณทั้งสวยทั้งเก่งจริงๆ ผิดกับผมที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเข้าวัดทำบุญแล้วอธิษฐานให้ได้เจอคุณอีกเท่านั้นเอง”]

สิ่งที่หมอกพูดมันทำให้ผมอึ้งจนพูดไม่ออกและไปไม่เป็น เพราะนอกจากหมอกจะไม่ตัดพ้อเรื่องที่ถูกผมทิ้ง ยังมีการเข้าวัดทำบุญอธิษฐานเพื่อให้ได้เจอผมอีกต่างหาก

หมอกไม่ได้มีทีท่าโกรธแค้นอะไรผมแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นมันก็ยิ่งทำให้น้ำหนักเรื่องที่หมอกมีแฝดยิ่งมีมากขึ้นกว่าเดิมจนแซงเรื่องการแก้แค้นไปไกลแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ ผมต้องไปเจอเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่าหมอกไม่ได้โกรธแค้นอะไรผมจริงๆ

“แล้วนายอยากให้คำอธิษฐานเป็นจริงมั้ยล่ะ อยากให้ฉันไปเจอนายตอนนี้รึเปล่า”

[“ได้หรอครับ! คุณจะมาหาผมจริงๆ หรอ!”] น้ำเสียงของหมอกดูตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก

“จริงสิ ตอนนี้นายอยู่ที่วัดอะไร” แล้วหมอกก็บอกชื่อวัดที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ ผมจึงคิดว่าถ้ารีบอาบน้ำออกไปสักครึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึง

“แล้วเจอกันนะหมอก” พูดจบผมก็กดวางสาย จากนั้นก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะได้ไปหาหมอกที่วัด แต่ถึงอย่างนั้น พอผมเดินผ่านโต๊ะที่มีอาหารวางอยู่มันก็ทำให้ผมถึงกับชะงัก

เมฆอุตส่าห์สั่งรูมเซอร์วิสมาส่งให้ผมแล้ว แต่ผมจะปล่อยอาหารทิ้งเอาไว้โดยไม่ยอมแตะต้องมันสักนิดเลยงั้นหรอ?

ผมก็อยากจะทำแบบนั้นอยู่ล่ะนะ แต่ว่าขาของผมกลับก้าวไปนั่งที่เก้าอี้แล้วเริ่มกินอาหารตรงหน้าซะได้ ส่วนจะเพราะอะไรอันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน...

ผมใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีอาหารที่อยู่ตรงหน้าก็หมดลง ก่อนที่ผมจะรีบเก็บข้าวของแล้วเดินออกจากห้องไปขึ้นรถ จากนั้นก็ตรงไปหาหมอกที่กำลังรอผมอย่างใจจดใจจ่ออยู่ที่วัด

เมื่อไปถึงผมก็ไม่ต้องเสียเวลาโทรหรือตามหาหมอก เพราะหมอกได้มายืนรอผมที่ลานจอดรถเรียบร้อยแล้ว ขนาดมองไกลๆ ผมยังเห็นเลยว่าสีหน้าและแววตาของหมอกกำลังมีความสุขแค่ไหน เพราะงั้นยิ่งได้มองใกล้ๆ เมื่อเราสองคนเดินเข้าไปหากัน มันก็ทำให้ผมยิ่งเห็นได้ชัดว่าหมอกมีความสุขมากจริงๆ

ดังนั้น...ความเป็นไปได้ที่หมอกคิดจะเอาคืนผมจึงกลายเป็นศูนย์ทันที

“ไปกราบพระด้วยกันมั้ย” ผมเอ่ยชวน เพราะตั้งแต่ที่เจอกันหมอกเอาแต่มองหน้าผมแล้วก็ยิ้มอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ท่าทางคงจะชอบผมเอามากๆ เลยนะเนี่ย ส่วนผมก็ชอบท่าทีใสซื่อแบบนั้นอยู่เหมือนกัน

หมอกพาผมไปกราบพระในอุโบสถเพื่อขอพรและเป็นศิริมงคล ก่อนที่จะพาผมไปทำบุญและไหว้พระยังจุดต่างๆ ท่าทางหมอกดูคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างมาก คงจะมาบ่อยๆ และเป็นสายบุญตัวยง ตรงข้ามกับเมฆที่น่าจะเป็นสายบาปตัวพ่อ

สองคนนี้ทำไมถึงได้นิสัยตรงข้ามกันอย่างสุดขั้วได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่มีหน้าตาเหมือนกันราวกับก็อปปี้กันมาแท้ๆ

“จริงด้วยหมอก ฉันยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับนายเท่าไหร่เลย ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ” ผมพูดในระหว่างที่เราสองคนกำลังให้อาหารปลาอยู่ที่ศาลากลางน้ำ

ผมต้องการทำความรู้จักกับหมอกให้มากขึ้นอย่างที่ถาม แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธว่าอยากรู้เรื่องที่เกี่ยวกับเมฆด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเหตุผลที่จงใจสวมรอยเป็นหมอก ถึงตอนแรกผมจะเป็นฝ่ายเข้าใจผิดเองก็เถอะ แต่ถ้าเมฆบอกว่าเป็นฝาแฝดกับหมอกผมก็จะได้เลิกยุ่งวุ่นวาย นี่อะไรกลับตามน้ำจนเราสองคนมีอะไรกันซะได้ กลายเป็นว่าได้ทำผิดกับหมอกอย่างไม่น่าให้อภัยเข้าแล้ว

ตอนนี้ผมอยากเจอเมฆมากๆ แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าอยากจะสานสัมพันธ์อันร้อนแรงต่อไป ถึงผมจะรู้สึกติดใจอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะเรื่องลีลา แล้วก็ถึงเมฆจะกวนประสาทกับปากร้ายไปหน่อย แต่แค่ผมพูดว่าชอบก็แพ้ราบคาบให้ผมแล้ว เพราะงั้นผมเลยรู้สึกว่าความจริงเมฆก็ไม่ได้เลวร้ายแถมยังดูน่ารักซะด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อความถูกต้องผมคงไปต่อกับเมฆไม่ได้ เพราะถึงยังไงหมอกก็เป็นคนมาก่อน แถมผมก็ยังรู้สึกชอบหมอกอยู่เหมือนกัน

หมอกเล่าว่าตัวเองก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง ชีวิตปกติก็จะอยู่แค่มหาวิทยาลัยไม่ก็หอพักเท่านั้น นานๆ ทีถึงจะออกไปไหนมาไหนกับเพื่อนสนิทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ส่วนวันหยุดถ้าไม่อยู่อ่านหนังสือที่หอ ก็จะออกมาไหว้พระทำบุญที่วัดแห่งนี้

หมอกเป็นคนไม่ชอบเที่ยว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แล้วก็ไม่ชอบพูดคำหยาบคาย แต่เวลาอยู่กับเพื่อนมันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องพูดบ้าง โดยเฉพาะสรรพนามแทนตัวอย่างคำว่ากูกับมึง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติเวลาที่เพื่อนพูดคุยกันอยู่แล้ว

“ผู้ชายดีๆ อย่างนายนี่หายากมากเลยนะหมอก เดี๋ยวนี้แทบไม่มีหรอกผู้ชายที่ชอบเข้าวัด ชอบอยู่หอ ไม่ชอบเที่ยว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชอบพูดคำหยาบ ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากเลยที่ได้มาเจอกับนาย” ที่ผมพูดไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด ผมรู้สึกอย่างที่พูดไปจริงๆ แถมผมยังคิดอีกว่าคนที่โชคไม่ดีน่าจะเป็นหมอกมากกว่า เพราะหากไม่ได้เจอคนอย่างผมก็คงจะได้คบกับคนที่ดีกว่านี้

“ผมไม่ได้เป็นคนดีอะไรขนาดนั้นหรอกครับคุณธาร ผมก็แค่ถูกพ่อแม่คาดหวังเอาไว้มากเพราะเป็นลูกคนเดียว เพราะงั้นผมเลยไม่อยากออกนอกลู่นอกทางให้พวกท่านเสียใจ” ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ แต่ผมก็ยังคิดว่าหมอกเป็นคนดีอยู่ดี การที่ถูกคาดหวังเพราะเป็นลูกคนเดียว จะมีสักกี่คนกันเชียวที่ทำได้ขนาดหมอก

แต่เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ...

หมอกเป็นลูกคนเดียวงั้นหรอ? นี่ผมฟังผิดไปรึเปล่า?

“หมอก นายเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้องหรือว่าฝาแฝดเลยหรอ” ผมตัดสินใจถามไปตรงๆ เพราะไม่อยากอ้อมค้อมให้เสียเวลา ตอนนี้หัวใจของผมเต้นรัวเพราะลุ้นคำตอบจนแทบบ้า ส่วนเหงื่อก็ยังไหลซึมออกมาตามแผ่นหลังและท้ายทอยอีกด้วย

ขอให้หมอกพูดผิดหรือว่าผมฟังผิดไปด้วยเถอะ!

แต่ถึงจะภาวนาให้เป็นแบบนั้น หมอกกลับตอบผมมาว่า...

“ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้องหรือว่าฝาแฝดหรอกครับคุณธาร”

ไม่มี

ไม่มี!

ไม่มี!!

ถ้าหากหมอกไม่มีฝาแฝดแล้วเมฆเป็นใคร ถ้าจะให้คิดว่าเมื่อคืนผมฝันไป แต่ความรู้สึกที่สุขสมและเสียวซ่านมันก็ยังชัดเจนในความทรงจำของผมอยู่เลย!

ผมเชื่อว่าหมอกไม่ได้โกหกผมแน่ๆ แต่ผมก็มั่นใจว่าเมฆมีตัวตนจริงๆ เหมือนกัน เพราะงั้นผมต้องหาคำตอบเรื่องนี้ให้ได้ แม้ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม!

               “หลังจากนี้นายมีธุระจะต้องไปไหนรึเปล่าหมอก”

               “ไม่มีครับ ผมคงกลับห้องเลย หรือคุณธารจะชวนผมไปที่ไหน”

               “เปล่าหรอก ฉันแค่อยากไปส่งนายน่ะ แล้วก็อยากขึ้นไปที่ห้องของนายด้วย เผื่อวันไหนคิดถึงมากๆ จะได้ขึ้นไปหาได้เลยไง” ผมยิ้มกรุ้มกริ่ม ส่วนหมอกก็หน้าแดงซ่านพลางหลุบสายตาลงต่ำ ท่าทางที่เขินอายอย่างเป็นธรรมชาติแบบนั้น ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่มีทางเป็นเมฆได้เลย

               “ห้องของผมมันอาจจะรกนิดนึงนะครับ ถ้าผมรู้ก่อนว่าคุณจะขึ้นไปผมคงจะตื่นเช้ากว่านี้มาเก็บห้องรอแล้ว” สีหน้าของหมอกดูเป็นกังวลนิดหน่อย

               “ไม่เป็นไรฉันไม่คิดมากหรอก”

               “ถ้างั้นจะไปกันเลยมั้ยครับ”

               “อืม ไปสิ” ผมโยนขนมปังชิ้นสุดท้ายลงไปให้ปลา จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถพร้อมกันกับหมอก แล้วให้หมอกชี้ไปยังหอที่พักอยู่เมื่อผมขับไปถึงซอยที่เคยมาดักรอ ซึ่งหอก็อยู่ใกล้ๆ กับรถที่ผมเคยจอดนั่นแหละ

               หมอกปลดล็อกประตูทางเข้าโดยใช้คีย์การ์ด จากนั้นก็พาผมขึ้นไปยังห้องริมสุดที่อยู่ชั้น 3 เมื่อถึงแล้วก็ใช้กุญแจไขประตูเพื่อเปิดเข้าไปข้างใน

               “ห้องกว้างดีนะหมอก แถมยังสะอาดไม่ได้รกอย่างที่พูดสักหน่อย” ที่หมอกพูดแบบนั้นอาจเป็นเพราะถ่อมตน หรือไม่ก็เป็นคนขี้กังวลจนเกินเหตุล่ะมั้ง

ห้องที่หมอกพักอยู่นี้ถึงแม้จะเป็นห้องเดียว แต่ก็กว้างพอสมควรจนสามารถวางชั้นขนาดใหญ่คั่นกลางเพื่อแบ่งเป็น 2 โซนได้ โดยจะมีโซนที่เอาไว้นอนเพราะมีเตียงขนาด 5 ฟุตวางตั้งไว้ ส่วนอีกโซนจะเป็นสำหรับทำกิจกรรมอย่างกินข้าว อ่านหนังสือ ดูทีวี หรือใช้คอมพิวเตอร์

ห้องนี้มีของไม่เยอะเท่าไหร่เลยทำให้ห้องที่กว้างอยู่แล้วดูโล่งและสบายตา ซึ่งก็ดูเหมาะกับหมอกที่เป็นคนเรียบง่าย ถ้าหากเป็นเมฆห้องคงจะรกและไม่เป็นระเบียบแบบนี้แน่นอน

               “คุณธารนั่งรอที่โซฟาก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปเอาน้ำมาให้” หมอกพูดจบก็เดินไปเปิดตู้เย็นและรินน้ำใส่แก้ว แต่ผมอยากเดินสำรวจมากกว่านี้เลยไม่ได้นั่งรอที่โซฟา จึงได้เดินไปหน้าทีวีที่มีรูปของหมอกกับพ่อและแม่อัดกรอบวางไว้ ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่ภาพเดียวเพราะมีถึง 4 ภาพ 4 ช่วงวัยตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน

ครอบครัวนี้น่าจะมีกันแค่ 3 คน ส่วนหมอกก็เป็นลูกชายคนเดียวไม่มีพี่น้องฝาแฝดจริงๆ...

ผมใช้เวลาอยู่ตรงนี้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นหมอกก็รินน้ำเสร็จ ผมจึงได้กลบเกลื่อนเพื่อหันไปมองผนัง แล้วจัดการเคาะเบาๆ เพื่อทดสอบมันซะเลย เพราะงั้นตอนที่หมอกเดินเอาน้ำมาให้จึงทำหน้าสงสัยนิดหน่อย

“คุณธารทำอะไรอยู่หรอครับ” หมอกยื่นแก้วน้ำให้ผมแล้วทำหน้างง ผมจึงดื่มไปอึกใหญ่ก่อนจะวางเอาไว้ที่โต๊ะใกล้ๆ ตัว

“ฉันกำลังทดสอบกำแพงอยู่น่ะ”

“ทดสอบ?” หมอกขมวดคิ้วทำหน้างงยิ่งกว่าเดิม

“ฉันอยากรู้ว่าผนังห้องนี้มันหนาพอที่จะเก็บเสียงรึเปล่าน่ะสิ” ถ้าเป็นคนอื่นคงจะเข้าใจคำพูดของผมได้ไม่ยาก แต่สำหรับหมอก...

“ทำไมหรอครับ” กะแล้วเชียวว่าต้องไม่เข้าใจ

“ก็...” ผมพูดแค่นี้ก็ยิ้มที่มุมปาก จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปหาหมอกแล้วยกสองมือโอบรอบลำคอเอาไว้ ตามด้วยการยืดตัวขึ้นไปกระซิบข้างหูเสียงกระเส่า

“เวลาที่ฉันสอนหลักสูตรเซ็กส์บทใหม่ให้นาย ฉันจะได้รู้ยังไงล่ะว่าเสียงมันจะดังออกไปจนห้องข้างๆ ได้ยินรึเปล่า” แล้วก็เป็นไปตามคาด ตอนนี้หมอกตัวเกร็งแถมยังหน้าแดงจัดอีกต่างหาก ช่างเป็นปฏิกิริยาที่แสนซื่อแต่ก็น่ารักโดนใจซะจริงๆ

“คะ...คุณธาร...คือ...”

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ วันนี้ฉันมีธุระต่อเลยว่าจะกลับแล้ว แต่ว่าเจอกันครั้งหน้าเตรียมถุงยางไว้ให้พร้อมด้วยนะ” ผมพูดจบก็ขยิบตาข้างหนึ่ง

“คะ...ครับ” หมอกพยักหน้าลงอย่างว่าง่าย ผมเลยเขย่งปลายเท้าขึ้นไปจูบและขบเม้มที่ริมฝีปากอย่างหยอกเย้าเพื่อให้รางวัล

“ถ้างั้นฉันกลับแล้วนะ เย็นๆ เดี๋ยวฉันโทรหาอีกที หรือถ้าคิดถึงก็โทรมาหาฉันได้ตลอดเลย”

“ครับคุณธาร งั้นเดี๋ยวผมเดินไปส่งนะครับ” หมอกทำหน้าเสียดายนิดๆ ที่ผมจะกลับแล้ว

ความจริงผมก็อยากอยู่ที่นี่กับหมอกต่ออยู่หรอก เพราะผมอยากทำความรู้จักกับหมอกให้มากกว่านี้ แต่ผมมีเรื่องเมฆที่ยังคาใจต้องไปจัดการ ดังนั้นผมจึงต้องไปปรึกษาคนที่คาดว่าน่าจะช่วยเหลือผมได้ ซึ่งคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใคร...พฤกษ์กับเพลิงน้องชายฝาแฝดของผมนั่นเอง

               ผมขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงบ้าน วันนี้เป็นวันอาทิตย์ทุกคนเลยอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะงั้นผมจึงตรงเข้าไปหาพฤกษ์กับเพลิงที่นั่งดูหนังตรงโซฟาพร้อมกับทุกคน

               “พฤกษ์ เพลิง ตามพี่ขึ้นมาบนห้องหน่อย” สองแฝดมองหน้ากันอย่างงุนงง เช่นเดียวกับทุกคนที่นั่งกันอยู่ตรงนี้

               “มีอะไรหรอครับพี่ธาร” วาที่ผมไม่ได้เรียกเป็นคนถามขึ้น

               “ไว้เดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง...พฤกษ์ เพลิง ตามพี่ขึ้นมาเร็วๆ” ผมเร่ง สองแฝดเลยลุกจากโซฟาแล้วเดินตามผมเข้ามาในห้อง ซึ่งพอมาถึงผมก็จัดการล็อกประตูแล้วหันไปสั่งสองแฝดด้วยสีหน้าจริงจัง

               “พวกแกถอดเสื้อออกซิ”

               “ห้ะ!!” พฤกษ์กับเพลิงทำหน้างงแล้วอุทานด้วยความตกใจพร้อมกัน แต่ผมก็ไม่สนใจตรงนั้นแล้วสั่งต่อไปอีกว่า...

               “กางเกงด้วย”

               “เฮ้ย!! อะไรเนี่ยพี่ธาร!!” พฤกษ์กับเพลิงทำหน้างงและตกใจมากกว่าเดิม แต่อุทานเหมือนกันขนาดนี้สมแล้วที่เป็นฝาแฝดกัน

               “คือ...ถามจริงๆ นะพี่ธาร พี่ไปหิวมาจากไหนถึงได้จะมาระบายกับพวกผม น้องนุ่งก็ไม่เว้นหรือว่าแฟนเด็กของพี่ไม่ถึงใจ” คำพูดแบบนี้จะเป็นใครได้ถ้าไม่ใช่เพลิง

               “พี่ไม่ได้หิว แล้วก็ไม่ได้จะมาระบายกับพวกแกด้วย แฟนเด็กของพี่ลีลาถึงใจดี แต่มีปัญหาตรงที่มากัน 2 คนเลยน่ะสิ”

               “หมายความว่าไงครับพี่ธาร” ประโยคนี้พฤกษ์เป็นคนถาม ผมเลยถอนหายใจออกมาก่อนจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งพอได้ฟังสองแฝดก็ถึงกับอึ้งและงุนงงจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่

               “ตอนนี้พี่สับสนสุดๆ เดาไม่ออกจริงๆ ว่าเมฆคือใครกันแน่ แล้วพี่ก็มั่นใจด้วยว่าหมอกพูดความจริงไม่ได้โกหก”

               “แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเสี้ยวนึงที่ไม่มั่นใจเลยหาทางจับผิดอยู่ใช่มั้ยล่ะ” เพลิงพูดราวกับรู้ความคิดผม

               “ใช่ เพราะนอกจากแฝดของหมอกพี่ก็นึกไม่ออกแล้วว่าเมฆเป็นใคร เพราะงั้นพี่เลยอยากพิสูจน์ไงว่าร่างกายของฝาแฝดมันเหมือนกันทุกส่วนเลยรึเปล่า” พอได้ยินแบบนี้พฤกษ์กับเพลิงเลยมองหน้ากัน จากนั้นก็ถอดเสื้อออกพร้อมกันโดยไม่ต้องพูดนัดแนะกันเลย

               “อืม...เหมือนเกือบจะ 100% เลยแฮะ” ผมพึมพำเบาๆ ในขณะที่ไล่สายตามองกล้ามเนื้อของสองแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน

จริงอยู่ว่าทรงผมและนิสัยของสองคนนี้ไม่เหมือนกัน เพราะเพลิงตัดผมทรงอันเดอร์คัตและมีนิสัยโผงผาง ส่วนพฤกษ์จะไว้ทรงธรรมดาและมีนิสัยสุขุม แต่ด้านสรีระของร่างกายสองคนนี้เหมือนกันมากจนแทบแยกไม่ออกเลยจริงๆ ถ้าหากไม่ได้มองหน้าบางทีผมอาจจะชี้ตัวผิดก็ได้ว่าใครเป็นใคร

               การที่พฤกษ์กับเพลิงมีร่างกายเหมือนกัน อาจเป็นเพราะว่าสองคนนี้เป็นนักกิจกรรมที่มหา’ลัยด้วยกันทั้งคู่ ถึงแม้จะเรียนกันคนละที่แต่ดีกรีความฮอตไม่ได้แพ้กันเลย เพราะว่าเด่นทั้งด้านเรียน กีฬา และกิจกรรม

เห็นปกติเพลิงทำตัวกวนโอ๊ย ไม่เอาอ่าว ไม่ค่อยมีสาระ แต่เรื่องมันสมองเพลิงอัจฉริยะไม่แพ้พฤกษ์เลย เพราะการันตีด้วยทุนเรียนดีจากมหา’ลัย และเกรดแต่ละเทอมไม่เคยต่ำกว่า 3.80

“พี่แน่ใจนะว่าร่างกายหมอกกับเมฆเหมือนกันจริงๆ?” เพลิงถามผม

“อืม ขนาดตรงนั้นยังมีขนาดเท่ากันเลย ว่าแต่ตรงนั้นของพวกแกสองคนเท่ากันรึเปล่า” คำถามของผมทำเอาพฤกษ์ถึงกับกุมขมับ ส่วนเพลิงกลับตอบออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย

“เท่ากันเป๊ะ ผมพึ่งวัดกับมันไม่กี่วันก่อนนี่เอง”

“พวกแกสองคนนี่เปิดเผยกันดีเนอะ” ผมอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ เพราะถึงพวกผม 5 พี่น้องจะสนิทกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทขนาดที่จะวัดขนาดตรงนั้นเทียบกันได้ขนาดนี้

“พี่ธารอย่าเอาผมไปรวมกับคนแบบมันสิครับ มันแอบอยู่ในห้องตอนผมกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าต่างหาก” พฤกษ์ทำหน้าเบื่อหน่าย

“ก็กูว่างไง เลยไปหาเรื่องกินตีนเล่นๆ บันเทิงจะตาย ฮ่าๆๆๆ” เพลิงหัวเราะร่า ท่าทางวันนั้นคงถูกพฤกษ์เตะไม่ก็ถีบเต็มๆ เลยล่ะ

“เรื่องของพวกแกเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้มาช่วยพี่คิดก่อนว่าเรื่องของหมอกกับเมฆสรุปแล้วเป็นคนเดียวกันหรือว่าฝาแฝด” พอผมเริ่มจริงจังสองแฝดก็เลิกเล่นทันที ก่อนที่ผมจะบอกให้ทั้งคู่นั่งลงที่เก้าอี้ ส่วนผมนั่งอยู่ที่ขอบเตียงเพื่อเป็นผู้ฟัง

“ผมคิดว่ามีโอกาสเป็นได้ทั้งสองกรณี แล้วทั้งสองกรณีก็แยกย่อยออกได้อีกสองอย่างครับพี่ธาร”

“ยังไงพฤกษ์ พี่ไม่เข้าใจ”

“กรณีแรกคือหมอกมีฝาแฝด...แบ่งเป็นอย่างแรกคือหมอกรู้เรื่องเมฆอยู่แล้วแต่แค่กำลังปิดบัง ซึ่งอาจเป็นเพราะทั้งคู่กำลังปั่นหัวเอาคืนพี่ที่ถูกทิ้ง เพราะเมฆก็ทำแบบนี้กับพี่ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นนอนเหมือนกัน”

“ก็จริงของแก พี่ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย” ผมมัวแต่ตกใจเรื่องที่เมฆบอกว่าไม่ใช่หมอก เลยลืมนึกถึงเรื่องที่เมฆทิ้งผมไปว่ามันอาจจะเป็นการเอาคืนหรือแก้แค้นแทนหมอกก็ได้

“แล้วอย่างที่สองล่ะพฤกษ์”

“หมอกไม่รู้ว่าตัวเองมีฝาแฝดครับพี่ธาร อาจเป็นเพราะถูกแยกกันเลี้ยงจากพ่อและแม่ที่หย่ากัน เพราะพี่ธารก็ไม่รู้ใช่มั้ยล่ะครับว่ารูปที่เห็นในห้องใช่พ่อแม่แท้ๆ ของหมอกรึเปล่า บางทีอาจจะเป็นแค่พ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยงก็ได้ แต่ผมก็ไม่คิดว่ากรณีนี้จะมีน้ำหนักมากเท่าไหร่ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่หมอกจะไม่รู้ว่าตัวเองมีฝาแฝด ทั้งๆ ที่เมฆก็รู้จักหมอกและยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ถึงขนาดนี้ ถ้าถูกเลี้ยงกันคนละประเทศก็ว่าไปอย่าง”

“นั่นสินะ” ผมพยักหน้าเห็นด้วย กรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากจริงๆ สถานที่ที่ผมเจอหมอกกับเมฆก็เป็นที่ผับเหมือนกัน ถึงจะเจอคนนึงข้างในคนนึงข้างนอกก็เถอะ แต่ถ้าทั้งสองคนอาศัยอยู่ใกล้ๆ นี้ยังไงก็ต้องมีโอกาสเจอกันอยู่แล้ว

“มาฟังกรณีที่สองจากผมบ้างดีกว่า” ประโยคนี้เพลิงพูดขึ้น ผมล่ะแปลกใจจริงๆ ว่าทำไมทั้งที่ยังไม่ได้นัดแนะกัน แต่ทำไมสองคนนี้ถึงได้รู้ความคิดของกันและกันได้ หรือมันเป็นความสามารถพิเศษของฝาแฝดก็ไม่รู้

“กรณีนี้คือหมอกกับเมฆเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งอย่างแรกเมฆที่พี่เห็นนั้นไม่มีตัวตน เพราะหมอกจงใจแสดงเป็นคนละคนเพื่อปั่นหัวและเอาคืนพี่ โดยอาศัยหน้าตากับท่าทางซื่อๆ ทำให้พี่เชื่อใจไม่คิดสงสัย”

“แต่พี่ไม่คิดว่าหมอกจะหลอกพี่ได้นะ คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมันทำแววตาให้ใสซื่อไม่ได้หรอก ขนาดดาราดังๆ พี่ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะทำแนบเนียนขนาดนี้ได้ ถ้าหมอกทำได้คงต้องยกออสการ์ให้จริงๆ”

“ถ้างั้นก็อาจเป็นอย่างที่สองก็ได้ หมอกกับเมฆเป็นคนคนเดียวกัน แต่ทั้งสองมีตัวตนด้วยกันทั้งคู่”

“หมายความว่ายังไง แกหมายถึงสองบุคลิกหรือไบโพลาร์น่ะหรอ” ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงง จริงอยู่ที่ผมเคยได้ยินเรื่องแบบนี้ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมีคนเป็นโรคนี้จริงๆ เพราะดูน่าเหลือเชื่อยังไงก็ไม่รู้

“ผมว่าพี่เข้าใจอะไรผิดไปนิดนึงนะ ไบโพลาร์คือโรคทางอารมณ์ที่แบ่งเป็นสองขั้ว คือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอะไรแบบนี้ แต่สองบุคลิกหรือที่เรียกว่าดิสโซสิเอทีฟ จะออกแนวเหมือนมีหลายคนในร่างเดียวกันซะมากกว่า ไม่จำเป็นต้องมีแค่สองเพราะบางทีอาจมีเป็นร้อยบุคลิกก็ได้ และแต่ละบุคลิกก็จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมว่าอย่างหมอกกับเมฆที่พี่เจอก็พอเข้าเค้าอยู่นะ”

“สองบุคลิกเนี่ยนะ?” ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องโรคแบบนี้เท่าไหร่เลยยังงงๆ และสับสนอยู่ พฤกษ์จึงได้พูดขึ้นเพื่อสนับสนุนคำพูดของเพลิง

“ใช่ครับพี่ธาร ผมคิดว่าหมอกอาจจะเป็นโรคนี้ก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังให้น้ำหนักเรื่องฝาแฝดที่แกล้งปั่นหัวเอาคืนพี่อยู่ดี เพราะพี่จะรู้นิสัยจริงๆ ของคนที่พึ่งเจอกันไม่กี่วันได้ยังไงจริงมั้ยครับ”

“นั่นมัน...ก็ใช่...” ผมพูดเสียงอ่อย เพราะถึงผมจะมั่นใจว่าดูคนออก แต่ก็ไม่แน่ว่าหมอกอาจจะหลอกผมอย่างแนบเนียนเลยก็ได้

“แต่เรื่องนั้นผมว่าเอาไว้ก่อนก็ได้ครับ เพราะตอนนี้ถึงพี่จะคิดจนหัวแทบแตก แต่ก็ไม่มีทางรู้อยู่ดีใช่มั้ยล่ะว่าความจริงมันเป็นยังไง ผมว่าพี่เอาเวลานี้ไปตัดสินใจดีกว่าว่าจะเลือกใครระหว่างหมอกกับเมฆ เพราะผมไม่คิดว่าพี่จะยอมรับความสัมพันธ์แบบ ‘รักสามเศร้า เราสามคน’ ได้ และถึงหมอกกับเมฆจะไม่ใช่ฝาแฝดแต่เป็นดิสโซสิเอทีฟ แต่พี่ก็ต้องเลือกใครสักคนอยู่ดี เพราะในท้ายที่สุดต้องมีใครสักคนหายไป ไม่มีทางที่ทั้งสองบุคลิกจะอยู่ในร่างเดียวกันได้ตลอดชีวิตหรอกนะครับ”

2BC


​สวัสดีค่ะทุกคน Erotic หัวใจร้อนรัก ก็จบลงไปอีกตอนแล้วน้า เรื่องราวเหมือนจะเริ่มคลี่คลายลงไปแล้ว (รึเปล่า) แต่ก็ดูท่าว่าจะมีกลิ่นมาม่าโชยมาแทน (มั้ง) แต่ธารคงไม่ใจร้ายขนาดจะเลือกใครสักคนแล้วให้อีกคนเสียใจหรือหายไปหรอกเนอะ ​ส่วนเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไปก็มาลุ้นกันน้า คาดว่าวันเสาร์หน้าน่าจะมาลงให้อ่านกันได้นะคะ ยังไงก็ขอฝากให้ทุกคนรักและเอ็นดูหนุ่มหมอกและเมฆด้วยน้า ส่วนใครจะเป็นพระเอกก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและคอมเมนท์ให้ด้วยนะคะ รักนะจุ๊บๆ

(4 ต.ค. 60) 

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}