หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๔๗ ข่าวคราว

ชื่อตอน : ตอน ๔๗ ข่าวคราว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2560 15:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๔๗ ข่าวคราว
แบบอักษร

ยามพลบค่ำ นอกจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทั้งวัน ทำให้เมืองหลวงเงียบลงเล็กน้อยแล้ว อย่างอื่นก็เหมือนวันเดิมๆ การจากไปของหมิงอ๋องคล้ายไม่ได้ทำให้เมืองๆ นี้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ พลเมืองยังคงดำเนินชีวิตตนเองต่อไป พระราชวังอันโอ่อ่ามีภูมิฐานยังคงตั้งตระหง่าน เปล่งรัศมีบารมีท่ามกลางสายฝน

องค์ติ้งอู่กำลังยืนข้างหน้าต่างห้องทรงพระอักษร ไขว้พระหัตถ์ไว้ข้างหลัง ทอดเนตรมองท้องฟ้าที่ขมุกขมัวและฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย พระองค์ทรงยืนได้พักใหญ่แล้ว มองดูท้องฟ้าที่มืดค่ำลงเรื่อยๆ ทอดเนตรยาวไปไกล ในสายพระเนตรปรากฎแววซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย ตรัสเบาๆ

“ข่าวน่าจะใกล้มาถึงแล้ว...”

องค์จักรพรรดิต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งดุจหินผาก็จริง แต่การประหัตประหารชีวิตลูกชายด้วยน้ำมือตนเองนั้น พระองค์ยังไม่สามารถทำได้  และไม่คิดจะทำ แม้เรื่องราวเหล่านี้ยังรบกวนจิตใจอยู่เป็นระยะๆ แต่สักพักก็จางหาย ทรงทำใจให้เข้มแข็งขึ้นใหม่ หากชีวิตของหมิงอ๋องสามารถทำให้อำนาจในการปกครองใต้หล้าของพระองค์หวนคืนกลับมาได้ส่วนหนึ่ง ก็ถือว่าคุ้มค่าพอ พระองค์ค่อยๆ หันพระวรกายกลับ สีพระพักตร์คืนสู่ความสงบนิ่ง ประทับนั่ง ไม่ปรากฏแววพระเนตรอาลัยอาวรณ์อีก ทรงค่อยๆ ครุ่นคิด ไตร่ตรองเรื่องหลังจากได้รับแจ้งข่าว

พระองค์เป็นผู้ส่งคนชุดดำให้ไปแอบซุ่มสังหาร คนเหล่านี้เป็นหน่วยกล้าตายฝีมือฉกาจที่ราชสำนักฝึกฝนมาอย่างดี เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ในทางลับโดยเฉพาะ

ตามแผนการของพวกเขา ปฏิบัติการครั้งนี้ต้องให้เหมือนจริงที่สุด ห้ามบกพร่อง คนชุดดำกลุ่มนี้จึงต้องต่อสู้และสังหารทหารองครักษ์ให้ตายไปกว่าครึ่ง แล้วค่อยให้ราชองครักษ์ขององค์ติ้งอู่สองคนเผด็จศึก ซึ่งทั้งสองต้องแสดงฝีมือให้เห็นโดยการสังหารคนชุดดำส่วนใหญ่ เปิดโอกาสให้คนชุดดำอีกส่วนหนึ่งไปจับหมิงอ๋องเป็นตัวประกัน จากนั้นก็ไล่ตามไป เห็นได้ชัดว่าราชสำนักไม่ต้องการให้การลอบสังหารในครั้งนี้สัมฤทธิ์ผล มิฉะนั้นแล้วจะสร้างอำนาจบารมีให้เป็นที่เกรงขามได้อย่างไร?

คนชุดดำที่สุดแล้วต้องหนีไม่พ้น ต้องถูกราชองครักษ์ไล่ตามไปทัน พอหมดหนทางหนีก็ต้องจับตัวหมิงอ๋องขึ้นมาข่มขู่ หลังต่อรองกันไปมา จึงเผยจุดบกพร่องให้เห็นว่า หมิงอ๋องที่ถูกจับไว้ในมือเป็นตัวปลอม ส่วนตัวจริงไม่รู้ว่าถูกสับเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่!

คนชุดดำชิงฆ่าตัวตาย จึงไม่พบร่องรอยของหมิงอ๋อง ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ อาจถูกคนชุดดำในกลุ่มลักพาตัวไป ซึ่งมีความเป็นไปได้มากสุด และเมื่อกำลังหนุนมาถึง จึงช่วยกันค้นหาต่อเนื่องแทบพลิกภูเขา สุดท้ายก็ไม่พบเจอใดๆ

ต่อมาไม่นานก็มีข่าวแจ้งเข้ามาว่า ทหารจำนวนหนึ่งได้หายสาบสูญไปขณะออกตามหา จากนั้นก็ต้องรีบขยายขอบเขตของการค้นหา ซึ่งรวมไปถึงจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

ผ่านไปอีกสักระยะ ต้องมีคนแจ้งข่าวเข้ามาว่า มีคนเห็นชายหนุ่มที่ถูกแจ้งว่าสูญหายจำนวนหนึ่งปรากฎตัวอยู่ในจังหวัดตงซานและบริเวณโดยรอบ และมีคนสังเกตเห็นว่าหนึ่งในนั้นมีคนหน้าเหมือนหมิงอ๋องรวมอยู่ด้วย แต่พอเริ่มมีเบาะแส ก็กลับหายตัวไปหาไม่พบ พอเรื่องมาถึงตรงนี้ คดีลอบสังหารอย่างอุกอาจ ก็สามารถสรุปสำนวนได้ จากนั้นจึงค่อยนำเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ยาวนาน

เห็นได้ชัดว่า มีหนอนบ่อนไส้ สมรู้ร่วมคิดกันทั้งในและนอกราชสำนักจับตัวหมิงอ๋องไว้ ส่วนเหตุที่ว่าทำไมต้องจับตัวนั้น ตอนนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว สำคัญที่ใครเป็นผู้กระทำเรื่องนี้ ไม่ต้องสงสัยว่า ต้องเริ่มสืบจากทหารที่หายตัวไป จากตรงนี้สามารถเริ่มโยงใยเข้าสู่ผู้หลักผู้ใหญ่แต่ละท่าน สืบเสาะจากตำแหน่งเล็กสุดไปหาตำแหน่งใหญ่สุด ค่อยเป็นค่อยไป ทำการเปลี่ยนถ่ายอำนาจไปเรื่อยๆ


องค์ติ้งอู่ประทับนั่งในห้องทรงพระอักษร แววพระเนตรทอประกาย ทรงเริ่มไตร่ตรองว่าตำแหน่งไหนควรเป็นของใคร จะเห็นได้ว่าแผนการครั้งนี้ถูกวางไว้อย่างรัดกุม ทรงไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร เนื่องจากใครก็คาดไม่ถึงว่าหมิงอ๋องที่ถูกรับสั่งให้เดินทางไปเก็บตัว จะถูกลอบสังหารในเขตจิงจี ซึ่งเขาซ่างชิงที่เพิ่งลงมือไปก็ไม่มีใครกล้ากระตุกหนวดเสืออยู่แล้ว ดังนั้นครั้งนี้คนที่ต้องการให้ผิดอย่างไรก็ต้องผิดวันยังค่ำ จัดการได้เหมาะเจาะเช่นนี้ ต้องประสบผลสำเร็จเป็นแน่แท้

นอกห้องมีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังเข้ามา มหาดเล็กเดินมาโค้งตัวตรงหน้าประตู สายตาเหลือบเห็นผู้สวมชุดสีเหลืองทองกำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่าง จึงไม่กล้าส่งเสียงดังรบกวน เดินเข้าไปใกล้ โค้งตัว รายงานเสียงเบา

“ฝ่าบาท อาหารค่ำให้จัดเตรียมเสวยในห้องทรงพระอักษรไหมกระหม่อม”

พอพูดจบ องค์ติ้งอู่ที่อยู่ตรงหน้าไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นหรือเคลื่อนไหวใดๆ เหมือนไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น มหาดเล็กเห็นดังนั้นจึงไม่กล้าส่งเสียงอีก โค้งตัวแล้วค่อยๆ ถอยหลังออกไป เขารู้ว่าในเวลานี้ พระองค์ไหนเลยจะมีกะใจเสวย ต้องทรงกำลังคิดเรื่องหมิงอ๋องที่อยู่ในแดนไกลเป็นแน่

มิคาด ขณะถอยจนเกือบออกจากประตูห้อง องค์ติ้งอู่ไม่ทราบทรงคิดอะไรออกกะทันหัน ทรงกระพริบตาแล้วเงยพระพักตร์ขึ้นถาม

“ฮองเฮาทานมื้อค่ำแล้วหรือยัง?”

ฮองเฮา?

มหาดเล็กชะงัก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมององค์ติ้งอู่ด้วยความสงสัย

พอดีเห็นพระเนตรมีแววเหม่อลอย เขาติดตามพระองค์มาทั้งชีวิต หากถามว่าผู้ที่เข้าใจพระองค์มากที่สุด

คือใคร เขาต้องเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน เขาตระหนักรู้ว่า พระองค์ทรงปิดบังฮองเฮาเรื่องหมิงอ๋อง  ถึงตอนนี้ เกรงว่าหมิงอ๋องอาจ...

พระองค์ทรงรู้สึกละอายใจต่อฮองเฮา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรีบทูลออกไป

“ฮองเฮาทรงเสวยมื้อค่ำในเขตพระราชฐานชั้นในพะย่ะค่ะ”

“อืม เราจะไปเดี๋ยวนี้” ทรงตรัสเสียงต่ำแต่ไม่ลังเลใจ จากนั้นทรงลุกขึ้น และก้าวเดินไปยังพระตำหนักฮองเฮา

มหาดเล็กเดาไม่ผิด ในเวลานี้องค์ติ้งอู่ทรงคิดถึงฮองเฮาขึ้นมากะทันหัน สำหรับพระองค์แล้ว เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินพระทัย พระองค์จะไม่ลังเลใจ แต่เขาก็รู้ดี สำหรับฮองเฮาแล้ว เกรงว่าจะรับไม่ได้ แม้หมิงอ๋องไม่ใช่องค์ชายที่มีความโดดเด่น กระทั่งไม่เอาอ่าวด้วยซ้ำไป แต่หมิงอ๋องห่างจากอกฮองเฮามานานหลายปี สายเลือดอย่างไรก็ตัดไม่ขาด ดังนั้นแผนการนี้พระองค์จะให้ฮองเฮารู้ไม่ได้ ตอนนี้ข่าวกำลังถูกส่งมา ฮองเฮาเมื่อได้รับข่าวอาจรับไม่ไหว พระองค์จึงลอบถอนหายใจ ตัดสินใจมาอยู่เป็นเพื่อนฮองเฮา

“ฝ่าบาท พระองค์รู้ไหม เมื่อวานลูกหกมาหาหม่อมฉัน แล้วทำให้หม่อมฉันตกใจมาก”

ฮองเฮาปักปิ่นปักผมสีทอง สวมเครื่องประดับหยกรูปหงส์ สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มพลางคีบกับข้าวให้องค์ติ้งอู่

บนโต๊ะเสวย องค์ติ้งอู่รู้ว่า หากพระองค์มาถึงแล้ว ต้องพูดคุยเรื่องหมิงอ๋องอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่นี่พอประทับนั่งลงปุ๊บ ฮองเฮาก็พูดถึงหมิงอ๋องทันที ทำให้ทรงชะงักเล็กน้อย

“อ้อ” องค์ติ้งอู่อมยิ้ม ไม่แสดงสีหน้าแปลกๆ ให้เห็น “ลูกหกมาฟ้องอะไรเจ้าอีกล่ะ?”

พระองค์เห็นฮองเฮาอารมณ์ดี ก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องดี แต่ก็ยังตรัสถามออกไป

“ฟ้อง?” ฮองเฮาสะดุดกึก ทรงส่ายพระพักตร์

“ฝ่าบาท ครั้งนี้ทรงตรัสไม่ถูกต้อง ลูกหกโตจนรู้ความแล้วจริงๆ นะเพคะ ไม่เพียงไม่บ่น ยังกตัญญูมาก เมื่อคืนลูกคุกเข่าอยู่กับพื้น พูดยังไงก็ไม่ยอมลุกขึ้น ต้องการรักษาขาของหม่อมฉันให้ได้”

หญิงชรายืนรับใช้อยู่ด้านหนึ่ง ชำเลืองมองฮองเฮาก็รู้ว่า วันนี้ต้องทรงอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยหมิงอ๋องให้ฝ่าบาทฟังอย่างแน่นอน

ครั้งนี้องค์ติ้งอู่ทรงอึ้งจริงๆ และทรงถามอย่างไม่เข้าใจ “ลูกรักษาขาให้เจ้า?”

“เพคะฝ่าบาท ทรงคิดไม่ถึงใช่ไหม จริงๆ แล้วลูกมีพรสวรรค์และฉลาดมาก ตอนเป็นเด็กอยู่กับสามัญชน ลูกได้รู้จักกับท่านหมอผู้สูงส่ง ได้ศึกษาวิชาการแพทย์จนแตกฉาน ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจได้เป็นถึงท่านหมอผู้ยิ่งใหญ่ทีเดียวเชียว”

ฮองเฮาตรัสรวดเดียวด้วยความดีพระทัยอย่างยิ่ง

“ได้รู้จักกับผู้สูงส่ง?” องค์ติ้งอู่นิ่งไปสักพัก หากเป็นยามปกติ พระองค์จะไม่ขัดความรู้สึกยินดีปรีดาของฮองเฮาเป็นแน่ แต่วันนี้ทรงรู้สึกว่าควรปลุกฮองเฮาให้ตื่นเสียที

“ฮองเฮา ก่อนลูกเข้าวังได้ถูกตรวจสอบชีวิตความเป็นอยู่ทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่เห็นว่ามีหมอผู้สูงส่งอยู่ด้วยตรงไหน โกหกทั้งเพ! เราเคยพูดแล้ว เรื่องบุ๋นเรื่องบู๊เป็นเรื่องรอง แต่นิสัยเสียต้องแก้ไขก่อน จะโอ๋มากเกินไปไม่ได้”

องค์ติ้งอู่อารมณ์ขึ้นแล้ว แต่ฮองเฮากลับไม่ได้โต้ตอบอะไร ทรงหัวเราะคิกคัก

“ฝ่าบาททรงเย็นพระทัยไว้ หม่อมฉันไม่เคยลืมพระดำรัสของพระองค์ ตอนแรกเริ่มหม่อมฉันก็ไม่เชื่อ เพียงชื่นชมความกตัญญูของลูก แต่ฝ่าบาท ทรงดูนี่เพคะ...”

ฮองเฮายินดีที่จะวางตะเกียบลง แล้วหยิบถุงผ้าใบเล็กที่ติดตัวไว้ออกมา

“ในนี้มีอะไร?” องค์ติ้งอู่ทอดพระเนตรไปยังถุงผ้า

“ฝ่าบาทอย่าเพิ่งรีบร้อน ต้องทรงนึกไม่ถึงแน่ๆ ว่าในนี้มีอะไร”

ฮองเฮาทำลึกลับ ทรงค่อยๆ เปิดถุงผ้าใบน้อย หยิบกระดาษที่พับไว้ออกมาแผ่นหนึ่ง ทรงเปิดออกด้วยองค์เอง ส่งให้องค์ติ้งอู่

“ฝ่าบาท ทรงทอดเนตรดูก็จะรู้ว่าใครเป็นคนเขียนใบสั่งยานี้ให้หม่อมฉัน”

ใบสั่งยานี้แน่นอนว่าไม่ใช่แผ่น ‘ยาพิษ’ ใบนั้น แต่เป็นแผ่นที่หมิงอ๋องเขียนตัวยาซึ่งใช้รมควันรักษาภายนอก

“เอ๋ ใบสั่งยา? อืม ลายพู่กันนี้กลับไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน เป็นลายมือของหมอหลวงท่านใดรึ ดีจริง!” องค์ติ้งอู่รับมาทอดเนตรไปมา ผงกศีรษะยอมรับว่ายอดเยี่ยม

“ทรงทอดเนตรดูด้านล่างก็จะรู้เอง” ฮองเฮาหัวเราะ

องค์ติ้งอู่ยิ้มแหยๆ ทรงมองดูด้านล่าง ใบสั่งยาต้องมีลายเซ็นของแพทย์ผู้รักษา

พอทรงมองลงไป ก็ให้ตกตะลึง “ม่อไป๋?”

ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น จ้องมองฮองเฮา เห็นฮองเฮาหัวเราะคิกคัก

“ฝ่าบาททรงนึกไม่ถึงใช่ไหมเพคะ นี่เป็นใบสั่งยาที่เมื่อคืนลูกเขียนขึ้นด้วยมือของลูกเองต่อหน้าหม่อมฉัน ที่แท้ลูกรู้หนังสือมานานแล้ว แถมยังมีความรู้ด้านการแพทย์ด้วย เช้านี้หม่อมฉันได้ให้ป้าฉางนำใบสั่งยานี้ไปให้หมอหลวงตรวจดู หลายท่านล้วนพูดว่ายานี้ใช้ได้จริง!”  

“ฮองเฮา ตัวอักษรนี้ ลูกหกเขียนต่อหน้าเจ้าจริงหรือ?” เห็นได้ชัดว่าองค์ติ้งอู่ยังไม่เชื่อเสียทีเดียว

ฮองเฮาเริ่มไม่พอใจ

“ฝ่าบาทไม่เชื่อลูกหรือไม่เชื่อหม่อมฉันกันแน่”

“ฮองเฮาอย่าเพิ่งน้อยใจไป เจ้าน่าจะยังจำได้ เมื่อเดือนก่อนอาจารย์โจวมาหาเราเพื่อขอลาออก ไม่อยากสอนลูกหกต่อ...”

องค์ติ้งอู่ทรงชัดเจนในความหมาย หมิงอ๋องไม่รู้จักตัวหนังสือด้วยซ้ำไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องใบสั่งยา รวมทั้งตัวอักษรที่สวยงามนี่อีก

ฮองเฮาได้ฟังดังนั้นสีพระพักตร์ก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เงียบไปสักพักค่อยตรัส

“ฝ่าบาท ลูกหกรู้หนังสือมานานแล้ว แม้สองปีที่ผ่านมา หม่อมฉันจะลงโทษลูกอย่างไร ลูกก็ยอมทน ไม่ยอมบอกความลับนี้...ลูกยังคงไม่ชอบชีวิตในวัง...”

องค์ติ้งอู่ได้ยินก็ต้องอึ้งอีกครั้ง ทรงรู้ความหมายของฮองเฮา หมิงอ๋องถ่อมตน ปิดบังความจริง?

ทันใดนั้นในความคิดก็ปรากฏภาพเมื่อวาน หมิงอ๋องสลบอยู่หน้าประตูห้องทรงพระอักษรแล้วเกิดตื่นขึ้นสบตากับพระองค์พอดี แววตาของลูกในตอนนั้นเป็นแววตาที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งใสและบริสุทธิ์ มองไปไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาแน่!

พระองค์ทรงมองดูใบสั่งยาอีกครั้ง รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ยังตรัสออกไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นจริง ก็ไม่มีความหมายแล้ว ทรงทำได้เพียงแย้มพระสรวล ตรัสเสียงเบา

“หากลูกมีพรสวรรค์เช่นนี้จริงก็เป็นเรื่องที่ดีมาก”

ฮองเฮากลับรู้สึกดีพระทัยไม่มาก ทรงพยักหน้าช้าๆ

“หม่อมฉันใคร่ครวญดูแล้วเห็นว่า ถึงลูกอยากเป็นหมอและมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งก็ตามแต่ ยังไงเสียลูกก็ยังเยาว์วัย อยากให้ฝ่าบาทจัดหาหมอที่เก่งๆ สักท่านนึงคอยอยู่ข้างกายลูก ชี้แนะลูกให้ดีๆ”

องค์ติ้งอู่ทรงยากที่จะยอมรับได้แล้ว แม้กับทุกๆ คนจะทรงยืนหยัดเข้มแข็งได้อย่างไม่ย่อท้อ แต่ก็ยกเว้นกับฮองเฮาที่ทรงเป็นหนี้บุญคุณไปตลอดชีวิต พระองค์ทรงกำลังคิดว่าจะตอบนางอย่างไรดี

ด้านนอกพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เห็นได้ชัดว่ามีคนเร่งรีบเดินเข้ามา

นาทีนี้องค์ติ้งอู่ใจเต้นไม่เป็นระส่ำ ทรงรู้ว่าข่าวได้มาถึงแล้ว

ฮองเฮาทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองออกไป เห็นมหาดเล็กส่วนพระองค์ก้าวเดินอย่างรวดเร็วเข้ามา เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องด่วน ดวงตาหงส์ของนางหม่นลง แม้ฝ่าบาทดีกับนางอย่างสม่ำเสมอเรื่อยมา แต่แท้จริงแล้วตั้งแต่ม่อไป๋เกิดและขานางไม่ค่อยดี ฝ่าบาทก็เสด็จมาน้อยครั้งลงในแต่ละเดือน ดังนั้นโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสองจึงมีไม่มากนัก ทว่าในฐานะฮองเฮา นางรู้ดีว่าแม่ของแผ่นดินควรมีหน้าที่อย่างไร ความหม่นเศร้าจึงมลายหายไป สีหน้าสงบนิ่งลง

“ฝ่า ฝ่าบาท...” มหาดเล็กตัวสั่นเทิ้ม โค้งทำความเคารพ ก่อนหันมาทางฮองเฮา

“ฮองเฮา!”

น้ำเสียงที่สั่นเทาทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเขากำลังควบคุมความกลัวไว้ไม่อยู่

องค์ติ้งอู่กลับมีสีหน้านิ่งเฉย ทรงคิดว่ามีข่าวส่งมาเสียที ตรัสถามเสียงเบา

“ทำไมถึงได้กลัวขนาดนี้ มีอะไรรึ?”

ฮองเฮาจ้องมองไป ไม่เคยเห็นมหาดเล็กผู้ติดตามฝ่าบาทมานาน แสดงอาการแบบนี้มาก่อน

มหาดเล็กเงยหน้าขึ้น ยังคงมีความหวาดกลัวในแววตา

องค์ติ้งอู่เห็นแล้วก็ทรงนึกในใจ ‘หมอนี่แสดงเหมือนจริงมากไป!’

มหาดเล็กค่อยๆ ก้มศีรษะลงทูล

“ฝ่าบาท ทางจินไห่มีเรื่องรายงานให้ทรงทราบ”

“พูดมา” พอได้ยินคำว่าจินไห่ก็ทรงรู้ว่าเป็นเรื่องนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

องค์ติ้งอู่ทรงไม่ไปไหน ตั้งใจรับฟังอยู่ที่นี่

“ฝ่าบาท หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ” ฮองเฮาไม่อยากทำให้มหาดเล็กลำบากใจ ตรัสเสียงเบาก่อนหันไปพยักหน้ากับหญิงชรา

องค์ติ้งอู่กลับส่ายศีรษะ “ไม่เป็นไร หมู่นี้เราเอาแต่ยุ่งกับการบ้านการเมือง ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทานมื้อค่ำกับฮองเฮา บ่าวไพร่จะมีเรื่องใหญ่โตอะไรกันนักหนา ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง”

ตรัสจบก็ทรงมองมหาดเล็ก “พูดเถิด”

มหาดเล็กไม่มีทางเลือก อึ้งไปสักพัก หมิงอ๋องไม่ตายเสียหน่อย เหตุใดจึงไม่กล้าทูลต่อหน้าฮองเฮา ตนเองอาจกลัวเกินกว่าเหตุ เขาสับสนเล็กน้อย จากนั้นจึงรีบทูล

“ฝ่าบาท เมื่อครู่บริเวณซึ่งอยู่ห่างจากจินไห่สามสิบลี้ รถม้าของหมิงอ๋องถูกลอบสังหาร...”

“เจ้าว่าอะไรนะ? ลอบสังหาร?”

องค์ติ้งอู่ยังไม่ทันมีปฏิกิริยาโต้ตอบ ก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กดังขึ้น

องค์ติ้งอู่เองก็มีสีหน้าเขียวคล้ำ จ้องมหาดเล็กตาวาว “พูดให้ชัดเจน!”

มหาดเล็กเห็นท่าทางขององค์ติ้งอู่ ในใจก็รู้สึกสับสน แต่ก็รีบทูลตอบ

“ช่วงพลบค่ำ ขณะรถม้าของหมิงอ๋องวิ่งผ่าน...”

จากการเล่าของเขา ทำให้ผู้ที่อยู่ในที่นี้ค่อยๆ เผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

ภายในห้องรับประทานอาหาร สีหน้าของฮองเฮาและองค์ติ้งอู่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ไม่หยุด

โดยเฉพาะองค์ติ้งอู่ เมื่อทรงได้ยินว่ามีผู้ลงมือไม่ต่ำกว่าหนึ่งฝ่าย ก็ทรงตกพระทัย ไหนเลยพระองค์จะยังเดาไม่ออกว่าแผนการที่วางไว้เกิดปัญหาขึ้นแล้ว

ส่วนฮองเฮาเมื่อได้ยินว่าทหารองครักษ์ถูกสังหารหมด หมิงอ๋องตกอยู่ในอันตราย สีพระพักตร์ก็ซีดขาว

“ขณะที่การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ในสถานการณ์ขับคัน ท่านอ๋องกลับจับดาบขึ้นต่อสู้ ดาบเดียวคร่าชีวิตคนชุดดำสามคน...อีกหกคนย่างสามขุมเข้ามา...ท่านอ๋องลงมืออย่างเด็ดขาดเพียงลำพัง ครู่เดียวคนทั้งหกล้วนหาชีวิตไม่...ถึงตอนนี้ทุกคนในเหตุการณ์ค่อยพบว่าท่านอ๋องบรรลุพลังยุทธ์ขั้นสุดยอด กลายเป็นปรมาจารย์สายบู๊ไปในชั่วข้ามคืน ! ต่อมามีอาจารย์ท่านหนึ่งเข้าต่อสู้กับท่านอ๋อง...อาจารย์ผู้ใช้กระบี่ยาวเป็นอาวุธถูกท่านอ๋องโค่นลงด้วยมือเปล่า ตายลงด้วยฝ่ามือเดียวในที่สุด...”

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่องค์ติ้งอู่ไม่ส่งเสียงออกมา ทรงจ้องมองสีหน้ามหาดเล็กเขม็ง ไม่รับสั่งใดๆ ฮองเฮาก็นิ่งเงียบไปพักใหญ่ กระทั่งหญิงชรายังต้องควบคุมลมหายใจ ในห้องจึงมีเพียงเสียงของมหาดเล็กดังสะท้อนไปมา อันที่จริงตั้งแต่ได้ยินคำว่าปรมาจารย์ ฮองเฮาก็รู้สึกสับสน ปฏิกิริยาแรกไม่ใช่ยินดี แต่เป็นสับสน นางยอมรับว่า ไม่ค่อยเชื่อคำพูดที่มหาดเล็กบรรยาย เพราะไม่รู้จักคนผู้นี้มากนัก...

หน้าผากมหาดเล็กเต็มไปด้วยเหงื่อ เขารู้ว่ายากที่จะทำให้ใครเชื่อได้ เขาเองก็ยังไม่เชื่อ

แต่ไม่เชื่อไม่ได้ พอมองไปที่องค์ติ้งอู่ รู้สึกกระวนกระวายใจ แต่ก็อดทูลต่อไม่ได้

“สุดท้ายท่านอ๋องก็ปฏิเสธขบวนตามส่ง ขึ้นม้าของเถี่ยสง ควบออกไปกันสองคน เหลือเพียงคำพูดจำนวนหนึ่ง!”

ภายในห้องยังคงเงียบเสียง

สักพักเป็นองค์ติ้งอู่ที่คล้ายสงบสติอารมณ์ลงได้ จึงตรัสขึ้นช้าๆ “คำพูดอะไร?”

“ท่านอ๋องระบุว่าจาง...จางปังลี่ เลขาจางสมคบกับหมอจางร่วมกันวางแผนหมายชีวิตพระองค์ ต่อมาก็สมคบคิดกันเป็นกบฏ ลอบสังหารอย่างอุกอาจ โดยสั่งให้ราชองครักษ์สองนายจัดการกับพระองค์ ดังนี้พระองค์จึงร้องขอให้ฝ่าบาทช่วยสอบสวนเรื่องนี้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลอบสังหารขึ้นอีก ส่วนพระองค์จะล่วงหน้าไปหมิงจูก่อน โดยไม่ยอมรับการอารักขาของราชองครักษ์อีกต่อไป!”

องค์ติ้งอู่ยืนอยู่ในความมืด ทรงไม่ขยับเขยื้อนมาได้พักหนึ่งแล้ว มหาดเล็กยืนอยู่ด้านหลังของพระองค์ ไม่กล้าส่งเสียง เพราะรู้ว่าฝ่าบาททรงรู้สึกไม่สบายพระทัย!

ความจริงท่าทางขององค์ติ้งอู่ในตอนนี้ไม่ต่างจากท่าทางของจางปังลี่ตอนเห็นเหตุการณ์ในขณะนั้นเท่าใดนัก ทรงวางแผนด้วยองค์เอง เตรียมเอาชีวิตหมิงอ๋อง แต่สุดท้ายกลับพบว่า ทั้งหมดที่ทำมานั้น เป็นเรื่องที่โง่เง่าสิ้นดี

“แล้วอย่างไร?” ผ่านไปเนิ่นนานจึงทรงทอดถอนใจ ตรัสถามเสียงเบา

มหาดเล็กขยับมุมปากเล็กน้อย คล้ายมีบางอย่างไม่กล้าพูด

“พูด!” องค์ติ้งอู่หันหลังให้เขา พระสุรเสียงเด็ดขาด

“หลังหมอจางถูกควบคุมตัว กลับไม่ต่อต้าน แต่กำชับบางอย่างไว้” มหาดเล็กก้มศีรษะทูล

“เป็นเขาจริงๆ!” น้ำเสียงองค์ติ้งอู่ยากหมายความ

“หมอจางว่า เดิมทีหมอเตรียมส่งข่าวให้เขาซ่างชิงกับตระกูลหลิน แต่พอรู้ว่าเขาซ่างชิงมอบยากุยหยวนตันเก้าเม็ด ชดใช้ให้ท่านอ๋องที่เข้าใจผิด และพอรู้ว่าเขาซ่างชิงไม่กล้าลงมือสังหารท่านอ๋องอีก จึงส่งข่าวให้ตระกูลหลิน เพราะรู้จากปากของเลขาจางว่าตระกูลหลินคิดดองกับเขาซ่างชิง ดังนั้นพวกเขาต้องอยากให้ท่านอ๋องเสียชีวิต” มหาดเล็กค่อยๆ รายงาน

“ทำไมหมอต้องทำเช่นนี้? ลูกหกไม่ได้มีความแค้นอะไรกับหมอ เหตุใดต้องเอาชีวิตลูกหกให้ถึงที่สุด?” องค์ติ้งอู่ตรัสถามต่อ

“เพราะหมอพูดเท็จ ยาของหมอที่จริงแล้วไม่สามารถกระตุ้นพลังแฝงของท่านอ๋องได้ หมอกลัวว่าจะถูกฝ่าบาทลงโทษ จึงไม่กล้าพูดความจริง และไม่มั่นใจว่าท่านอ๋องจะมีชีวิตอยู่ได้ภายในสองวัน กระทั่งเดิมทีหมอก็ไม่มีปัญญาวินิจฉัยได้ว่า ท่านอ๋องที่สุดแล้วสามารถยืนหยัดกับการเดินทางด้วยรถม้าจนออกนอกเมืองหลวงได้หรือไม่ ดังนั้นจึงส่งข่าวให้ตระกูลหลินรู้ ขอเพียงคนตระกูลหลินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าด้วยวิธีไหน หากท่านอ๋องสุดท้ายแล้วเสียชีวิตลงโดยไม่เป็นไปตามแผนที่ฝ่าบาทวางไว้ ฝ่าบาทก็ไม่สามารถเอาผิดหมอได้” มหาดเล็กทูลตอบ

องค์ติ้งอู่ค่อยๆ หันพระวรกายมา จ้องมองมหาดเล็กเขม็ง

“หมอจับชีพจรให้ลูกหกหลายครั้ง ไม่รู้หรือว่าลูกหกบรรลุพลังยุทธ์? เหตุใดถึงคิดว่าต้องตายถ่ายเดียว?”

มหาดเล็กก็แปลกใจอยู่ จึงได้แต่ทูลออกไป

“หมอว่าเคยถ่ายพลังต่อชีวิตให้ท่านอ๋องหลายครั้ง ถ้าในร่างกายท่านอ๋องมีกำลังภายในโคจรอยู่หมอต้องพบแล้ว แต่ในความเป็นจริงหมอกลับไม่พบอะไร ทว่า...”

“หือ?”

“หมอพบว่าท่านอ๋องมีความแปลกประหลาด ข้อแรก ยากระตุ้นของหมอไม่ออกฤทธิ์ ข้อสอง ท่านอ๋องคล้ายเคยเตือนเป็นนัยให้หมอพูดความจริง ข้อสาม ในวันนั้นที่ท่านอ๋องคุกเข่าโขกศีรษะอำลาฝ่าบาท โดยสภาพร่างกายแล้วทำแบบนี้ไม่ได้แน่ ต้องเจ็บปวดภายในอย่างแสนสาหัส แต่สีหน้าของท่านอ๋องกลับแสดงให้เห็นว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไร” มหาดเล็กเว้นช่วงแล้วพูดต่อ “หมอจางว่า ต่อมาหมอเคยพยายามครุ่นคิด แต่ก็หาสาเหตุไม่ได้เสียที เพียงสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง รู้สึกว่าท่านอ๋องรู้อยู่แก่ใจแต่แรกแล้วว่าเลขาจางมีแผนสังหารตน”

ต้องยกโทษให้องค์ติ้งอู่ แม้มีจิตใจที่แข็งแกร่งเพียงใด ตลอดทั้งร่างก็ยังสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้

พ่อฆ่าลูก องค์ติ้งอู่กล้าทำ แต่กลับไม่กล้าให้ผู้อื่นรับรู้

มหาดเล็กไม่รอให้ทรงถามต่อ ตัดสินใจรายงานเอง

“หมอจางว่า หลังจากที่ท่านอ๋องทานยากระตุ้นลงไป ร่างกายควรเหลือเพียงพลังชีพที่ถูกเผาผลาญ แปลกตรงท่านอ๋องไม่เพียงไม่เป็นเช่นนั้น แต่สภาพร่างกายที่ต้องตายอยู่รอมร่อกลับเหมือนฟื้นจากความตายขึ้นมาได้อีกครั้ง หมอจางรู้สึกว่า ยาของหมอต้องถูกใส่อะไรเพิ่มลงไป เพราะตอนหมอต้มยาอยู่นั้น คนของท่านอ๋องเผอิญเข้ามาช่วยดูอยู่พักหนึ่ง ซึ่งตั้งแต่นั้นมาท่านอ๋องคล้ายบอกเป็นนัยกับหมอสองครั้ง ให้หมอบอกฝ่าบาทว่าท่านอ๋องยังมีพลังชีพอยู่และอาจไม่ตาย สุดท้ายพอเห็นว่าหมอไม่ยอมบอก จึงทรงบอกต่อหน้าฝ่าบาทว่าอยากเปลี่ยนหมอ ให้หมอผู้เชี่ยวชาญมาวินัจฉัยชีพจรแทน...”

องค์ติ้งอู่ได้ฟังคำพูดเหล่านี้ก็ค่อยๆ หลับตาลง ทรงนึกถึงตอนที่ม่อไป๋ต้องการเปลี่ยนหมอ เพราะตนต้องการให้มีผู้รู้เรื่องนี้น้อยที่สุด จึงปฏิเสธไปโดยไม่ได้คิดอะไร

“สรุปเรื่องทั้งหมด หมอจางคิดว่าท่านอ๋องรู้เรื่องบางอย่างมาก่อน!” มหาดเล็กตอบเสียงต่ำ

“มีเบาะแสของลูกหกไหม?” องค์ติ้งอู่ไม่ได้ถามเรื่องนี้ต่อ ทรงค่อยๆ หลุบตาลงต่ำ

มหาดเล็กส่ายศีรษะ

“ตอนท่านอ๋องจากไปทรงไม่อนุญาตให้ผู้ใดติดตาม ตอนนั้นจึงไม่มีใครกล้าตามไป ต่อมาพวกเราไปสืบดูอีกรอบ ได้ข่าวว่าทรงเข้าไปในเมืองจินไห่แล้ว ซึ่งเราไม่สามารถส่งทหารเข้าไปค้นหาอย่างเต็มที่ได้ จึงยังไม่มีข่าวคืบหน้าชั่วคราว”

“อืม” องค์ติ้งอู่ค่อยๆ ระบายลมหายใจออกจากปาก สุดท้ายรับสั่ง

“เลขาจางกลับมาเมื่อไหร่ให้รีบมาพบเราทันที”

พระองค์ทรงรับสั่งแล้วก็ยกพระหัตถ์ขึ้นโบก ไม่ตรัสอะไรอีก

หลังมหาดเล็กออกจากประตูไป องค์ติ้งอู่ก็นิ่งเงียบอยู่เพียงลำพังในห้องนานพอสมควร ทรงเปล่งเสียงออกมาสามคำ “ตระกูลหลิน”

ครั้งนี้ ตระกูลหลินได้ละเมิดกฎของพระองค์แล้วจริงๆ เขาซ่างชิงกล้าลงมือ ตระกูลหลินยังกล้าลงมืออีก


จวนตระกูลหลิน

ข่าวใหญ่เช่นนี้มีหรือหลินหัวเหย้าจะไม่รู้ ขณะนี้เขาไม่สามารถสงบนิ่งลงได้แม้สักนาทีเดียว เอาแต่จ้องมองใบหน้าอันขื่นขมของฉู่ลั่วไฉ สักพักจึงเอ่ยปากถาม

“เจ้าว่า หมิงอ๋องไม่เพียงไม่ใช่คนใกล้ตาย ยังเป็นปรมาจารย์ที่มีพลังยุทธ์ล้ำเลิศอีกต่างหาก ลำพังคนเดียวสังหารคนของเราไปทั้งหมด ไม่เว้นกระทั่งนักพรตหลิว?”

ยิ่งพูดสีหน้าเขาก็ยิ่งแย่ลง

ฉู่ลั่วไฉรู้ว่าใต้เท้ายากที่จะทำใจยอมรับได้  เขาเองก็เช่นกัน แต่อย่างไรก็ต้องผงกศีรษะ

“ใต้เท้า เป็นเพราะข้าคาดการณ์ผิดเอง...พวกเราหลงกลแล้ว!”

หลินหัวเหย้าค่อยๆ หลับตาลง “หลงกล?”

“ราชสำนักได้วางกับดักรอให้พวกเราตกลงไปอยู่แต่แรกแล้ว ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็ใช้วิธีลอบสังหารจริงๆ เพื่อไม่ให้พวกเราสงสัย และทำให้พวกเราต้องลงมือในช่วงท้าย”

หลินหัวเหย้าลืมตาขึ้นทันใด แล้วใช้นัยน์ตาอันลึกล้ำจ้องมองฉู่ลั่วไฉ

“กำจัดเบาะแสทุกอย่างให้สิ้นซาก อย่าให้หลงเหลือโยงใยมาถึงพวกเราได้!”

ฉู่ลั่วไฉหน้าเครียด รีบผงกศีรษะรับ

“ใต้เท้าวางใจ ดีที่พวกเรายังปูทางสำรองไว้อีกหนึ่งทาง เหลือแต่โยนทุกอย่างให้เถี่ยสง ถึงราชสำนักรู้ว่าเป็นฝีมือพวกเรา ก็ไม่มีหลักฐานอยู่ดี”

“เถี่ยสง ตอนนี้พูดถึงเถี่ยสงจะมีประโยชน์อะไร?”

หลินหัวเหย้าค่อยๆ หลุบตาลงต่ำ ไม่ได้โมโห แต่เป็นการถามอย่างเยือกเย็น

ทุกคนรู้กันเกือบหมดแล้วว่า เถี่ยสงยอมรับดาบแทนหมิงอ๋อง และหมิงอ๋องเชื่อแต่เถี่ยสงเพียงผู้เดียว

“นั่นไม่เป็นปัญหา ทุกคนต่างก็รู้ว่า ผู้ที่ร่วมต่อสู้ในครั้งนี้เป็นพรรคพวกเดียวกับเถี่ยสง แม้ไม่ใช่ช่วยเถี่ยสงโดยตรง แต่พี่น้องของเถี่ยสงก็ทำเพื่อเถี่ยสง อีกทั้งยังมีเรื่องของหนิงเอ๋อเป็นจุดหักมุมที่พวกเขาให้ความสำคัญ ไม่เกี่ยวกับพวกเราแม้แต่น้อย” ฉู่ลั่วไฉตอบ

หลินหัวเหย้าพยักหน้าช้าๆ ไม่ส่งเสียงอีก

ฉู่ลั่วไฉค่อยปาดเหงื่อบนหน้าผากออกไปได้ เป่าปากถอนหายใจ แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ หลินหัวเหย้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ถูกเขาหว่านล้อมให้เชื่อเรื่องดังกล่าว แท้จริงแล้ว มันไกลเกินกว่าการมองโลกในแง่ร้ายของเขา

หลินหัวเหย้าเข้าใจติ้งอู่ดี

“ราชสำนักไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป อย่างไรเสียก็ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง” หลินหัวเหย้าตาเป็นประกายกับการตัดสินใจ เงยหน้าขึ้นตอบ

“ดี ติดตามสถานการณ์ให้ดี อย่าให้ติ้งอู่โยงเรื่องมาถึงตัวข้าได้”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น