ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 19

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.3k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19
แบบอักษร

บทที่ 19

จิ้นหยางมุ่งหน้ามายังตำหนักหยางเกาทันทีหลังจากได้รับรายงานว่าฟูเหิงได้มาขอเข้าเฝ้าเขา เมื่อสองเท้าก้าวเข้ามายังห้องทรงอักษร สายตาคมเข้มก็ปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคย ฟูเหิงยังคงสวมอาภรณ์สีดำไม่เปลี่ยนไปจากเดิมกำลังค้อมตัวทำความเคารพเขาอยู่ ไม่พบกันนานหลายเดือนวันนี้เข้าวังมาพบเขาได้ คงสืบหาต้นตอของปัญหาได้แล้วกระมัง

“อย่ามัวแต่พิธีรีตองอยู่เลย รีบพูดเรื่องของเจ้าเถอะ” ฮ่องเต้หนุ่มรีบร้องบอก

“ยังพระทัยร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะพะย่ะค่ะ” มีหรือที่ท่านแม่ทัพเช่นเขาจะไม่รู้ว่าพระองค์เป็นคนเช่นไร จึงได้แต่หยอกล้อด้วยความเคยชิน

“ข้าเพียงไม่ชอบท่าทีเจ้าเล่ห์ของเจ้าเท่านั้น” จิ้งหยางขมวดคิ้วพลางหร่ตาคมมองไปยังแม่ทัพคู่ใจที่ยิ่งนานยิ่งเจ้าเล่ห์ราวกับปีศาจจิ้งจอกก็ไม่ปาน

ฟูเหิงเลิกคิ้วขึ้นสูงแอบยกยิ้มที่มุมปาก สายตาติดเจ้าเล่ห์มองผู้เป็นเหนือหัวและเพื่อนสนิทของตนอย่างนึกขำ พระองค์มีหน้ามาว่าเขาหรือ เรื่องความเจ้าเล่ห์พระองค์เองก็ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด เขายังไม่อยากรองรับโทสะของฮ่องเต้หนุ่มเลือดร้อนผู้นี้ในตอนนี้

“กระหม่อมไม่มาเข้าเฝ้าเสียนาน อยากจะอยู่ในวังนานหน่อย เหตุใดพระองค์ถึงอยากรีบฟังรีบไล่กระหม่อมเสียล่ะ” ถึงแม้จะคิดเช่นนั้น แต่ก็อดออกปากหยอกล้อไม่ได้ ข่าวเรื่องที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานองค์หญิงจากแคว้นเฉิงนั้นแพร่กระจายไปทั่วทั้งวัง เพียงแค่คนๆนั้นไม่หูหนวกคงต้องได้ยินได้ฟังมาบ้าง นับประสาอะไรกับเขาที่มีหูมีตามากมาย

“ฟู่เหิง เจ้าช่างแสนรู้ยิ่งนัก ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้วก็จงรีบแจ้งข่าวที่สืบได้แก่ข้า”

“มิกล้าๆ คำว่าแสนรู้นี้ไม่เหมาะกับกระหม่อม ฝ่าบาทโปรดแก้ไขเป็นรอบรู้ดีกว่า”

“ช่างมันปะไร” ฮ่องเต้หนุ่มเริ่มเก็บกดจิตสังหารอยากจะลงไม้ลงมือกับแม่ทัพคู่ใจไม่ไหว ไม่เจอกันหลายเดือนเจ้านี่กวนประสาทเขายิ่งกว่าเดิมเสียอีก

“ขืนกระหม่อมเล่นมากกว่านี้ คงได้รับกระบี่ของฝ่าบาทเป็นแน่ กระหม่อมจะเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน”

จิ้นหยางเพียงเงียบรอให้อีกฝ่ายพูด

“กระหม่อมสืบทราบมาว่า ในราชสำนักมีเกลือเป็นหนอน ขุนนางสักคนที่ร่วมมือกับพวกโจรบอกแผนที่เหมืองทั้งยังสร้างโอกาสให้กับพวกโจรในการเข้าปล้น พวกโจรที่บุกปล้นเพชรที่เหมืองเป็นนักฆ่าจากสำนักเงาทมิฬ กระหม่อมสืบทราบที่ตั้งสำนักของมันแล้ว เพียงแต่ทางเราไม่ชำนาญทางที่เป็นหุบเขาลึกจึงมากราบทูลพระองค์ก่อน กระหม่อมจะแฝงตัวเข้าไป รอจนทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะส่งคนมารายงาน ส่วนพระองค์ระยะนี้ต้องระวังองค์ให้มากหน่อยเท่านั้น” แม่ทัพหนุ่มเริ่มเอ่ยเป็นการเป็นงาน

“เจ้าสงสัยใครเป็นพิเศษหรือไม่” จิ้นหยางขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด ในราชสำนัก ยากนักที่จะมีน้ำใสใจจริง ดูภายนอกเหมือนน้ำใสที่มองได้ทะลุปุโปร่ง แท้ที่จริงแล้วกับซ่อนพิษร้ายเอาไว้มากมาย พลาดพลั้งเพียงครั้งอาจสร้างความเสียหายใหญ่หลวง

“กระหม่อมกราบทูลอย่างไม่ปิดบัง อัครเสนาบดี......มีส่วนน่าสงสัยอยู่มาก ดีไม่ดีอาจเป็นหนอนที่เรากำลังตามตัวอยู่ก็ได้พะย่ะค่ะ” ฟู่เหิงกล่าวอย่างหนักแน่น เขาเองรู้ดีว่าอัครเสนาบดีเป็นคนเก่าคนแก่ที่รับใช้ราชสำนักมาอย่างช้านาน อย่างยิ่งที่จะลดทอนอำนาจลง

“เจ้ามีหลักฐานหรือไม่”

“ตอนนี้ยังไม่มี นักฆ่าที่กระหม่อมจับได้ก็ชิงฆ่าตัวตายไปเสียแล้วจึงสาวต่อไปไม่ได้ นี่จึงเป็นเพียงข้อสันนิฐานของกระหม่อมเท่านั้น กระหม่อมรู้มาว่าตอนนี้น้องหมิงลู่ถูกไทเฮาเรียกตัวเข้าวังเพื่อเตรียมเป็นสนมของฝ่าบาท เรื่องนี้หากคิดให้เป็นโอกาสก็สามารถนำมาช่วยได้ดีทีเดียวนะพะย่ะค่ะ” สมองอันชาญฉลาดและสัญชาตญาณ บอกกับเขาว่า หากต้องการเอาชนะหมากกระดานนี้เห็นที่ต้องมีการวางหมากล่อหลอก

“เจ้าคิดจะให้ข้าใช้หมิงลู่เป็นนกต่อหรือ” จิ้นหยางเสียงเข้มขึ้นทันที

“อ๊ะ ฝ่าบาทอย่าเพิ่งกริ้วสิ กระหม่อมเพียงยื่นข้อเสนอจัดฉากละครเล็กๆน้อยๆ หากรับหมิงลู่เข้ามาเป็นสนม คนอย่างอัครเสนาบดี....มีหรือจะไม่ประมาทคิดว่าตนเป็นเสือติดปีก จะต้องเผยพิรุธแน่พะย่ะค่ะ”

“ข้าเองก็สงสัยเขาเช่นกัน แต่จะให้ข้าดึงหมิงลู่มายุ่งกับเรื่องนี้” ฮ่องเต้มีสีหน้าอึดอัดใจอย่างชัดเจน คิ้วกระบี่ขมวดจนแทบจะชนกัน เขาจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร หากเป็นเมื่อก่อนเขาอาจคิดว่าหมิงลู่เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ตอนนี้เขามีอิงฮวาแล้ว และนางก็บอกชัดเจนแล้วว่า นางไม่อาจยอมรับได้ หากรับหมิงลู่เป็นสนมจริง อิงฮวาจะยิ่งเกลียดเขาหรือไม่ เรื่องนี้ทำเขาปวดใจยิ่งนัก

“กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทจะยังไม่รู้ว่า น้องหมิงลู่มีใจเสน่หาพระองค์” ฟู่เหิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ ราวกับพูดเรื่องทั่วไป แต่น้ำเสียงเรียบเรื่อยนี่เองที่ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มถึงกับชะงักไป

“เจ้าว่าไงนะ”

“พระองค์ไม่รู้ย่อมไม่แปลก เดิมทีกระหม่อมก็เพียงคาดเดาเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงว่าระหว่างที่เดินมารอพระองค์ที่นี่กลับได้ยินเรื่องหนึ่งเข้า”

“รีบพูดมา” จิ้นหยางเริ่มร้อนใจขึ้นมา หากเป็นอย่างที่ฟู่เหิงว่า เขาจะจัดการเรื่องนี้เช่นไรกัน

“กระหม่อมได้ยินหมิงลู่พูดกับนางกำนันของนางว่า อีกไม่นานนางก็จะได้เป็นพระสนมเอกของฮ่องเต้ เป็นสิ่งที่นางคาดหวังมานานแสนนาน”

“พอแล้ว เหลวไหลสิ้นดี ข้ามองนางเป็นเพียงน้องสาว!” เมื่อได้ฟังจากปากฟู่เหิง ฮ่องเต้หนุ่มตบโต๊ะเสียงดังด้วยความหงุดหงิดใจทันที นี่คงเป็นอีกเรื่องที่สร้างความปวดหัวให้กับเขา

“โธ่ ฝ่าบาท แค่พระองค์มองนางเป็นน้องสาว ก็ไม่ได้แปลว่านางจะรู้สึกกับท่านเป็นพี่ชายเสียเมื่อไหร่ อย่างไรเสียพระองค์ก็ชมชอบนิสัยของนางอยู่ส่วนหนึ่ง ไม่ดีกว่าหรือที่จะให้นางมาอยู่ข้างพระวรกาย” ฟู่เหิงเห็นฮ่องเต้มีท่าทางกลุ้มพระทัยก็เอ่ยหาทางออกให้ เขามีหรือจะไม่รู้ว่าฮ่องเต้รู้สึกเช่นไร แต่เป็นแบบนี้ไม่ดีหรือไร หมิงลู่ก็น่ารัก อ่อนหวาน แม้อนาคตข้างหน้าหากสืบจนกระจ่างแล้วรู้ว่าเสนาบดีเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังเรื่องต่างๆ แล้วอย่างไร พ่อก็ส่วนพ่อ ลูกก็ส่วนลูก นางมีใจรักต่อฮ่องเต้ ย่อมเป็นแรงให้ฮ่องเต้แน่

“ข้าต้องการสตรีเพียงคนเดียว หมิงลู่เป็นน้องสาวในสายตาของข้าจะให้มาเป็นสนมก็เหมือนกับผลักนางเข้าตำหนักเย็น ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้” จิ้นหยางเองก็จับความนัยจากน้ำเสียงของฟู่เหิงได้ จึงถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ

“สตรีที่พระองค์ต้องการ คงจะไม่ใช่องค์หญิงอิงฮวาหรอกนะพะย่ะค่ะ” ฟู่เหิงยิ้มกริ่ม

“เป็นนาง” จิ้นหยางไม่ลังเลที่จะตอบแม้แต่เสี้ยววินาที ใจเขาแน่ใจตั้งนานแล้ว

“ดูเหมือนกระหม่อมจะพลาดอะไรไปเยอะทีเดียว” ได้คำตอบอันหนักแน่นเช่นนี้ ฟู่เหิงก็ได้แต่ส่ายหัวกับอาการคลั่งรักของสหายตน

“เรื่องชายผู้นั้นเล่า” ไม่พูดก็แล้วไปเถอะ แต่เมื่อคิดถึงคืนนั้น คืนที่นางกับชายผู้นั้นวางแผนจะหนีไปใจส่วนลึกของเขาก็มีรอยความไม่พอใจขึ้นมาทุกที

“ชายที่อยู่กับองค์หญิงในคืนนั้นน่ะหรือ” ฟู่เหิงเอ่ยเสียงเรียบเช่นเคย สายตาสาดส่องดูอารมณ์ของคนเบื้องหน้า หากฮ่องเต้ต้องการให้ฆ่า มีหรือเขาจะไม่ทำ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว หากต้องฆ่าคนผู้นั้นเขาจะทำได้อย่างไร ในใจขัดแย้งอย่างรุนแรง แต่ใบหน้ายังต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จิ้นหยางใช้ความเงียบแทนคำตอบ

“พระองค์อยากให้กระหม่อมจัดการกับเด็กนั้น มีหรือกระหม่อมจะพลาด” เมื่อฮ่องเต้ใช้ความเงียบเป็นคำตอบ เขาก็คงทำได้เพียงคาดเดาความต้องการของพระองค์ หากบอกไปว่าคนผู้นั้นอยู่ข้างกายเขาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ฮ่องเต้จะทรงกริ้วและสั่งให้เขาสังหารคนผู้นั้นหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นเขาเลือกที่จะหลอกลวงเบื้องสูงเสียดีกว่า นี่เขาเป็นอะไรไปแล้ว เพื่อคนผู้นั้นถึงขนาดหลอกลวงต่อฮ่องเต้ หากเจ้านั่นรู้เข้าจะต้องหัวเราะในความโง่งมของเขาเป็นแน่ แค่คิดถึงใบหน้าขาวผ่องราวสตรีของคนผู้นั้น เขาก็ใจเต้นแรงขึ้นมา จนต้องบอกตัวเองเสมอๆว่า ให้หยุดคิดถึงเจ้านั่นเสียที

“เจ้าฆ่าเด็กนั้นแล้วหรือ” น้ำเสียงเหยียบเย็นของจิ้นหยางปลุกให้ฟู่เหิงตื่นจากภวังค์

“ย่อมเป็นเช่นนั้น” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเสียงหนักแน่น

จิ้นหยางเงียบ พ่นลมหายใจหนักๆอย่างเสียไม่ได้ เรื่องนี้จะบอกอิงฮวาไม่ได้เด็ดขาด แม้จะรู้สึกผิดต่อนาง แต่มันคงดีกว่าที่นางจะไม่รู้เรื่องนี้

“เรื่องนี้ห้ามเจ้าเพ่งพายเด็ดขาด หากนางถามเจ้าจงตอบไปว่า เจ้าได้ปล่อยเด็กนั้นกลับแคว้นเฉิงไปแล้ว” จิ้นหยางเลือกที่จะปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ เขายอมไม่ได้ที่อิงฮวาจะเกลียดชังเขา เพราะชายผู้นั้น

“ฝ่าบาทไม่ได้ต้องการฆ่าเด็กนั่นหรือ”  ฟู่เหิงเห็นท่าทางลำบากใจของฮ่องเต้ก็เอ่ยขึ้นมาเพื่อหยั่งเชิง  พระองค์ตรัสเช่นนี้หมายความว่าไม่ต้องการเอาชีวิตคนผู้นั้นใช่หรือไม่ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าเหยียบเย็นเช่นเดิมโดยที่ใครก็ไม่มีทางสังเกตเห็นรอยยิ้มนั่น

“จะต้องการหรือไม่ ตอนนี้สำคัญอะไร ทำตามที่ข้าบอกก็พอ”

“เดิมทีกระหม่อมคิดจะอยู่ดื่มสุรากับพระองค์สักกา แต่ดูท่าพระองค์คงมีเรื่องให้ต้องคิดอีกมาก กระหม่อมทูลลาเลยแล้วกันพะย่ะค่ะ”

“ฟู่เหิง หากมีหลักฐานแล้วเจ้าจงรีบนำมาให้ข้าทันที ข้าอนุญาตให้เจ้าเรียกใช้ทหารในกองทัพได้ตามสะดวก”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

หลังจากหารือกันเป็นที่เรียบร้อย แม่ทัพหนุ่มก็ขอตัวลา ปล่อยให้ฮ่องเต้หนุ่มจมอยู่กับความคิดของตนเองต่อไป

ผ่านไปสองอาทิตย์ เรื่องราวภายในราชสำนักต่างๆดูเหมือนยิ่งทวีความกดดันขึ้นเป็นเท่าตัว จิ้นหยางจำเป็นต้องออกว่าราชกิจแต่เช้า กว่าจะเลิกก็จวนเจียนแสงสุริยาจะลับขอบฟ้า เขาจะมากินข้าวเย็นกับนางก่อนจะกลับตำหนักหยางเกาเพื่ออ่านฎีกาต่อจนดึกดื่น เป็นเรื่องดีที่นางจะได้มีอิสระ ไม่ต้องกลิ้งผ้าปูเตียงกับบุรุษผู้แสนเอาแต่ใจทุกคืน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหงาและนอนหลับไม่สนิทเมื่อไม่มีเขาอยู่ข้างกายทำให้นางนางไม่เต็มตื่นพลอยทำให้อารมณ์ไม่คงที่ไปด้วย

“องค์หญิงเพคะ วันนี้ฝ่าบาทก็ทรงออกว่าราชการตั้งแต่ยามเหม่า คงไม่มาเสวยมื้อเช้าที่ตำหนังเยว่ซินหรอกเพคะ องค์หญิงเสวยเถอะเพคะ” เสี่ยวผิงเห็นองค์หญิงของตนเอาแต่เหมอมองไปยังประตูหน้าตำหนักแล้วถอนหายใจก็ไม่สบายใจ รีบเอ่ยปากเตือนก่อนที่ข้าวจะเย็นเสียก่อน

“อือ” ร่างบางได้สติ ขยับตะเกียงคีบข้าวใส่ปากด้วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แล้วก็ชะงักค้างไปอีก ไม่มีท่าทีว่าจะคีบอาหารจานใดเพิ่มเติม

“องค์หญิงเพคะ ถ้ายังไงวันนี้ทำขนมไปให้ฝ่าบาทเสวยดีไหมเพคะ” เห็นดังนั้นเสี่ยวจูที่ยืนคอยปรนนิบัติก็เอ่ยขึ้นเสียงใส หวังเพียงให้องค์หญิงของตนร่าเริงขึ้น

“จริงสิ ครั้งก่อน ฝ่าบาทโปรดถางหูลู่* วันนี้ข้าจะทำให้พระองค์เสวย เจ้าไปเตรียมของเถอะ”

อิงฮวามีสีหน้าสดใสขึ้น นัยน์ตาอ่อนหวานแลเห็นประกายสดใสไม่น้อย มือบางรีบรวบตะเกียบลงแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารทันทีด้วยความกระตื้อรื้อล้นเหลือกำลัง

“แล้วไม่เสวยก่อนหรือเพคะ” เสี่ยวจู และเสี่ยวผิงได้แต่มองหน้ากันอย่างจนใจ เมื่อเห็นนายของตนยกชายกระโปรงก้าวออกจากตำหนักไปยังห้องครัวของตำหนักเรียบร้อยแล้ว

เสี่ยวซื่อก็ได้แต่แอบขบขันในท่าทางขององค์หญิงของตนนัก ปากก็บอกว่าเกลียดฝ่าบาท แต่ถ้าใครตาไม่บอดก็คงจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วองค์หญิงมีพระทัยต่อฝ่าบาทมากเพียงไร

ใช้เวลาไม่นานนักอิงฮวาก็ทำถางหูลู่จานใหญ่สำเร็จ ร่างบางยกยิ้มอย่างพึงพอใจในผลงานของตน เมื่อถึงเวลาช่วงพักว่าราชกิจจึงรีบไปยังตำหนังหยางเกาทันที

“ถวายบังคมพี่หญิง” ในระหว่างที่เดินทางไปตำหนักหยางเกา อิงฮวาก็ได้พบกับร่างบอบบางของหมิงลู่ นางย่อกายทำความเคารพด้วยสีหน้าชื่นบานเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่สะกิดใจนาง ไม่ใช่เพราะท่วงท่าที่อ่อนน้อมของคนตรงหน้า แต่เป็นการเรียกขานต่างหากจนทำให้อิงฮวาอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้

“เหตุใดท่านหญิงถึงเรียกขานข้าเช่นนี้ จำได้ว่าข้าไม่เคยมีน้องสาว” อิงฮวาตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่ยังคงรักษาน้ำเสียงให้อ่อนนุ่มเช่นที่ควรปฏิบัติ

“ประทานอภัยด้วยเพคะที่ทำให้พี่หญิงไม่พอพระทัย เพียงแต่หม่อมฉันเพียงอยากจะเรียกขานให้คุ้นชินเท่านั้น” หมิงลู่เอ่ยพร้อมรอยยิ้มบางๆบนใบหน้า ขับให้ใบหน้านวลแลดูงดงามยิ่งขึ้นไปอีก ราวกับดอกไม้แรกแย้มที่ผลิบานเมื่อพบฝนแรกก็ไม่ปาน

“คุ้นชิน?”

“ไทเฮาบอกหม่อนฉันว่าอีกไม่นานฝ่าบาทจะทรงเลือกพระสนม และหมดฉันจะได้รับแต่งตั้งในเร็วๆนี้ เรื่องนี้พี่หญิงยังไม่ทรงทราบหรือเพคะ” หมิงลู่กล่าวด้วยใบหน้าแดงเรื่ออย่างคนเขินอาย

จะเป็นไปได้ยังไงกัน คนผู้นั้นไม่เคยเอ่ยกับนางแม้แต่ครึ่งคำ วันนี้หมิงลู่กลับเอ่ยเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าคนผู้นั้นคิดหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้แล้วหรือ เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้

“พี่หญิงโปรดรักษาสุขภาพด้วย หม่อมฉันทูลลา” หมิงลู่เห็นแววตาของอิงฮวาสั่นไหวก็แอบยกยิ้มในใจ สิ่งที่ควรเป็นของนางย่อมต้องเป็นของนาง ขอแค่เพียงฝ่าบาทแต่งตั้งให้นางดำรงตำแหน่งพระสนม นางจะต้องเป็นที่รักของฝ่าบาท ให้กำเนิดโอรส และจะต้องแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเฮาได้แน่ แววตาที่ใสซื่อของหมิงลู่บัดนี้แปรเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง นางไม่เพียงแต่ต้องการเป็นหนึ่งในใจของชายที่นางหลงรักมาตลอด แต่ยังเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานต่อตำแหน่งฐานันดรศักดิ์ที่เหนือสตรีใดอีกด้วย

“องค์หญิงเพคะ” หลังจากหมิงลู่จากไปแล้ว เสี่ยวซื่อรีบเข้ามาประคองเมื่อเห็นว่าองค์หญิงของตนนิ่งไป....

“ข้าไม่เป็นไร...มา เอาถาดอาหารส่งมาให้ข้า” ร่างบางสลัดความคิดในแง่ลบออกจากหัวสมอง หันไปหาเสี่ยวจูที่ถือถาดอาหารอยู่ หมายจะเอามาถือเอง อย่างน้อยๆนางจะได้ตั้งสติใช้สมาธิในการถือถาดอาหารไม่ให้หล่นไปตลอดทาง รอถึงตำหนัก นางจะรอถามคนผู้นั้นให้ชัดเจน

ไม่นานนักก็เดินผ่านสวนหย่อมของตำหนักมาอย่างราบรื่นโดยที่นางไม่เผลอทำถาดอาหารหล่นไปซะก่อน แต่ระหว่างที่นางจะก้าวเท้าเข้าไปด้านในตำหนักอยู่นั้น เสียงของเฟิงจู ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ก็ทำให้ร่างบางชะงักไป

“กราบทูลฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่อาจรอได้แล้วนะพะยะค่ะ” ขันทีชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดเป็นกังวล

“ข้ารู้” ร่างสูงที่ยังคงอ่านฎีกาเอ่ยเสียงหน่ายๆ ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งอย่างเคย

ใครเลยจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เขาเข้าหน้าอิงฮวาไม่ติด เขารู้สึกผิดต่อนาง จึงไม่อาจโอบกอดนางได้ดังใจปรารถนา และยิ่งไม่อาจดึงนางเข้ามาเป็นอันตรายด้วยได้ หวังเพียงให้เรื่องทุกอย่างคลี่คลายเสียก่อนเท่านั้น  เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เขาปวดหัวอย่างแท้จริง

“โปรดตัดสินพระทัยเถอะพะยะค่ะ” ขันทีเฒ่ายังคงอ้อนวอนอย่างแท้จริง เขาเองก็จนปัญญาเสียแล้ว เมื่อต้องคอยรองรับความพิโรธของไทเฮาทุกครั้งที่ฝ่าบาทปฏิเสธดื่มน้ำชากับท่านหญิงหมิงลู่

ครั้งนี้ไทเฮาหมายใจจะจับฮ่องเต้มัดเข้าห้องหอ แต่งตั้งท่านหญิงหมิงลู่เป็นพระสนมเอง ตัดหน้าองค์หญิงอิงฮวา ทางหนึ่งเพื่อช่วยเหลือหลานสาวจากสกุลเดิมของตนเพื่อรักษาฐานอำนาจเอาไว้ อีกทางก็เพื่อเป็นการประกาศกลายๆว่า ต่อให้องค์หญิงอิงฮวาจะฐานะสูงส่งแต่ไม่อาจมีอำนาจเด็ดขาดในวังหลังแคว้งชางได้ ตัวเขาเองแม้จะเห็นใจองค์หญิงอิงฮวา แต่ไม่อาจทนการรบเร้าของทั้งไทเฮาและท่านอัครเสนาบดีจิงเจ๋อซื่อได้อีกต่อไปแล้ว

“อีกสามวัน ให้แต่งตั้งท่านหญิงหมิงลู่เป็นพระสนม และให้นางอยู่ตำหนักเฟิ่งเซียน” จิ้งหยางเงยหน้าขึ้นจากฎีกาก่อนหยิบฎีกาฉบับใหม่ขึ้นมาอ่าน เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนกำลังพูดเรื่องทั่วๆไป

อิงฮวาที่อยู่ด้านนอกได้ยินชัดเจน ร่างบางมีท่าทีสับสนและยังคงนิ่งอยู่ที่เดิม มือบางทั้งสองข้างจับถาดอาหารไว้แน่น ราวกับกำลังจมอยู่กับความคิดของตน พยายามเตือนสติตนให้รับรู้ว่า ทั้งหมดที่นางได้ยินเป็นเรื่องจริง

“ถวายบังคมองค์หญิงอิงฮวาพะยะค่ะ” จวบจนเฟิงจูถอยออกมาจากห้องทรงอักษรแล้ว พบร่างบางยืนนิ่งอยู่จึงได้ทำความเคารพด้วยความนอบน้อม ทำให้ร่างบางได้สติขึ้นมา

จิ้นหยางได้ยินเสียงด้านนอกก็รีบวางฎีกาลงแล้วลุกขึ้นยืนทันที เขาคิดถึงร่างบางใจจะขาด อยากกอดนางให้หายคิดถึงเหลือเกิน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคร่งขรึมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไปเมื่อนึกถึงใบหน้าหวานล้ำของหญิงอันเป็นที่รัก

“เชิญเสด็จองค์หญิงเข้ามา” ร่างสูงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี

เมื่อสิ้นเสียงรับสั่งอิงฮวาที่คิดจะถอยหลังเดินออกจากบริเวณนั้นก็ชะงักเท้าทันที ร่างบางจำใจเดินตรงเข้าไปยังด้านในตำหนัก และไม่ลืมหันมาสังให้นางกำนันของตนรออยู่ด้านนอก

“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท” อิงฮวาย่อกายลงเล็กน้อย ใบหน้ายังคงเรียบเฉย พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองหน้าของคนตรงหน้า

“เจ้าเป็นอะไรไปหรือ” จิ้นหยางรับรู้ได้ถึงอารมณ์คุกรุ่นจากร่างบาง มือหนาหยิบถาดอาหารที่อยู่ในมือของร่างบางวางไว้ที่โต๊ะ แล้วจูงมือหญิงสาวมานั่งข้างๆกัน ถึงกระนั้นใบหน้าของนางก็ยังไม่ปรากฏริ้วอารมณ์ใดๆ จนจิ้นหยางนึกแปลกใจ

“ช่วงนี้ หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาททรงงานอย่างหนัก จึงได้นำของว่างมาถวายเพคะ” เห็นใบหน้าหล่อเหลามีร่องรอยของความเคร่งเครียดเด่นชัด อิงฮวาก็ไม่อาจหักใจถามเขาตรงๆได้ นางจะรอให้เขาเป็นฝ่ายบอกเล่าต่อนางเอง

..... หรือบางทีแท้จริงแล้ว สาเหตุที่นางไม่กล้าถาม อาจเป็นเพราะนางกำลังกลัวคำตอบของเขาก็ได้      จิ้นหยางยกยิ้มละมุนให้ร่างบาง เป็นนางที่ทำให้เขาสบายใจได้ตลอดจริงๆ หากชีวิตนี้ขาดนางไปเขาจะเป็นเช่นไรหนอ ร่างสูงไม่อาจจะคาดคิดได้เลยแม้แต่น้อย

อิงฮวานั่งดื่มชาเป็นเพื่อนเขาอยู่กว่าหนึ่งชั่วยามก่อนจะขอตัวออกมา ปล่อยให้เขาได้ทำงานต่อเมื่อมีขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งมาขอเข้าพบ ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งชั่วยามนั้น จิ้นหยางไม่ได้เอ่ยเรื่องหมิงลู่ให้นางฟังแม้แต่น้อย หรือแท้จริงแล้วเขาไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องสลักสำคัญใดที่ต้องบอกนาง บุรุษแคว้นชางมีมากภรรยาถือเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับนางที่มาจากแคว้นเฉิงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางไม่อาจมองว่าเล็กได้ ยิ่งคิดหัวคิ้วเรียวสวยก็ยิ่งกดลึกลง

ศาลาริมน้ำอุทยานหลวง

“องค์หญิงเพคะ” เสี่ยวซื่อเอ่ยเมื่อเห็นใบหน้าขององค์หญิงตนมีร่องรอยของความกังวล ก่อนจะรีบรินชาเหมยกุ้ยยื่นให้ อย่างน้อยชาดีก็ทำให้ใจสงบ

“หากสามีของเจ้ารับหญิงอื่นเป็นภรรยาอีกคน เจ้าจะทนได้หรือไม่เสี่ยวซื่อ” อิงฮวาเอ่ย แววตายังคงจ้องมองจอกชา ไม่ขยับเขยือนแม้แต่น้อย

“เดิมทีสตรีแคว้นเราจะแต่งให้ชายอันเป็นที่รักเท่านั้น เมื่อแต่งแล้วจะครองคู่อยู่ด้วยกัน ไม่ชายตามองใครอื่น หากป็นอย่างที่องค์หญิงกล่าว หม่อมฉันคงต้องปวดใจ และถ้าหากต้องอยู่อย่างปวดใจ หม่อมฉันคงทนไม่ได้แน่เพคะ” เสี่ยวซื่อกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง

“แล้วเจ้าล่ะ เสี่ยวจู”

“หม่อมฉันไม่ประสีประสาเรื่องพวกนี้เพคะ แต่สตรีแคว้นชางเรา บุรุษมีมากภรรยาเป็นเรื่องไม่ผิดเพคะ ภรรยาจะต้องมองสามีเป็นฟ้า และมีใจกว้างไม่ริษยาและอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง” เสี่ยวจูกล่าว

“เรื่องของความรัก จะมาแบ่งกันใช้แต่อย่างไร ขึ้นชื่อว่าสตรีย่อมต้องการความรักจากบุรุษที่ตนรักทั้งหมดด้วยกันทั้งนั้นแหละ” เสี่ยวซื่อหันหน้าไปเถียงเสี่ยวจู

“มันจะไม่เป็นการเห็นแก่ตัวเกินไปหรือ” เสี่ยวผิงเอ่ยขัดขึ้น นางเองก็มีแนวคิดไม่ต่างจากเสี่ยวจูเท่าไหร่นัก สตรีแคว้นชางถูกสอนมาให้เป็นศรีภรรยา ปรนนิบัติสามี และมีบุตรเพื่อสืบสกุล จึงจะถือว่าเป็นภรรยาที่ดี

“เห็นแก่ตัวสิถึงจะดี หากต้องใช้บุรุษที่ตนรักร่วมกับสตรีอื่น ข้าจะเป็นฝ่ายถอยห่างเสียยังจะดีกว่า” เสี่ยงซื่อว่าพลางชูกำปั้นด้วยท่าทางมุ่งมั่น

“เจ้าก็พูดเกินไป” เสี่ยงผิงรีบเอ่ยปรามทันที

“พวกเจ้าพูดราวกับว่าออกเรือนแล้วอย่างไรอย่างนั้น ทางที่ดีเรื่องแบบนี้ถามเจ้าตัวเลยจะไม่ดีกว่าหรือ หากเป็นข้า ข้าจะถามสามีข้าตรงๆ คนเราจะมาตัดสินใจแทนผู้อื่นได้อย่างไร” เสี่ยวจูเห็นทั้งสองเริ่มจะเปิดฉากถกเรื่องสามีภรรยากันอีกครั้งก็ขัดขึ้นด้วยใบหน้าขบขัน

อิงฮวาที่นั่งเงียบๆรับฟังอยู่นานก็ได้แต่ถอนหายใจ ไตร่ตรองดูจึงรู้ว่าจริงดั่งคำที่เสี่ยวจูกล่าว นางจะมานั่งกังวลใจไปเพื่ออะไร ไม่สู่ถามคนผู้นั้นตรงๆไปเลยไม่ดีกว่าหรือ นางนี่ช่างเขลานัก บางทีเรื่องทั้งหมดอาจเป็นเพราะไทเฮาบัญชา และเขาก็ไม่อาจขัดขืนก็ได้ แต่ยามเมื่อคิดถึงใบหน้าของหมิงลู่ที่มีท่าทีขวยเขิน คิดถึงน้ำเสียงราบเรียบของคนผู้นั้นที่บอกว่าจะแต่งตั้งหมิงลู่เป็นพระสนมเอก ใจนางก็กระตุกวูบขึ้นมาทันที ราวกับเริ่มจะไม่มั่นใจเสียแล้ว

“ไปตำหนักหยางเกา” อิงฮวาสะบัดชายกระโปรงของตนลุกขึ้นยืนอย่างคนที่ตัดสินใจได้แล้ว หมายใจจะถามบุรุษผู้นั้นให้รู้เรื่อง หากไม่พูดออกไปนางคงอกแตกตาย เดิมทีนิสัยของนางก็ไม่ใช่สตรีหัวอ่อนอยู่แล้ว หากเขาบอกว่ารักหมิงลู่ นางก็แค่กลับไปยังแคว้นของตน

ข้าทำได้.....ข้าจะทำได้จริงหรือ

“ถวายบังคมองค์หญิงเพคะ หม่อมฉันมาเพื่อกราบทูลองค์หญิงว่า ไทเฮามีรับสั่งให้พระองค์เข้าเฝ้าเพคะ”

ยังไม้ทันจะได้ก้าวเท้าเดิน เสียงๆหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ร่างบางต้องหันหน้ามามอง พอเห็นว่าเป็นคนของตำหนักเจียวเหมยก็คาดเดาอะไรขึ้นมาได้บ้าง

“ฮ่องเต้เพิ่งจะตรัสไปได้ไม่กี่ชั่วยาม ไทเฮาช่างใจร้อนเสียจริง”

อิงฮวาเอ่ยอย่างเสียมิได้ ปัญหาแม่สามีลูกสะใภ้ทำให้นางปวดหัวไม่หยุดหย่อน หากให้นางเดา ครั้งนี้ไทเฮาคงมีประสงค์จะเยาะเย้ยนางกระมั้ง

“รีบเสด็จเถอะเพคะ อย่าให้ไทเฮารอนาน” คนของตำหนักเจียวเหมยออกปากเร่ง แม้จะยังสำรวมกิริยาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเคารพนางอย่างที่แสดงออกไม่ คนพวกนี้ช่างเสแสร้งเก่งจริงเชียว

“พวกเจ้ากลับไปตำหนักเยว่ซินก่อนเถอะ ให้เสี่ยวจูไปกับข้าก็พอ” ว่าแล้วอิงฮวาก็เดินตามคนของตำหนักไทเฮาไปอย่างไม่รีบร้อนนัก

ตำหนักเจียวเหมย

“อิงฮวาถวายบังคมไทเฮาเพคะ”

ไทเฮากำลังจิบชาที่หมิงลู่ส่งให้อย่างอารมณ์ดี พระโอษฐ์ยกยิ้มอยู่แทบจะตลอดเวลา แม้แต่เมื่อนางเดินเข้ามาแล้ว คิ้วของไทเฮาก็ยังไม่ขมวดแม้แต่น้อย ช่างเป็นภาพที่หาได้ยากยิ่งสำหรับนาง

“ลุกขึ้นเถอะ” ไทเฮารับสั่งอย่างมีเมตตา ซ้ำยังยิ้มให้นางอีกด้วย อิงฮวาได้แต่ตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะปรับท่าทางให้ดูปกติ

“ขอบพระทัยเพคะ”

“เจ้าคงรู้แล้วสินะ เรื่องที่ฝ่าบาทจะรับหมิงลู่เป็นพระสนมเอก”

ไทเฮากล่าวอย่างอารมณ์ดีมองตรงมายังนางที่ยืนอยู่กลางห้อง เมื่อไม่ได้รับอนุญาตให้นั่ง ไหนเลยนางจะนั่งได้  อิงฮวามองรอยยิ้มพอใจของไทเฮา สลับกับใบหน้าหวานนวลที่กำลังขวยเขินจนแก้มขาวกลายเป็นสีแดงก่ำของหมิงลู่

“เพคะ”  อิงฮวาเพียงตอบรับด้วยเสียงนุ่มนวลตามปกติ

“เช่นนั้นก็ดี ฮ่องเต้มีรับสั่งว่าอีกสามวันจะแต่งตั้งหมิงลู่ ข้าเพียงแค่อยากให้เจ้าเป็นคนจัดงานในครั้งนี้ อย่างน้อยๆก็ฝึกฝีมือเอาไว้ เมื่อเจ้าเป็นฮองเฮาแล้ว ยังต้องมีอีกหลายงานให้เจ้าเป็นคนจัดการ” ในที่สุดไทเฮาก็เอ่ยสิ่งที่ต้องการพูดออกมา อิงฮวารู้สึกเหมือนตนเองถูกสาดน้ำเย็นใส่ร่างก็ไม่ปาน ไทเฮาทำเช่นนี้ไม่ใช่กำลังจะบอกนางว่า ต่อให้นางได้ป็นฮองเฮาก็ไม่อาจไร้คุณธรรมยึดครองฝ่าบาทไว้ผู้เดียวกระมั้ง

“หม่อมฉันเกรงว่าจะทำได้ไม่ดีพอเพคะ” ร่างบางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่สะท้อนคลื่นอารมณ์ใดๆ หากฝ่าบาทต้องการแต่งตั้งพระสนมจริงก็ควรเป็นฝ่ายพิธีการเป็นคนจัดการ ไทเฮาทำเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการหมิ่นเกียรตินางหรอกหรือ

อย่างไรนางก็เป็นองค์หญิงแคว้นเฉิงซ้ำยังไม่ได้อภิเษก ก็ต้องมาจัดงานแต่งงานให้ว่าที่สามีกับหญิงอื่น เรื่องนี้นับว่าไม่ยุติธรรมยิ่ง ไทเฮาช่างสิ้นเปลืองเวลาคิดโดยแท้

“ถึงอย่างไร ข้าก็ไม่ให้เจ้าเสียเรื่องหรอก ข้าจะให้แม่นมจิ้นคอยช่วยเหลือเจ้าเอง” ไทยเฮาหนังตากระตุกแต่ก็ยังคงประณีประนอม  หากให้นางเป็นคนจัดงาน ก็เท่ากับว่านางยอมรับการแต่งตั้งสนมครั้งนี้ ต่อให้ฮ่องเต้แคว้นเฉิงก็ไม่อาจตำหนิฝ่าบาทได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่นางจงใจจะให้อิงฮวาเห็นชอบด้วยให้ได้

“เรื่องนี้....” อิงฮวาอ่ำอึ้ง

“องค์หญิงคงไม่พอพระทัยหม่อมฉันกระมั้งเพคะ” หมิงลู่ที่นิ่งเงียบอยู่นานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตากลมโตดูระยิบไปด้วยหยาดน้ำที่ยังไม่ปล่อยให้ร่วงลงมา หากบุรุษได้เห็นท่าทางเช่นนี้ของโฉมงามคงแทบประคองนางไว้กลางฝ่ามือ แม้แต่กับคนผู้นั้นก็คงจะคิดเช่นนี้เหมือนกันกระมั้ง

“เป็นสตรีจะคิดเล็กคิดน้อยไปเพื่ออะไร! อะไรที่เป็นความสุขของผู้เป็นสามีย่อมเป็นสิ่งที่ภรรยาพึงกระทำ อีกหน่อยเจ้าก็จะคุ้นชินไปเอง” ไทเฮาเริ่มไม่พอพระทัยอิงฮวามากขึ้นที่ทำให้หมิงลู่น้ำตาคลอ

“ที่บ้านเกิดของหม่อมฉัน มีคำกล่าวที่ว่า รักมั่นฟ้าไม่อาจพรากจาก กาลเวลาไม่อาจเปลี่ยนแปลง เรื่องสามีมากภรรยาเป็นเรื่องน่าละอายเพคะ หม่อมฉันคงไม่อาจรับบัญชาได้”

อิงฮวาครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกไป ค่านิยมที่ต่างกันนำมาซึ่งความคิดที่แตกต่างกันด้วย แม้นางจะเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของแคว้นชาง แต่ก็ไม่อาจละทิ้งธรรมเนียมปฏิบัติของตนเช่นกัน หากไทเฮาต้องการจะจัดงานแต่งตั้งพระสนมก็ควรเป็นเรื่องของแคว้นชาง นางในตอนนี้ไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว อะไรที่ฝืนใจจนเกินไปนางก็จะไม่ทำเด็ดขาด

“บังอาจ!!!” ไทเฮาทรงกริ้วมากจริงๆ ถึงขั้นตบเข้าที่โต๊ะเสียงดัง ลุกขึ้นแล้วจ้องมายังอิงฮวาด้วยความโมโห ร่างบางก็มองตอบไม่ได้กล่าวอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ แม้นางจะสงบปากสงบคำแต่ไทเฮาก็ยังทรงยิ่งพิโรธอยู่ดี นางเองก็จนใจ

เดิมที่สตรีนั้นเมื่อมีความรักก็มักจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างที่เสี่ยวซื่อบอก แต่ไทเฮาดูจะกระตือรื้อร้นในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นางออกจะใจกว้างเกินไปหรือไม่

“ หม่อมฉันไม่อาจเข้าใจพระทัยของพระองค์ได้ ในฐานะสตรีเช่นเดียวกัน หม่อมฉันอยากถามพระองค์เพียงคำถามเดียวเท่านั้น”

“................” ไทเฮาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแต่นิ่งฟัง

“พระองค์รักใครเป็นหรือไม่” อิงฮวากล่าวด้วยแววตาใสซื่อ นางอยากจะรู้จริงๆ นางไม่เคยพบสตรีใดใจกว้างเท่านี้มาก่อนเลย

“เจ้า!...เจ้า! สั่งสอนนาง!!!” ไทเฮาโมโหจนหน้ามืด ชี้นิ้วมาที่อิงฮวามือไม้สั่น สั่งเสียงเฉียบขาด เหล่านางกำนันคนสนิทรีบเข้าไปจับอิงฮวาและเสี่ยวจูไว้ในทันที

เพี๊ยะ!

เสียงมือกระทบเข้าที่ข้างแก้มของเสี่ยวจูอย่างแรงจนเลือดไหลออกมาจากมุมปาก เสี่ยวจูกำลังโดนนางกำนันตำหนักเจียวเหมยตรึงแขนทั้งสองข้างไว้ และเตะให้คุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้านวลใสซื่อแดงเป็นปื้นจากแรงตบ อิงฮวามองด้วยความไม่พอใจกำหมัดแน่น หมายจะเข้าไปช่วยคนของตน

ในจังหวะนั้นแม่นมจิ้นก็เงื้อฝ่ามือขึ้นหมายจะตบเข้าที่ใบหน้าของร่างบาง แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ามือนั้นจะได้เข้าถึงตัว นางก็เบี่ยงตัวหลบ และคว้าเข้าที่ต้นแขนของอีกฝ่าย ออกแรงเหวี่ยงร่างของแม่นมผู้นั้นไปชนเข้ากับนางกำนันคนอื่นที่หมายจะเข้ามาช่วยจับนางสำเร็จโทษจนล้มระเนระนาดไปกับพื้น

“เจ้ามันหญิงไร้การอบรม” ไทเฮาโกรธจัดจนแทบยากจะจัดการกับนางด้วยตัวเองแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเจอสายตาเอาจริงของอิงฮวา

“ดูเหมือนไทเฮาจะลืมไปว่าหม่อมฉันเป็นองค์หญิงของแคว้นเฉิง การกระทำเช่นนี้ของพระองค์ดูเหมือนจะหยามแคว้นเฉิงไม่น้อยทีเดียว”

เดิมทีนางก็อยากจะทำตัวเป็นลูกแมวไม่มีผิดสงใดๆ คอยเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่นานด้วยเหตุผลที่เคยตกลงกับคนผู้นั้นเอาไว้ ความปลอดภัยของจิงหลานเป็นเรื่องที่นางเป็นห่วงที่สุด รองลงมาคือชื่อเสียงของแคว้น แต่ไม่ได้หมายความว่าแมวอย่างนางจะตัดเล็บไปแล้ว เมื่อมีภัยก็ต้องปกป้องตนเอง

“เจ้ากล้าขู่ข้า!” ไทเฮาตวาดดังลั่นอย่างเกี้ยวกราด

“เดิมทีเพราะหม่อนฉันเคารพไทเฮาในฐานะผู้มาอาศัย จึงไม่พยายามทำตัวเป็นอริต่อพระองค์ แต่หม่อมฉันก็ไม่อาจไม่ปกป้องตัวเองเพคะ” ร่างบางไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อยยังคงสบตากับไทเฮาตรงๆไม่กลัวเกรงความโกรธเกรี้ยวนั้นแม้แต่น้อย

“หญิงป่าเถื่อน!” ไทเฮายังคงตวาดพลางชี้นิ้วที่สั่นเทิ้มของตนมาที่ร่างบาง ไม่มีครั้งไหนที่ไทเฮาโกรธได้มากเท่านี้ ครั้งสมัยฮ่องเต้องค์ก่อนยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ นางก็ไม่เคยได้โกรธเกรี้ยวถีงเพียงนี้ แม้ไม่ได้เป็นที่รักของฮ่องเต้ แต่ก็เป็นที่เคารพเรื่อยมา ไม่มีใครกล้าขัดใจนาง เมื่อเจอกับหญิงสาวตรงหน้าทำให้นางโกรธเกรี้ยวมากทีเดียว

“พอเถอะเพคะ อย่าทรงกริ้วอีกเลย ไม่ดีต่อสุขภาพนะเพคะ เป็นหม่อนฉันที่ผิดเอง หม่อนฉันยินดีรับโทษที่ทำให้องค์หญิงทรงกริ้วเพคะ” หมิงลู่คุกเข่าลงอย่างแรง พลางโขกหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยท่าทางน่าสงสารจับใจ

“นี่มันอะไรกัน!” จิ้นหยางที่ได้ข่าวว่าอิงฮวาถูกพาตัวมาตำหนักเจียวเหมยก็เป็นห่วงจึงรีบตามมา แต่เมื่อเข้ามายังด้านในตำหนักก็เห็นเหล่าแม่นมล้มอยู่กับพื้นท่าทางน่าสังเวช ไทเฮาที่ใบหน้าแดงก่ำอย่างคนโกรธจัด และหมิงลู่ที่คุกเข่าโขกหัวอยู่กลางห้อง

“ฝ่าบาท! เจ้าดูเอาเถอะ ว่าที่ฮองเฮาของเจ้าเป็นหญิงไร้จรรยาเพียงใด เพราะความหึงหวงของนาง อาละวาดจนตำหนักของข้าแทบจะพัง” ไทเฮาเห็นฮ่องเต้เสด็จเข้ามาถึงก็รีบกล่าวทันที หวังให้ฮ่องเต้ออกหน้าลงโทษแทนนาง แม้นางไม่ใช่แม่แท้แต่ก็อุปการะเลี้ยงดูฮ่องเต้มาแต่เล็ก มีหรือฮ่องเต้จะไม่เข้าข้างนาง

“อิงฮวานี่มันเกิดอะไรขึ้น” จิ้นหยางขมวดคิ้ว สายตาสำรวจดูบริเวณรอบๆ ไทเฮาที่ดูโกรธเกรี้ยว หมิงลู่ที่น้ำตานองหน้า และอิงฮวาที่มีสีหน้านิ่งเฉย ทำให้เขามึนงงไปชั่วขณะ

“อย่างที่ฝ่าบาทเห็น หม่อมฉันเป็นหญิงร้ายกาจจริงดังที่ไทเฮากล่าวเพคะ” อิงฮวามองใบหน้าของเขาแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด เรื่องทั้งหมดก็มีสาเหตุมาจากเขาทั้งนั้น  จะไม่ให้นางโกรธได้อย่างไร มือบางกำหมัดแน่น หากอยู่แคว้นเฉิงนางคงได้ต่อยเขาสักหมัดแน่

“สวรรค์!! ฮ่องเต้องค์ก่อนเหตุใดถึงต้องทำสัญญาอะไรแบบนั้นลงไปด้วย! นำพาความอัปมงคลมาสู่ราชวงค์ของเราโดยแท้!” ไทเฮาโกรธจนตัวสั่นเทา ใบหน้าแดงก่ำสลับกับหายใจติดขัด ก่อนที่จะล้มลงไป  จิ้นหยางขยับตัวอย่างรวดเร็วจึงสามารถรับร่างของไทเฮาไม่ให้ล้มลงกับพื้นได้

“ตามหมอหลวงมา!” จิ้นหยางรีบออกคำสั่งทันที ก่อนที่สายตาจะจ้องไปยังร่างบางที่ยืนอยู่กลางห้องด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก คับคล้ายคับคล้าเหมือนจะผิดหวังและไม่พอใจ แต่เขาไม่พอใจคนเดียวหรือไง นางเองก็ไม่พอใจเขาเช่นกัน

“ไทเฮา! ไทเฮาเพคะ !” หมิงลู่เห็นไทเฮาหมดสติไปก็รีบถลาเข้าไปข้างๆ จับพระหัตถ์ของไทเฮาเขย่าเบาๆ พลางส่งเสียงสะอึกสะอื้น

อิงฮวามองด้วยใบหน้าเฉยชา จิ้นหยางยังคงมองนางอยู่ แต่เพียงครู่เดียว  เขาก็รีบอุ้มร่างของไทเฮาไปยังห้องบรรทมชั้นในทันที

...............................................................................................

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ที่ให้กำลังใจ

เจอกันใหม่ตอนหน้า ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะขอรับ

อย่าลืมกดถูกใจให้ด้วยนะขอรับ (อ้อน)......

ความคิดเห็น