หอหมื่นอักษร

นิยายแนวสืบสวนสอบสวน ที่ลึกลับทั้งคดี และตัวตนของ 'เขา' ขอบคุณสำหรับการติดตามนะเจ้าคะ -เก๋อเก๋อ-

ตอนที่ 52 เล็บมือ

ชื่อตอน : ตอนที่ 52 เล็บมือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2560 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 52 เล็บมือ
แบบอักษร


เสิ่นอี้ก็ขมวดคิ้วเช่นกัน

เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ พวกเขาไม่ว่าใครก็คงไม่ได้เอาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

ก่อนหน้านั้นพวกเขาก็แค่เคยคิดว่าอาจจะมีนักศึกษาที่เสียชีวิตมากขึ้นจากการที่เสียเลือดมาก ติดเชื้อทีละคนและเสียชีวิตทีละคน แต่ตอนนี้พวกเขาทำได้แค่เพียงมองอยู่เฉย ๆ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ไม่มีกำลังมากพอที่จะต้านทานสิ่งเหล่านี้ไว้ได้


ตอนนี้ เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้


นักศึกษาเหล่านั้นไม่ได้เสียชีวิต แต่อยู่ ๆ ก็กลับเกิดมีอาการบ้าคลั่งขึ้นมา

“ไม่แน่หรอก” อยู่ ๆ เสิ่นอี้พูดออกมา

คำพูดของเขาทำเอาเย่หนิงรู้สึกมึนงงอีกครั้ง “หมายความว่ายังไงคะ ?”

“ผมหมายความว่า การทดลองที่ใครบางคนทำขึ้นมานั้น ตอนนี้ยังไม่คงที่เท่าไหร่ ดังนั้นก็เลยเกิดเหตุการณ์มากมายที่นอกเหนือจากความคาดหมายของพวกเรา”

เย่หนิงทั้งรู้สึกโกรธทั้งรู้สึกร้อนใจในเวลาเดียวกัน “คนพวกนี้มันไม่เกรงกลัวความผิดเลยจริง ๆ !”

“ใครกันที่ไม่เกรงกลัวความผิดบ้างล่ะครับ” เสิ่นอี้ส่ายหน้า “คุณคิดว่าคนที่ทำการทดลองเหล่านั้น จะไม่เกรงกลัวความผิดอย่างนั้นเหรอ ?”

“จริง ๆ แล้วมันเป็นใครกันแน่ !” เย่หนิงเริ่มรู้สึกที่จะโมโหขึ้นมาแล้วจริง ๆ “ใครกันมันชั่วช้าสามานย์ถึงเพียงนี้ จริง ๆ มันคิดจะทำอะไรกันแน่ สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเพื่ออะไรกัน แล้วยังไอ้ผีดิบนั่นอีก พวกมันจะทำการวิจัยผีดิบไปเพื่ออะไร วิจัยการเปลี่ยนคนให้กลายเป็นผีดิบแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา”

“การวิจัยเปลี่ยนคนให้เป็นผีดิบมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกครับ” เสิ่นอี้มองเย่หนิงอยู่ชั่วครู่แล้วถามขึ้น “แต่คุณเคยลองคิดหรือเปล่าล่ะว่าพวกเขาทำแบบนี้ไปทำไมกัน ทำไมถึงต้องการเปลี่ยนคนให้กลายเป็นผีดิบ ในเมื่อไม่มีความหมายอะไร แล้วทำไมพวกเขาจะต้องมาเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ด้วยล่ะ”


เย่หนิงนิ่งไป


เห็นดังนั้นเสิ่นอี้จึงพูดต่อ “แสดงว่าพวกเขาต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่นอนครับ มั่นใจได้เลยว่าไม่ใช่เพียงแค่การวิจัยสิ่งที่ไร้ความหมายแบบนี้ขึ้นมาแต่เพียงเท่านั้นแน่ แต่ตอนนี้สิ่งที่ผมกังวลที่สุดก็คือเรื่องของยาแก้ ในเมื่อผลการวิจัยยังออกมาไม่คงที่ขนาดนี้ เกรงว่าพวกเขาก็คงไม่มียาที่ใช้ควบคุมด้วยเหมือนกัน”

ตอนนี้ในใจของเย่หนิงรู้สึกหนักอึ้งไปหมด “ถ้าไม่มียาที่ใช้ควบคุมล่ะก็ นะ...นักศึกษาเหล่านั้นก็คง...”

“ตอนนี้ยังแค่ออกอาการเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอื่น ๆ ขึ้นมาอีก” เสิ่นอี้เองก็รู้สึกหนักอึ้งอย่างมากเช่นกัน เมื่อมองไปที่ผู้ปกครองหลายคนที่ร้องไห้จนสลบไปหลายรอบนั้น ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี


นักศึกษาสองคนที่ถูกวิสามัญไป ศพของเขายังคงอยู่ที่เดิม


ญาติของผู้ตายต่างเศร้าสลดจนแทบขาดใจ เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด อีกทั้งด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้นว่าพวกเขาฆ่าคนบริสุทธิ์

แต่ในเวลานั้นภาพที่เกิดขึ้นมันล้วนชุลมุนวุ่นวาย สถานการณ์ในตอนนั้นอันตรายอย่างมาก ตำรวจเองก็คงถูกบังคับให้ยิงพวกเขาอย่างไม่มีทางเลือก แต่จะทำอย่างไรญาติของผู้ตายถึงจะรับฟังคำอธิบายของพวกเขากันเล่า ?

“คุณรู้สึแปลกตรงไหนบ้างหรือเปล่าครับ ?” อยู่ ๆ เสิ่นอี้ก็ถามเธอขึ้นมา

“หา ?” เหมือนเย่หนิงยังคงไม่ได้สติ

“เลือด” เสิ่นอี้ชี้ไปที่นักศึกษาสองคนที่ถูกยิงวิสามัญ “พวกเขาถูกตำรวจยิงวิสามัญจนตาย แต่เลือดที่ไหลออกมานั้นกลับไม่น้อยเลย”

“คุณพูดอะไรของคุณเนี่ย คนถูกยิงก็ต้องมีเลือดไหลออกมาสิ...เอ่อ...ไม่สิ” เย่หนิงเริ่มที่จะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว “เลือด ?”

ถ้าหากในร่างกายของนักศึกษาสองนี้มีแมลงดูดเลือดอยู่ล่ะก็ อยู่ในร่างมาหลายวันขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าพวกมันต้องแพร่พันธุ์ไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว และต้องดูดเลือดของพวกเขาไปไม่ใช่น้อยเลย แต่มัน...กลับไม่เป็นอย่างนั้น

นักศึกษาสองคนที่ถูกวิสามัญนั้น เมื่อดูปริมาณเลือดจากตัวพวกเขาแล้ว ก็เป็นปกติดีไม่ได้ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด


หรือว่าในร่างของพวกเขาไม่มีแมลงดูดเลือดอยู่ ?


หรือจะพูดได้อีกอย่างว่า นอกจากนักศึกษาที่ตายไปไม่กี่คนนั้น ในร่างของนักศึกษาจำนวนสามสิบเอ็ดคนที่เหลือ บางทีอาจจะไม่มีแมลงดูดเลือดอยู่เลย

“พวกเขาไม่ได้ถูกแมลงดูดเลือดกัดอย่างนั้นเหรอคะ ?” เย่หนิงรู้สึกมึนงงเล็กน้อย

“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ” เสิ่นอี้ส่ายหน้า “อยู่ในสถานที่เดียวกัน จะมีบางคนโดนกัด บางคนไม่โดนกัดได้ยังไงกัน แล้วอีกอย่าง คุณคิดว่าแมลงดูดเลือดมันเลือกกลุ่มคนที่จะกัดด้วยอย่างนั้นหรือครับ”

“ถะ...ถ้าอย่างนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะคะ ? ถ้าในร่างของพวกเขามีแมลงดูดเลือดอยู่จริง รออีกสักพักพวกเขาจะไม่ถูกดูดเลือดจนหมดตัวหรอกหรือไง” เย่หนิงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันชักจะประหลาดเกินไปแล้วจริง ๆ

“นั่นสิครับ มันชักจะแปลกเกินไปแล้ว” เสิ่นอี้พูดออกมาราวกับครุ่นคิด “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ถ้าหากพวกเขาอยู่ในโกดัง และก็ไม่ได้เจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่น ๆ อีก เหตุการณ์ที่อยู่ ๆ พวกเขาก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้จะอธิบายอย่างไรดี”

“จริงด้วยค่ะ ! นี่มันไม่มีเหตุผลเลยจริง ๆ ” เย่หนิงลดเสียงพูด “อาการของนักศึกษาเหล่านี้ก็ยังคงดี ๆ อยู่เลย  อยู่ ๆ ก็คงไม่เกิดอาการคลุ้มคลั่งอย่างไม่มีเหตุมีผลหรอกใช่ไหมคะ ?”

คราวนี้คงไม่ใช่แค่เหตุผลง่าย ๆ อย่างเช่นว่าเป็นเพียงแค่อาการตกใจเสียแล้ว

 “เอ๋ ?” ทันใดนั้นแววตาของเสิ่นอี้ก็เปลี่ยนไป

“อะไร อะไรคะ ?” เย่หนิงรีบพูดขึ้นมาทันที “คุณคิดอะไรออกแล้วใช่ไหมคะ ?”

“เล็บ !” เสิ่นอี้ลดเสียงกระซิบข้างหูเย่หนิงลง “เล็บของนักศึกษาสองคนนี้ คุณลองดูดี ๆ สิ”

เขาอยู่ใกล้ตัวของเธอมาก ขณะที่คุยกันอยู่นั้น ลมหายใจก็กระทบเข้าที่ใบหน้าของเธอ เย่หนิงรู้สึกว่าใบหน้าของเธอร้อนผ่าวจนลามไปทั่วทั้งตัว สิ่งที่เสิ่นอี้พูดกับเธอนั้น กลับไม่ได้เข้าหูเธอเลยแม้แต่น้อย

“อาหนิง อาหนิง !”

“อา” ร่างของเย่หนิงสะดุ้งอย่างรุนแรง

“ผมพูดกับคุณอยู่นะครับ คุณมัวแต่เหม่ออะไรอยู่เนี่ย ?” เสิ่นอี้หมดสิ้นคำพูด

“อ่อ... ใช่ ใช่แล้ว !” เย่หนิงรู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อย “อะแฮ่ม ใช่แล้ว”

“ใช่แล้วอะไรล่ะครับ !” เสิ่นอี้ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเธอดี “คุณได้ฟังที่ผมพูดไปเมื่อกี้หรือเปล่า ?”

“เอ่อ...” เย่หนิงรู้สึกเขินอายมากยิ่งกว่าเดิม “ศาสตราจารย์เสิ่น มะ...เมื่อกี้นี้คุณพูดอะไรเหรอ...”

เสิ่นอี้มองเธออย่างจนปัญญา “ผมบอกว่า เล็บของนักศึกษาสองคนนั้น คุณลองมองดูหน่อยว่ามันมีอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า”


เย่หนิงมองเห็นแล้ว


เธอรู้สึกตกใจมาก


เล็บนั่น...มัน...

มันยาวมาก


เล็บทั้งสิบนิ้วของนักศึกษาสองคนนี้ล้วนยาวเฟื้อยเสียทุกนิ้วเลย

อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณสองสามเซนติเมตรได้

บนเล็บนั่นยังเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสด


นี่มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย ?


ทำไมเล็บของพวกเขาถึงได้ยาวขนาดนี้ล่ะ ?


“ผมว่ามันเริ่มจะมีอะไรแปลก ๆ แล้วล่ะ” เสิ่นอี้ลดเสียงพูดลง “ไม่รู้ว่าเล็บนี้ยาวออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเราลองไปดูนักศึกษาคนอื่นกันเถอะ ว่าเป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า ?”


ภายในทั้งบริเวณกักกันโรคตอนนี้ถูกคุ้มกันไว้อย่างแน่นหนา ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เลย ตอนนี้แม้แต่ผู้ปกครองก็ยังเข้าไปเยี่ยมไม่ได้ นักศึกษาทั้งหมดต่างถูกขังแยกเอาไว้ในห้องผู้ป่วย แล้วล็อกกุญแจเอาไว้ นอกจากตอนนี้แล้วด้านนอกห้องของผู้ป่วยทุกห้องล้วนมีตำรวจเฝ้าคุ้มกันอยู่ตลอด ป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดใด ๆ เกิดขึ้น

แม้แต่นักศึกษาที่ยังไม่ออกอาการก็ยังถูกล็อกกุญแจมือเอาไว้ ส่วนนักศึกษาที่คลุ้มคลั่งตอนนี้ได้ถูกขังให้อยู่แต่บนเตียงนิ่ง ๆ ไม่สามรถที่จะขยับเขยื้อนอะไรได้ อีกทั้งยังถูกฉีดยาระงับประสาทเพื่อให้หลับลงไป เพื่อเป็นการควบคุมเหตุการณ์ชั่วคราว


เพียงแต่ว่าถ้าหากยาระงับประสาทหมดฤทธิ์แล้ว นักศึกษาแหล่านี้บางทีก็อาจจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง


เย่หนิงกับเสิ่นอี้แยกกันตรวจดูเล็บของนักศึกษาเหล่านั้น ผลการสันนิษฐานต่างก็ออกมาเหมือนกันว่า เล็บของนักศึกษาที่คลุ้มคลั่งนั้นล้วนมีความยาวออกมาสองถึงสามเซนติเมตร และไม่รู้ว่ายาวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนเล็บของนักศึกษาที่ยังไม่ออกอาการนั้นยังคงปกติอยู่ ยกเว้นนักศึกษาหญิงที่ไว้เล็บ แต่อย่างไรก็ไม่ได้ยาวขนาดนั้น

ไม่มีเล็บของใครที่ยาวเกินหนึ่งเซนติเมตรเลย ไม่ต้องพูดถึงคนที่มีเล็บยาวสองสามเซนติเมตรด้วยซ้ำ

เย่หนิงกับเสิ่นอี้ถามผู้ปกครองของนักศึกษาหลายคน พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเล็บของลูกตนเองนั้นยาวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกหมอพยาบาลเองก็ไม่ได้สังเกตถึงเรื่องนี้เช่นกัน

พอจับมือของนักศึกษาที่อยู่ในนั้นคนหนึ่ง แล้วมองเล็บยาว ๆ อันนั้น เสิ่นอี้ก็ถามเย่หนิงขึ้น “คุณหมอเย่ คุณเห็นปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่าครับ ?”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น