ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 18

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.4k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18
แบบอักษร

บทที่ 18

ตำหนักเยว่ซิน

จิ้นหยางกลับมาที่ตำหนักพร้อมกับในมือถือกรงกระต่ายตัวน้อยสีขาว ปุกปุยอยู่ตัวหนึ่ง ใบหน้าคมคายดูผ่อนคลายลงมาก

“องค์หญิงของพวกเจ้าล่ะ”

“กำลังวาดภาพอยู่ในห้องหนังสือเพคะ” เสี่ยวจูเอ่ยแล้วหันใบหน้าไปมองยังห้องหนังสือที่องค์หญิงของนางวาดภาพอยู่ ซ้ำยังออกคำสั่งไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนอีกด้วย

จิ้นหยางไม่ว่าอะไรต่อ เดินตรงไปยังห้องหนังสือ ทั้งๆที่ก่อนออกไปเขาบอกให้นางพักผ่อนแท้ๆ ทำไมถึงไปนั่งวาดภาพได้ นางเพิ่งขวัญเสียมามิใช่หรือ ช่างไม่รักตัวเองเอาเสียเลย จิ้นหยางเดินเข้ามาในห้องหนังสือด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ เห็นอิงฮวากำลังจรดปลายพูกันอย่างตั้งใจก็ไม่อยากขัด เขาจึงพิงกรอบประตูดูนางกำลังจุ่มหมึกสีลงบนผืนผ้าใบอย่างพินิจ ใบหน้าหวานล้ำกำลังจดจ่ออยู่กับภาพวาด ไม่รู้ตัวสักนิดว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ จิ้นหยางจ้องมองใบหน้าด้านข้างของอิงฮวาที่กำลังตั้งอกตั้งใจอดจินตนาการไม่ได้ว่านางกำลังวาดภาพอะไรอยู่

ชั่วครู่อิงฮวาก็วางพูกันลง มองภาพวาดด้วยสายตาสั่นระริก คิ้วสวยขมวดชนกันเล็กน้อย จิ้นหยางครุ่นคิดเหตุใดนางจึงมองรูปภาพแล้วทำหน้าเศร้าเช่นนั้น

กึก!

เพียงจิ้นหยางขยับตัวเสียงกรงไม้ที่ใส่กระต่ายก็กระทบเข้ากับกรอบประตูจนเกิดเสียงดัง อิงฮวาจึงตื่นจากภวังค์หันใบหน้าไปมองยังต้นเสียง จึงพบจิ้นหยางที่มองตรงมาที่นางอยู่ก่อนแล้ว  เขาเอามือทั้งสองข้างไขว้หลังทำให้นางมองไม่เห็นว่าเขากำลังถืออะไรอยู่

“ฝ่าบาทมานานแล้วหรือเพคะ” อิงฮวาถามอย่างขอไปที ด้วยยังรู้สึกเคืองเขาอยู่หลายส่วน จึงหันหลังให้เขาทำทีเป็นไม่สนใจ

“สักพักแล้ว  เจ้ากำลังทำอะไรอยู่” จิ้นหยางเห็นอิงฮวาหันหลังให้ก็เดินเข้าไปใกล้มากขึ้นจนแนบชิดแผ่นหลังเล็กของนาง

“วาดภาพเพคะ” อิงฮวายังคงทำทีเป็นไม่สนใจ จุ่มพูกันลงในหมึกสีอีกครั้ง ทำราวกับว่าเขาไม่มีตัวตน ไม่สนความอบอุ่นจากตัวเขาที่ส่งผ่านมายังแผ่นหลังของนาง

จิ้นหยางจ้องมองไปที่ภาพเขียน ในผืนผ้าใบปรากฏภาพผืนน้ำกว้างใหญ่ ก้อนหินเรียงตัวกันสวยงาม รอบข้างต้นไม้ขึ้นเขียวขจี นี่คงเป็นทิวทัศน์ของแคว้นเฉิง ไม่แปลกที่นางจะทำหน้าเศร้าเช่นนั้น

“ เอาไว้หลังจากเราแต่งงานแล้ว ข้าจะพาเจ้ากลับไปดีหรือไม่” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน เอือมมือที่ว่างไปลูบที่เส้นผมสลวยของอิงฮวาเบาๆอย่างหลงใหล

“ท่านสัญญาแล้วนะ ว่าจะพาข้าไป รู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงแคว้นเฉิงมาก คิดถึงเสด็จพ่อ เสด็จแม่ เสด็จพี่ ไหนจะบรรดาสัตว์เลี้ยงของข้าอีก” อิงฮวาได้ยินเช่นนั้นก็ลืมเรื่องทุกสิ่ง หันใบหน้าหวานมาเผชิญกับดวงตาคมเข้มของจิ้นหยางอย่างตื่นเต้น นางอยากกลับแคว้นเฉิงใจจะขาด หากจะกลับไปได้ก็มีแต่เขาจะพาไปหรือไม่ก็หนีออกไปเท่านั้น พอได้ยินเขาสัญญาเช่นนี้ใจดวงน้อยๆที่เคยห่อเหี่ยวก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

“ข้ารู้” จิ้นหยางเอ่ยอย่างรักใคร่ สายตาที่ทอดมองมาเต็มไปด้วยความรักลความห่วงใย

อิงฮวายิ้มกว้าง ใบหน้าดีขึ้นกว่าเมื่อเย็นมากนัก นางดีใจมากเอื้อมมือโอบกอบเอวหนาของจิ้นหยางด้วยความออดอ้อน มือบางจึงเผลอไปโดนอะไรบ้างอย่างที่จิ้นหยางซ่อนเอาไว้ข้างหลังพอดิบพอดี

“ท่านซ่อนอะไรไว้น่ะ” อิงฮวาขมวดคิ้ววุ่น จ้องใบหน้าคมเข้มด้วยความสงสัย

“ของปลอบใจเจ้า” จิ้นหยางเลื่อนกรงที่ด้านในมีกระต่ายสีขาว มาตรงหน้าของอิงฮวา สายตาอ่อนโยนมองใบหน้าหวานที่ยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับเด็กน้อยของนาง

“กระต่าย!”

“เจ้าชอบมันหรือไม่” จิ้นหยางยกยิ้มอย่างยินดีที่เห็นอิงฮวาจ้องกระต่ายไม่วางตา

“ชอบสิ ข้าชอบมากเลย ข้าเลี้ยงมันไว้ที่นี่ได้หรือไม่” อิงฮวารับกรงกระต่ายมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะอุ้มเจ้ากระต่ายคัวน้อยปุกปุยออกมาเล่น

“ข้าจะให้ช่างหลวงมาทำกรงให้ก็แล้วกัน” จิ้นหยางเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

“มันมีชื่อหรือยัง” อิงฮวาชื่นชมกระต่ายตัวน้อยอย่างชอบอกชอบใจ

จิ้นหยางส่ายหน้า “ เจ้าตั้งให้มันสิ”

“ขนสีขาวปุกปุยเช่นนี้ เจ้าชื่อเสี่ยวไป๋ เสี่ยวไป๋ท่านว่าดีหรือไม่”

“เป็นชื่อที่ไม่เลว” จิ้นหยางอมยิ้ม มือหนาสอดเข้ารอบเอวบางของอิงฮวา โอบกอดนางไว้ในอ้อมกอดจากด้านหลังอยากที่เขาชอบทำ

“อ่ะ! ท่านจะทำอะไร เดี๋ยวเสี่ยวไป๋ก็ตกหรอก” อิงฮวาตกใจเกือบปล่อยเสี่ยวไป๋ที่อุ้มอยู่ตรงลงพื้น หันไปเอาเรื่องจิ้นหลางที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“เจ้าจะชอบมันก็ได้ แต่ต้องชอบมันน้อยกว่าข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเอามันไปจากเจ้า” จิ้นหยางหยอกเย้าอย่างเอาแต่ใจ

“ท่านให้ข้าแล้ว มันเป็นของข้า ท่านอย่าคิดจะเอามันไปได้เลย”

จิ้นหยางได้ยินเช่นนั้นก็หน้ามืดครึ้มทันที เขาเอื้อมมือคว้ากระต่ายตัวน้อยออกจากมือบางของอิงฮวาไปถือไว้ จัดการพาตัวมันเข้าไปอยู่ในกรงเช่นเดิม แล้วเรียกให้เสี่ยวผิงเอาไปดูแล

“ท่านทำอะไรน่ะ” อิงฮวาหน้างอขึ้นมาทันที ทำท่าจะเอาเรื่องคนเอาแต่ใจตรงหน้าที่กล้าพรากเสี่ยวไป๋ไปจากนาง

“ในเวลานี้เจ้าต้องสนใจข้าต่างหาก รู้หรือไม่ว่าวันนี้เจ้าทำข้าตกใจแค่ไหน” จิ้นหยางไม่สนใจใบหน้างอๆของนาง เล่นบทน่าสงสารให้อิงฮวาเห็นใจทันที

“ข้าน่ะหรือทำ ไทเฮาต่างหาก” อิงฮวาเอ่ยเสียงเรียบติดไม่พอใจ

“ข้ารู้” จิ้นหยางเอ่ยเสียงแผ่ว

“ข้าขอโทษ ข้าไม่ควรว่าร้ายเสด็จแม่ของท่าน” อิงฮวารู้สึกผิดขึ้นมาทันที อย่างไรเสียคนผู้นั้นก็เป็นถึงไทเฮา เป็นพระมารดาของเขา

“ไม่หรอก ข้าเข้าใจดี แม้ไทเฮาจะไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิด แต่เป็นมารดาผู้เลี้ยงดูข้ามา แม้ข้าอยากปกป้องเจ้าก็ยังต้องเกรงใจนางอยู่หลายส่วน” จิ้นหยางถอนหายใจอย่างคิดไม่ตก เขาอยากจะปกป้องอิงฮวาได้มากกว่านี้ แต่ดูเหมือนสิ่งที่ไทเฮาทำเขาจะไม่มีเหตุผลไม่คันค้านได้ มีแต่ต้องหาทางให้ไทเฮาโปรดอิงฮวาโดยเร็วเท่านั้น

“อืม เป็นบุตรต้องกตัญญูต่อบุพการี ท่านทำถูกแล้ว ต่อไปข้าจะระวังตัวให้ดี ไม่ทำให้ท่านเป็นห่วงอีก” อิงฮวาเห็นใบหน้าเป็นกังวลของจิ้นหยางก็ไม่อยากให้เขาต้องคิดมากอีก แค่นางต่างคนต่างอยู่กับไทเฮาแค่นี้ก็น่าจะพอ

“ข้าจะหาทางทำให้ไทเฮาเอ็นดูเจ้า” จิ้นหยางเอ่ย แววตาทอประกายมุ่งมาด

“ขอเพียงไม่จับข้าไปขังอีก ก็นับว่าดีแล้ว” อิงฮวาอมยิ้มคิดว่าจิ้นหยางคงกำลังวางแผนอะไรอยู่เป็นแน่

“ไม่มีอีกแล้ว ข้าจะปกป้องเจ้า” จิ้นหยางก้มลงบรรจงจุมพิตที่ริมฝีปากบางของอิงฮวา มือแกร่งกอดเอวนางไว้อย่างอ่อนโยน  อีกข้างประคองที่ท้ายทอยให้นางรับจุมพิตของเขาได้ถนัดถนี่ ปลายลิ้นแทรกเข้าไปเกี่ยวกวัดลิ้นเล็กในโพรงปากนุ่มของอีกฝ่าย เนิ่นนานจนเหมือนจะหมดลมหายใจ เขาจึงยอมผละออก ก้มลงหอมแก้มที่เปล่งปลั่งของอิงฮวาอีกฟอดใหญ่ ทันใดนั้นอิงฮวาก็รู้สึกเหมือนกับตนลอยขึ้นจากพื้น ไปอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงของจิ้นหยาง

“ท่านจะทำอะไรอีก” อิงฮวาทำตาโต ฟาดฝ่ามือเข้าไปที่แผงอกของจิ้นหยางด้วยความตกใจ

“นี่ก็ยามซวี่แล้ว เจ้าไม่ง่วงหรือ” จิ้นหยางยิ้มกริ่ม มองใบหน้าแดงระเรือระคนตกใจของอีกฝ่ายอย่างชอบใจ

“เช่นนั้นก็ปล่อยข้าลง ข้าเดินเองได้” อิงฮวาเอ่ยเสียงเบา พลางเม้มริมฝีปากตนด้วยความเขินอาย

“เจ้าเพิ่งผ่านเรื่องไม่ดีมา ให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีกว่า” จิ้นหยางยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก้าวเท้าออกจากห้องหนังสือ ตรงไปยังห้องนอนด้านใน เสี่ยวซื่อที่ยืนรออยู่หน้าห้องบรรทมปิดประตูห้องให้อย่างรู้งาน ก่อนจะพาตัวเองออกห่างจากวิมารฉิมพลีของคนทั้งสองด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยเลือดฝาดทันทีที่แสงไฟดับลง

ณ อุทยานหลวง อิงฮวากำลังดีดพิณชมทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดที่แข่งกันเบ่งบานประชันความสวยสดงดงามอยู่เต็มไปหมด เสี่ยวซื่อบรรจงรินชาเหมยกุ้ยกลิ่นหอมให้กับองค์หญิงของตน แล้วถอยออกมายืนชมท่วงท่าสง่างามของนายตนที่กำลังดีดพิณอย่างเบิกบาน เหล่าขันทีนางกำนันที่ผ่านมาพบเห็นเข้ายังอดพรรณนาไม่ได้ว่าดอกไม้ที่งดงามมากมายในอุทยานยังเทียบไม่ได้กับความงดงามสดใสขององค์หญิงอิงฮวา ผู้เป็นหนึ่งเดียวในดวงใจของฮ่องเต้

โฉมสะคราญดีดพิณท่ามกลางดอกไม้ที่ผลิดอกงดงามทั้งเสียงพิณก็ไพเราะดังกังวานไปทั่ว ภาพที่ปรากฏจึงประหนึ่งภาพจากสรวงสรรค์ที่คนธรรมดาทั่วไปนั้นไม่อาจพบพาน  จิ้นหยางที่ว่าราชกิจเสร็จก่อนเวลาที่กำหนดเดินย่างก้าวมาตามสะพานหินอ่อนที่เรียงตัวข้ามบึงบัวขนาดย่อม มองเห็นอิงฮวาที่กำลังดีดพิณอยู่ก็หยุดจ้องมองใบหน้าหวานที่บัดนี้ช่างดูมีเสน่ห์เย้ายวนกว่าครั้งไหนๆ ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มละมุน สายตาอบอุ่นทอดมองไปยังร่างบาง

“เสด็จไหมพะย่ะค่ะ” เฟิงจูยิ้มหน้าบานเอ่ยถามฮ่องเต้ทั้งสายตาที่ทอประกายเต็มเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มเหลือคณา กลิ่นไอที่แผ่ออกมาจากวรกายฮ่องเต้ตอนนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นทั้งยังอ่อนโยน ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองก็รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ตาแก่อย่างเขาจึงได้แต่ตั้งตารอคอยรัชทายาทตัวน้อยที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน

“ยังก่อน” จิ้นหยางเอ่ยเพียงแค่นั้น ร่างสูงยังคงยืนนิ่งแอบมองอิงฮวาดีดพิณต่อไป ในใจได้แต่ขบคิดหาวิธีให้อิงฮวาเป็นที่โปรดปรานของไทเฮาโดยไว ทั้งยังนับวันรอฤกษ์อภิเษกของเขากับนางที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้า ตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา เขาทั้งรักทั้งถนอมนางอย่างถึงที่สุด ช่วงหลังมานี้อิงฮวาก็ไม่ได้เอ่ยถึงชายผู้นั้นอีก ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาก หากหยุดเวลาได้เขาอยากจะหยุดมันเสียตรงนี้ เวลาที่มีแค่เขากับนางเท่านั้น แต่ถึงหยุดเวลาไม่ได้ก็ช่างมันอย่างไรเสียเขากับนางก็หนีกันไม่พ้น ไม่มีวันแยกจากกันเป็นแน่

เสียงพิณหวานละมุนจบลง อิงฮวายกยิ้มพึงพอใจ วันนี้นางเล่นพิณได้ดีทีเดียว มือบางยกน้ำชาขึ้นดื่มดับกระหาย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเจ้ากระต่ายน้อย เสี่ยวไป๋มากอดไว้

“ดูเอาเถิด เสี่ยวไป๋ตัวนี้กินเก่งยิ่งนัก พอกินอิ่มก็นอนอย่างเดียว ไม่นานคงตัวกลมดิ๊กเป็นแน่” รอยยิ้มหวานเจือบนใบหน้างาม แววตาที่มองไปยังเจ้ากระต่ายตัวน้อยฉายแววรักใคร่เอ็นดูถึงที่สุด

“เสี่ยวไป๋คงถูกเสียงพิณขององค์หญิงกล่อมจนหลับฝันหวานไปแล้วกระมังเพคะ” เสี่ยวผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม จ้องมององค์หญิงของตนลูบขนสีขาวปุกปุยของเสี่ยวไป๋ด้วยความชื่นชม สายตาเต็มไปด้วยความจงรักภักดี

“มาแล้วเพคะ มาแล้ว..” เสี่ยวจูเดินถือถาดขนมหยดน้ำที่ด้านบนมีกลีบเหมยกุ้ยสีชมพูตกแต่งอยู่เข้ามาในศาลาด้วยความกระตือรือร้น ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะคู่กับชาเหมยกุ้ยของเสี่ยวซื่อ

อิงฮวามองของหวานวันนี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ขนมหยดน้ำเป็นขนมที่หากินได้เฉพาะในแคว้นชางแห่งนี้เท่านั้น มันมีลักษณะเป็นวงกลมคล้ายหยดน้ำขนาดเท่าซาลาเปา สีใสคล้ายหยดน้ำจริงๆ กลีบเหมยกุ้ยถูกประดับอยู่ในขนมจึงดูราวกับกลีบมันกำลังลอยอยู่กลางน้ำไม่มีผิด ช่างสวยงามจนน่าอัศจรรย์ใจ

“เสวยเถอะเพคะ เสวยตอนกำลังเย็นเช่นนี้จะสดชื่นยิ่งนัก” เสี่ยวผิงยิ้มกว้างรีบกล่าว

อิงฮวาพยักหน้าเบาๆ ส่งเสี่ยวไป๋ให้เสี่ยวซื่ออุ้มไว้ แล้วหยิบช้อนไม้ไผ่ที่มีกลิ่นหอมขึ้นมาตักลงไปบนเนื้อขนม ก่อนจะส่งมันเข้าปาก ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของเหล่านางกำนัน ขันที

“อร่อยดี” อิงฮวาอมยิ้มชอบใจกับขนมชนิดใหม่ที่ตนได้ลิ้มลอง คิดในใจว่าจะต้องไปเรียนรู้สูตรขนมชนิดนี้ไปทำให้ทุกคนที่แคว้งเฉิงกินบางตอนกลับไปเยี่ยม ดวงตากลมโตทอประกายอย่างวาดหวัง

“องค์หญิงพะย่ะค่ะ นั่นท่านหญิงหมิงลู่กำลังตรงมาทางนี้พะย่ะค่ะ” เสี่ยวซุ่นเอ่ยเมื่อสายตาของตนไปสะดุดเข้ากับสาวงามผู้หนึ่งที่เยื้องย่างตรงมายังศาลาที่องค์หญิงของตนประทับอยู่

อิงฮวาได้ยินดังนั้นจึงมองไปตามทางที่เสี่ยวซุ่นร้องบอก มองเห็นหมิงลู่อยู่ไม่ไกลนักและกำลังเดินตรงมายังนาง นี่ก็ผ่านไปสามวันแล้วสินะ ออกมาข้างนอกได้เช่นนี้นางคงหายดีแล้วกระมัง

“ถวายพระพรองค์หญิงอิงฮวาเพคะ” หมิงลู่เดินเข้ามาในศาลาด้วยท่วงท่ากริยาสุภาพอ่อนโยน เห็นอิงฮวานั่งอยู่ก็ย่อกายลงทำความเคารพ

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก เจ้าหายดีแล้วหรือ” อิงฮวาส่งยิ้มให้เล็กน้อย เรียกให้เสี่ยวผิงมาเก็บจานขนมไป ทั้งยังให้เสี่ยวจูรินน้ำชาให้หมิงลู่ด้วย

“ดีขึ้นแล้วเพคะ เพราะความสับเพร่าของหม่อมฉันเองทำให้องค์หญิงต้องเดือดร้อน” หมิงลู่ก้มหน้าคล้ายสำนึกผิด

“เจ้าไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว ข้าเองก็ผิดที่ไม่รู้ว่าเจ้าแพ้ดอกทานตะวัน” อิงฮวารับเสี่ยวไป๋มาอุ้มไว้อีกครั้ง พลางลูบขนมันเงาของมันอย่างรักใคร่

“หม่อมฉันหลงลืมไปชั่วขณะจึงทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น ทำให้ไทเฮาและฝ่าบาทเป็นห่วง หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”

“ในเมื่อรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง เจ้าก็ต้องระวังให้มากขึ้น” ได้ยินหมิงลู่กล่าวเช่นนั้น อิงฮวาก็ชะงักมือที่ลูบขนเสี่ยวไป๋เล็กน้อย ก่อนจะลูบขนเสี่ยวไป๋ต่อไปไม่หันมองหน้าหมิงลู่แม้แต่น้อย

“ขอบพระทัยเพคะ ตอนหม่อมฉันมีอาการครั้งแรกเป็นเพราะแอบไปขี่ม้าเล่นกับฝ่าบาท จนเลยไปเขตแดนแคว้นฉีที่นั่นมีดอกทานตะวันบานอยู่เต็มหุบเขาไปหมด เป็นทิวทัศน์ที่วิเศษมากเลยล่ะเพคะ สักวันองค์หญิงต้องเสด็จไปทอดพระเนตรให้ได้นะเพคะ” หมิงลู่กล่าวต่อ น้ำเสียงของนางร่าเริงขึ้นเมื่อเอ่ยถึงเหตุการณ์ในอดีต

“ข้าไม่ค่อยชอบดอกทานตะวันสักเท่าไหร่ คงไม่อยากไปดู” อิงฮวาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบคล้ายไม่สนใจ

“ทำไมละเพคะ ฝ่าบาททรงโปรดดอกทานตะวันมาเลยนะเพคะ พระองค์เคยเล่านิทานเกี่ยวกับดอกทานตะวันให้หม่อมฉันฟังทั้งยังสงสารมันมากเสียด้วย” หมิงลู่เห็นอิงฮวาทำท่าทางเฉยเมยก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าฝ่าบาทดีต่อนางเช่นไร และนางมีความสำคัญอย่างไรต่อฝ่าบาท นางต้องการทำให้อิงฮวารู้ว่านางต่างหากที่คู่ควรกับฝ่าบาท ไม่ใช่องค์หญิงจากแคว้นเฉิงที่ได้เข้ามาเพราะสัญญาของฮ่องเต้องค์ก่อน เป็นนางต่างหากที่ควรจะอยู่ข้างกายฮ่องเต้อย่างแท้จริง

“นิทานเกี่ยวกับดอกทานตะวันหรือ” อิงฮวาถูกคำว่านิทานทำให้สนใจ จิ้นหยางไม่เคยเล่านิทานให้นางฟังแม้แต่เรื่องเดียว นิทานที่เขาเล่าให้หมิงลู่ฟังเมื่อครั้งพานางไปชมทุ่งดอกทานตะวันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกัน อิงฮวาสุดจะรู้จริงๆ และอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ให้มากขึ้น

“เพคะ ถ้าองค์หญิงทรงโปรด หม่อมฉันจะเล่าให้พระองค์ฟังดีไหมเพคะ” หมิงลู่อมยิ้มยินดีอย่างยิ่งที่จะเล่าให้อิงฮวาฟัง

อิงฮวาเพียงพยักหน้าแสร้งทำเป็นไม่เห็นดวงตาเป็นประกายของหมิงลู่ มือบางลูบขนเสี่ยวไป๋ที่นอนนิ่งอยู่บนตัก คล้ายเอาใจนายของตนเล่น

“เป็นนิทานของแคว้นฉีเพคะ เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีหญิงงามนางหนึ่งนางเป็นธิดาของเจ้าเมือง เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มจากทั่วทุกมุมเมือง ชายหนุ่มจากตระกูลดังต่างแย่งชิงกันเพื่อให้ได้ตัวนางไปเป็นภรรยา แต่นางกับหลงรักชายพเนจรคนหนึ่งที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า เมื่อผู้เป็นพ่อรู้เข้าจึงบังคับให้นางแต่งงานกับชายที่นางไม่ได้รัก ชายพเนจรกลับเข้าใจผิดคิดว่านางไม่รักตนจึงได้หนีไป แต่ใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงชายพเนจรผู้นั้นกับเป็นเทพสุริยะแปลงกายลงมา หญิงสาวผู้ผิดหวังในความรักตัดสินใจจบชีวิตของตนด้วยการดื่มยาพิษ เมื่อเทพสุริยะรู้เข้าด้วยความเสียใจจึงนำร่างของนางมาฝังไว้แล้วกลับไปยังสวรรค์ นานวันเข้าเหนือหลุมศพของหญิงงามก็ปรากฏต้นทานตะวันแตกหน่อออกมา ไม่นานต้นอ่อนก็เติบโตออกดอกสีเหลืองอร่ามสะดุดตา ทั้งยังหันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ที่ฉายรัศมีสาดส่อง ประหนึ่งนางกำลังเฝ้ามองคนที่ตนรักจากผืนดินตราบนานเท่านาน เรื่องก็เป็นเช่นนี้เพคะ”

อิงฮวาฟังนิทานจบก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ เรื่องเล่านี้ซาบซึ้งกินใจนางยิ่งนัก จนอดสงสารหญิงงามผู้กลายเป็นดอกทานตะวัน และเทพสุริยะผู้เสียคนรักไม่ได้

“องค์หญิงก็ซาบซึ้งใช่ไหมเพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันก็ซาบซึ้งจนร้องไห้เช่นกัน ดีที่ฝ่าบาทคอยปลอบอยู่ข้างๆ ไม่เช่นนั้นหม่อมฉันคงร้องไห้จนตาบวมช้ำแน่เลยเพคะ” หมิงลู่กล่าว มือขาวเนียนของนางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดเหนือริมฝีปาก แย้มยิ้มเบาๆอย่างเขินอาย

“เป็นเช่นนั้นหรือ” อิงฮวาแสร้งทำเป็นไม่เห็นท่าทางเช่นนั้นของนาง ในใจให้รู้สึกเคืองอยู่เล็กน้อย หมิงลู่จงใจจะบอกอะไรนางกันแน่

“พวกเจ้ากำลังคุยอะไรกันอยู่หรือ” จิ้นหยางที่หยุดยืนมองอยู่นาน เมื่อเห็นว่าหมิงลู่เดินเข้ามาในศาลาและปักหลักพูดคุยกับอิงฮวา เดิมทีเขาตั้งใจจะรอจนกว่าหมิงลู่จะจากไปแล้วค่อยเข้ามาหาอิงฮวา แต่ยืนรออยู่นานหมิงลู่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกไปแม้แต่น้อย เขาจึงจนใจต้องเดินเข้ามาขัดจังหวะการพูดคุยกันของหญิงสาว

“หมิงลู่ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” หมิงลู่รีบลุกขึ้นย่อกายอย่างเรียบร้อย จิ้นหยางเพียงยกมือปัดเบาๆเพื่อเป็นการตอบรับการทำความเคารพนั้นของนาง เดินมานั่งข้างอิงฮวาที่ทำท่าจะลุกถวายบังคมเช่นกัน จิ้นหยางจึงเอื้อมมือคว้าข้อมือขาวให้นั่งลงตามเดิม ทั้งยังจ้องมองใบหน้าหวานที่ยังคงตาแดงๆจากการเสียน้ำตาหลังฟังเรื่องเล่าเมื่อครู่

“เจ้าเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ ไม่สบายตรงไหนหรือไม่” จิ้นหยางขมวดคิ้ว หยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาซับที่ใต้ขอบตาของอิงฮวาที่ยังคงมีหยาดน้ำตารื้นอยู่ด้วยความถนุถนอม

“หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ เพียงแค่ตื้นตันกับเรื่องเล่าที่หมิงลู่เล่าให้ฟังเท่านั้น” อิงฮวาปัดมือของจิ้นหยางออก มองใบหน้าของหมิงลู่ที่อยู่ตรงข้าม นางเองก็กำลังมองตรงมาที่นางเช่นกัน

“เจ้าเล่าอะไรให้อิงฮวาฟังงั้นหรือหมิงลู่” จิ้นหยางเห็นอิงฮวาและหมิงลู่ดูสนิทกันดีก็พอใจ เอ่ยถามหมิงลู่ด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

“หม่อมฉันเพียงเล่านิทานที่ฝ่าบาทเคยเล่าให้หม่อมฉันฟังตอนเด็กๆเพคะ” หมิงลู่คลี่ยิ้มเล็กน้อยตอบจิ้นหยาง สายตายังคงสังเกตท่าทางของอิงฮวาอยู่ตลอด

“เรื่องดอกทานตะวันกับพระอาทิตย์นั่นหรือ” จิ้นหยางทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก็เอ่ยออกมา

“เพคะ” หมิงลู่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าจิ้นหยางยังคงจำได้

จิ้นหยางหันหน้ามามองอิงฮวาที่อยู่ข้างตน เข้าใจทันทีถึงที่มาของน้ำตาของนาง

“เจ้าคงสงสารดอกทานตะวันใช่หรือไม่”

“หม่อมฉันสงสารทั้งสองคนเพคะ” อิงฮวาทำหน้านิ่งตอบจิ้นหยาง นางรู้สึกไม่พอใจเล็กๆที่ จิ้นหยางดูเหมือนจะจดจำเรื่องราวที่ตนเคยเล่าให้หมิงลู่ฟังได้ดี จนนึกสงสัยไม่ได้ว่าตอนนั้นจิ้นหยางปลอบหมิงลู่อย่างไร

“ทั้งสองคนอย่างนั้นหรือ” จิ้นหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เพคะ หญิงงามไม่สมหวังในความรัก สุดท้ายต้องกลายเป็นดอกทานตะวันที่ทำได้เพียงเฝ้ามองคนที่ตนรักเงียบๆเท่านั้น ส่วนเทพสุริยะก็น่าสงสารเช่นกัน เพราะเขาต้องเจ็บปวดกับการจากไปของนางและไม่อาจพบเจอนางได้อีกตลอดไป เรื่องนี้ไม่น่าสงสารทั้งสองคนหรือเพคะ เรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมเลยก็ว่าได้นะเพคะ” อิงฮวาเอ่ยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ และเห็นใจในความรักของทั้งสอง

“เป็นอย่างที่เจ้าว่า พวกเขาช่างน่าสงสาร” จิ้นหยางยิ้มละมุม จับมือบางของอิงฮวามากุมไว้ ตาคมฉายชัดความอ่อนโยนทอดมองตรงมายังใบหน้าหวานของอิงฮวา

“ข้าไม่มีทางเป็นอย่างเทพสุริยะ เขาดีแต่ทิ้งขว้างคนที่ตนรัก แต่ข้าจะปกป้องคนที่ข้ารัก ไม่มีวันให้นางกลายเป็นดอกทานตะวันแน่” จิ้นหยางเอื้อนเอ่ยถ้อยคำหวานด้วยใบหน้าจริงจัง คล้ายกับสัญญาในที อิงฮวาเห็นท่าทางจริงจังนั้นของเขาก็หน้าขึ้นสีด้วยความเขินอายขึ้นมาทันที นางแกล้งทำเป็นเบือนหน้าหลบสายตาคมกล้าที่จ้องมายังตน ทำทีเป็นจ้องมองกระต่ายน้อยที่นอนอยู่บนตัก

“ข้าบอกแล้วไงว่าให้สนใจข้ามากกว่าเสี่ยวไป๋ของเจ้า” จิ้นหยางมองเสี่ยวไป๋บนตักของอิงฮวาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย

“อะไรกันเพคะ แค่กระต่ายตัวน้อยแค่นี้ ฝ่าบาทยังจะทรงเอาแต่พระทัยอีกหรือเพคะ”

“จะอะไรข้าก็ไม่ยอมให้เจ้าให้ความสนใจมากกว่าข้าทั้งนั้นแหละ” จิ้นหยางพูดอย่างเอาแต่ใจ

“แล้วหากหม่อมฉันมีลูกล่ะเพคะ” อิงฮวาอมยิ้ม ถามออกไปทั้งยังเขินอาย

“นั่นก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น” จิ้นหยางตอบโดยไม่ต้องคิด หากมีลูกจริงเขาย่อมรักลูกของเขากับนางแน่ แต่เขาไม่ยอมให้อิงฮวารักลูกมากกว่าเขาแน่

“เอาแต่พระทัย” ได้คำตอบ อิงฮวาก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความหนักใจ ชายผู้นี้แม้แต่ลูกตัวยังจะอิจฉาอีกหรือ

“ใช่ ข้าเอาแต่ใจมาก เจ้ารู้ดี” จิ้นหยางทำทีเป็นขยับเข้าใกล้อิงฮวามากขึ้น หมายจะหอมแก้มนิ่มๆที่หอมตรึงใจเขาสักฟอด แต่ก็โดนสายตาพิฆาตของอิงฮวาหยุดไว้ซะก่อน

“หมิงลู่ยังอยู่” อิงฮวาเอ่ยเตือนสติ

“ข้าลืมไป...หมิงลู่เจ้าอย่าถือสาเลยนะ” จิ้นหยางหันไปยิ้มให้หมิงลู่ที่บัดนี้หน้าแดงแปร๊ดไปหมด จนจิ้นหยางนึกขำ นางยังเด็กเกินกว่าจะมาเห็นเรื่องแบบนี้ เขานี่ไม่ระวังเอาเสียเลย

“หม่อมฉันทูลลาเพคะ” หมิงลู่กล่าวเสียงเบาหวิว ก้มหน้ามองต่ำไม่กล้าสบตาคนทั้งคู่ ย่อตัวเร็วๆ แตกต่างจากที่เคยทำ ก่อนจะก้าวออกไปจากศาลาอย่างรีบร้อน ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งนั้นไม่มีใครรู้เลยว่านางซ่อนความริษยาไว้มากมายเพียงใด มือขาวกำเข้าหากันจนเล็บยาวจิกเข้าไปในเนื้อ ใบหน้าที่แดงซ่านเกิดจากอารมณ์โกรธที่ไร้ที่ระบาย หากนางยังอยู่ต่อคงได้เผลอทำเสียแผนแน่ นางต้องใจเย็นกว่านี้ รอก่อนเถอะอิงฮวา เจ้าจะได้ครอบครองฝ่าบาทอีกไม่นาน มีความสุขกับเวลาของเจ้าให้มากๆซะเถอะ สายตาหวานแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มราวกับมีพายุก่อตัวขึ้นภายใน มันรุนแรงและพร้อมจะทำร้ายทุกสิ่งรอบตัวของนาง

หลังจากหมิงลู่เดินไปจนลับตาแล้ว จิ้นหยางก็ได้เวลาโอบกอดอิงฮวาได้อย่างที่ใจต้องการ บรรดานางกำนันและขันทีทั้งหลายต่างพากันยืนหันหลังอย่างรู้งาน

“ฝ่าบาทจะทำอะไรเพคะ” อิงฮวาสะดุ้งเล็กน้อย หันมองใบหน้าคมที่ใกล้เข้ามาอย่างคุกคาม

“กอดเจ้าอย่างไรเล่า” จิ้นหยางตอบเหมือนเป็นเรื่องสามัญธรรมดา ทำเอาอิงฮวาแทบสำลักความหน้าหนาของเขา

“ประเจิดประเจ้อเช่นนี้ ไทเฮารู้เข้าจะไม่พอพระทัยนะเพคะ” อิงฮวาพยายามผลักอกแกร่งให้ห่างจากตัวให้มากที่สุด

“นั่นสิ งั้นเรากลับตำหนักกันเถอะ” จิ้นหยางไม่รอให้อิงฮวาออกความคิดเห็นใดๆ มือแกร่งอุ้มร่างบางขึ้น ขายาวๆ ก้าวอย่างมั่นคง มุ่งตรงไปยังตำหนักเยว่ซินที่แสนคุ้นเคย

“ปล่อยหม่อมฉันลงเถอะเพคะ หม่อมฉันขอร้อง” อิงฮวาไม่ดิ้นรนเพราะเกรงว่าจะดูไม่งาม แต่เปลี่ยนเป็นออดอ้อนเขาแทน

“ข้าอุ้มเจ้ากลับเช่นนี้ไม่ดีหรือ” จิ้นหยางยังคงเดินต่อไป ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยนางลงแม้แต่น้อย

“ไม่ดีเพคะ” อิงฮวาเริ่มเอ่ยเสียงแข็ง จนใจกับความเอาแต่ใจของชายหนุ่ม

“ข้าว่าดี” มีหรือที่คนอย่างจิ้นหยางจะยอม ในเมื่อเขาตั้งใจจะอุ้มนางแล้ว ก็จะอุ้มต่อไปจนกว่าจะถึงตำหนักเยว่ซินนั่นแหละ

“แต่หม่อมฉัน....”

“ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพฟูเหิงมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”

ยังไม่ทันที่อิงฮวาจะพูดจบประโยค องค์รักษ์เงาส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ก็ปรากฏตรงหน้าคุกเข่ารายงานด้วยใบหน้าเรียบเฉย หากแต่น้ำเสียงกับเคร่งเครียด จิ้นหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย พยักหน้าเบาๆเป็นเชิงรับรู้ พริบตาเดียวชายที่เคยคุกเข่าอยู่ก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว จนอิงฮวามองตามไม่ทัน หญิงสาวได้แต่นับถือในความสามารถของเหล่ายอดฝีมือที่รับใช้เขาผู้นี้เป็นอย่างมาก นานทีเดียวที่นางไม่ได้ฝึกปรือฝีมือของตนเอง สงสัยนางคงต้องหาโอกาสฝึกซ้อมบ้างเสียแล้ว

“เห็นทีข้าต้องยอมเจ้าก่อน” จิ้นหยางเอ่ยอย่างเสียไม่ได้

“เพคะ” อิงฮวาตอบรับด้วยรอยยิ้ม

จิ้นหยางยอมปล่อยอิงฮวาลงจากอ้อมแขน มองใบหน้าหวานที่พออกพอใจกับการกระทำของเขา เป็นเขาเองที่โชคไม่เข้าข้าง  ฟูเหิงนะฟูเหิงเหตุใดตรงมาพบเขาเอาเวลาแบบนี้ด้วยนะ

“รีบไปเถอะเพคะ ท่านแม่ทัพคงมีเรื่องเร่งด่วน” อิงฮวายิ้มกริ่ม จิ้นหยางจึงทำได้เพียงหอมแก้มนวลของอิงฮวาเป็นการมัดจำ แล้วจึงยอมหมุนตัวเดินไปยังตำหนักหยางเกา ด้วยท่วงท่าสง่างามเช่นปกติ

ความคิดเห็น