Bubble-Bew

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 ออกค่ายสุดป่วน (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ออกค่ายสุดป่วน (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2560 19:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ออกค่ายสุดป่วน (1)
แบบอักษร

ตอนที่****5

**ออกค่ายสุดป่วน (**1)

“อ้าว  อาจารย์ มาแล้วเหรอคะ”

อาจารย์คันนะ  เป็นอาจารย์สอนภาควิชาญี่ปุ่น  ส่วนใหญ่ในชั่วโมงเรียนเธอจะพูดภาษาญี่ปุ่นกับนักศึกษาเท่านั้น  แต่พอนอกชั่วโมงเรียนก็พูดภาษาไทยเป็นปกติ

ส่วนทำไมผมถึงรู้จักกับเธอนั้น…

ผมยังไม่เคยบอกเหรอว่าความจริงแล้วผมมาจากญี่ปุ่น  เป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นก็จริงแต่ความจริงผมเกิดและโตที่ญี่ปุ่น  เรียนจบมัธยมปลายจากที่นั่นก่อนจะมาต่อมหาวิทยาลัยที่นี่  พอเรียนจบเลยปักหลักอยู่ที่นี่ไปเลยเพราะไม่อยากกลับไปบ้านเกิดสักเท่าไหร่  คันนะเองก็เป็นหนึ่งในคนญี่ปุ่นที่พอจบชั้นมัธยมปลายก็ย้ายมาต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศไทยเหมือนกัน  พวกเราเคยเจอกันสมัยเรียนพิเศษภาษาไทยตอนเรียนปีหนึ่ง  ก็เลยรู้จักกันในระดับหนึ่ง

“ครับ  อาจารย์คันนะก็มาเช้าเหมือนกันนะ”

หมับ!

“อาจารย์คร้าบบบบ!”

เสียงพร้องตัวของเจ้าลิงหัวแดงพุ่งเข้ามากระโดดเกาะหลังผมแบบไม่ทันตั้งตัว  อาจารย์คันนะที่กำลังจะป้าปากพูดอะไรสักอย่างถึงกับเหวอไปเลย

“งั้น…ผมขอตัวก่อนนะครับ”

“เอ่อ…ค่ะ  ว่าแต่…อาจารย์เรียวต้องการให้ช่วยอะไรไหมคะ?”

“ถ้าหมายถึงเจ้านี่ล่ะก็…ไม่เป็นไรครับ  ผมมีวิธีรับมือ”

ตอบพลางปัดมือไต้ฝุ่นที่เอาแต่จิ้มแก้มผมอย่างสนุกสนาน  ถ้าเป็นนักศึกษาทั่วไปมาทำแบบนี้ก็คงไม่วายโดยทำโทษไปแล้วล่ะ  แต่เพราะเป็นเด็กอภิสิทธิ์  พวกเหล่าอาจารย์เลยไม่กล้าแตะต้องได้แต่ยืนมองเท่านั้น

ผมลากสังขารตัวเอง (เพราะต้องแบกเจ้าลิงบ้าบนหลังมาด้วยเลยต้องใช้คำว่าสังขารนี่ไง!)ออกมาจากกลุ่มอาจารย์ที่กำลังจัดของขึ้นรถระหว่างรอพวกเด็กอภิสิทธิ์  วงแขนที่โอบรอบคอผมไว้รัดแน่นยิ่งกว่างูเหลือมซะอีก

“เพิ่งรู้นะครับ”

“อะไร”

“ว่าอาจารย์ชื่อเรียว  แสดงว่าเป็นคนญี่ปุ่นสินะ”

“…”

“ตอนผมแนะนำตัวไปไม่เห็นอาจารย์จะแนะนำตัวกับเลย  เพราแบบนั้นเลยเรียกแค่อาจารย์ๆมาตลอด  เรียวเนี่ย…เป็นชื่อเล่นของคนญี่ปุ่นหรือเปล่าครับ  ปกติคนญี่ปุ่นจะเรียกนามสกุลกันไม่ใช่เหรอ  หรือว่าอาจารย์กับอาจารย์คนนั้น…”

“เรียวโนะสุเกะ”

“…”

“นามสกุลของฉันคือเรียวโนะสุเกะ  ส่วนชื่อน่ะ…ชูจิต่างหาก”

ถ้าไม่ติดว่าน้ำเสียงของไต้ฝุ่นเมื่อกี้ฟังดูหงอยๆล่ะก็  ผมคงไม่บอกชื่อของตัวเองกับใครหรอก แต่ไหนแต่ไรเวลาใครถามก็มักจะแนะนำตัวว่าเรียวเท่านั้น

“งั้นเหรอ  ชูจิสินะ…”

“แต่นายเรียกว่าอาจารย์เฉยๆก็พอ  อย่าคิดจะเรียกชื่อฉันเด็ดขาด”

ดักทางเอาไว้  ขืนยอมให้เรียกว่าชูจิคงได้คิดเข้าขางตัวเองว่าผมมีใจให้แน่ๆ  เป็นแบบนั้นคนที่จะลำบากก็คือผม  ถึงเจ้าเด็กนี้จะมีมุมโดนใจอยู่บ้าง  แต่ตราบใดที่ยังมีคำว่าอาจารย์กับนักศึกษาเป็นห่วงโซ่คล้องคออยู่  ให้ตายผมก็ไม่มีวันคิดอะไรเกินเลยแน่ๆ

“ใจร้าย  จะเก็บชื่อไว้ให้อาจารย์คันคะเยอเรียกล่ะสิ”

“เธอชื่อคันนะ”

“…”

เจ้าลิงหัวแดงเงียบไม่ยอมตอบอะไรกลับมาอีก  เป็นเด็กประถมหรือไงถึงได้มางอนกับเรื่องแบบนี้  อยากจะบ้าจริงๆ

“ฉันไม่ได้ให้ใครเรียกทั้งนั้นแหละนอกจากคนในครอบครัว”

“…”

“โอเคๆ  ฉันให้นายเรียกว่าชูจิก็ได้  แต่ห้ามเรียกเวลาอยู่มหา’ลัยหรือตอนที่มีคนอื่นอยู่ด้วยเด็ดขาด  เข้าใจไหม”

“จริงเหรอ!”

“อืม”

“ชูจิใจดีที่สุดเลย”

ไต้ฝุ่นซบหน้าลงมาบนบ่า  ลมหายใจของเขากระทบเข้ากับต้นคอ  เมื่อกี้ยังบอกว่าใจร้ายอยู่เลย  ตอนนี้บอกใจดีซะแล้ว  เป็นเด็กที่อารมณ์แปรปรวนชะมัด…

เอาใจยากแบบนี้ก็ลำบากแย่สิเรา…

ผมลอบยิ้มเมื่ออีกฝ่ายฮัมเพลงออกเบาๆ  ท่าทางจะอารมณ์ดีขึ้นแล้ว  แบบนี้คงกลับมารวมกับคนอื่นได้แล้วล่ะมั้ง  ขืนเดินไปไกลกว่านี้จะกลับไปที่รถไม่ทันเอา

“ลงไปได้แล้ว  ฉันหนัก”

“ไม่เอาอ่ะ  กำลังสบายเลย  หลังชูจินุ่มจะตาย”

“ฉันไม่ใช่เบ๊เคลื่อนที่ของนายนะ  ลงไปได้แล้ว  เกิดคนอื่นมาเห็นเข้าจะโดนเอาไปพูดมั่วๆ  แค่อาจารย์คันนะคนเดียวเมื่อกี้ก็เต็มกลืนแล้ว”

คงต้องหาเวลาเข้าไปคุยและอธิบายให้เข้าใจ  ผมไม่อยากให้มีข่าวลือว่าผมสนิทสนมกับเด็กอภิสิทธิ์มากจนเกินไป  ในหมู่พวกอาจารย์เองก็มีเหมือนกันนะ…

กลุ่มคนชอบอิจฉาไปทั่วจนกลายเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ในภายหลัง

“ก็ได้ๆ  ว่าแต่ขอถามอะไรหน่อยสิครับ”

“อืม”

ถึงยังไงก็ต้องถามให้ได้อยู่แล้ว  ปฏิเสธไปก็เท่านั้น

“ทำไมถึงมีแต่เด็กอภิสิทธิ์ไปออกค่ายล่ะ”

“เป็นความต้องการของพวกผู้ปกครองน่ะ  การออกค่ายจะเป็นการให้เด็กอภิสิทธิ์ทุกคนได้ทำหลายๆอย่างร่วมกันจนอาจเกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลซึ่งอาจมีประโยชน์ต่อธุรกิจในอนาคต  ถ้าพูดตามประสาเด็กทั่วไปก็คงจะเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อน  แต่ถ้าเป็นที่นี่…”

“…”

“ทุกอย่างคือธุรกิจทั้งสิ้น”

ผมตอบทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น  รีบวิ่งเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกอาจารย์ที่กำลังสุมหัวทำอะไรกันอยู่สักอย่าง  เด็กอภิสิทธิ์ที่จะไปในปีนี้คือสี่สิบสี่คน  ดูเหมือนว่าจะมากันครบแล้ว 

“…”

นั่นมัน…

สายตาผมหันไปเห็นเด็กสองคนที่จำได้อย่างแม่นยำมากๆ  เทียร์กับจอมฟ้า?  ทำไมสองคนนั้นถึงอยู่ด้วยกันได้ล่ะ  จากลักษณะนิสัยของแต่ละคนไม่น่าจะใช่คนที่โคจรมาเจอแล้วสนิทกันได้เลย

“เด็กอภิสิทธิ์มากันครบทุกแคนแล้วนะครับ  แต่มีสองคนที่ทางผู้ปกครองโทรมาลาบอกว่ามีธุระของทางตระกูลเลยมาไม่ได้”

อาจารย์ผู้ดูแลและรับหน้าที่ในการเช็ครายชื่อเด็กพวกนั้นเดินเข้ามาบอก

“ถ้าอย่างนั้นก็โอเคเลย  ลงตัวพอดี  อาจารย์หนึ่งคนต่อเด็กอภิสิทธิ์สามคนนะครับ”

“เดี๋ยวนะครับ  กำลังพูดเรื่องอะไรกันเหรอ”

“โอ้  อาจารย์เรียว  มาพอดีเลย  พวกเรากำลังแบ่งทีมในการทำกิจกรรมต่างๆน่ะครับ  ปีนี้ทางท่านอธิการบดีมีคำสั่งเน้นย้ำมาเลยว่าอาจารย์อย่างพวกเราต้องเข้าร่วมด้วย  เพื่อสานสัมพันธ์กับเด็กอภิสิทธิ์ทุกคนครับ  ตอนนี้ก็เลยกำลังแบ่งกลุ่มกันอยู่  เดี๋ยวเราจะใช้วิธีการเขียนชื่ออาจารย์ทั้งสิบสี่คนที่มาในวันนี้ลงไปในแก้วทั้งหมดสามใบ  แล้วให้เด็กแต่ละคนจับฉลาก  ใครได้ชื่ออาจารย์คนไหนก็จะได้อยู่ทีมของอาจารย์คนนั้นตลอดการออกค่ายครับ  แน่นอนว่าเวลานอนอาจารย์ก็ต้องนอนกับเด็กในทีมของตัวเองด้วย  ต้องคอยดูแลอย่างดีเพราะพวกเขาเหล่านี้คือเด็กอภิสิทธิ์ครับ”

ทำไมการออกค่ายปีนี้มันถึงวุ่นวายนักวะ!

มีความจำเป็นอะไรที่อาจารย์จะต้องไปสนิทสนมชิดเชื้อกับพวกเด็กๆ? 

ผมได้แต่ยืนกอดอกนิ่งระงับอารมณ์คุกรุ่นของตัวเอง ถ้าพวกเด็กอภิสิทธิ์ที่เป็นผู้หญิงจับได้ชื่อของผมขึ้นมาจะทำยังไง  ทำกิจกรรมร่วมกัน  นอนด้วยกัน  คอยดูแลกัน  ตาย  บ้าตายแน่ๆ!

อาจารย์คนอื่นๆออกไปอธิบายถึงการจับฉลากเลือกอาจารย์ในคราวนี้  จะถอยกลับก็คงไม่ได้  ขอแค่ไม่ใช่พวกผู้หญิงที่คอยแต่จะส่งเสียงวี้ดว้ายจับฉลากได้ชื่อผมก็พอ  นอกนั้นคงพอรับมือได้อยู่บ้าง

“น่าตื่นเต้นจังเลยนะคะปีนี้  ได้ร่วมทำกิจกรรมกับเด็กอภิสิทธิ์ด้วย”

“แต่ผมกลับรู้สึกว่าน่าเบื่อมากกว่านะครับ”

“ก็อาจารย์เรียวไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใครนี่นา  คงลำบากน่าดู”

อาจารย์คันนะหัวเราะเบาๆ  เพราะเรียนพิเศษด้วยกันอยู่หลายปีเธอเลยพอจะรู้นิสัยของผมบ้าง  ตอนเรียนนอกจากเธอกับอาจารย์ที่สอนแล้วผมก็ไม่คุยกับใครเลยเหมือนกัน

การเข้าหาผู้คนสำหรับผมค่อนข้างเป็นเรื่องยาก

ไปสุงสิงกับช้างม้าวัวควายยังสบายใจซะกว่า  เฮ้อ!

“อาจารย์คร้าบบบ!”

หมับ!

มะ…มาอีกแล้ว…

อาจารย์คันนะส่งยิ้มแห้งๆมาให้ก่อนจะเริ่มถอยห่าง  ผมรีบดันไต้ฝุ่นลงจากหลังเพื่อจะคุยให้รู้เรื่องว่าเลิกทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นสักที

“ผมจับได้ชื่ออาจารย์ล่ะ  นี่ไง”

‘อาจารย์เรียวประจำห้องพยาบาล’

“นี่นาย…คงไม่ได้ใช้ไสยศาตร์เข้าช่วยหรอกนะ”

“อาจารย์หมายความว่าไงครับ”

อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนี้!  เด็กอภิสิทธิ์มีตั้งเยอะตั้งแยะแต่เจ้าลิงหัวแดงกลับเป็นคนที่จับได้ชื่อของผม

แบบนี้มันสร้างความลำบากหนักกว่านักศึกษาหญิงเป็นไหนๆเลย!

“เจอกันอีกแล้วนะคะอาจารย์”

“พวกนาย…”

พระเจ้าคิดจะแกล้งผมเล่นหรือไงเนี่ย!!!

เจ้าลิงหัวแดงคนเดียวไม่พอ  ยังจะส่งเทียร์กับจอมฟ้ามาอีก!  ทีมผมมันไม่มีมนุษย์ระดับปกติเลยไม่ใช่หรือไงเล่า!

“สะ…สะ…สะ…สะ…สะ….สะ…”

“ดูเหมือนหมอนี่ต้องการจะบอกว่าสวัสดี”

จอมฟ้าพยักหน้ารับในสิ่งที่เทียร์แปลออกมาให้  ผมรับใบฉลากจากพวกเขาสองคนมาดูก็พบว่ามีชื่อของตัวเองถูกเขียนอยู่จริงๆ

สามวันสองคืนหลังจากนี้…

ผมต้องดูแลเด็กอภิสิทธิ์สามคนนี้จริงๆน่ะเหรอ  ขอถอนคำพูดทันไหม  เอานักศึกษาหญิงมาให้ผมดูแลแทนยังจะดีกว่าอีก!

“อาจารย์…ทำไมหน้าซีดแบบนั้นล่ะครับ”

“เปล่า  ไม่มีอะไร”

ได้เด็กรับมือยากมาถึงสามคน  อายุผมต้องสั้นลงอีกหลายปีแน่ๆ

‘นั่นมันไอ้ปิศาจหัวแดงไม่ใช่เหรอ  มันก็เป็นเด็กอภิสิทธิ์ด้วยเหรอเนี่ย’

‘ราชินีเทียร์ทำไมถึงไปติดหนึบกับไอ้แว่นหน้าปลวกนั่นได้ล่ะ!’

‘ทำไมคนที่ไม่มีอะไรโดดเด่นอย่างเจ้าแว่นนั่นถึงกลายเป็นเด็กอภิสิทธิ์ได้นะ’

ยังไม่ทันจะได้เริ่มออกค่ายเลย

ดูเหมือนว่าทีมของผมจะเริ่มตกเป็น ‘เป้า’ ซะแล้ว

“นี่เป็นเบอร์ส่วนตัวของฉัน  ในระหว่างที่ออกค่ายพวกนายทุกคนสามารถโทรหาฉันได้ตลอดเวลาหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น  ส่วนหลังออกค่ายไม่จำเป็นต้องโทร  เพราะฉันจะเปลี่ยนเบอร์ทันทีที่การออกค่ายจบลง”

ผมยื่นกระดาษที่เขียนเบอร์มือถือส่วนตัวให้กับทั้งสามคน  ไต้ฝุ่นรับไปด้วยสีหน้าระริกระรี้สุดชีวิตเพราะเฝ้าขอเบอร์ส่วนตัวผมอยู่นมนาน (เสียใจด้วยนะ เบอร์นี้ฉันเพิ่งซื้อซิมใหม่มาเมื่อเช้า  เอาไว้ใช้สำหรับการออกค่ายครั้งนี้โดยเฉพาะ)  จอมฟ้ารับไปแบบสั่นๆ  ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองผมด้วยซ้ำ  ส่วนเทียร์…ทันทีที่รับไปก็ยัดมันใส่กระเป๋าอย่างไม่แยแส

อย่าว่ามิตรภาพระหว่างเพื่อนของเจ้าสามคนนี้เลย

แค่มิตรภาพระหว่างนักศึกษากับอาจารย์มันก็ไม่มีโอกาสแล้ว!

“แล้วตกลงกันหรือยังว่าใครจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม”

“…”

ไม่มีการตอบรับ

ไต้ฝุ่นดูจะมีความกระตือรือร้นและให้ความสนใจมากที่สุด  แต่เพราะเทียร์เอาแต่มองไปทางอื่นส่วนจอมฟ้าก็ไม่กล้าเงยหน้าสบตากับใครเลย  เขาเลยไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี  ลงท้ายก็ทำได้แค่มองหน้าผมแล้วกะพริบตาปริบๆมาให้เท่านั้น

“นี่  เธอกับนายว่ายังไง  กลุ่มเราจะให้ใครเป็นหัวหน้าดีล่ะ”

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเจ้าลิงหัวแดงมีประโยชน์

ผมไม่ค่อยถนัดรับมือกับการอยู่เป็นกลุ่มไม่ว่ากับใครหน้าไหนทั้งนั้น  เจอแบบนี้เข้าไปเลยไปต่อไม่ค่อยถูก

“ไม่จำเป็น  ถึงจะจับฉลากได้ชื่ออาจารย์คนเดียวกันก็ใช่ว่าจะเป็นทีมสักหน่อย  แค่ทนๆทำตามกิจกรรมไปจนกว่าจะจบการออกค่ายก็พอ  ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก”

เทียร์ตอบกลับมาเป็นชุด  พอมองไปทางจอมฟ้าถึงได้เห็นว่าหมอนี่แอบลอบมองไต้ฝุ่นด้วยสายหวาดกลัวอยู่เป็นระยะ  พอจะเข้าใจอยู่หรอกนะว่าเจ้าลิงหัวแดงนั่นมีหน้าตาและลักษณะภายนอกน่ากลัวมากขนาดไหน  แต่ตัวตนจริงๆมันไม่ได้น่ากลัวเหมือนภาพลักษณ์ที่เห็นเลยสักนิด!

“อ่า…งั้นเหรอ  ถ้าเธอว่าแบบนั้นก็โอเค”

ไต้ฝุ่นตอบเสียงหงอย  จากที่ดูร่าเริงและตื่นเต้นกับการไปออกค่ายในครั้งนี้เปลี่ยนเป็นเซื่องซึมขึ้นมาทันตา

‘ผมน่ะ  ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครกลัวสักหน่อย  ผมเองก็อยากจะมีเพื่อนและใช้ชีวิตเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปเหมือนกันนะ’

คำพูดนั้นฉายย้อนเข้ามาในหัว

หรือว่าเจ้าเด็กคนนี้…คิดว่าอาจจะหาเพื่อนได้จากการออกค่ายครั้งนี้สินะ

เฮ้อๆ!  วุ่นวายกับชีวิตผมเหลือเกินนะไอ้เด็กบ้าคนนี้!  มาคิดๆดูแล้วจะให้ไต้ฝุ่นสานสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับสองคนนี้น่ะเหรอ…?

หนทางริบหรี่อย่างน่าเป็นห่วง…

คนหนึ่งก็เย็นชาแถมท่าทางไม่ได้คิดจะเป็นมิตรกับใครนอกจากเจ้าแว่นติ๋มที่พกไว้ข้างตัวตลอด

ส่วนเจ้าแว่นติ๋มก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากลัวไต้ฝุ่นและพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ตลอดเวลา…

ไม่ไหว  เจ้าลิงหัวแดงไม่มีทางเป็นเพื่อนกับสองคนนี้ได้แน่!

“…”

เหลือบมองไปทางไต้ฝุ่นอีกรอบ  มันยังก้มหน้าจ๋อยมองพื้นราวกับว่าโลกทั้งใบได้แตกสลายไปต่อหน้าต่อตาแล้ว

โธ่เว้ย!  หงุดหงิดจริงๆ!

“ถ้างั้นฉันจะเป็นคนเลือกหัวหน้ากลุ่มเอง  เทียร์  นายเป็น”

“อะไรนะ?  ทำไมต้องเป็นฉะ…”

“นายต้องเป็น  ถึงจะเป็นเด็กอภิสิทธิ์แต่อาจารย์ก็คืออาจารย์  ตอนนี้ฉันเป็นอาจารย์ควบคุมและดูแลทีมของพวกนาย  เพราะฉะนั้นก็ต้องเชื่อฟังฉัน  หน้าที่ของนายคือคอยเช็คดูเพื่อนร่วมทีมตลอดเวลาว่ามีใครหายไปหรือเปล่า  เวลามีกิจกรรมอะไรก็ต้องเอามาบอกเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ   ประสานงานให้เกิดความเข้าใจมากที่สุด  ถ้าจบการออกค่ายแล้วทีมของเรามีคะแนนการร่วมกิจกรรมต่ำที่สุด  ฉันจะลงโทษนายในฐานะของหัวหน้า”

“เดี๋ยวสิ  แบบนี้มันมัดมือชกกันไม่ใช่เหรอคะอาจารย์!”

“ฉันตัดสินใจไปแล้ว  ส่วนนาย…จอมฟ้า  และนาย…ไต้ฝุ่น  ถ้าไม่อยากให้เทียร์โดนลงโทษหากทำให้ทีมแพ้  พวกนากย็ต้องสามัคคีและร่วมมือกัน  นายคงไม่อยากเห็นเทียร์ถูกลงโทษหรอกใช่ไหม?”

จ้องไปทางจอมฟ้า  หมอนั่นพยักหน้าหงึกๆ  แปลว่าผมเข้าใจถูกสินะ  จะจัดการหมอนี่ก็ต้องเอาเทียร์มาเป็นตัวล่อ

“แต่ถ้านายไม่อยากเห็นหัวหน้า  งั้นฉันให้จอมฟ้าเป็นก็ได้  แต่บอกไว้ก่อนว่าหัวหน้าของแต่ละทีมจะตกเป็นเป้าหมายการถูกกำจัดจากทีมอื่นๆก่อนเป็นอันดับแรก  เพราะหากทำให้หัวหน้ายอมแพ้ไปได้  การแข่งขันก็จบ  เด็กอภิสิทธิ์แต่ละคนไม่สนเรื่องกฎกติกาแถมยังเล่นนอกกรอบตลอด  อย่างมากจอมฟ้าคงแค่เข้าโรงพยาบาลสักอาทิตย์สองอาทิตย์เท่านั้น”

“…”    

“ว่ายังไงล่ะ  จะสละสิทธิ์ให้จอมฟ้าแทนไหม?”

“ไม่ต้อง”

หึๆ…

“ฉันจะเป็นเอง”

บิงโก!  จะจัดการเทียร์ต้องเอาจอมฟ้าเป็นตัวล่อ  ถึงจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของสองคนนี้แต่ดูเหมือนว่าผมจะพอหาทางที่จะกำราบพวกเขาได้แล้วล่ะนะ

“ไต้ฝุ่น”

“ครับ!”

“สำหรับนาย  มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่จะต้องทำให้ได้”

“ครับ  บอกมาได้เลย  ผมพร้อมทำตามทุกอย่าง!”

“ห้ามก่อเรื่องไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทั้งสิ้น”

“หา?”

“การออกค่ายครั้งนี้…ไม่ต่างอะไรกับการคัดเลือกเด็กอภิสิทธิ์ที่ไร้ประโยชน์ที่สุด  คงเข้าใจแล้วสินะ  ว่าสุดท้ายแล้วเด็กอภิสิทธิ์คนไหนก็ตามที่มีคะแนนจากกิจกรรมทั้งหมดต่ำกว่าคนอื่นๆ  แฟนธ่อมจะจัดการยังไงกับเด็กคนนั้น”

เกิดความเงียบขึ้นภายในกลุ่มทันที

ใช่…ในเมื่อปีนี้มีการให้อาจารย์เข้าร่วมเป็นทีมเดียวกันกับเด็กพวกนี้ด้วยก็เท่ากับว่าเด็กทั้งสามคนนี้จะอยู่หรือจะไป…

ขึ้นอยู่กับตัวผมด้วยเช่นกัน

บับเบิ้ลบิวชวนคุย**:**

มาอัพแล้วจ้า  ในที่สุดก็รวมตัวกันสักที!  แม้จะเป็นการรวมตัวแบบลุ่มๆดอนๆก็เถอะนะ  แถมไม่รู้ว่าจะไปรอดหรือเปล่าด้วย  การออกค่ายในครั้งนี้จะมีอะไรรอพวกเขาอยู่บ้าง  กิจกรรมเฟ้นหาเด็กอภิสิทธิ์ที่ไร้ประโยชน์ที่สุดจะน่ากลัวและอันตรายแค่ไหน?  ‘ทีมเวิร์ค’ เท่านั้นที่จะพาให้พวกเขารอด?!  ฝากติดตามด้วยน้า

ความคิดเห็น