หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

นิยายแนวสืบสวนสอบสวน ที่ลึกลับทั้งคดี และตัวตนของ 'เขา' ขอบคุณสำหรับการติดตามนะเจ้าคะ -เก๋อเก๋อ-

ตอนที่ 48 สิ่งทดลอง

ชื่อตอน : ตอนที่ 48 สิ่งทดลอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2560 08:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 48 สิ่งทดลอง
แบบอักษร




“เฮือก...” ลู่เวยพูดไม่ออก

เมื่อเขาหันไปมองเย่หนิง ก็เห็นว่าเย่หนิงส่ายหัว

เธอเองก็ไม่กล้าที่จะยืนยันเช่นกัน

ลู่เว่ยกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก “ถะ...ถ้าอย่างนั้นศาสตราจารย์จวงครับ ตอนนี้มันตายไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหม ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้วใช่ไหมครับ ”

“ถ้าคนตายฟื้นคืนกลับมาได้ โลกนี้ก็คงปั่นป่วนไปหมดแล้วล่ะ” จวงหมิงหานพูดไปพลาง ก็ลงมือตัดเสื้อผ้าของศพฉับ ๆ จนขาดหลุดลุ่ย

พอเห็นร่างศพที่เน่าเปื่อยฟอนเฟะนั้น เย่หนิงก็ยิ่งรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที เธอลดเสียงแล้วพูดขึ้นว่า “ถ้ามีใครบางคนจับคนเป็น ๆ มาทดลองจริง ๆ ล่ะก็ มันก็น่ากลัวเกินไปแล้ว จับเอาร่างของคนเป็น ๆ มาทำให้กลายเป็นแบบนี้ได้......”

มือของจวงหมิงหานกลับหยุดชะงักลง ไม่สามารถที่จะผ่าชันสูตรต่อไปได้อีก

ถึงแม้ว่าตอนแรกเขาจะยืนกรานว่าจะชำแหละศพนี้ แต่พอเมื่อลงมือไปสักพัก อย่าว่าแต่ผ่าจะศพเลย แค่คิดที่จะลงมือกรีดให้ได้สักรอยก็ยังทำไม่ได้


ศพนี้มันแข็งเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้เสียอีก


จวงหมิงหานอดที่จะมองมีดผ่าตัดในมือตัวอย่างเสียไม่ได้ เขาได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา “หรือว่าต้องใช้เลื่อยไฟฟ้าถึงจะผ่ามันได้ล่ะเนี่ย ?”

“นี่มันยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าครับ ?” เหลียงจวงมองอ้าปากตาค้าง “ศาสตราจารย์ นี่มันพิลึกเกินไปแล้วนะ ศพนี้ดูจากภายนอกเหมือนว่าเน่าเปื่อยจนเกินจะเยียวยา แต่ทำไมถึงกลับได้แข็งโป๊กขนาดนี้ล่ะ ขนาดจะผ่าก็ยังผ่าไม่เข้าเลย”

“จริงด้วย” จวงหมิงหานหยิบถ้วยภาชนะมา แล้วลงมีดผ้าเข้าไปในเนื้อเน่าเฟะนั่น แต่ทันใดนั้นลู่เว่ยก็ตะโกนขึ้นมาราวกับว่าเห็นผีเสียก่อน “ยะ ยาว...ยาวขึ้นแล้ว !”

“อะไรยาวขึ้น !?” เย่หนิงและคนอื่น ๆ รู้สึกตกใจ

“เล็บครับ...เล็บมัน...พี่เย่ เล็บของศพมันยาวขึ้นครับ...” ลู่เวยชี้ไปที่เล็บยาว ๆ บนมือของศพ แล้วพูดขึ้นอย่างติด ๆ ขัด ๆ “กะ...ก่อนหน้านั้นมันยังไม่ยาวขนาดนี้เลย...”

“จริงเหรอ ?”  เย่หนิงกลับไม่ทันสังเกต เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานในตอนนั้น เธอจะไปใส่ใจกับเล็บของคน ๆ นี้ได้อย่างไรกันล่ะ

แต่ลู่เว่ยนั้น หลังจากที่พวกเขาเข้าไปในโพรงถ้ำแล้ว เขาก็นั่งจ้องผีดิบอยู่ตลอด สังเกตมันอย่างค่อนข้างที่ละเอียดและชัดเจน จึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างนี้

แต่ปัญหาที่ว่าเล็บยาวออกมาได้อย่างไรนั้น พวกเขากลับไม่สนใจ จวงหมิงหานจับมือของศพขึ้นมา แล้วพิจารณาอย่างตั้งใจ “ในความเป็นจริงนั้นหลังจากที่คนเสียชีวิตไปแล้วนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่เล็บและเส้นผมจะงอกขึ้นมาอีก ไม่ต้องตกใจไปหรอกครับ ยังไงศพนี้เดิมทีก็มีอะไรแปลก ๆ อยู่แล้ว ถ้าหากใช้ยาบางอย่างทำให้กลายเป็นแบบนี้ได้ เหตุการณ์ผิดปกติเหล่านี้ก็คงอธิบายได้ไม่ยากนัก เอ๊ะ นี่อะไรน่ะ... เสี่ยวเหลียง หยิบไม้พันสำลีมาให้ผมหน่อย”

จวงหมิงหานรับไม้พันสำลีจากมือของเหลียงเซิง ในเล็บ ๆ ยาวนั่นมีวัตถุสีดำออกมา เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็พูดขึ้นเสียงเรียบ “พวกคุณดูนี่สิ นี่คืออะไร ?”


นี่มัน......


สีหน้าของเย่หนิงเปลี่ยนไปทันที “แมลงดูดเลือด !”


บนร่างของศพกลับมีแมลงดูดเลือดอยู่ด้วย


เสิ่นอี้มีท่าทีสั่นสะท้าน “มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องบังเอิญจริง ๆ ด้วย !”


หลังจากนั้นเขาก็รีบโทรศัพท์หาหยางปินทันที ถามพวกเขาถึงผลการตรวจสอบตอนนี้อย่างคร่าว ๆ และเมื่อได้ยินว่าบนตัวของผีดิบมีแมลงดูดเลือดอยู่ หยางปินก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก

“หัวหน้าหยางครับ” เสิ่นอี้พูดขึ้นอีกครั้ง “เฝิงเยี่ยนฮวายคนนั้น น่าสงสัยมากนะครับ ดูท่าพวกเราต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น !”

จวงหมิงหานหยิบแมลงดูดเลือดที่อยู่ในเล็บของศพใส่เข้าไปในถ้วยภาชนะ แล้วพูดขึ้นว่า “จริงสิ คุณหมอเย่ ผมจำที่คุณบอกได้ว่า ศพที่คุณชันสูตรมาก่อนหน้านี้ ทั้งหมดต่างมีอวัยวะภายในที่พังเสียหายและมีอาการแข็งตัวใช่ไหมครับ ?”

“ใช่ค่ะ” เย่หนิงไม่เข้าใจว่าจวงหมิงหานต้องการจะสื่ออะไรกันแน่

เสิ่นอี้กลับตอบเขาขึ้นมาทันที “หมิงหาน นายหมายความว่า การแข็งตัวของศพนี้ที่จริงเกี่ยวข้องกับแมลงดูดเลือดใช่ไหม ? เหมือนกับการแข็งตัวของอวัยวะภายในของนักศึกษาพวกนั้น”

“น่าจะเป็นอย่างนั้น พูดง่าย ๆ คือในตัวแมลงดูดเลือดหลั่งสารบางอย่างออกมา ทำให้อวัยวะภายในรวมถึงกล้ามเนื้อแข็งตัวขึ้นผิดปกติ อีกทั้งยิ่งเวลาผ่านไปนาน ระดับการแข็งตัวก็จะยิ่งสูงด้วย”

เหลียงเซิงใช้แท่งไม้เคาะเข้าที่ศพที่แข็งกระด้างนั้น “เพราเหตุนั้นผีดิบจึงมีสภาพแบบนี้ใช่ไหมครับ?”

“แต่ว่า......” เย่หนิงยังคงคิดถึงเรื่องนี้ไม่ตก “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คน ๆ นี้ก็คงเสียชีวิตมานานแล้วใช่ไหมคะ ?”

เสิ่นอี้หันกลับไปมองเย่หนิง แล้วพูดขึ้นอย่างเรียบ ๆ ว่า “คุณหมอเย่ คุณอย่าลืมสิว่าเป็นไปได้มากที่ผีดิบนั่นอาจจะเป็นสิ่งทดลอง แต่นักศึกษาที่เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิดเหล่านั้นเพียงแค่ถูกลากเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว สถานการณ์ของทั้งสองนั้นมันต่างกันเลยโดยสิ้นเชิง”

“คนปกติถ้าถูกดูดเลือดจนหมดตัวก็ต้องตายอยู่แล้ว แต่ถ้ามันเป็นสิ่งทดลองล่ะ บางทีฝ่ายนั้นคงใช้ยาบางอย่างเพื่อควบคุมการแพร่พันธุ์ของแมลงดูดเลือดที่อยู่ในตัว ดังนั้นเลยทำให้คนธรรมดากลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าคนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิงน่ะครับ”

“และแน่นอน ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือนักศึกษาพวกนั้นก็ได้กลายเป็นสิ่งทดลองด้วย แต่ถ้าถามว่าทำไปเพราะอะไรนั้น คงต้องหาฆาตกรตัวจริงให้พบเท่านั้นถึงจะรู้”


คำอธิบายนี้......เขาก็เคยพูดไปแล้วก่อนหน้านั้น

แต่ครั้งนี้น้ำเสียงเย็นชาของเสิ่นอี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน ?

ตอนที่อยู่บนภูเขาเขาก็พูดกับเธอแบบนี้ แต่ตอนนั้นมันไม่ได้มีความรู้สึกที่คลุมเครือแบบนี้ไม่ใช่หรือ ?

ทำไมพอลงจากภูเขานั่นมาแล้ว เขาเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยล่ะ ?

เป็นคนที่แปลกประหลาดจริง ๆ  


“ใช้ยาควบคุม...” เย่หนิงรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นในทันใด “เสิ่นอี้คะ ถ้าหากว่าพวกเราหาตัวคนที่สร้างผีดิบนี่เจอ เราก็จะหาทางช่วยเหลือนักศึกษาเหล่านั้นได้ใช่ไหม ? พวกเขาต้องทดลองทำยาแก้ออกมาด้วยสิ ยาแก้...ยาแก้ที่จะควบคุมการแพร่พันธุ์ของแมลงดูดเลือดน่ะ”

“แมลงดูดเลือดพวกนี้ตายแล้ว” หลังจากที่จวงหมิงหานสังเกตมาสักพัก อยู่ ๆ เขาก็พูดออกมา “แมลงดูดเลือดที่อยู่บนศพนี้ตายหหมดแล้วครับ”

“อะไรนะ ?” เสิ่นอี้รีบก้าวเข้ามาดู “ขอผมดูหน่อยสิ”

“พวกคุณดูสิ แมลงดูดเลือดพวกนี้ไม่ขยับแล้ว แล้วก็......เห็นหรือเปล่าว่า เมื่อผมหยดเลือดลงไป พวกมันก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรเลย”


จริงด้วย


เขาหยดเลือดลงไปในถ้วยแก้วนั่นแล้วจริง ๆ แต่แมลงดูดเลือดพวกนั้นยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด

ดูแล้วเหมือนกับว่ามันตายไปแล้วจริง ๆ


“มันตายได้ยังไงกัน ?” ในหัวของลู่เว่ยมึนงงไปหมด “หรือว่ามันถูกแช่แข็งจนตายแล้ว ?”

“เป็นไปไม่ได้หรอก” เย่หนิงสงสัยมาก “ก่อนหน้านี้ ศพของพวกหวังจวิ้นก็แช่แข็งมาแล้วหลายวัน แถมหลังจากเอาอวัยวะภายในออกมา เราก็เอาไปไว้ในห้องเย็นตลอดไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมแมลงดูดเลือดในตัวพวกเขาถึงไม่แข็งตายล่ะ ศพนี้เพิ่งจะเข้าแช่แข็งไปไม่นานเท่าไหร่เอง แล้วแมลงดูดเลือดพวกนี้จะแข็งตายได้ยังไง ?”

เสิ่นอี้ลดเสียงลงแล้วพูดขึ้นว่า “เป็นไปไม่ได้หรอกที่มันจะแข็งตาย ดูแล้วเหมือนว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับร่างของศพนี้นะ หมิงหาน นายดูหน่อยสิว่าภายในร่างของศพนี้มีอะไรที่แปลกไปบ้างหรือเปล่า ไม่แน่พวกเราอาจจะหาวิธีควบคุมการแพร่พันธุ์ของแมลงดูดเลือดเจอก็ได้”

“ได้ ฉันจะลองดูเดี๋ยวนี้เลย”

จวงหมิงหานเอาตัวอย่างที่พึ่งหยิบออกมาใส่ไปในกล้องจุลทรรศน์ แล้วลองสังเกตดู “ข้างในนี้ไม่มีแมลงดูดเลือดอยู่เลย แต่ระดับการเน่าเปื่อยนี่มันแย่ยิ่งกว่าร่างของศพอื่น ๆ มาก... ผิวหนังเน่าเปื่อย... แต่กล้ามเนื้อกลับแห้งแข็งขนาดนี้... ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร่ถึงจะได้กลายเป็นแบบนี้ คุณหมอเย่ ศพที่คุณผ่าชันสูตรก่อนหน้านี้ก็ไม่มีการเน่าเปื่อยใด ๆ เลยใช่ไหมครับ ?”

“ไม่เลยค่ะ ไม่มีเลยสักนิด ไม่มีความเสียหายสักอย่างเลย”

ปัญหานี้ยังคงติดอยู่ในใจของเย่หนิงมาโดยตลอด

จวงหมิงหานถอนหายใจออกมา “ดูเหมือนว่าเราต้องทำการทดลองสิ่งมีชีวิตกันแล้วล่ะครับ”

เย่หนิงรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา “ศาสตราจารย์จวง แล้วเมื่อไหร่ถึงจะทราบผลเหรอคะ?”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น