ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 17

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.9k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17
แบบอักษร

บทที่ 17

จิ้นหยางก้าวเท้าออกมาจากท้องพระโรงด้วยความเหนื่อยหน่าย วันนี้เหล่าขุนนางทั้งซ้ายทั้งขวาต่างพากันถวายฎีกาให้เขาไม่ต่ำกว่ายี่สิบฉบับ หลังจากเสร็จการประชุม   เขาจึงต้องเสียเวลาอ่านฎีกาทั้งหมดให้เสร็จสิ้นเสียก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องค้างคาใจและเป็นกังวล กว่าจะเสร็จก็กินเวลาไปจนปลายยามเว่ย (15.00น.) ไม่รู้ว่าอิงฮวาจะนั่งรอกินข้าวกับเขาหรือไม่ ปกติแล้วนางจะรอจนเขากลับไปถึงจะกินข้าว คิดไม่ถึงว่านางจะมีนิสัย    ขี้เหงาเช่นนี้เหมือนกัน หากไม่มีคนนั่งกินข้าวเป็นเพื่อน นางจะไม่ยอมกินข้าวเสียอย่างนั้น คิดขึ้นมาในใจของเขาก็ร้อนรนขึ้นทันที ด้วยเป็นห่วงว่านางอาจจะกำลังรอตนอยู่

ระหว่างที่จิ้นหยางกำลังจะเยื้องกายเดินไปยังตำหนักเยว่ซินก็ปรากฏว่ามีขันทีน้อยจากตำหนักเจียวเหมยวิ่งมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขาซะก่อน คิ้วเข้มขมวดแทบชนกันจ้องมองไปยังผู้ที่กำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น

“เจ้าเป็นใคร”เสียงเข้มกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เวลาเช่นนี้เขาอยากกลับไปหาอิงฮวาใจจะขาดกับต้องมาเสียเวลาเพราะคนผู้นี้ ช่างน่าหงุดหงิดยิ่งนัก เขาจึงเผลอกดเสียงต่ำลงจนขันทีหน้าอ่อนถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

“กระหม่อมเป็นขันทีของตำหนักเจียวเหมยพะย่ะค่ะ ท่านหญิงหมิงลู่ให้กระหม่อมนำสิ่งนี้มาให้ฝ่าบาท บอกว่าต้องส่งให้ถึงมือฝ่าบาทเท่านั้นพะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้แต่หน้าก็ไม่กล้าเงยขึ้น เอื้อมมือหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตายื่นไปข้างหน้าจนสุดแขน เฟิงจูจึงรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นส่งให้ฮ่องเต้ของตน

ทันทีที่คลี่ผ้าเช็ดหน้าออก ปรากฏอักษรไม่สั้นไม่ยาว ประโยคหนึ่ง หลังจากที่จิ้นหยางได้อ่านคิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันเป็นปมทันที ใบหน้าคมคายแผ่กลิ่นอายอันตราย สายตาแข็งกล้ามีประกายของความกังวลวาดผ่าน กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น

“ไปตำหนักเจียวเหมย” ร่างสูงโปร่งเปลี่ยนทิศทางการเดินของตน มุ่งหน้าไปตำหนักอันเป็นที่ประทับของไทเฮา แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งแต่กับแฝงไปด้วยความอันตราย

ไม่นานเขาก็ก้าวเข้าเขตตำหนักเจียวเหมย ทันทีที่ขันทีหน้าประตูมองเห็นขบวนเสด็จของฮ่องเต้ ก็ตะโกนก้องเพื่อเป็นสัญญาณบอกคนในตำหนักถึงการมาของชายหนุ่ม จิ้นหยางไม่สนใจการต้อนรับของเหล่านางกำนันขันที มุ่งตรงเข้าไปยังตัวตำหนัก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความสุขุมเยือกเย็น

“มาเร็วดีนี่ฮ่องเต้” ไทเฮาไม่แปลกที่ชายหนุ่มปรากฏตัวที่ตำหนักของตน ก็รู้ทันทีว่าเขาคงรู้เรื่องอิงฮวาแล้ว ในใจนางคิดว่าจะจับอิงฮวาขังไว้สักคืน ส่งแม่นมจิ้นไปสั่งสอนนางสักหน่อย แต่ตอนนี้เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว คิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะอ่านฎีกาเสร็จรวดเร็วถึงเพียงนี้

“ถวายพระพรเสด็จแม่” จิ้นหยางเอ่ยอย่างนุ่มนวลเช่นเคย หลังจากทำความเคารพผู้เปรียบเสมือนมารดาเรียบร้อยแล้ว สายตาคมก็กวาดไปทั่วตำหนักเพื่อมองหาร่างของหญิงสาวที่ตนคะนึงถึงด้วยความกังวล

“มองหาใครอยู่หรือ” เห็นฮ่องเต้กวาดสายตาไปทั่วก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แม้รู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังเอ่ยปากถาม

“ลูกได้ยินว่าเสด็จแม่เรียกอิงฮวามาที่ตำหนัก ลูกจึงคิดว่าเสด็จแม่เรียกนางมาเพื่อชงชา ให้ลูกร่วมดื่มชาด้วยได้ไหมพะย่ะค่ะ" จิ้นหยางยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น จึงได้แต่โยนหินถามทางไปก่อนเพื่อดูท่าทีของไทเฮา

“ฮึ! ชงชาอะไรกัน อิงฮวาของเจ้าทำร้ายหมิงลู่จนต้องนอนซมอยู่บนเตียง”ไทเฮาอดจะขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจไม่ได้ มั่นใจว่าสาเหตุที่หมิงลู่ป่วยต้องเป็นฝีมือของ  อิงฮวา จึงยิ่งทำเสียงแข็งอีกหลายส่วน

“อิงฮวาน่ะหรือทำร้ายหมิงลู่ จะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไรพะย่ะค่ะ” แม้จะเขาจะรู้ดีว่าไทเฮาไม่ชอบอิงฮวาเท่าไหร่นัก และพยายามดัดนิสัยของนางด้วยวิธีต่างๆ แต่เขาก็เชื่อเหลือเกินว่าอิงฮวาไม่ใช่ผู้ที่จะทำร้ายใครโดยไม่มีเหตุผลแน่

“เจ้าก็ดีแต่เข้าข้างนาง จนไม่ลืมหูลืมตา เจ้าคงยังไม่รู้ว่านางวางยาพิษทำให้หมิงลู่ต้องเสียโฉม นางคงไม่พอใจเรื่องที่ข้าจะให้หมิงลู่เป็นสนมเอกของเจ้า จึงได้ลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้ หากไม่ลงโทษบ้างต่อไปนางจะยิ่งกำเริบเสิบสาน ถึงวันนั้นนางจะทำเรื่องเลวร้ายขนาดไหน ใครจะรู้”

“เสด็จแม่พระทัยเย็นก่อนเถอะ เรื่องนี้ให้ลูกถามหมิงลู่เองว่าเกิดอะไรขึ้น แม่นมจิ้นหูไปตามหมิงลู่มาพบข้า” จิ้นหยางออกคำสั่งเสียงเข้ม ในใจนึกเป็นกังวลว่าตอนนี้  อิงฮวาจะเป็นเช่นไรบ้าง ไทเฮาพานางไปไว้ที่ไหนกัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เขาคงต้องจัดการให้เด็ดขาด อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางเชื่อว่าอิงฮวาจะลงมือทำอย่างที่ไทเฮาตรัส

จิ้นหยางขบคิดได้ไม่นาน ร่างบอบบางอรชรของหมิงลู่ก็ถูกประคับประคองออกมาจากด้านในตำหนัก ใบหน้านวลเนียนของนางมีรอยผื่นแดงขึ้นอยู่ไม่น้อย ทั้งผิวกายที่โผล่พ้นแขนเสื้อกว้างก็ปรากฏผื่นแดงเช่นกัน ดวงตาคมกริบจ้องมองร่างบางนิ่ง นัยน์ตาฉายแววแปลกใจอยู่หลายส่วน

“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” หมิงลู่ก้มตัวลงอย่างอ่อนน้อม ก่อนจะเซไปด้านข้างเล็กน้อยจนจิ้นหยางต้องเข้าไปช่วยประคอง

“เจ้าเป็นอะไรไป”  จิ้นหยางเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง สายตาจ้องมองรอยผื่นแดงบนใบหน้าที่เคยนวลเนียนไม่วางตา

“เรื่องเล็กน้อยเพคะ” เมื่อโดนสายตาคมจ้องมายังตนหมิงลู่สะเทินอายรีบก้มหน้าหลบทันที ใบหน้าสวยที่แดงเพราะผื่นคันยิ่งแดงขึ้นไปอีกจนลามไปถึงใบหู

“ยังจะว่าเล็กน้อยอีก เด็กคนนี้ไม่รู้จักปกป้องตัวเองเสียเลย” ไทเฮาได้ยินเด็กสาวกล่าวตอบฮ่องเต้ก็ร้อนใจออกโรงแทน ด้วยกลัวว่าอิงฮวาจะพ้นผิดเพียงเพราะหมิงลู่เป็นเด็กดีเกินกว่าจะทำร้ายใคร ทั้งยังอาจจะปกป้องคนที่ทำร้ายตนเองอย่างอิงฮวาอีกด้วย

“ไทเฮาเพคะ อย่าทรงกริ้วเลยนะเพคะ เรื่องนี้ความจริงเป็นความผิดหม่อมฉันเอง หม่อมฉันไม่รู้จริงๆว่าสบู่ที่องค์หญิงประทานให้มีส่วนผสมของดอกทานตะวัน      จึงนำมาใช้ ทำให้เกิดอาการแพ้จนผิวหนังเป็นผื่นเช่นนี้” หมิงลู่รีบเข้าไปเกาะแขนไทเฮาอย่างเอาใจและกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“ เดิมทีเพราะองค์หญิงเมตตาเห็นว่าหม่อมฉันเพิ่งเข้าวังจึงประทานสบู่ให้    หม่อมฉัน แต่เพราะคงไม่รู้ จึงทำให้เกิดเรื่อง เห็นชัดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งสองฝ่าย อย่าได้เอาผิดกับองค์หญิงเลยนะเพคะ” หมิงลู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สูงไม่ต่ำ รื่นหูยิ่งนัก ไทเฮาได้ยินเช่นนั้นแม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดของหมิงลู่ แต่หากนางดึงดันจะลงโทษอิงฮวาต่อ ฮ่องเต้คงไม่ยอมเป็นแน่

“เสด็จแม่ก็ทราบเรื่องแล้ว เรื่องนี้เหตุเกิดเพราะความไม่รู้ ต่อไปก็ค่อยๆบอกกล่าว เรื่องแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีกพะย่ะค่ะ” จิ้นหยางพอจะเข้าใจเรื่องราวคราวๆก็รีบเอ่ยขึ้น หมิงลู่เป็นคนมีน้ำใจ ทั้งยังรู้กาลเทศะเป็นอย่างดี ถึงได้ช่วยเขาเกลี่ยกล่อมให้ไทเฮาคลายกริ้วนับว่าช่วยได้มากทีเดียว

“ได้อย่างนั้นก็ดี” ไทเฮากล่าวอย่างขอไปที

“เรื่องก็จบแล้ว หมิงลู่เองก็ไม่ติดใจอะไร เสด็จแม่ก็ปล่อยอิงฮวาเถอะพะย่ะค่ะ” จิ้นหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลคล้ายเอาใจอยู่กึ่งหนึ่ง เห็นไทเฮาทำเมินเฉยแม้จะร้อนใจแต่ก็ไม่อาจแสดงออกมาได้ ทำได้เพียงรอเวลาเท่านั้น ยังไม่ทันที่ไทเฮาจะตอบรับหรือปฏิเสธ องค์รักษ์ของตำหนักเจียวเหมยก็วิ่งด้วยความร้อนรนเข้ามายังตำหนัก เห็นฮ่องเต้ประทับอยู่ด้วย ใบหน้าที่ขาวซีดอยู่แล้วก็ยิ่งไร้สีเลือดลงไปอีกในบัดดล

"ถวายบังคมพะย่ะค่ะฝ่าบาท” องค์รักษ์คุกเข่าลงทำความเคารพฮ่องเต้ของตนด้วยความยำเกรง แต่ยังไม่ทันได้เคารพไทเฮา เสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจก็ดังขึ้นมาซะก่อน

“เอาล่ะๆ รีบบอกมา เกิดอะไรขึ้น” ไทเฮามองไปยังผู้มาใหม่ด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีนัก วันนี้มีแต่เรื่องไม่ได้ดั่งใจนางสักอย่าง ทำให้นางไม่อยากจะเสียเวลาเสวนาอยู่ที่นี่ต่อแม้เค่อเดียว

“ทูลไทเฮา ตำหนักมืดที่ไทเฮาให้นำตัวองค์หญิงอิงฮวาไปขังไว้ เกิดเพลิงไหม้พะย่ะค่ะ”

“เจ้าว่าไงนะ!” จิ้นหยางได้ยินไม่ต้องรอให้ไทเฮากล่าวอะไร สายตาคมกล้าจ้องมองไปที่องค์รักษ์ผู้มารายงาน ความกังวลที่สุ่มขึ้นมาในใจให้ร้อนรนยิ่งนัก จิ้นหยางรีบตรงออกจากตำหนักเจียวเหมยอย่างรวดเร็วจนเรียกว่าแทบจะทะยานออกไปเลยก็ว่าได้ ใช้วิชาตัวเบาไม่นานนักร่างสูงโปร่งก็มาหยุดที่หน้าตำหนักมืด ควันไฟจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากประตูของตำหนักที่ยังคงปิดสนิท จิ้นหยางรีบตรงดิ่งเข้าไปยังหน้าประตูตำหนัก ร้อนใจอย่างมากได้แต่เป็นห่วงว่าอิงฮวาจะได้รับอันตราย

องค์รักษ์ที่ถูกไทเฮาสั่งให้เฝ้าตำหนักมืดเห็นฮ่องเต้ก็ตกใจรนราน รีบก้มลงคุกเข่าอยู่กับพื้นทันที แววตาแข็งกร้าว ทั้งรังสีอำมหิตที่กระจายออกมาจากพระวรกายผู้เป็นฮ่องเต้แล้ว องค์รักษ์ทั้งหลายราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ไม่มีใครกล้าขยับหรือแม้แต่จะหายใจด้วยซ้ำ

“ยังไม่เปิดประตูอีก!” เสียงเข้มตวาดลั่น ใบหน้าของจิ้นหยางเต็มไปด้วยโทสะรุนแรง ทั้งๆที่ข้างในไฟไหม้ คนพวกนี้ยังไม่คิดจะเปิดประตูเพื่อช่วยคน ช่างสมควรตายยิ่งนัก

“ทูลฝ่าบาท ไทเฮามีรับสั่งหากไม่มีคำสั่งจากไทเฮา ห้ามปล่อยตัวองค์หญิงออกมาเด็ดขาดพะย่ะค่ะ”

“แม้แต่ข้าผู้เป็นฮ่องเต้จะสั่งนะหรือ!” จิ้นหยางกดเสียงเย็นพร้อมกับชักกระบี่ออกมาจากฝักขององค์รักษ์ที่คุกเข่าอยู่กับพื้น เหล่าองค์รักษ์รู้ชะตากรรมของตนได้แต่กลั้นหายใจ คิดว่าต้องจบชีวิตเป็นผีเฝ้าตำหนักมืดแห่งนี้เป็นแน่

เคล้ง!

เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นไปทั่วบริเวณ คมกระบี่ถูกฟันเข้ากับโซ่เหล็กที่คล้องประตูจนมันขาดออกเป็นเสี่ยงๆ จิ้นหยางยกเท้าถีบบานประตูเข้าไปอย่างแรงจนมันหลุดออกทั้งบาน ด้านในตำหนักปกคลุมไปด้วยควันหนามากมาย สายตาคมกวาดมองไปทั่วห้อง พยายามมองหาร่างของอิงฮวาจากตรงไหนสักแห่งในห้อง

“แคก ๆ ๆ” เสียงไอดังขึ้นเรียกความสนใจของจิ้นหยางได้เป็นอย่างดี จิ้นหยางพุ่งเข้าไปตามที่มาของเสียง ช้อนร่างบางที่อยู่บนพื้นมาไว้ในอ้อมแขน

“ฝ่าบาท” อิงฮวาใบหน้าเลอะไปด้วยคราบฝุ่น ด้วยสำลักควันไฟเสียงที่เปล่งออกมาจึงดูแหบแห้งเต็มที ทั้งพอจะลืมตาขึ้นมองก็ยังรู้สึกแสบตาเป็นอย่างมาก อิงฮวาจึงเลือกที่จะหลับตาไว้อย่างเดิมแล้วปล่อยให้จิ้นหยางอุ้มร่างของนางขึ้นจากพื้น

“ข้าอยู่นี่ เจ้าปลอดภัยแล้ว” น้ำเสียงทุ่มเอ่ยปลอบขวัญ กระชับร่างบางในอ้อมแขนของตนให้แน่นขึ้น ก้าวออกมาจากห้องมืดอย่างรีบร้อน ใบหน้าของชายหนุ่มยามนี้เต็มไปด้วยความกังวลในขณะที่กลิ่นไอแห่งความโกรธยังคงพวยพุ่งออกจากร่างกาย ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากเลยแม้แต่ครึ่งคำ

“อืม...ข้ารู้” อิงฮวาซุกหน้าลงกับแผงอกอุ่น แม้จะผิดแผนจากที่คิดไว้บ้าง แต่ผลสุดท้ายนางก็ออกมาจากห้องมืดนั่นได้อยู่ดีแค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

“ไว้ข้าจะลงโทษพวกเจ้าทีหลัง” เสียงเย็นชาเอ่ยอย่างเลือดเย็น ทำเอาผู้ฟังสะท้านไปทั้งตัว ร่างสูงโปร่งอุ้มร่างบอบบางของอิงฮวาเอาไว้แนบอก ก้าวเท้าอย่างมั่นคงตรงไปยังตำหนักเยว่ซิน

เมื่อกลับมาถึงตำหนักเยว่ซินเหล่านางกำนันขันทีที่มองเห็นฮ่องเต้อุ้มองค์หญิงของตนมาแต่ไกลก็ตกใจยกใหญ่ รีบออกมาต้อนรับด้วยความร้อนใจ อยากจะเอ่ยปากถามแต่ก็ไม่กล้าด้วยใบหน้าของฮ่องเต้ยามนี้นั่นดูเคร่งขรึมจนทุกคนได้แต่ก้มหน้า สายตาจ้องมองนิ่งกับพื้น

“เสี่ยวซู่เจ้าไปตามหมอหลวงมา” จิ้นหยางออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด

“พะย่ะค่ะฝ่าบาท!”  เสี่ยวซู่รีบรับบัญชาและกำลังจะถลาตัวออกไปตามหมอหลวงตามคำสั่ง

“เดี๋ยวๆ ไม่ต้องๆ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว” เห็นท่าทางเป็นกังวลจนเกินเหตุของทุกคนอิงฮวาก็รีบเอ่ยขึ้นทันที นางแค่สำลักควันเท่านั้น หาได้บาดเจ็บปางตายไม่จำเป็นต้องตามหมอหลวงด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้สักหน่อย

“ไม่เป็นอะไรได้ยังไง สีหน้าเจ้าซีดออกอย่างนี้” จิ้นหยางยังคงไม่สบายใจ สายตาคมเข้มจ้องมองใบหน้าหวานที่ยังคงซีดขาว

“หม่อมฉันเพียงแค่สำลักควันเท่านั้น ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ฝ่าบาทปล่อย     หม่อมฉันลงเถอะเพคะ” อิงฮวาละล่ำละลักกล่าวเพื่อให้จิ้นหยางปล่อยนางลงจากอ้อมแขน ทีแรกที่นางยอมให้จิ้นหยางอุ้มมาโดยไม่มีปากเสียงนั่นก็เพราะนางนั่งอยู่บนพื้นที่เย็นเชียบของตำหนักมืดเป็นเวลานานทำให้ขาของนางชาจนปวดหนึบจึงไม่สามารถลุกขึ้นเดินเองได้ เพียงแต่ระหว่างทางที่กลับตำหนักขาของนางก็ค่อยดีขึ้น บัดนี้นางสามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้อีกครั้ง จึงรู้สึกกระดากอายที่จะทำตัวเปราะบางเช่นเมื่อครู่

“ปล่อยเจ้าลงยังงั้นหรือ” จิ้นหยางกดเสียง ตาคมหรี่ลงคล้ายกดดัน เขาพ่นลมหายใจอย่างขัดใจเล็กน้อย แทนที่จะปล่อยอิงฮวาลงอย่างที่นางเสนอ เขากลับอุ้มนางมุ่งตรงไปยังห้องนอนที่อยู่ด้านใน ด้วยสายตาเอาเรื่องมีแววคุกรุ่นอยู่ในทีกับท่าทีไม่สนตัวเองของอิงฮวา

“ฝ่าบาทเพคะ ปล่อยหม่อมฉันลงเถอะ” อิงฮวาทำหน้าตกใจอย่างมาก ทั้งเมื่อเงยหน้าไปมองใบหน้าของนางกำนันที่อยู่ด้านนอก ที่กำลังมองมาที่นางด้วยใบหน้าแดงซ่าน นางก็รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี เวลาแบบนี้เขาจะทำอะไรกัน นางเพิ่งเฉียดตายมาเองนะ หญิงสาวได้แต่ประท้วงในใจ

จิ้นหยางวางร่างบางลงบนเตียงนอน ก่อนที่ตนจะนั่งลงข้างๆกัน ใบหน้าของเขายังคงเคร่งขรึม แววตาชัดเจนว่ากำลังโกรธจัด อิงฮวาได้แต่เงียบไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาจึงทำเป็นปัดเสื้อผ้าของตนที่เต็มไปด้วยฝุ่น

“เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” จิ้นหยางยังคงอยากฟังจากปากของ  อิงฮวา แม้จะเชื่ออยู่เต็มอกว่านางไม่มีทางทำร้ายหมิงลู่ แต่เขาไม่รู้เลยว่าอิงฮวาไปคุ้นเคยกับหมิงลู่ตอนไหน ซ้ำยังให้เครื่องหอมราคาแพงกับหมิงลู่ด้วย การที่สตรีสองคนจะสนิทชิดเชื้อกันถือเป็นเรื่องดี แต่หากไทเฮาไม่ทรงเข้าใจ มิตรภาพอาจกลายเป็นเรื่องร้ายก็เป็นได้ เขาล่ะกังวลเสียจริง

“เรื่องนี้ข้าก็ออกจะไม่เข้าใจเช่นกัน” อิงฮวารู้สึกอึดอัดที่จะพูด ด้วยตัวนางเองก็ยังคงงงงวยกับเรื่องที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งครั้งนี้ นางได้แสดงให้ไทเฮาเห็นแล้วว่านางไม่อาจอยู่เฉยต่อการกลั่นแกล้งของไทเฮา เห็นทีต่อจากนี้คงมีเรื่องวุ่นวายตามมาไม่จบไม่สิ้นเป็นแน่

“เสด็จแม่ทำอะไรเจ้าหรือไม่” จิ้นหยางจ้องมองใบหน้าขาวซีดของอิงฮวาเอื้อมมือไปจับใบหน้าเล็ก มือแกร่งอีกมือลูบไล้สำรวจหาความผิดปกติของร่างกายอันบอบบางของอิงฮวาด้วยใบหน้าเป็นกังวลชัดเจน

“ข้าไม่เป็นไร ว่าแต่ทำไมท่านถึงรู้ได้ว่าข้าถูกไทเฮาเรียกไปตำหนักเจียวเหมย” อิงฮวาจับมือทั้งสองข้างของจิ้นหยางแนบแก้มนิ่มของตนเป็นการยืนยันว่านางปลอดภัยดีให้เขาได้คล้ายกังวล

“หมิงลู่ให้ขันทีนำจดหมายไปบอกข้าน่ะสิ ข้าถึงได้ตามไปช่วยเจ้าได้” ใบหน้าของจิ้นหยางเมื่อกล่าวถึงหมิงลู่ดูอบอุ่นขึ้นแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่อิงฮวาก็รู้สึกได้ เรื่องระหว่างจิ้นหยางกับหมิงลู่นางไม่เคยรู้และไม่คิดจะถามแต่มาวันนี้นางชักอยากจะรู้ทุกเรื่องของเขาเสียแล้ว

“หมิงลู่น่ะหรือ นางบอกท่านว่าอย่างไร” ได้ฟังคำเฉลยของจิ้นหยาง อิงฮวามีสีหน้าประหลาดใจอยู่หลายส่วน ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี่เป็นเพราะนางหรอกหรือ เหตุใดหมิงลู่จึงคิดจะช่วยนางกัน

“ในจดหมายนางเขียนว่า พายุโหมกระหน่ำในวังหลัง บุบผาไม่อาจต้านทานแรงลม” ชายหนุ่มกล่าวแววตาทอประกายชื่นชม

“นางเขียนเพียงแค่นี้ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังลำบาก”

“พายุโหมกระหน่ำในวังหลัง มีเพียงหนึ่งเดียวคือไทเฮา ข้อความนี้บ่งบอกว่าไทเฮากำลังพิโรธ บุบผาไม่อาจต้านทานแรงลม บุบผานี้มีเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้ข้าร้อนรุ่มได้ นั่นคือเจ้า หมิงลู่คงไม่ต้องการให้คนนอกรู้ว่าตนเป็นคนส่งข่าวให้ข้า จึงตัดสินใจปกปิด นางช่างมีไหวพริบยิ่งนัก” จิ้นหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม นัยน์ตามีประกายความเอ็นดูพาดผ่าน

“นางฉลาดถึงเพียงนี้นี่เอง ท่านถึงพอใจในตัวนางยิ่งนัก” อิงฮวากล่าว ในใจอดชื่นชมในไหวพริบของหมิงลู่ไปด้วยไม่ได้ แต่ทำไมกันนะหัวใจของนางถึงรู้สึกแปลกๆ

“แม้จะเกิดในวังหลวง ท่ามกลางการแก่งแย่งของผู้คนแต่นางกับเติบโตมาอย่างงดงามและเฉลียวฉลาด ในวังหลวงแห่งนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง ข้ายอมต้องชื่นชมนาง”

“เป็นอย่างนี้นี่เอง” อิงฮวาตอบรับคำพูดของจิ้นหยางด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบหายไปกับอากาศ

“เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เห็นชัดว่าไทเฮาไม่พอพระทัยเจ้ามาก ครั้งหน้าหากเจ้าจะให้อะไรใครคงต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะคนของตำหนักเจียวเหมย” จิ้นหยางอดเป็นกังวลไม่ได้ แม้ว่าอิงฮวาจะจิตใจดีเพียงใดแต่หากไทเฮาไม่โปรดก็จะหาเรื่องรังแกนางอีกเป็นแน่ ทางที่ดีเขาคงต้องเตรียมป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเสียแล้วกระมัง

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหมิงลู่นางแพ้อะไร ตอนที่ข้าทำสบู่ก้อนนั้นนางก็อยู่กับข้า ทั้งยังเป็นคนออกปากขอข้าเอง” อิงฮวาเริ่มหน้ามุ่ย ใบหน้าหวานบึ้งตึงขึ้นมาหลายส่วน หากการที่นางมีไมตรีกับใครเป็นความผิด นางคงต้องอยู่แต่ในตำหนักเยว่ซิน ไม่ต้องออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันเลยกระมังจะได้ไม่ต้องพบปะกับใครให้เกิดปัญหา

“นางอยู่กับเจ้าตลอดหรือ” จิ้นหยางเอ่ยขึ้น ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ

“ใช่สิ หลายวันก่อนข้าเบื่อจึงนั่งทำสบู่ บังเอิญนางสนใจข้าจึงชวนนางมาทำด้วยกัน จากนั้นข้าจึงให้นางเลือกสบู่ก้อนหนึ่งเป็นของระลึก เรื่องมีเท่านี้” อิงฮวากล่าวทั้งยังหยิบสบู่อัญชันที่วางไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้งส่งให้จิ้นหยางดูด้วย

“เช่นนั้นนางคงไม่ทันมองกระมังว่าในสบู่ที่เจ้าทำมีส่วนผสมของดอกทานตะวัน” จิ้นหยางรู้สึกแปลกใจอยู่ในทีแต่ก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา ในใจรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอะไรบ้างอย่าง

“นางแพ้ดอกทานตะวันหรือ” อิงฮวามีสีหน้านิ่งครุ่นคิด นางจำได้ว่าวันนั้นนางได้บอกหมิงลู่ถึงสรรพคุณของสบู่ก้อนนั้น เป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่รู้ว่าสบู่มีส่วนผสมของดอกทานตะวัน เหตุใดนางยังนำไปใช้อีก

“ตอนยังเด็กข้าเคยแอบพานางไปชมทุ่งทานตะวันที่ชายแดนแคว้นฉี พอกลับมานางก็ล้มป่วยทั้งตามใบหน้าและเนื้อตัวก็เป็นผืนแดง ตอนนั้นข้าตกใจมากรีบเรียกหมอหลวงมาดูอาการทันที ทั้งยังถูกเสด็จพ่อลงโทษให้คัดตำราพิชัยยุทธ์ตั้งห้าร้อยจบ มือขาแทบยกไม่ขึ้น” จิ้นหยางนึกย้อนถึงสมัยยังเป็นรัชทายาท เวลานั้นเขาทั้งซุกซนและมั่นใจในตัวเองมากจึงมักหาเรื่องสนุกๆทำบ่อยครั้ง หนึ่งในนั้นคือการพาลูกสาวทางเสนาบดีหนีเที่ยวนี่แหละ

“ไปดูทุ่งทานตะวันด้วยกัน ดูน่าสนุก” อิงฮวาได้ยินก็อดออกปากไม่ได้ สองคนนี้เคยหนีไปเที่ยวด้วยกัน คนอย่างเขาหากไม่รู้สึกสักนิดคงไม่สนใจสตรีนางใด ที่แท้เขาเองก็เอ็นดูหมิงลู่มากถึงเพียงนี้

“ไว้หากเจ้าอยากดู เราค่อยไปด้วยกัน” จิ้นหยางไม่ทันสังเกตใบหน้าของอิงฮวา คิดเพียงว่าไว้หลังงานอภิเษกเขาจะพานางออกท่องเที่ยวไปที่ต่างๆที่เขาชอบไป

“ข้าอยากอาบน้ำ ตำหนักมืดเต็มไปด้วยฝุ่นทำให้ข้าไม่สบายตัวนัก ท่านออกไปก่อนเถอะ” อิงฮวาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ใบหน้าหวานเรียบตึง รีบออกปากไล่คนตัวสูงที่ดูจะไม่สบอารมณ์นางตอนนี้ให้ไปไกลๆ

“ให้ข้าอยู่ช่วยเจ้าอาบน้ำดีหรือไม่”

“ไม่!”

จิ้นหยางหยอกล้อเมื่อเห็นว่าอิงฮวากำลังจะปลดสายรัดเอวออกจากตัว แล้วก็โดนปฏิเสธทันทีอย่างไร้เยื่อใย เสียงดังได้แบบนี้ เขาก็คลายกังวลลงมาได้บ้าง ว่าแต่ตำหนักมืดไม่น่าจะเกิดเพลิงไหม้ได้แล้วเพราะเหตุใดกัน หรือว่ากำลังมีคนปองร้ายอิงฮวาอยู่ คิดขึ้นมาได้จิ้นหยางก็รู้สึกเป็นกังวลอย่างมากเห็นทีเขาคงต้องเพิ่มองค์รักษ์เงาให้ อิงฮวาเสียแล้ว

“จริงด้วย ทำไมตำหนักมืดถึงเต็มไปด้วยควันไฟ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”

“ข้าติดอยู่ในนั้น หนาวก็หนาวจึงคิดจะจุดเทียนคลายหนาวเท่านั้น นึกไม่ถึงว่านอกจากจะไม่หายหนาวแล้ว ยังเกือบสำลักควันตายอีกด้วย” อิงฮวาที่กำลังแกะเครื่องประดับที่ผมออกกล่าวอย่างขอไปที

“ครั้งหน้าข้าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เจ้าอาบน้ำพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปตำหนักหยางเกาสักครู่” ได้ฟังคำตอบจิ้นหยางก็แอบถอนหายใจ ที่แท้เพราะความซุกซนของอิงฮวาเป็นเหตุ เอาเถอะต่อไปนี้ แค่เขาดูแลนางไม่ให้คาดสายตาก็น่าจะไม่เป็นปัญหาแล้ว

อิงฮวาถอนหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ความจริงแล้วนางตั้งใจจะเผาตำหนักมืดนั่นทิ้งไปเสีย แต่นึกไม่ถึงว่าเชื้อไฟกับมีไม่พอ จึงทำได้เพียงควันไฟเท่านั้น แถมยังรมนางจนแทบแย่ โชคยังดีที่สวรรค์ยังเมตตาให้จิ้นหยางมาช่วยนางได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นนางคงได้ไปเกิดใหม่เป็นดาวเสียแล้ว

“องค์หญิงเพคะ เสี่ยวซื่อตกใจแทบแย่ ไม่เป็นไรนะเพคะ” สาวใช้ทั้งสามหลังจากที่ฮ่องเต้เสด็จออกไปแล้วก็รีบกรูกันเข้ามาในห้องบรรทมขององค์หญิงทันที แต่ละคนล้วนใบหน้าซีดเผือกทั้งขอบตายังแดงระเรื่ออีกด้วย

“เกือบแย่อยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว พวกเจ้าช่วยข้าอาบน้ำที”

“เพคะ องค์หญิง”

หลังจากออกมาจากตำหนักเยว่ซิน แทนที่จิ้นหยางจะกลับไปตำหนักหยางเกาอย่างที่บอกไว้ เขาเดินตรงไปยังตำหนักเจียวเหมยอีกครั้ง สั่งลงโทษองค์รักษ์ทุกคนที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักมืด ทั้งยังเรียกนางกำนันที่ติดตามหมิงลู่มาซักถามเรื่องราวทั้งหมดอีกด้วย

“เจ้าเล่ามาสิว่า วันนั้นเกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยด้วยท่าทีเคร่งขรึม ไม่ว่าใครที่เห็นก็ต้องหวาดหวั่นทุกรายไป สาวใช้ผู้นี้ก็เช่นกัน นางได้แต่นั่งสั่นอยู่กับพื้นด้วยความวิตก

“ทูลฝ่าบาท วันนั้นท่านหญิงหมิงลู่กับองค์หญิงอิงฮวานั่งอยู่ที่ศาลาในอุทยานหลวงทำสบู่ด้วยกันเพคะ หม่อมฉันและนางกำนันอีกหลายคนก็อยู่ด้วย” นางกำนันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้ทรงอำนาจเลยแม้สักนิด

“เช่นนั้นเจ้าเห็นใช่หรือไม่ว่าหมิงลู่ขอสบู่จากอิงฮวา” จิ้นหยางยังคงคาดครั้นคำตอบ อะไรก็ตามที่เขาอยากรู้ต้องได้รู้

“เรื่องนั้นหม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ทันสังเกตเพคะ” นางกำนันตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเอ่ยปากแม้สักน้อย ด้วยรู้ว่าหากกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไป โทษของนางคงหนีไม่พ้นถูกนึ่งจนสุกตายเป็นแน่

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ หลอกลวงฮ่องเต้มีโทษสถานใด” จิ้นหยางเห็นท่าทางกลัวลนลานของนางกำนันก็หรี่ตามอง ตามด้วยการขู่ขวัญอีกสักหน่อย ไม่แน่ว่านางอาจเปิดปาก

“หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ” ไม่เพียงนางจะไม่พูด นางยังใช้หัวของตัวเองโขกไปบนพื้นศาลาหินอย่างแรงหลายครั้ง ทั้งยังร้องไห้อย่างน่าเวทนาจนตัวโยน

“เจ้าออกไปได้แล้ว” จิ้นหยางเห็นว่านางกำนันผู้นี้ไม่คิดจะบอกอะไรตนอีกจึงให้เฟิงจูนำนางออกไปให้พ้นหูพ้นตา หลังจากทบทวนอยู่นาน ก็สรุปไม่ได้แน่ชัดว่าใครกันแน่ที่ซ่อนเรื่องโกหกไว้ สำหรับเขาแล้วอิงฮวาไม่มีทางทำร้ายหมิงลู่เพราะความหึงหวงแน่ และหมิงลู่ก็ไม่มีทางที่จะให้ร้ายอิงฮวาเช่นกัน แต่เรื่องที่ทั้งสองพูดกับมีความขัดแย้งกัน หากหมิงลู่ทำสบู่อยู่กับอิงฮวาจริงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่รู้ว่าสบู่นั่นมีส่วนผสมของดอกทานตะวัน ทั้งยังเอ่ยขอเองกับปาก เรื่องนี้เองที่ติดใจเขาอยู่มาก แต่คิดดูอีกทางหากหมิงลู่ต้องการใส่ร้ายอิงฮวาทำไมถึงส่งจดหมายมาบอกเขา ทั้งยังช่วยพูดให้กับอิงฮวาอีก บางทีนางคงหลงลืมจริงๆกระมังว่าตนแพ้ดอกทานตะวัน

“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” ไม่ทันที่จิ้นหยางจะได้ข้อสรุปในเรื่องที่สงสัย เสียงหวานระรื่นหูของหญิงสาวในชุดสีเหลืองนวลก็ปรากฏขึ้น หมิงลู่ย่อตัวทำความเคารพเขาอยู่อย่างนอบน้อมเขาจึงช่วยประคองนางให้ลุกขึ้น เห็นชัดว่านางไม่สบายแต่กลับออกมาจากตำหนักเพื่อพบเขา คงต้องมีเรื่องอยากจะพูดเป็นแน่

“ทูลฝ่าบาทที่หม่อมฉันบังอาจออกมาพบพระองค์ครั้งนี้ เป็นเพราะเป็นห่วงองค์หญิงอิงฮวา ไม่ทราบว่าองค์หญิงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” หมิงลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย สีหน้าแววตาดูมีความจริงใจยิ่งนัก จะเป็นไปได้หรือที่นางจะโกหกเขา

“นางไม่เป็นอะไร เจ้าไม่ต้องกังวล” จิ้นหยางยังคงขบคิด และขัดแย้งอยู่ในใจหลายส่วน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาหาทางออกไม่พบ จิตใจสตรีนั้นยากแท้หยั่งถึงจึงอย่างที่ใครๆพูดกัน แต่กับสตรีสองนางที่คนหนึ่งเป็นดวงใจของเขาอีกคนเป็นน้องสาวที่เขาเอ็นดู คนทั้งคู่ที่เขาให้ความสำคัญ ใครกันแน่ที่บิดเบือนความจริงและทำมันไปทำไม

“เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะหม่อมฉันเอง ขอฝ่าบาทลงโทษหม่อมฉันด้วยเพคะ” หมิงลู่ลอบสังเกตใบหน้าครุ่นคิดของจิ้นหยาง แววตาใสซื่อแปรเปลี่ยนไปชั่วครู่ นางทรุดตัวลงคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าก้มต่ำด้วยความสำนึกผิด จิ้นหยางไม่คาดคิดว่าหมิงลู่จะทำเช่นนี้จึงอดตกใจไม่ได้ สายตาอ่อนโยนทอดมองมายังสตรีที่คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความรู้สึกเห็นใจ

“ข้าจะลงโทษเจ้าได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกันไม่ใช่หรือ ข้าต้องปลอบใจเจ้าต่างหากที่ล้มป่วยเช่นนี้”  จิ้นหยางประคองหมิงลู่ให้ลุกขึ้นยืนตามเดิม แล้วจึงถอยออกมาเว้นระยะห่างระหว่างกันเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียต่อตัวหญิงสาวเอง

“ไม่เพคะ อย่าทรงตรัสเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงเห็นว่าสบู่ที่องค์หญิงมอบให้กลิ่นหอมยิ่งนัก จึงใช้มันอาบน้ำโดยไม่ทันระวัง” หมิงลู่ยังคงแสดงสีหน้าท่าทางสำนึกผิดต่อไปอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าใครที่ได้เห็นใบหน้างดงามน่าปกป้องของนางมีสีหน้าเศร้าหมองเช่นนี้ ล้วนอยากเข้ามาปลอบประโลมกันทั้งนั้น นางไม่เชื่อว่าฝ่าบาทที่ใจดีกับนางเสมอจะไม่คิดเช่นนั้น

“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตนเองแพ้ดอกทานตะวัน” จิ้นหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอยู่หลายส่วน สายตาคมจ้องมองใบหน้างดงามที่ดูเหมือนจะชะงักไปเล็กน้อยหลังได้ยินคำถามจากเขา จิ้นหยางสังเกตทุกๆกริยาที่เกิดขึ้นอย่างต้งการคำตอบ

หมิงลู่ครุ่นคิดเล็กน้อยกับคำถามที่ฝ่าบาทตรัสถาม ในสมองพยายามทบทวนว่าตนได้พูดอะไรออกไปบ้าง บางทีองค์หญิงอิงฮวาอาจจะบอกกับฮ่องเต้เรื่องที่ตนไปร่วมทำสบู่แล้วก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนั้นนางคงต้องระวังคำพูดในมาก นางอุตส่าห์วางแผนมาอย่างดี จะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด

“หม่อมฉันคงจะเผลอลืมไปเพคะ” หมิงลู่กล่าวเสียงแผ่ว ยอมรับว่าตนเองเป็นฝ่ายพลั้งเผลอเอง

“ครั้งหน้าเจ้าจงระวังให้ดีล่ะ อย่าทำให้ไทเฮาเป็นห่วงอีก” จิ้นหยางถอนหายใจกับสิ่งที่ตนคิด บางทีเขาอาจคิดมากไปเอง ได้ฟังคำตอบของหมิงลู่เขาก็สบายใจขึ้นมาก ที่แท้เป็นหมิงลู่ที่ลืมไปว่าตนแพ้ดอกทานตะวัน ไม่มีใครให้ร้ายใครแบบนี้เขาก็เบาใจ

“แล้วฝ่าบาทล่ะเพคะ....” หมิงลู่เอ่ยแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเล็กๆ

“ข้าหรือ” จิ้นหยางทำหน้าฉงน มองใบหน้างดงามที่มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอจนแทบล้นออกมา

“ฝ่าบาทไม่เป็นห่วงหม่อมฉันเลยสักนิดหรือ” หมิงลู่เอ่ยเสียงเบากว่าเดิม แต่เพราะบนศาลาแห่งนี้เงียบมาก จิ้นหยางจึงได้ยินมันอย่างชัดเจน ท่าทางน้อยอกน้อยใจแบบเด็กๆของหมิงลู่ทำให้จิ้นหยางอมยิ้มอย่างเอ็นดู หมิงลู่แม้จะโตเป็นสาวงดงามถึงเพียงนี้แต่ก็ยังเป็นน้องน้อยขี้แยของเขาเช่นเดิม

“ข้าย่อมต้องห่วงเจ้าเช่นกัน” ฝ่ามืออบอุ่นวางลงบนศีรษะเล็กเบาๆ ก่อนจะผละออก แล้วหมุนตัวเดินออกจากศาลาตำหนักเจียวเหมย มุ่งหน้ากลับตำหนักเยว่ซิน

“ข้าไม่มีทางปล่อยท่านไป” หมิงลู่กล่าวเสียงเบาหวิว ที่คำพูดทุกคำของนางถูกกลืนหายไปกับสายลม สายตาฉายแววมุ่งมั่นวาดหวังมองตามแผ่นหลังกว้างที่กำลังเดินจากไปของชายหนุ่มอย่างช้าๆ

ความคิดเห็น