หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

นิยายแนวสืบสวนสอบสวน ที่ลึกลับทั้งคดี และตัวตนของ 'เขา' ขอบคุณสำหรับการติดตามนะเจ้าคะ -เก๋อเก๋อ-

ตอนที่ 43 แหล่งเพาะเลี้ยงศพ

ชื่อตอน : ตอนที่ 43 แหล่งเพาะเลี้ยงศพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ย. 2560 09:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43 แหล่งเพาะเลี้ยงศพ
แบบอักษร


เสียงนั่นมันเสียงของเสิ่นอี้ และที่เดินตามหลังเขาเข้ามาก็คือตำรวจอาชญากรรมที่ชื่อเหลาเถี่ยที่เพิ่งจะลงเขาไปกับเสี่ยวก่อนหน้านี้ รวมถึงตำรวจกองเสริมอีกจำนวนหนึ่ง

เสียวหม่ากับเหลาเถี่ยพากองกำลังเสริมขึ้นมาบนเขา พอเห็นผีดิบตัวนั้นก็ตกใจไม่น้อย จากนั้นลู่เว่ยก็ได้บอกกับพวกเขาว่าพวกหัวหน้าหยางได้ลงมาในถ้ำนี้เป็นเวลานานแล้ว จึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาก็เลยรีบลงมาตาม คราวนี้พวกเขาได้ทิ้งเสียวหม่าไว้ให้อยู่ดูแลลู่เวย ส่วนคนอื่น ๆ ก็ลงมาข้างล่างด้วยกัน


พอดีได้ยินพวกหยางปินกับเย่หนิงกำลังพูดคุยเกี่ยวกับโลงศพหิน เสิ่นอี้จึงพูดข้อสันนิษฐานของตนเองออกมาบ้าง


“แหล่งเลี้ยงศพอย่างนั้นเหรอ ?” เย่หนิงกับคนอื่น ๆ ต่างก็ตกใจไปตาม ๆ กัน

“ใช่แล้ว” เสิ่นอี้พูดขึ้นอย่างเรียบ ๆ “ในถ้ำนี้มีลักษณะอับชื้น อากาศเย็นจัด ไม่แน่ว่าอาจจะมีใครบางคนสร้างที่นี่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ศพก็ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะเอาศพมาไว้ที่นี่ตั้งเยอะแยะทำไมกันล่ะครับ”

“เลี้ยงศพหรอ ?” เย่หนิงอ้าปากค้าง “เลี้ยงศพอะไรล่ะ ?”

“ผีดิบไง” เสิ่นอี้มองเย่หนิงโดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา แล้วพูดอย่างมีนัยบางอย่าง “เพื่อนสมัยประถมของคุณคนนั้นเป็นเป็นนักล่าผีดิบไม่ใช่เหรอ ? เรื่องพวกนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยหรือไง ?”

“แหล่งเพาะเลี้ยงศพ ?” เฝิงเยี่ยนฮวายพูดพึมพำออกมา “จริงด้วย ทำไมฉันถึงนึกไม่ได้นะ ! แหล่งเพาะเลี้ยงศพ !”


เขาเป็นผู้สืบทอดของตระกูลนักล่าผีดิบ แน่นอนว่าได้อ่านหนังสือโบราณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาไม่น้อย สำหรับแหล่งเพาะเลี้ยงศพนั้นก็ต้องรู้จักแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่านึกไม่ถึงเท่านั้นเอง ดูท่าเขาคงมีประสบการณ์ไม่มากพอ

เย่หนิงและคนอื่นยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก “มีแหล่งเพาะเลี้ยงศพจริง ๆ น่ะเหรอ ?”

“ใช่แล้ว” เฝิงเยี่ยนฮวายพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว คงเป็นไปได้ว่าที่นี่จะเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงศพแน่ ถ้ำที่อับชื้น อากาศเย็นจัดแบบนี้ มันง่ายต่อการเปลี่ยนศพพวกนี้ให้กลายเป็นผีดิบจริง ๆ”

สายตาของเฝิงเยี่ยนฮวายมองไปที่ด้านบนของโลงหิน แล้วพูดขึ้นอย่างเย็นชา “ดูเหมือนว่าจะมีคนตั้งใจเพาะเลี้ยงศพขึ้นที่นี่ ศพเหล่านั้นที่หายไป เกรงว่าจะไม่ใช่เพราะมีคนพาผีดิบที่กลายร่างแล้วออกไป แต่เป็นเพราะเพาะเลี้ยงยังไม่สำเร็จ ดังนั้นเลยจัดการเก็บกวาดไปเรียบร้อยแล้ว”

“ยังมีการเลี้ยงผีดิบอีกเหรอ......” เย่หนิงรู้สึกว่าความรู้ที่เธอมีกลับเสียเปล่าไปหมดเลย เธอเป็นหมอนิติเวชนะ เธอต้องยึดมั่นในวิทยาศาสตร์สิ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอในช่วงนี้ ทำไมถึงช่างขัดกับหลักการวิทยาศาสตร์ทั้งหมดเลย เธอรู้สึกว่าโลกทัศน์กับชีวิตทัศน์ของเธอมันโดนล้มล้างไปหมดแล้ว

“เลี้ยงผีดิบ ?” หยางปินยิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นขึ้น “เลี้ยงผีดงผีดิบอะไรกัน ไอ้นี่มันกินอะไรไม่ได้ไม่ใช่รึไง !”

เฝิงเยี่ยนฮวายพูดขึ้นอย่างเย็นชา “บนโลกนี้ มีคนแบบนั้นอยู่แน่ ! ถึงจะไม่รู้ว่าพวกเขาเลี้ยงผีดิบไปเพื่ออะไร แต่มั่นใจได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ !”

เขาพูดไปก็เหลือบมองเสิ่นอี้ไป “นึกไม่ถึงจริง ๆ ศาสตราจารย์เสิ่น คุณรู้จักแหล่งเพาะเลี้ยงศพด้วยหรือครับ ?”

เสิ่นอี้พูดอย่างไม่สนใจว่า “ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยนี่ครับ บางครั้งผมก็ชอบค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ ชวนพิศวงบ้าง ก็เลยเข้าใจกับพวกข่าวลือพวกนี้ เพียงแต่ว่าดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเอง ไม่ได้ค้นคว้าจริงจัง ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเห็นโลงศพหินเยอะขนาดนี้ ผมก็คงไม่มีความคิดแบบนี้หรอกครับ”

เมื่อเสิ่นอี้พูดจบ เขาก็ไม่ได้สนใจเฝิงเยี่ยนฮวายอีก เขาหันตัวกลับไปพูดกับหยางปินว่า “หัวหน้าหยางครับ เกรงว่าเรื่องทางนี้พวกเราคงจะต้องปล่อยไปก่อน ตอนนี้ที่โรงพยาบาลเกิดเรื่องขึ้นอีกแล้วครับ เมื่อคืนตอนเวลาสองทุ่มกว่า หลี่ฉิงได้เสียชีวิตแล้ว ส่วนเช้าวันนี้ตอนตีห้า ก็มีนักศึกษาเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกคน ซึ่งก็คือเฉินเฉิน คนที่เคยติดต่อไปหาซุนเจี้ยนหลานเมื่อก่อนหน้านั้น”

“ตายเพิ่มอีกสองคนอย่างนั้นเหรอ !” หยางปินรู้สึกทั้งตกใจทั้งโมโห

เสิ่นอี้พยักหน้า สีหน้าของเขาแย่ลงอย่างมาก “พวกเหลาเถี่ยพึ่งจะแจ้งข่าวนี้มาหาเราครับ แล้วก็... ยังมีข่าวร้ายอีกเรื่องด้วย หลอดทดลองที่พวกเราส่งไปยังห้องแล็บก่อนหน้านั้น......ตอนที่นักวิจัยเข้ามาทำการทดลองผลที่ห้องชันสูตรศพ ข้างในมีแมลงดูดเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนเจาะออกมา ทีมวิจัยต่างถูกกัด ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่เกิดความผิดปกติใด ๆ แต่ว่า...”


ร่างของหยางปินสั่นเทิ้มไปหมด


การถูกแมลงดูดเลือดกัดมันหมายความว่าอย่างไร พวกเขาต่างก็รู้ดีอยู่แล้ว


ไม่ใช่เพียงแค่ดูดเลือดไปอย่างธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่แมลงดูดเลือดที่ตัวเล็กกว่ามดพวกนั้น มันสามารถเข้าไปในหลอดเลือดได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เห็นแมลงดูดเลือดเจาะออกมาจากอวัยวะของผู้เสียชีวิตเหล่านั้น ก็เพียงพอที่จะอธิบายได้อย่างชัดเจนแล้ว


หรือจะพูดได้อีกอย่างก็คือ เป็นไปได้อย่างมากว่าทีมนักวิจัยที่ถูกแมลงดูดเลือดพวกนั้นกัดจะต้องเสียชีวิตด้วยเหตุนี้


แต่ไม่เพียงเท่านั้น !


พวกเขาไม่รู้ว่าบนร่างของนักศึกษาเหล่านั้นมีแมลงดูดเลือดเป็นพาหะจำนวนเท่าไหร่ แล้วก็ไม่รู้ว่าแมลงดูดเลือดพวกนี้แพรุ่พันธุ์รวดเร็วแค่ไหน ขนาดคนเดียวยังจัดการไม่ได้ ทั้งเมืองตงไห่คงต้องตกอยู่ในอันตรายครั้งใหญ่แล้ว

ท่าทีของเสิ่นอี้ตอนนี้นั้นจริงจังเป็นอย่างมาก “พวกเราจำเป็นต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้อย่างโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่าจะมีคนจำนวนอีกเท่าไหร่ที่จะต้องจบชีวิตลงในเหตุการณ์นี้”


ในกลุ่มคนที่กลายเป็นตัวพาหะให้กับแมลงดูดเลือดพวกนี้ บางทีอาจจะอยู่ในหมู่พวกเขาเอง


เย่หนิงรีบพูดขึ้นอย่างร้อนรน “ชาวบ้านพวกนั้นต้องมีวิธีจัดการเรื่องนี้แน่ พวกเขาต้องรู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับแมลงดูดเลือดพวกนี้ใช่หรือเปล่าคะ ? ไม่อย่างนั้นทั้ง ๆ ที่ในโกดังนั่นมีแมลงดูดเลือดเยอะขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เกิดเรื่องกับคนในหมู่บ้านเลยล่ะ ? พวกเขาไม่มีใครที่ถูกกัดสักคนเลยหรอ ? พวกเขาต้องรู้วิธีหลีกเลี่ยงจากการถูกแมลงกัดสิคะ”

“แล้วกู่ซานหมิงล่ะ ?” อารมณ์ของหยางปินปะทุขึ้น

“อยู่ข้างนอกครับ” เหลาเถี่ยตอบขึ้น

หยางปินรีบเดินพุ่งออกไปข้างนอก พอออกจากถ้ำได้สายตาก็เห็นกู่ซานหมิงทันที จึงรีบกระโจนเข้าต่อยเขาอย่างรุนแรง “พูดมา ! จริง ๆ แล้วมีวิธีอะไรกันแน่ที่จะจัดการกับไอ้แมลงดูดเลือดพวกนั้นได้ ! ทำยังไงถึงจะให้แมลงดูดเลือดที่เข้าไปในร่างกายออกมาได้ บอกมา !”

“ผมไม่รู้ครับ ผมไม่รู้จริง ๆ” กู่ซานหมิงส่ายหัวรัว ๆ “ถ้าผมรู้ ผมจะหวาดกลัวกับสิ่งนี้ทำไมกัน ? ถ้าผมรู้ ในหมู่บ้านจะมีคนโดนแมลงกัดตายเยอะขนาดนี้เหรอครับ ? ตอนนี้แม้แต่สัตว์เลี้ยงพวกเราก็ยังไม่กล้าที่จะเลี้ยงเลย”

“แกไม่รู้หรอ ?” หยางปินแสยะยิ้ม “ถ้าแกไม่รู้ ทำไมทั้ง ๆ ที่มีแมลงดูดเลือดอยู่ในโกดังหมู่บ้านเยอะขนาดนี้ แต่คนในหมู่บ้านกลับไม่เป็นอะไรเลย ? แกอย่าบอกนะว่าแมลงดูดเลือดพวกนี้มันออกมาจากโกดังนั่นไม่ได้”

“ผมก็ไม่รู้ครับ” กู่ซานหมิงแทบอยากจะร้องไห้ออกมา “ท่านสารวัตร ถ้าผมรู้ว่าในโกดังมีแมลงดูดเลือดเยอะขนาดนี้ ผมจะให้นักศึกษาพวกนั้นเข้าไปอยู่หรอครับ ? ฆ่าพวกเขาแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาล่ะครับ ผมไม่ได้แค้นเคืองอะไรพวกเขาเลย ผมไม่เห็นจำเป็นต้องฆ่าพวกเขาเลย แบบนั้นมันเป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ ไม่ใช่เหรอครับ ?”

“หัวหน้าหยาง” เสิ่นรีบเดินเข้ามา ดึงตัวหยางปินออกไป แล้วลดเสียงพูดเตือนเขา “หัวหน้าหยางครับ คุณอย่าใจร้อนสิ ผมมีเพื่อนร่วมชั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกีฏวิทยา (วิชาที่ศึกาเกี่ยวกับแมลง) บางทีเขาน่าจะมีวิธีช่วยได้ เขาเป็นคนเมืองตงไห่พอดี ถ้ากลับมาแล้วผมจะรีบติดต่อหาเขาทันที ดูว่าเขาพอจะช่วยเหลือเราได้หรือไหม”

พอหยางปินได้ยินที่เสิ่นอี้พูดก็เริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นมา “จริงเหรอครับศาสตราจารย์เสิ่น ?”

“เขาแซ่จวง จวงหมิงหาน ผมคิดว่าหัวหน้าหยางคงได้ยินชื่อนี้มาก่อน”

“ศาสตราจารย์จวงอย่างนั้นเหรอ ?” หยางปินพยักหน้ารัวเร็ว  รู้สึกทั้งตกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน “ผมรู้จักเขา ศาสตราจารย์จวงเป็นอัจฉริยะในวงการวิทยาศาสตร์ ถ้าได้เขาช่วยเหลือล่ะก็ พวกเราก็คงมีความหวังขึ้นมาแล้วล่ะ”

“ศาสตราจารย์จวง จวงหมิงหาน ?” เย่หนิงรู้สึกตื่นเต้นกว่าหยางปินเสียอีก





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น