Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ร้อนรักครั้งที่ 2 การกินเด็กทำให้เป็นอมตะ?

ชื่อตอน : ร้อนรักครั้งที่ 2 การกินเด็กทำให้เป็นอมตะ?

คำค้น : HEART , Erotic , หัวใจร้อนรัก , หมอกธาร , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 115

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ย. 2560 21:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ร้อนรักครั้งที่ 2 การกินเด็กทำให้เป็นอมตะ?
แบบอักษร



Part 2# Thara การกินเด็กทำให้เป็นอมตะ?

               ผมตื่นมาอีกทีก็ช่วงสายๆ ของวันถัดไป ถึงแม้เมื่อคืนผมจะมีเซ็กส์แบบจัดหนักขนาดไหน แต่ด้วยความเคยชินร่างกายของผมมันก็ยังสั่งให้ตื่นขึ้นมาอยู่ดี ถึงแม้จะสายกว่าเดิมไปสักหน่อยก็ตาม

               พอลืมตาขึ้นมา สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกก็คือใบหน้าของหมอก ที่ยังคงหลับตาพริ้มด้วยลมหายใจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเมื่อคืนหมอกเหนื่อยขนาดไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกอดผมเอาไว้ไม่ยอมปล่อยอยู่ดี

               ความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในหัวใจทำให้ผมยิ้มออกมาเล็กน้อย ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเพราะไม่เคยนอนค้างกับใคร ปกติพอมีอะไรกันเสร็จเรียบร้อยต่างคนก็ต่างแยกย้ายทางใครทางมัน นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมนอนค้างกับผู้ชายแปลกหน้าแบบนี้

               แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะนอนค้างคืนกับหมอกหรอก มันเป็นเพราะผมหมดเรี่ยวแรงจนแทบสลบต่างหากเลยต้องนอนค้างอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ในใจมันรู้สึกดีเลยแหละที่ตื่นมาแล้วมีคนนอนข้างๆ พร้อมกับกอดตัวเองเอาไว้แบบนี้

               เริ่มเข้าใจพี่ภูแล้วล่ะว่า ทำไมถึงได้อยากย้ายไปนอนกับตะวันที่ห้องนักหนา

               จะว่าไป พอได้นอนอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ก็ทำให้ผมมองเห็นใบหน้าของหมอกได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเปลือกตา จมูก แก้ม แล้วก็ริมฝีปาก ทุกอย่างราวกับว่าถูกปั้นออกมาเป็นอย่างดีไม่มีที่ติ ยิ่งได้มองก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าหมอกนั้นหล่อจริงๆ ถ้าจะมีอะไรติก็คงเป็นผมด้านหน้าที่ยาวมากจนบดบังความหล่อไปเกินครึ่งนั่นล่ะ

               ถ้วยความขัดใจ ผมเลยเผลอยื่นมือขึ้นไปปัดผมข้างหน้าของหมอกที่ปรกลงมา ซึ่งนั่นมันก็ทำให้หมอกที่กำลังหลับอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที

               “เอ่อ...ฉันขอโทษนะ นายกำลังหลับสบายอยู่แท้ๆ” ไม่น่ามือซนเลยผม

               “ไม่เป็นไรครับคุณธาร ความจริงผมต้องขอโทษมากกว่าที่ตื่นช้ากว่าคุณซะได้”

               “นายนี่เป็นคนที่ชอบพูดขอโทษจริงๆ เลยนะ ปากนี้น่ะเอาไว้ทำเรื่องดีๆ กับฉันก็พอเข้าใจมั้ย” พูดจบผมก็ยื่นหน้าเข้าไปจูบที่ริมฝีปากของหมอก ก่อนที่จะใช้ลิ้นเลียแล้วดูดเบาๆ เป็นการทิ้งท้าย การกระทำของผมทำให้หมอกหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอายจนเห็นได้อย่างชัดเจน

               กวางหนุ่มน้อยคนนี้ไม่ได้เจนโลกขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เมื่อคืนใสซื่อยังไงตอนนี้ก็ยังใสซื่ออยู่อย่างนั้น ช่างเป็นเด็กที่น่ารักซะจริงๆ

               “จริงสินายหิวรึเปล่า ฉันรู้สึกหิวนิดหน่อยเลยว่าจะโทรสั่งอะไรขึ้นมากิน” ก็เซ็กส์เมื่อคืนมันสูบพลังงานไปน้อยที่ไหน เอาจริงๆ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนเสร็จไปกี่รอบ

               “ผมก็ชักหิวขึ้นมาแล้วเหมือนกัน คุณธารอยากกินอะไรครับเดี๋ยวผมโทรสั่งให้เอง”

               “อืม...ฉันเอาสลัดกับออมเล็ตก็แล้วกัน” ปกติตอนเช้าผมจะกินแต่สลัดอย่างเดียว แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าเมื่อคืนผมเสียพลังงานไปเยอะ เพราะงั้นเลยต้องกินอะไรเพื่อฟื้นฟูกันหน่อย

               หลังจากนั้นหมอกก็ลุกไปโทรศัพท์สั่งอาหารกับบริการรูมเซอร์วิส ส่วนผมก็ลุกไปอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นพร้อมทั้งชำระคราบต่างๆ ให้สะอาด ซึ่งกว่าจะเสร็จเวลามันก็ผ่านไปนานจนอาหารได้ขึ้นมาเสิร์ฟแล้ว

               “อ้าว อาหารมานานแล้วรึยัง”

               “เมื่อกี้นี้เองครับ”

“แล้วค่าอาหาร...”

“ผมจ่ายเรียบร้อยแล้ว ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปอาบน้ำก่อนนะครับคุณธาร” หมอกพูดจบก็คว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปเลย โดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดว่าจะเป็นคนจ่ายค่าอาหารด้วยซ้ำ

อันที่จริงตอนจ่ายค่าห้องพักก็เหมือนกัน หมอกรีบควักตังจ่ายโดยไม่ยอมให้ผมหยิบกระเป๋าตังออกมาเลย ทั้งที่ปกติเรื่องแบบนี้ก็ต้องแชร์กันคนละครึ่งอยู่แล้วเพราะเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่

รู้สึกประทับใจขึ้นมานิดหน่อยเลยแฮะ

ผมเอามือทัดผมอย่างขัดเขิน เพราะการที่ถูกเอาใจใส่และให้ความสำคัญ ทำให้ผมรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจอย่างประหลาด ผมเคยคิดว่าการอยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครมาวุ่นวายข้องเกี่ยวมันก็ดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผมว่าผมคงต้องทบทวนความคิดนี้ใหม่แล้วล่ะ

ผมยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นก็เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ตามด้วยการจัดหน้าจัดผมให้ดูดี ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีหมอกก็เดินออกมาจากห้องน้ำ

               “รอนานมั้ยครับ คงหิวแย่เลยใช่รึเปล่า” เสียงของหมอกทำให้ผมที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะอาหารหันหน้าไปมอง ก่อนที่ผมจะต้องเบิกตาค้างด้วยความตกตะลึง

               “หิว...” ริมฝีปากของผมสั่นนิดๆ ก่อนที่จะกลืนน้ำลายลงไปในลำคอ แต่ที่ผมบอกว่าหิวนั้นไม่ได้หมายถึงข้าว ตอนนี้ผมหิวหมอกที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจากห้องน้ำต่างหาก

               ผ้าเช็ดตัวนี่มันเกะกะเป็นบ้า อยากกระชากออกไปให้พ้นหูพ้นตาจริงๆ!

               “ถ้าหิวคุณก็กินก่อนได้เลยไม่ต้องรอผมหรอกครับ เดี๋ยวผมขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแป๊บนึง” หมอกใสซื่อซะจนอ่านความคิดทางสายตาของผมไม่ออก ถ้าเป็นคนอื่นคงจะสลัดผ้าเช็ดตัวแล้วกระโจนกินผมก่อนอาหารเช้าไปแล้ว

               “เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนก็ได้หมอก มากินข้าวพร้อมฉันตอนนี้นี่แหละ” ถ้านายไม่อยากกินฉัน ก็มาให้ฉันกินนายทางสายตาเดี๋ยวนี้เลย เพราะกล้ามตรงแผ่นอกและหน้าท้องของนาย มันทำให้ฉันเจริญอาหารมากกว่าเดิมตั้งหลายเท่า

               “เอ่อ...เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ” หมอกเดินมานั่งกับผมที่โต๊ะอาหารอย่างว่าง่าย ก่อนที่เราสองคนจะเริ่มต้นกินอาหารเช้าพร้อมกัน โดยของผมก็เป็นสลัดและออมเล็ตอย่างที่สั่ง ส่วนของหมอกเป็นข้าวผัด ไข่ดาว แล้วก็เบคอน

               ตอนแรกก่อนจะเริ่มกินข้าว ผมก็ว่าจะกินหมอกทางสายตาไปด้วย แต่ไหงพอลงมือกินผมกลับต้องหลบสายตา เพราะถูกหมอกจ้องมองมาอย่างเดียวจนทำอะไรแทบไม่ถูกอยู่แล้ว

               “เอ่อ...หน้าฉันมีอะไรติดรึเปล่า” ผมถามพลางเอามือลูบที่ใบหน้าและเส้นผม แต่ก็ไม่พบว่ามีอะไรติดอยู่เลย

               “เปล่าหรอกครับ คือผมแค่ดีใจที่ไม่ได้กินข้าวเหงาๆ คนเดียวแล้ว ถ้าทำให้คุณอึดอัดก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ” สายตาของหมอกบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าก่อนหน้านี้ต้องเหงามากแค่ไหน คนไร้คู่ที่ต้องใช้ชีวิตในเมืองหลวงส่วนใหญ่ก็คงจะรู้สึกแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น

               “จะขอโทษทำไม นายอยากมองก็มองไปสิฉันไม่ได้สึกหรอสักหน่อย มากกว่านี้ก็เคยทำมาแล้วแท้ๆ” พอผมพูดแบบนี้ ใบหน้าของหมอกก็แดงวาบขึ้นมาทันที

               “คือ...ผมยังไม่ชินกับการมีแฟนน่ะครับเลยยังทำตัวไม่ค่อยถูก” พูดถึงตรงนี้หมอกก็หน้าแดงจัด ผิดกับผมที่ตอนนี้จากที่ยิ้มอยู่ได้ชะงักค้างไปซะแล้ว

               เดี๋ยวนะ...แฟน?

               ผมเคยบอกตอนไหนว่าจะเป็นแฟนกับหมอก?

               ผมพยายามคิดทบทวนคำพูดของตัวเองว่าก่อนมาที่นี่ได้พูดอะไรไปบ้าง จริงอยู่ว่าผมโกหกว่าแอบชอบหมอก ถามว่าหมอกมีแฟนรึยัง แล้วก็ถามว่าอยากรู้มั้ยว่าคนที่เป็นแฟนกันเขาทำอะไรกันบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยถามนี่นาว่าเราสองคนมาเป็นแฟนกันมั้ย ผมก็แค่ชวนหมอกขึ้นโรงแรมมานอนด้วยเท่านั้นเอง

               “แต่ถึงผมจะมีคุณเป็นแฟนคนแรก ผมก็สัญญาเลยนะครับว่าจะดูแลเอาใจใส่คุณเป็นอย่างดี ผมจะรักคุณแค่คนเดียว แล้วก็จะไม่ทำให้คุณเสียใจอย่างแน่นอน” ยิ่งหมอกพูดด้วยใบหน้าจริงจังมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเหงื่อตกและพูดไม่ออกมากเท่านั้น

               ใครจะไปพูดจาทำร้ายจิตใจหนุ่มใสซื่อที่คิดจริงจังกับผมได้ลงกันเล่า ถึงแม้จะไม่อยากคบ แต่ผมก็ต้องเออออห่อหมกบอกว่าจะคบด้วยอยู่แล้ว

               “ขะ...ขอบใจนะหมอก ฉันเชื่อว่านายจะต้องเป็นแฟนที่ดีของฉันได้แน่ๆ” ผมยิ้มแหยๆ แต่หมอกกลับมองเป็นยิ้มหวาน แล้วเริ่มกินอาหารที่อยู่ตรงหน้าต่ออย่างมีความสุข

               เฮ้ออออออ ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างแรงอยู่ข้างใน จะให้โทษใครได้ล่ะถ้าไม่ใช่เพราะผมพูดจากำกวมจนหมอกคิดไปไกล

แต่คิดไปคิดมามีแฟนอย่างหมอกก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ถึงจะใสซื่อแต่ก็เรียนรู้เรื่องอย่างว่าได้ไวอยู่เหมือนกัน ไอ้นั่นก็ใหญ่โตอวบอั๋นดีด้วย ที่สำคัญหน้าตาก็ยังหล่อเหลาแถมยังนิสัยดีอีกต่างหาก ผมยังไม่เห็นเลยว่าหมอกจะมีข้อเสียที่ตรงไหน

               เพราะงั้น...สรุปผมจะคบกับหมอกเป็นแฟน (ก็ได้) แล้วกัน

               “จะว่าไปวันนี้นายไม่ได้เข้าบริษัทหรอหมอก” ผมถามขึ้นหลังจากที่เราสองคนกินข้าวที่สั่งมากันหมดแล้ว

               “เอ่อ...ทำไมผมต้องเข้าบริษัทด้วยหรอครับ” หมอกทำหน้างง

               “หรือว่าบริษัทของนายให้ทำงานแค่วันจันทร์ถึงศุกร์หรอ โชคดีจริงๆ เลยน้า” ผมพูดด้วยความอิจฉา เพราะเดี๋ยวนี้หายากจะตายที่บริษัทเอกชนจะไม่ให้พนักงานทำงานวันเสาร์ด้วย ขนาดทำเสาร์เว้นเสาร์อย่างผมยังหาได้ยากจนแทบไม่มี

               “คือ...ผมยังไม่ได้ทำงานเลยนะครับคุณธาร” คำพูดของหมอกทำให้ผมทำหน้างงขึ้นมาบ้าง

               “นายกำลังตกงานอยู่งั้นหรอ”

               “เปล่าครับ ผมกำลังเรียนอยู่”

“มิน่าล่ะถึงได้ทำหน้างงตอนที่ฉันถามเรื่องงาน แต่เดี๋ยวนี้เด็กที่จบตรีก็มักจะเรียนโทต่อเลยล่ะนะ ว่าแต่นายเรียนเกี่ยวกับอะไรแล้วใกล้จบรึยัง ฉันรู้จักคนค่อนข้างเยอะเผื่อจะฝากฝังเข้าทำงานได้”

ไหนๆ ผมกับหมอกก็เป็นแฟนกันแล้ว ผมเลยคิดว่าจะช่วยเหลือและสนับสนุนหมอกให้เต็มที่ไปเลย เพราะหมอกก็ดูท่าทางเอาการ เอางาน แล้วก็เอาเก่ง...แต่เอ๊ะ! อันนี้ไม่เกี่ยวนี่นะ ถ้างั้นก็ข้ามไปแล้วกลับไปที่เรื่องงานของหมอกดีกว่า

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ความคิดของผมก็ถึงกับสะดุดเพราะหมอกได้ตอบผมมาว่า...

“เรื่องงานเอาไว้ก่อนก็ได้ครับคุณธาร เพราะผมพึ่งจะเข้าเรียนป.ตรีปี 1 เอง”

“ห้ะ! นายว่าไงนะ!” คำพูดของหมอกทำให้ผมตกใจจนถึงกับลุกพรวดขึ้นมา พลางคิดในใจว่า…ฉิบ – หาย – แล้ว!

โอ้พระเจ้า! ผมคว้าเด็กที่อายุห่างกันเกือบ 10 ปีมากิน มิหนำซ้ำยังหลวมตัวตอบไปว่าจะเป็นแฟนกันอีกต่างหาก นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นในชีวิตของผมกันเนี่ย!

จริงอยู่ว่าตอนแรกผมเดาอายุของหมอกไว้แล้วว่าคงจะน้อยกว่าผม แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะน้อยกว่าถึงขนาดนี้ เพราะถึงหมอกจะหน้าเด็กแต่ก็มีบรรยากาศที่สุขุมดูเป็นผู้ใหญ่ ใครจะไปคิดกันเล่าว่าจะอายุแค่ 18 หรือ 19 ปี...แบบนี้ผมรับไม่ได้หรอกนะ!

 “เอ่อ...คุณธารตกใจอะไรหรอครับ” หมอกมองมาที่ผมด้วยแววตาใสซื่อ

ให้ตายสิ! ทำไมผมถึงไม่คิดเอะใจเลยนะว่าพนักงานออฟฟิศอายุ 24 – 25 จะใสซื่อขนาดนี้ได้ยังไง แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องคิดเป็นอันดับแรกก็คือ...จะหาทางชิ่งหมอกยังไงดี!

ซึ่งในขณะที่ผมกำลังคิดไม่ตกกับเรื่องนี้อยู่นั่นเอง เสียงสวรรค์จากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเพื่อช่วยชีวิตผม คนที่โทรมานั้นไม่ใช่ใคร เป็นพี่ชายสุดที่รัก (ที่วันนี้รักมากเป็นพิเศษ) ของผมนั่นเอง!

“ฮัลโหล! ว่าไงพี่ภู!” สาบานได้เลยว่า ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยรับสายด้วยท่าทีลิงโลดและดีใจขนาดนี้มาก่อนเลยสักครั้ง

[“จะมาว่าไงอะไร เมื่อคืนไม่กลับบ้านยังมีหน้ามาทำเสียงลั้นลาอีกนะ”] ดูท่าวิญญาณมนุษย์พ่อคงจะเข้าสิงพี่ภูเข้าแล้ว แต่ก็ไม่แปลกหรอกเพราะไม่ว่าผมจะไปสนุกกับใครที่ไหน แต่หลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็จะกลับไปนอนที่บ้านตลอด ไม่เคยค้างคืนกับใครจนไม่กลับบ้านช่องแบบนี้

“ขอโทษที พอดีผมมีเรื่องยุ่งๆ นิดหน่อยน่ะ ว่าแต่ที่พี่โทรมามีอะไรรึเปล่า”

[“จะมีอะไรได้ล่ะนอกจากเป็นห่วงแก”]

“ว่าไงนะ! วาแพ้กุ้งอยู่ที่โรงพยาบาลงั้นหรอ!”

[“หา? แกละเมอรับสายรึไงธาร พี่บอกว่าที่โทรมาเพราะเป็นห่วง...”]

“โอเคๆ เดี๋ยวผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละพี่ภู อีกไม่เกิน 20 นาทีเจอกัน” พูดจบผมก็กดวางสายทันที แถมยังกดปิดเครื่องเพื่อไม่ให้พี่ภูโทรหาอีกรอบ ก็แน่นอน เพราะเมื่อกี้ผมกับพี่ภูพูดจาคนละเรื่องเลยนี่นา แต่ว่าผมไม่ได้ละเมออย่างที่พี่ภูพูดหรอกนะ ผมจงใจพูดคนละเรื่องเพื่อที่จะหาทางชิ่งหมอกให้ได้ต่างหาก

“ขอโทษทีนะหมอกฉันต้องรีบไปแล้ว น้องฉันแพ้กุ้งอย่างรุนแรงเลยต้องรีบไปโรงพยาบาล ไว้เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วฉันจะติดต่อมาหา แล้วเจอกันนะ” ผมพูดในระหว่างที่วิ่งไปเก็บข้าวของ จากนั้นก็รีบออกไปทางประตูโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้หมอกได้พูดอะไรเลยสักนิด

“ดะ...เดี๋ยวครับคุณธาร...คุณธาร!” หมอกตะโกนไล่หลังผมมา ก็แน่ล่ะถึงผมจะบอกว่าจะติดต่อไปหา แต่ในเมื่อเราสองคนรู้เพียงชื่อของกันและกัน ส่วนเรื่องที่อยู่ สถานที่เรียน/ทำงาน หรือว่าเบอร์ติดต่อก็ยังไม่ได้บอกกันเลยด้วยซ้ำ แล้วอย่างนี้ผมจะติดต่อหรือว่านัดเจอกับหมอกได้ยังไง

แต่ถึงจะข้องใจและกระวนกระวายแค่ไหน หมอกก็ไม่สามารถออกมาจากห้องแล้วไล่ตามผมได้อยู่ดี เพราะตอนนี้หมอกยังคงนุ่งผ้าเช็ดตัวเพียงแค่ผืนเดียว คนอย่างหมอกไม่มีทางที่จะออกมาจากห้องในสภาพแบบนั้นได้อยู่แล้ว และผมก็คิดถูก!

“เฮ้อออออออ” ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ที่ในที่สุดก็หลุดพ้นจากหมอกได้สักที ถึงแม้ตอนนี้ลึกๆ ข้างในผมจะรู้สึกผิด อาลัยอาวรณ์ และสงสารหมอกนิดหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จะไม่ยอมเปลี่ยนใจเด็ดขาด

เด็กที่อายุห่างกันขนาดนั้นผมจะทำใจคบด้วยได้ยังไง ผมต้องการแฟนนะไม่ใช่ลูกหรือว่าหลาน เพราะงั้นจากนี้ก็บ๊ายบายทางใครทางมันก็แล้วกัน!

..........................................
............................
..............

               “กลับมาแล้ว” ผมพูดขึ้นเมื่อเปิดประตูเข้าไปในบ้าน ซึ่งก็เจอทุกคนมายืนออกันที่ทางเข้าโดยมีพี่ภูเป็นแกนนำ

               “เมื่อคืนไปนอนที่ไหน เล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้เลยธาร” พี่ภูตีหน้ายักษ์ใส่ผม ส่วนคนอื่นๆ ก็พยักหน้าลงสนับสนุน แต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะเล่าอะไรให้ใครฟังหรอกนะ

“ผมเหนื่อย ขอตัวไปนอนก่อนนะพี่ภู” พูดจบผมก็เบี่ยงตัวหลบออกมา พี่ภูที่เห็นอย่างนั้นเลยว่าจะเดินตามมาแต่ก็ถูกตะวันรั้งเอาไว้ซะก่อน

“ปล่อยให้คุณธารอยู่คนเดียวสักพักเถอะครับ ตอนนี้อาจจะมีเรื่องกลุ้มใจอยู่ ไว้ดีขึ้นเดี๋ยวคุณธารก็คงเล่าให้พวกเราฟังเอง” ผมกล่าวขอบคุณตะวันอยู่ในใจ ระหว่างที่กำลังเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของตัวเอง

ผมรู้ดีว่าตอนนี้ทุกคนกำลังเป็นห่วงผม แต่ผมเป็นผู้ใหญ่ที่อายุ 27 แล้ว ไม่ใช่เด็กอายุ 17 ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสักหน่อย

               “เฮ้ออออออ” เมื่อถึงห้องผมก็ล้มตัวลงบนเตียงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา เพราะระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน ความรู้สึกผิดมันได้คืบคลานเข้ามาในจิตใจของผมอยู่ตลอด ยิ่งพอนึกถึงสายตาของหมอกที่มองผมอย่างหลงใหล ราวกับว่าได้มอบหัวใจให้ผมมาแล้ว มันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดมากกว่าเดิม

กับผู้ชายคนอื่นที่ผมเคยทิ้ง ผมไม่เคยอาลัยอาวรณ์และรู้สึกผิดแบบนี้เลยสักครั้ง ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าผมบอกเงื่อนไขและข้อตกลงอย่างชัดเจนว่าคืนเดียวจบ ไม่เหมือนหมอกที่ผมหลอกใช้ประโยชน์จากความใจดี แถมยังล่อลวงจนหนุ่มที่ใสซื่อแบบนั้นลุ่มหลง เพราะงั้นผมถึงได้จมปลักกับความรู้สึกผิดที่เกาะกุมหัวใจอยู่แบบนี้

               นี่ก็ผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้วที่ผมหนีออกมา ผมเดาไม่ออกเลยว่าหลังจากนั้นหมอกจะทำยังไงต่อไป จะอยู่รอผมเหมือนหมาน้อยรอเจ้านาย หรือว่าจะปลงตกแล้วเก็บข้าวของออกจากห้องไป ซึ่งผมก็ได้แต่หวังว่าหมอกคงจะเลือกอย่างหลัง เพราะถึงยังไงผมก็ไม่มีทางกลับไปหาหมอกที่นั่นอีกครั้งแน่ๆ

               สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับฉันใด ธาราอย่างผมเมื่อตัดสินใจแล้วก็จะไม่หันหลังกลับฉันนั้น ไม่ว่าใครหรืออะไรก็ไม่สามารถทำให้ความจริงข้อนี้เปลี่ยนแปลงไปได้ ในเมื่อมันถูกกำหนดเอาไว้แล้วจะมีข้อยกเว้นได้ยังไง...

               ก๊อก ก๊อก ก๊อก

               เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้น ทำให้ผมที่เหนื่อยทั้งกายและใจจนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ลืมตาตื่นขึ้นมา จากนั้นก็ลุกไปเปิดประตูห้องด้วยท่าทางอ่อนล้าและอิดโรย

               “มีอะไรหรอตะวัน”

               “เอ่อ...ผมจะมาถามน่ะครับว่าข้าวเย็นคุณธารจะกินอะไร”

               “หา? นี่ฉันเผลอหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ด้วยความตกใจ ผมก็นึกว่าตัวเองเผลอหลับไปแค่ 30 – 40 นาทีซะอีก

               “คุณธารมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ใช่มั้ยครับ เล่าให้ผมฟังได้นะเผื่อผมจะช่วยอะไรได้บ้าง” ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นคนรักของพี่ภูแล้ว แต่ตะวันก็ยังคงดูแลและเอาใจใส่ทุกคนในบ้านอยู่เหมือนเดิม ความอ่อนโยนที่ได้รับทำให้ผมเผลอนึกถึงหมอกเข้าจนได้

               ผมรู้สึกลังเลอยู่นิดหน่อยว่าควรจะเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ตะวันฟังหรือไม่ แต่พอเห็นสิ่งที่คล้ายกัน อย่างเช่นความใสซื่อของหมอกและตะวัน ผมเลยตัดสินใจให้ตะวันเข้ามาในห้อง

               “เข้ามาสิ” ผมพูดจบก็เดินนำไปนั่งตรงปลายเตียง ส่วนตะวันก็ปิดประตูแล้วเดินลงมานั่งข้างๆ ผม

               ผมนั่งเงียบๆ เพื่อเรียบเรียงคำพูดอยู่สักพัก โดยที่ตะวันก็รอคอยอย่างดีไม่ได้เร่งเร้าอะไรจากผมเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งพร้อมแล้ว ผมจึงได้เล่าทุกอย่างโดยไม่ปิดบังให้ตะวันฟังทั้งหมด ซึ่งพอได้ฟังจนจบตะวันก็ดูอึ้งๆ และมองผมอย่างไม่เชื่อสายตา

               “ภาพลักษณ์ฉันมันดูแย่กว่าที่คิดใช่มั้ยล่ะ” ผมพูดอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก เพราะคนรอบข้างมักจะคิดไปเองว่าผมสูงส่ง แต่ความจริงแล้วผมก็เป็นแค่คนธรรมดาทั่วไปที่มีอารมณ์ ความต้องการ แล้วก็ด้านมืดในจิตใจเท่านั้นเอง

               “ก็...ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ มนุษย์เรามีความคิดและการกระทำที่แตกต่างกันอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เชื่อว่าทุกคนล้วนต้องการความรักจากใครสักคนทั้งนั้น จะเป็นใครก็ได้แต่ขอให้รักเราจริงและรักในสิ่งที่เราเป็นก็พอ”

               สิ่งที่ตะวันพูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง เห็นผมเป็นคนรักสนุกแบบนี้ แต่ลึกๆ แล้วผมก็ต้องการใครสักคนมาอยู่ข้างกายอยู่ดี แต่มันก็ติดอยู่ที่ว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครถูกใจผมเลยแม้แต่คนเดียว

               ส่วนหมอก...จริงอยู่ว่าผมรู้สึกถูกใจอยู่ไม่น้อย ทั้งหน้าตา นิสัย และร่างกายที่เข้ากันได้อย่างดีมาก แต่พอได้รู้ว่าอายุของเราสองคนห่างกันเกือบ 10 ปีผมก็รับไม่ไหวจริงๆ ยิ่งพอคิดว่าตอนผมเข้าเรียนมหา’ลัยหมอกยังอยู่แค่ป.3 แต่พอหมอกจบมหา’ลัยผมก็อายุปาไป 30 ผมก็ยิ่งทำใจไม่ได้ ช่องว่างของอายุเราสองคนมันมากเกินไปจริงๆ

               “เรื่องนั้นฉันไม่เถียงหรอกนะ แต่ฉันทำใจคบเด็กที่อายุห่างกันขนาดนั้นไม่ลงหรอก” พอผมยืนกรานแบบนี้ตะวันเลยทำท่าจะพูดอะไรออกมา แต่ว่าผมก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างเลยยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะปาก แล้วส่งเสียง ‘ชู่วววว’ เบาๆ เพื่อให้ตะวันเงียบ

               “กินเด็กไม่ดีตรงไหน สงสัยพี่ธารไม่เคยได้ยินว่ากินแล้วจะเป็นอมตะ”

               “เออ พี่ก็ว่างั้น เด็กๆ นี่ตัวเด็ดเลยขอบอก ทั้งใส ทั้งซิง ทั้งว่าง่าย วุ้ย! พูดแล้วชักหิว”

               “มึงหยุดหื่นสัก 5 นาทีได้มั้ย เรื่องของมึงใครเขาอยากรู้ มาช่วยกันคิดเรื่องของพี่ธารดีกว่า”

               “นั่นสิพี่ก็เห็นด้วยกับแก แต่แปลกใจจริงๆ นะที่ธารไปนอนกับคนที่เด็กขนาดนั้นได้ นี่ถ้าเกิดเป็นเด็กที่อ่อนกว่านี้สักปีสองปีมีสิทธิ์ติดคุกได้เลยนะเนี่ย”

               สิ่งที่ได้ยินมันทำให้ผมรู้สึกปรี๊ดจนขึ้นสมอง ถึงไม่ต้องมองหรือเห็นหน้าผมก็รู้ว่าใครเป็นคนพูดประโยคไหน

หนอย...งานการไม่มีทำรึไงถึงได้มาแอบฟังกันครบทุกคนขนาดนี้!

               ผมหันไปชี้นิ้วสั่งตะวันให้อยู่เงียบๆ ห้ามลุกไปไหน ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นแล้วค่อยๆ ย่องไปที่ประตู จากนั้นก็ดึงพรวดเข้ามาจนเพลิงกับวาที่พิงประตูอยู่ถึงกับหน้าคว่ำ ส่วนพฤกษ์กับพี่ภูที่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นอะไร แต่หน้าก็เจื่อนไปเหมือนกันที่ถูกผมจับได้ซะแล้ว

“ว้า แย่จัง พี่ธารรู้ตัวตั้งแต่ตอนไหนครับเนี่ย” วาทำท่าทางแอ๊บแบ๊วเพื่อไม่ให้ผมโมโห

“ความน่ารักไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะวา” ผมกอดอกแล้วเก็กโหด แต่อันที่จริงผมก็แค่แกล้งเล่นๆ ไม่โกรธอะไรหรอก ผมรู้ว่าทุกคนเป็นห่วงผมเพราะครอบครัวเราก็มีกันอยู่แค่นี้

“โหย พี่ธารอย่าทำหน้าดุสิครับ เดี๋ยวหน้าแก่ไปพี่หมอกไม่รักไม่รู้ด้วยนะ” วาพูดจบก็อมยิ้มจนแก้มป่อง ส่วนผมที่โดนล้อขนาดนั้นจากที่ไม่โกรธก็ชักจะหัวร้อนขึ้นมาแล้ว

“วา!!”

“แว้กกกกก! พี่ภูช่วยผมด้วย!” แล้ววาก็รีบวิ่งไปหลบหลังพี่ภู ซึ่งแน่นอนว่าพี่ภูก็ต้องออกโรงปกป้องน้องที่รักมากจนเหมือนลูกอยู่แล้ว

“ใจเย็นๆ น่า วาก็แค่แซวเล่นนิดหน่อยเอง แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พี่ว่าเรามานั่งคุยกันเรื่องนี้กันเลยดีมั้ย” พอพี่ภูพูดแบบนี้แล้วผมจะว่าไงได้ล่ะ ก็ต้องยอมให้ทุกคนเข้ามาคุยกันในห้องอยู่แล้ว เพราะเล่นมาแอบฟังตั้งแต่ต้นจนรู้เรื่องทุกอย่างแล้วนี่

               “ผมว่าพี่หมอกก็ไม่ได้เด็กขนาดนั้นนะครับพี่ธาร อายุก็ตั้ง 18 – 19 ปีแล้ว” วาที่ตอนนี้นอนคว่ำอยู่บนเตียงผมพูดขึ้น โดยมีเพลิงนอนในท่าเดียวกันอยู่ข้างๆ ในขณะที่พฤกษ์ก็นั่งอยู่ตรงขอบเตียง ส่วนพี่ภูได้ลากเก้าอี้มานั่งที่ปลายเตียง ตรงข้ามผมกับตะวัน

               “ที่แกบอกว่าไม่เด็กก็เพราะหมอกอายุเยอะกว่าแกน่ะสิ หรือว่ามีใครในนี้คิดเหมือนกันกับวาด้วย?” ประโยคหลังผมหันไปถามทุกคน แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรยกเว้นพี่ภู

               “จริงอยู่ ถ้ามองกันที่อายุหมอกดูเด็กจริงๆ แต่พี่อยากให้แกมองที่อย่างอื่นมากกว่า อย่างเช่นนิสัย การกระทำ หรือวุฒิภาวะ แกคิดว่าทั้งหมดที่พี่พูดมาหมอกมีอะไรบ้างที่ดูเป็นเด็ก”

               “ก็...นอกจากความใส หมอกก็ดูเป็นผู้ใหญ่คนนึงเลยพี่ภู” เพราะงั้นผมถึงได้ดูพลาด จนชวนหมอกขึ้นโรงแรมไปนอนด้วยยังไงเล่า

               “ถ้าเป็นอย่างนั้นแกก็ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากเลยนี่”

               “นั่นสิพี่ธาร อายุเป็นแค่ตัวเลขพี่ไม่เคยได้ยินรึไง” ประโยคนี้เพลิงเป็นคนพูดขึ้นสนับสนุนพี่ภู

               “เรื่องนั้นพี่ก็เคยได้ยินอยู่หรอก แต่ว่านอกจากเรื่องอายุมันก็ยังมีเรื่องอื่นที่เป็นปัญหาอยู่ดี หมอกกับพี่เหมือนคนที่ใช้ชีวิตตรงข้ามกันทุกอย่าง พี่ว่าเราสองคนไม่น่าจะไปกันรอด” พอได้ยินแบบนี้พฤกษ์เลยพูดขึ้นมาว่า...

               “แต่ความแตกต่างมันอาจจะเข้ากันดีก็ได้นะครับ ดูจากแม่เหล็กขั้วบวกกับขั้วลบสิพี่ธาร เป็นเพราะเส้นแรงแม่เหล็กที่ต่างขั้วกัน เลยทำให้ทั้งสองขั้วมีแรงดูดจนดึงเข้าหากัน เพราะงั้นถ้าพี่ธารจะกังวลเรื่องความต่าง ผมว่ามันก็ไม่น่าจะมีปัญหามั้งครับ” สิ่งที่พฤกษ์พูดมามันมีเหตุผลดูเป็นหลักการจนเกือบทำให้ผมเคลิ้มอยู่แล้ว แต่มันก็ติดปัญหาเรื่องสำคัญอยู่ดี

               “พี่กับหมอกเป็นคนไม่ได้เป็นแม่เหล็กนะพฤกษ์ ทฤษฎีของแกมันเอามาใช้ในชีวิตจริงไม่ได้”

“แล้วคุณธารรู้ได้ยังไงครับในเมื่อยังไม่ได้ลอง” ประโยคนี้ตะวันเป็นคนพูดขึ้น ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมถึงกับนิ่งอึ้งเพราะพูดอะไรไม่ออก

ผมยังไม่ได้ลองอย่างที่ตะวันพูดจริงๆ...

“ไหนๆ คุณธารก็ทำให้หมอกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแฟนกันแล้ว ผมว่าคุณธารลองเปิดใจให้หมอกดูก็ไม่เห็นเสียหายนี่ครับ ถ้าเกิดไปกันไม่ได้ก็แค่ตัดขาดกันเหมือนวันนี้ แต่ถ้าไปกันได้ดีคุณธารก็จะได้คู่ชีวิตมาเลยนะครับ”

ผมนิ่งไปทันทีหลังจากได้ยินสิ่งที่ตะวันพูด แค่ลองเปิดใจก็อาจได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กลับมาแล้ว ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงได้ถือทิฐิและนึกต่อต้านขนาดนั้น

ผมไม่น่าทำร้ายความรู้สึกของหมอกไปแบบนั้นเลย...

“ขอบใจนะตะวัน ฉันตัดสินใจได้แล้ว” ผมยิ้มให้ตะวันก่อนที่จะหันไปยิ้มให้ทุกคน

สีหน้าของผมตอนนี้ ถึงไม่ต้องบอกแต่ทุกคนก็เดาออกว่าผมจะทำยังไงต่อไป เพราะงั้นทุกคนเลยให้กำลังใจก่อนจะแยกย้ายกันลงไปข้างล่าง ส่วนผมก็อาบน้ำแต่งตัวและเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อจะออกไปข้างนอก แต่ผมก็โดนพี่ภูบอกให้กินข้าวเย็นด้วยกันก่อน เพราะผมนอนหลับยาวจึงได้กินเพียงแค่ข้าวเช้าเท่านั้น

หลังจากกินข้าวกับทุกคนเสร็จผมก็ขับรถไปที่โรงแรมเดิมที่เคยนอนกับหมอก แต่แน่นอนว่าหมอกต้องเช็คเอาท์ออกไปแล้ว ดังนั้นผมจึงได้เปลี่ยนเส้นทางไปยังบริเวณที่เจอหมอกครั้งแรก เพราะผมจำได้ว่าหมอกเคยชี้ไปยังซอยที่เช่าหอพักเอาไว้อยู่

ในซอยนี้ถึงแม้จะไม่ลึกแต่ก็มีหอพักอยู่หลายตึกเหมือนกัน ผมจึงหาที่จอดรถตรงมุมดีๆ แล้วพยายามสอดส่องมองหาหมอกที่เผื่อจะลงมาจากหอ แต่ผมรอเป็นชั่วโมงก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ถ้าจะให้ลงไปถามกับผู้ดูแลหอเขาก็คงไม่ยอมบอก แถมดูท่ายังจะไล่ตะเพิดผมออกมาด้วยซ้ำเพราะกลัวเป็นมิจฉาชีพ

“เฮ้ออออออ” ผมถอนหายใจออกมาที่คว้าน้ำเหลว การตามหาใครสักคนที่รู้เพียงแค่ชื่อและหน้าตามันมีโอกาสเจอยากมากจริงๆ บางทีผมกับหมอกอาจจะไม่ได้เป็นคู่กันก็ได้ เพราะงั้นผมคงต้องตัดใจอย่างเดียวแล้วล่ะมั้ง

เมื่อคิดได้อย่างนั้น ผมก็ถอนหายใจอีกครั้งแล้วขับรถออกมาจากซอย ผมยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อยเลยขับรถช้าๆ พลางสอดส่องสายตาเพื่อมองหาหมอกเช่นเดิม

จนกระทั่งขับมาถึงหน้าปากซอย สายตาของผมก็ไปสะดุดเข้ากับหน้าผับที่เจอกับหมอกเมื่อวาน มันจะเป็นไปได้มั้ยนะว่าบางทีหมอกอาจจะเข้าไปตามหาผมในนั้น?

ถึงแม้จะมันจะมีโอกาสเพียงแค่น้อยนิดที่จะเจอ แต่ผมก็ยูเทิร์นขับรถไปยังผับดังกล่าวจนได้ เมื่อหาที่จอดได้แล้วผมก็เดินเข้าไปตามหาหมอกข้างใน แต่ไม่ว่าจะพยายามหาที่มุมไหนผมก็ยังหาหมอกไม่เจออยู่ดี

“เฮ้ออออออ” กี่ครั้งแล้วนะที่วันนี้ผมถอนหายใจออกมา ผมรู้สึกว่าความพยายามของผมนั้นช่างไร้ค่า จนคิดว่าจะตัดใจเลิกหาหมอกแบบถาวร

แต่ก่อนที่ผมจะเดินออกมา เสียงฮือฮาจากทางด้านหลังของผมก็ดังขึ้นมาซะก่อน ถึงแม้จะไม่ได้สนใจแต่ผมก็เผลอหันกลับไปมองอย่างช่วยไม่ได้อยู่ดี

โธ่เอ๊ยก็แค่คนจูบกัน ทำเป็นฮือฮาอย่างกับไม่เคยเห็นไปได้

เรื่องแบบนี้มันก็เป็นปกติของที่นี่อยู่แล้ว ผมแปลกใจจริงๆ ว่าทำไมผู้คนถึงได้สนใจกันนักก็ไม่รู้ ซึ่งพอลองมองดูดีๆ ฝ่ายที่เป็นรับเหมือนจะเป็นนักร้องวัยรุ่นนี่นา ถ้างั้นก็ไม่แปลกหรอกที่ผู้คนจะสนใจ ว่าแต่ฝ่ายที่เป็นรุกคือใครผมชักสนใจซะแล้วสิ

ด้วยความที่เห็นแต่ด้านหลังของเขา ทำให้ผมก้าวเท้าขยับไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะมองหน้าให้เห็นได้ชัดๆ แต่น่าแปลกที่ทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้ผมกลับยิ่งรู้สึกคุ้นเคยกับเขามากขึ้น ทั้งส่วนสูง รูปร่าง และทรงผม มันช่างดูคล้ายกับคนที่ผมกำลังตามหาเหลือเกิน

คงไม่ใช่หรอกน่า...

ถึงแม้จะพยายามคิดอย่างนั้น แต่สิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้ามันก็ชัดเจนเลยว่าผมดูไม่ผิด คนที่กำลังจูบอย่างดูดดื่มกับนักร้องวัยรุ่นคือหมอกจริงๆ ไม่ผิดคนแน่!

“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะหมอก! นายเป็นแฟนฉันแต่กล้าไปจูบกับคนอื่นได้ยังไง!” ผมตรงเข้าไปจับสองคนนั้นแยกกันแล้ววีนแตกออกมาทันที ตอนนี้ผมหัวร้อนจนแทบจะพ่นไฟเผาร้านได้อยู่แล้ว

หนอย...ไอ้ผมก็เครียดและกลุ้มใจจนออกตามหาอยู่ได้ไม่รู้กี่ชั่วโมง แต่หมอกกลับออกมาเที่ยวอย่างไม่ทุกข์ร้อน แถมยังนอกใจไปจูบกับคนอื่นอย่างหน้าตาเฉยอีกต่างหาก เจออย่างนี้ใครมันจะไปทนไหวกันเล่า!

แต่แทนที่เห็นผมกำลังหัวเสียแบบนี้แล้วหมอกจะรีบเข้ามาขอโทษ เปล่าเลย เพราะหมอกกลับขมวดคิ้วแล้วกอดอกมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าซะงั้น!

สายตาและท่าทางแบบนั้นทำเอาผมโมโหจนถึงกับเลือดขึ้นหน้า แต่ที่ยิ่งโมโหมากกว่า ก็คือคำพูดกวนประสาทของหมอกนี่แหละ!

“เมาโบท็อกซ์จนเพี้ยนรึไงคุณ ผมชื่อเมฆไม่ได้ชื่อหมอก มาแอบอ้างว่าเป็นแฟนแบบนี้ผมเสียหายนะ”

2BC

สวัสดีค่าทุกคน แปลกใจใช่ม้าที่เห็นเค้ามาลงนิยายวันนี้ ตอนนี้มาลงให้อ่านเร็วกว่ากำหนด เพราะรู้ว่าทุกคนค้างคาจนรีบปั่นจนเขียนเสร็จทันทีพอดี เย่! ​แต่...ดูเหมือนว่าอ่านจบตอนนี้ทุกคนจะค้างคามากกว่าเดิมนะเนี่ย อิอิ จะมีใครรู้หรือเดาออกมั้ยน้อว่า “หมอก” คนที่น่ารัก แสนดี ใสซื่อ และอ่อนต่อโลกคนนั้นอยู่ไหน แล้ว “เมฆ” คนที่ร้ายกาจ กวนประสาท ปากเสีย และเจนจัดคนนี้เป็นใคร ไหนใครคิดยังไงมาเม้ามอยและเปลี่ยนความคิดกันค่า ​ส่วนตอนหน้าก็อาจจะต้องรอกันสัก 3 วันนะคะ พอเข้าปลายเดือนแล้วงานเริ่มหนักจนแอบอู้มาเขียนไม่ได้ ยังไงก็ช่วยรอเค้าหน่อยน้า แล้วถ้าชื่นชอบ (หรืออยากพ่นไฟระบายความค้างคา) ก็คอมเมนท์เข้ามาเพื่อเป็นกำลังใจให้เค้าด้วยน้า ขอบคุณทุกคนมากๆ เลยนะคะ แล้วเจอกันวันเสาร์ค่ะบ๊ายบาย รักทุกคนน้า ​(20 ก.ย. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}