หอหมื่นอักษร

นิยายแนวสืบสวนสอบสวน ที่ลึกลับทั้งคดี และตัวตนของ 'เขา' ขอบคุณสำหรับการติดตามนะเจ้าคะ -เก๋อเก๋อ-

ตอนที่ 41 ผู้สืบทอด

ชื่อตอน : ตอนที่ 41 ผู้สืบทอด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2560 15:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 41 ผู้สืบทอด
แบบอักษร



“ใช่แล้ว ฉันต้องลงไปดูว่าข้างในยังมีผีดิบตัวอื่น ๆ อีกหรือเปล่า”

“ฉันไปกับนายด้วย !” หยางปินพูด


พวกเขาขึ้นเขามาก็เพื่อที่จะค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจภูเขาและแมลงดูดเลือด จนถึงตอนนี้เรื่องราวก็ยังไม่กระจ่าง หลุมแปลกประหลาดแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องลงไปดูให้ได้


เฝิงเยี่ยนฮวายขมวดคิ้วแน่น จากนั้นก็รีบพูดเตือนขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ก่อนที่จะลงไปผมขอพูดกับพวกคุณให้ชัดเจนก่อน พวกคุณต้องอยู่ใกล้ผมให้มากที่สุด อย่าทำอะไรสะเพร่าเด็ดขาด และอย่าควักปืนออกมายิงเล่นตามใจชอบด้วย พวกคุณรับมือกับสิ่งที่อยู่ในนี้ไม่ไหวหรอก”

สีหน้าของหยางปินฉายแววไม่พอใจ เขาพูดขึ้นด้วยเสียงฮึดฮัด “พวกเราไม่ต้องให้คุณมาคอยบอกหรอกครับ !”

เฝิงเยี่ยนหฺวายมองไปที่หยางปิน แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก “ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในการปราบผีดิบ ถ้าหากพวกคุณไม่อยากตายล่ะก็ ควรฟังที่ผมพูดจะดีกว่านะครับ”

ก่อนที่หยางปินจะพูดอะไรขึ้น เสิ่นอี้ก็ตบเข้าไปที่บ่าของเขาเสียก่อน “หัวหน้าหยาง ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ”

หยางปินเห็นแก่หน้าของเสิ่นอี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกไปมากกว่านี้


เมื่อทุกคนปรึกษากันแล้ว ก็ตกลงกันว่าให้หยางปิน เย่หนิง และก่วนอี้เลี่ยงสามคนเดินตามเฝิงเยี่ยนฮวายไป ตำรวจส่วนที่เหลือให้รอที่หน้าปากถ้ำเพื่อรับผิดชอบประสานงานและคุ้มครองเสิ่นอี้กับลู่เว่ยที่ได้รับบาดเจ็บอยู่


พวกเย่หนิงสวมหน้ากากกันพิษอย่างดี แล้วปีนลงไปในหลุมที่มืดมิดอย่างความระมัดระวัง โดยมีเฝิงเยี่ยนฮวายคอยช่วยเหลือ


กลิ่นเหม็นในถ้ำนั้นเหม็นยิ่งกว่าข้างนอกเสียอีก แม้แต่หน้ากากกันพิษก็ยังเอากลิ่นเหม็นนี้ไม่อยู่ พวกเย่หนิงรู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียนออกมา แต่เฝิงเยี่ยนฮวายที่เดินอยู่ข้างหน้าสุดกลับดูเหมือนจะคุ้นชินกับเรื่องพวกนี้แล้ว ไม่เห็นแม้แต่ความรู้สึกกังวลใจจากตัวเขาเลยสักนิดเดียว อีกทั้งเขายังไม่สวมหน้ากากกันพิษอีกต่างหาก

เย่หนิงสับเท้าเร็วขึ้น จนสามารถเดินตามเฝิงเยี่นฮวายทัน แล้วถามเขาขึ้นว่า “เฝิงเยี่ยนฮวาย นายทำงานนี้มานานเท่าไหร่แล้ว ?”

“ทำมาหลายปีแล้วล่ะ ตั้งแต่ประมาณอายุสิบหกสิบเจ็ดขวบได้ล่ะมั้ง เริ่มทำตั้งแต่ปิดเทอมหน้าร้อนตอนมัธยมปลายปีหนึ่ง ฉันตามคุณอาของฉันไปล่าผีดิบด้วยกันน่ะ”

เย่หนิงประหลาดใจ “แล้วนายไม่กลัวหรอ ?”

“กลัวสิ ทำไมจะไม่กลัวล่ะ ตอนที่ฉันเห็นผีดิบครั้งแรกนะ ฉันก็กลัวจนเป็นลมล้มพับไปเลย”

“ฮ่า ๆ” เย่หนิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมา “แต่ว่านะเฝิงเยี่ยนฮวาย ครั้งแรกที่คนในบ้านบอกนายเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายก็เชื่อทันทีเลยเหรอ ?”

ทันใดนั้นเฝิงเยี่ยนฮวายก็หยุดฝีเท้าลง หันหน้ากลับมามองเย่หนิง แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “อาหนิง ตอนฉันยังเด็กฉันก็รู้ว่าตัวเองเป็นผู้สืบทอดนักล่าแล้ว รู้ว่าหน้าที่ของฉันคืออะไร เพราะฉะนั้นตอนที่ฉันต้องไปทำหน้าที่ของตัวเองเป็นครั้งแรก มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แปลกเลยสักนิดเดียว”

“คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ”

เฝิงเยี่ยนฮวายบอกว่าเขาไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดเดียว แต่สำหรับเย่หนิง เธอรู้สึกว่ามันเกินกว่าที่คาดไปไกลโขแล้ว

“ว่าแต่เธอล่ะ อาหนิง...” เฝิงเยี่ยนฮวายยิ้มถาม “วันนี้พวกเธอก็ได้เห็นผีดิบแล้ว รู้สึกตกใจบ้างไหมล่ะ ? คงเหนือความคาดหมายของเธอไปมากเลยใช่ไหม ?”

“ก็ใช่น่ะสิ” เย่หนิงส่ายหัว แล้วยิ้มออกมาอย่างเจื่อน ๆ “ช่วงนี้ฉันเจอแต่เรื่องประหลาด ๆ มากมาย แม้แต่ตอนที่ผีดิบนั่นออกมา ฉันก็พูดอะไรไม่ออก ไม่แน่นะ ครั้งหน้าพวกฉันอาจจะเจอกับภูติเฒ่าแห่งเขาซีซานก็ได้”

เฝิงเยี่ยนฮวายหัวเราะ “นั่นก็ไม่แน่นะ”

“จริงสิ เฝิงเยี่ยนฮวาย ที่ฉันถามนายไปเมื่อกี้ นายยังไม่ตอบคำถามฉันเลย” ตอนนี้เย่หนิงรู้สึกประหลาดใจกับสถานะของเฝิงเยี่ยนฮวาย “ฟาร์มของบ้านนายก็ไปได้ดีเลยนี่น่า......ดูไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าชาวนาที่รักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอย่างบ้านนาย จะกลายเป็นนักล่าผีดิบไปซะได้ จิ๊จิ๊ พวกนายตั้งใจที่ใช้อาชีพเลี้ยงไก่เพื่อบังหน้าใช่ไหม ”

“มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทั้งหมดหรอก” เฝิงเยี่ยนหฺวายไม่รู้จะทำสีหน้าเช่นไรดี “การปราบผีดิบมักจะใช้ของอย่างเลือดไก่ตัวผู้กับเลือดสุนัขดำอยู่บ่อย ๆ และยังต้องเลือกสรรไก่กับสุนัขพวกนี้ด้วยนะ ไก่ต้องเป็นไก่ตัวผู้ที่อายุหนึ่งปีเต็มขึ้นไป ส่วนสุนัขดำต้องเป็นสุนัขอายุสามปีเต็มขึ้นไป นอกจากนี้แล้ว ต้องไม่มีสิ่งนั้นถึงจะใช้ได้......”

“สิ่งนั้น......?” เย่หนิงก็ยังคงฟังไม่เข้าใจอยู่ดี

“แต่อย่างไรข้อจำกัดมันก็เยอะมากเลยล่ะ” เฝิงเยี่ยนฮวายรู้สึกอายที่จะต้องอธิบายให้ชัดเจน เขาจึงได้แต่พูดเลี่ยงไป “จะไปซื้อจากข้างนอกก็ไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ ก็เลยเลี้ยงเองจะดีกว่า ข้าวเหนียวก็เหมือนกัน ไปซื้อข้าวเหนียวข้างนอกก็กลัวมีข้าวญี่ปุ่นปนเข้ามา ดังนั้นฉันเลยใช้ข้าวเหนียวที่ปลูกเอง”

เย่หนิงฟังจนอ้าปากตาค้าง ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามเขา “เฝิงเยี่ยนฮวาย ฉันถามนายหน่อย แล้วนายต้องใช้ต้นท้อไหม ?”

“ต้นท้อนั่นสำคัญ มีเพียงต้นท้อเท่านั้นถึงจะทำอะไรผีดิบได้”

“แสดงว่า... ต้นท้อนี่บ้านนายก็ปลูกด้วยใช่ไหม ?”

“ใช่แล้ว ในหมู่บ้านพวกเราก็มีต้นท้อไม่น้อยเลย อีกทั้งบางต้นนี่อายุยืนด้วยนะ”

“งั้นเหรอ......” เย่หนิงรู้สึกประหลาดใจจนพูดไม่ออกแล้ว


นี่มันผู้เชี่ยวชาญในการล่าผีดิบชัด ๆ มีอุปกรณ์พรั่งพร้อมทุกอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้จักค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับเจียงซืออีกด้วย


“เฝิงเยี่ยนฮวาย นายบอกว่านายหาข้อมูลเกี่ยวกับผีดิบในอินเตอร์เน็ตมาด้วยใช่ไหม ?”

“ใช่แล้ว ทุกเว็บไซต์เว็บบอร์ดใหญ่ ๆ ต่างมีกระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะป็นตำนานเรื่องเล่าขานพื้นบ้าน หรือเหตุการณ์ที่แปลกประหลาด ถึงแม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องที่คนในอินเตอร์เน็นสร้างแต่งขึ้นมา แต่ก็มีบางเรื่องที่เป็นเรื่องจริงเช่นกัน ฉันเข้าไปดูเรื่องพวกนี้แทบทุกวัน พอเจอเรื่องไหนที่น่าสงสัยก็ส่งข้อความติดต่อไป ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์นั้น ๆ  ก็เหมือนกับเหตุการณ์ในครั้งนี้แหละ ฉันก็เห็นมาจากในอินเตอร์เน็ตก็เลยมาดู”

“นายเห็นจากในอินเตอร์เน็ตอย่างนั้นเหรอ ?”หยางปินเดินพุ่งมาจากข้างหลัง “นายเห็นจากที่ไหนกัน แล้วกระทู้นั่นเขียนว่ายังไงบ้าง ?”

เฝิงเยี่ยนฮวายหันหน้าไปมองหยางปิน แล้วก็พูดอย่างเรียบ ๆ “เป็นเว็บบอร์ดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองตงไห่เรานี่เองครับ ข้างในมีกระทู้หนึ่งเป็นกระทู้ต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องผี ข้างในมีข้อความหนึ่งเป็นที่ฮือฮามาสองวันแล้ว เขาบอกว่ามีนักศึกษาของเมืองนี้เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาที่หมู่บ้านว่างยาชุน อีกทั้งเสียชีวิตผิดธรรมชาติ แม้แต่ทางตำรวจยังหาสาเหตุการตายไม่ได้”

“เวรเอ๊ย !” หยางปินสบถออกมา “ใครเขียนข้อความแบบนี้ออกมาวะ !”

“ผมไม่ทราบครับ ผมส่งข้อความหลังไมค์ไปให้กับคนเขียนกระทู้นี้ เพื่อถามถึงเหตุการณ์นั้นให้ชัดเจน แต่ว่าทางนั้นไม่ตอบกลับมาเลย ผมเห็นว่าไหน ๆ หมู่บ้านว่างยาชุนนั้นก็อยู่ใกล้แค่นี้ ก็เลยเข้ามาดูเสียหน่อย แต่คาดไม่ถึงว่าผมจะเจอเข้ากับผีดิบจริง ๆ สารวัตรหยางครับ ที่พวกคุณมาที่หมู่บ้านว่างยาชุนแห่งนี้ก็เพื่อจะสืบหาสาเหตุการตายของนักศึกษากลุ่มนั้นใช่ไหมครับ ?”

โดยปกติแล้วเรื่องรูปคดีนั้นไม่สามารถบอกกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องตามอำเภอใจได้ หยางปินจึงได้แต่พูดเลี่ยงประเด็นไป

เฝิงเยี่ยนฮวายก็ไม่คดจะสืบสาวเรื่องราวต่อ กลับพูดขึ้นมาว่า “แล้วศพล่ะ พวกคุณจัดการไปแล้วใช่ไหม ? ผมขอบอกพวกคุณเลยนะว่าต้องรีบเอาไปเผาไฟเท่านั้น อย่าให้มันแพร่กระจายออกไปอีก”

หยางปินขมวดคิ้วแน่น เย่หนิงรีบพูดขึ้นมา “เฝิงเยี่ยนฮวาย นายไม่รู้เกี่ยวกับกระบวนการทางคดีของทางตำรวจเรา ถ้าหากยังไม่สามารถหาสาเหตุการตายที่แน่ชัดได้ ก็ไม่สามารถเอาศพไปเผาทำลายได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะตรวจสอบอย่างไรล่ะ”

เฝิงเยี่ยนหฺวายถามขึ้น “ตอนนี้พวกเธอก็รู้สาเหตุการณ์ตายแล้วไม่ใช่หรือไง ?”

เย่หนิงคิดอยู่สักพัก แล้วพูดขึ้นว่า “ยังไม่รู้สาเหตุการตายสักหน่อย แต่มั่นใจว่าไม่ใช่เพราะถูกผีดิบกัดแน่ ไม่อย่างนั้นเวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ศพพวกนั้นก็ต้องกลายเป็นผีดิบไปนานแล้วสิ”

“ถ้าอย่างนั้นพวกเธอมาที่ภูเขาแห่งนี้เพราะอะไรกันล่ะ ?” เฝิงเยี่ยนฮวายยังคงสงสัย “หรือว่านักศึกษาพวกนั้นไม่ได้ประสบภัยอยู่บนภูเขานี่ ?”

เมื่อพูดจบไม่นาน เขาก็หยุดเดินอย่างดื้อ ๆ

เย่หนิงกลับพ่นลมหายใจออกมาทันที “โธ่เอ๊ย นี่มันอะไรกันเนี่ย !”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น