ลีลาวดี ยามค่ำ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ไม่ขออะไรมากแค่กดถูกใจ แล้วก็คอมเม้นเล็กน้อยก็พอจ้าาาาา รักรีดเดอร์ทุกคน จุ๊ฟ

ตอนที่ 5 ทะเลาะวิวาท

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ทะเลาะวิวาท

คำค้น : ปีศาจ,อิโรติก,แฟนตาซี,ลีลาวดี ยามค่ำ,ซีเมล,มุจลินท์

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2560 23:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ทะเลาะวิวาท
แบบอักษร

"คุณมาทำอะไรที่นี่ แล้วเข้ามาได้ยังไง" 

เธอถอยกรูดจนชิดหัวเตียงเมื่อสะดุ้งสัมผัสจากมือหนา เขาเข้ามาในห้องเธอได้ยังไง  

ร่างสูงในชุดคลุมยาวสีเข้มชินตานั่งตรงข้างเตียง มือของเขายังชะงักค้างอยู่แบบนั้น สัมผัสอุ่นยังตรึงบนศีรษะของเธออยู่เลย  ใบหน้าหล่อยังนิ่งสงบเช่นเคย เดาได้ยากเหลือเกินว่าใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้นเขาคิดอะไรอยู่กันแน่ 

"ข้าคิดถึงเจ้า" 

ไม่พูดเปล่า เขายังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้าชิดตัวเธอพร้อมกับยันแขนทั้งสองข้างกับผนังห้องกักตัวเธอไม่ให้หนี ยิ่งใกล้กันแบบนี้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคยลอยแตะจมูกอย่างจังทำให้เธอรู้สึกตัวลอย  

บ้าจริง...เธอใจง่ายกับเขาอีกแล้ว 

"ออกไปเดี๋ยวนี้นะ คุณไม่มีสิทธิ์มาบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของฉัน!" 

ว่าพร้อมกับออกแรงดันออกแกร่งแรงๆ แต่ทว่าเขากลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ทันใดนั้น มือใหญ่ที่อบอุ่นของเขาก็จับยึดมือขวาของเธอที่ประทุษร้ายเขาเอาไว้แนบอก แม้จะพยายามดึงมือกลับก็ไม่อาจสู้แรงเขาได้เลย 

"เจ้าไม่คิดถึงข้าเลยหรือ...เจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือว่าใจข้ามันเรียกร้องหาเจ้าขนาดไหน...มันดีใจแค่ไหนที่ได้เห็นเจ้า" 

มือที่ถูกจับยึดอ่อนแรงและสั่นน้อยๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงอาการเต้นของหัวใจที่แรงไม่ต่างจากเธอ ใจเธอเต้นแรงเพราะตกใจ หากแต่เขา เธอไม่รู้...ไม่อยากรู้ด้วย 

"ปล่อยมือฉันนะคนฉวยโอกาส ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุก แม้คุณจะเป็นปีศาจก็ตา..." 

เธอยังพูดไม่จบ เขาก็ฉวยจูบร้อนๆ จนเธอที่ไม่ทันตั้งตัวหลงเพริดไปกับจูบที่ทั้งโหยหาและเรียกร้อง  ริมฝีปากนุ่มของเขาเม้มริมฝีปากทั้งบนและล่างของเธออย่างช้าๆ จนเธอลืมตัว

เขาทำแบบนั้นสลับกันไปมาหลายครั้ง ด่อนเธอจะรับรู้ได้ถึงลิ้นเปียกชื้นที่ไล้ตามรอยแยกของกลรบปากเธออย่างอ้อยอิ่ง 

อา

เธอหลุดเสียงร้องเมื่อเขาเข้าแทรกกลางลำตัวพร้อมกับส่งลิ้นร้อนเข้าทักทายกับเธอที่ไม่ประสาและลังเล เธอเผลอจูบตอบเขาด้วยความอยากรู้ นั่นทำให้รับรู้ได้ถึงความร้อนจากร่างหนา เขาตัวใหญ่และร่างกายงดงามน่าหลงใหล และเขายังเป็นนักรักตัวยง

"ฮือ"

เสียงของเธอพร่าไม่เหมือนเสียงของตัวเองแม้แต่น้อยเมื่อเขาดูดดึงลิ้นอ่อนนุ่มของเธออย่างหื่นกระหาย

เฮือก!

ก่อนที่อะไรๆ จะเลยเถิดไปกว่านั้น เธอรู้สึกเหมือนตกจากที่สูง เมื่อลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ เธอก็พบว่าตรงหน้าเธอคือเพดานห้องในหอพักของเธอเอง 

"นี่เราคิดมากจนเก็บไปฝันเลยหรอเนี่ย" 

มุจลินท์ค่อยๆ พยุงตัวให้ลุกขึ้นอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน มองดูนาฬิกาบนผนังปลายเตียงก็ปาไปห้าโมงเย็นแล้ว แปลกจัง ใจเธอยังเต้นแรงอยู่เลย ริมฝีปากก็ร้อนฉ่า 

"เหมือนจริงมาก" 

มือบางที่อ่อนแรงเผลอยกขึ้นแตะบนริมฝีปากที่รู้ยังอุ่น เธอรู้สึกเหมือนสัมผัสของเขายังตรึงอยู่แท้ๆ  

"แต่จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเลิกยุ่งกันแล้ว มันก็แค่ความฝันน่า" 

บอกอย่างปลอบใจตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่านอกหน้าต่างตรงต้นไม้ใหญ่ มีสายตาโหยหาและคิดถึงกำลังมองมาอย่างเป็นห่วง


"แกมั่นใจใช่มั้ยว่ามันตายแล้ว ถ้าหากมันไม่ตาย แกจะเป็นคนที่ต้องตาย" 

ชายชุดดำยกยิ้มแล้วตอบด้วยความมั่นใจ 

"แน่ใจครับนาย หน้าผานั้นลึกจนมองไม่เห็นก้นเหว นังนั่นกระโดดลงไปเองผมเห็นกับตา ไม่มีทางรอดแน่ครับ" 

ผู้ที่ชายชุดดำเรียกว่านายพยักหน้ารับรู้ แต่ทว่ายังไม่วางใจ หากนังนั่นรอดตายแล้วบอกกับคนอื่น ทุกอย่างต้องพังอย่างแน่นอน

"ยังไงแกก็จับตาดูร้านนั่นให้ดี หากมีอะไรน่าสงสัยให้รายงานฉันทันที" 

"ครับนาย" 

ชายชุดดำรับคำสั่งก้มหัวทีหนึ่งแล้วรีบออกจากห้อง 

"ให้ตายสิ ถ้าเขารู้เข้าซวยกันหมดแน่" 

เพียงแค่คิดถึงแววตาวาวโรจน์ของชายผู้นั้นร่างท่วมของประดิษฐ์ก็สั่นเทา เป็นคนที่น่ากลัวอะไรขนาดนี้ 


เพราะเบื่อที่ต้องอยู่เฉยๆ มุจลินท์จึงตัดสินใจไปดูที่ร้านซ่อมรถ เธอคิดถึงมอร์เตอร์ไซต์จะแย่ เงินเก็บจากค่าทำงานพิเศษจำต้องถูกใช้ไปกับค่าซ่อมเพราะเมื่ออาทิตย์ก่อนเจ้าคู่หูของเธอจู่ๆ ก็ดันสตาร์ทไม่ติด ถึงกับต้องวานช่างไปช่วยดูถึงมหาลัยจนถึงกับต้องเข้าอู่  

มีแต่เรื่องจริงๆ สิช่วงนี้ สงสัยคงต้องหาเวลาไปทำบุญบ้างซะแล้ว 

คิดไปเพลินๆ หญิงสาวก็เดินมาถึงอู่ซ่อมรถใกล้หอแล้ว 

"พี่คะ คือ หนูมาถามเรื่องรถน่ะค่ะ" 

เธอเรียกช่างที่กำลัง ก้มๆ เงยๆ ทำงานอยู่ พอเห็นว่าเป็นเธออีกฝ่ายก็ยิ้มกว้าง 

"อ้าว น้องนั่นเอง เรียบร้อยแล้วครับ ความจริงพี่นึกว่าน้องจะมาเอาตั้งแต่วันเสาร์ซะอีก" 

"ออ คือหนูติดธุระนิดหน่อยน่ะค่ะ" 

ที่ต้องโกหกไปก็เพราะถ้าบอกอีกฝ่ายว่าเธออยู่ที่คฤหาสน์ของปีศาจ คงถูกจับส่งโรงพยาบาลบ้า และพอตอบไปแบบนี้อีกฝ่ายก็ไม่เซ้าซี้เธออีก 

"พอดีแบตมันหมดน่ะ ไม่ต้องซ่อมอะไรมากพี่แค่ชาร์ตแบตให้เฉยๆ พี่เอาแค่สามสิบก็พอละ" 

อีกฝ่ายเข็นรถคู่หูของเธอออกมาให้ หญิงสาวยิ่มกว้างกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายเสียยกใหญ่ 

"ขอบคุณมากนะคะ" 

"ครับผม" 

หลังจากได้รถจักรยานยนต์คู่ใจกลับมาแล้วหญิงสาวจึงได้ค่อยรู้สึกไม่เหงา เงินที่คิดว่าอาจต้องเสียไปหลายพันเสียไปแค่สามสิบบาท เพราะงั้นหญิงสาวเลยตั้งใจจะไปห้างซื้ออุปกรณ์การเรียนและของกินตุนเอาไว้ด้วย 

หญิงสาวเลืิอกซื้อเครื่องเขียนเพลินๆ คิดไปว่าวันนี้ช่างโชคดีที่ไม่ต้องเสียเงินมากอย่างที่คิด แต่ทว่าเกือบจะโชคดีแล้วเชียวถ้าไม่บังเอิญมาเจอกลุ่มเกวลินที่นี่ 

"โอ๊ะ! นั่นมันมุจลินท์โลกสวยไม่ใช่รึไง"  

เธอเกือบจะเดินหนีทันอยู่แล้วเชียวถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นเธอก่อน และก็เป็นไปตามคาด กลุ่มของเกวลินที่มีกันสามคน ได้แก่สามคุณหนูจอมหาเรื่อง เกวลิน พิมพ์ผกา และศิริวรรณ พอเจอเธอปุ๊บ ก็หาเรื่องเธอปั๊บเหมือนแค้นเธอมาสิบชาติ 

"ได้ข่าวว่าป่วยนี่ อ้อนให้เติร์กไปส่งถึงหอ...มารยาจริงนะ เหอะ คนป่วยอะไรจะมาเดินปั้นหน้ายิ้มเดินห้างตากแอร์เย็นฉ่ำแบบนี้" 

และเรื่องแขวะเธอก็ไม่พ้นเรื่องของนันทกรเพื่อนร่วมชั้น ดูจากรูปการณ์แล้ว เธอก็พอจะเดาได้ว่าหนึ่งในสาม อาจจะมีคนที่ชื่นชอบนันทกร หรือไม่ก็อาจจะทั้งสามคนเลยก็เป็นไปได้ แล้วที่เธอต้องโดนแขวะอยู่ทุกทีก็อาจจะเพราะฝ่ายชายมีน้ำใจกับเธอมากเพราะเห็นเธอลำบากก็ได้ แต่ยัยพวกนี้ดันคิดอะไรตื้นๆ บ้าบอ ไร้สาระจริงๆ 

"หลีกไป ฉันไม่อยากเถียงกับพวกเธอ" 

แม้เธอจะเดินไปอีกทางแต่ศิริวรรณก็วิ่งอ้อมมาดักทางเธอก่อน 

"ไม่อยากเถียง หรือเถียงไม่ได้กันแน่" 

มุจลินทร์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย อีกฝ่ายเห็นเธอไม่ตอบโต้สินะถึงได้กล้าข่มเหงอยู่ตลอด แต่ก็ช่างเถอะ เธอไม่อยากให้มีปัญหา แค่นี้ก็เข้าหน้ากันไม่ติดอยู่แล้ว ถ้าเธอไปยอกย้อนมีหวังได้ถึงขั้นทะเลาะวิวาทกันแน่ๆ 

ลำพังแค่เธอไม่เท่าไหร่เพราะเมื่อตอนเรียนมัธยมก็หัวโปกเด็กซนแสนแสบเหมือนกัน แต่เพราะขึ้นมหาลัย วุฒิภาวะและการที่เราโตขึ้น มันสอนให้เธอใจเย็นลงและแยกแยะได้บ้างว่าสิ่งไหนควรทำสิ่งไหนไม่ควรทำ เพราะมารดาส่งเธอมาเรียน ไม่ใช่ส่งมาให้สร้างเรื่อง พอคิดได้แบบนั้นมือที่กำแน่นก็คลายลง 

"อยากจะคิดอะไรก็ตามใจนะ โตๆ กันแล้ว มีอะไรเอาไว้คุยกันวันหลังก็แล้วกัน ฉันต้องรีบกลับ" 

พูดจบก็เดินเร็วออกมาจากร้านไม่รอให้อีกฝ่ายมาวีนใส่ 

เพราะเธอมัวเอ้อระเหยเดินดูของเพลินไปหน่อย และหากยังมัวอืดอาดยืดยาดอยู่ตรงนี่คงยาวจนต้องกลับมืดค่ำ เธอเองเข็ดจากคราวที่แล้วที่ถูกไล่ฆ่า หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะกลับมืดกลับค่ำมันอันตราย ตอนนี้เธอจะทำอะไรก็ต้องระวังตัว หากชายชุดดำเห็นเธอเข้า...เธอก็อาจจะไม่โชคดีเหมือนอย่างคราวที่แล้ว 

"นี่มุจลินท์ นังลิน! ฉันเรียกแกไม่ได้ยินรึไง" 

แขนเรียวเล็กของเธอถูกกระชากอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ ก่อนทั้งสามจะก้าวมาขวางทางเธอ 

"แกจงใจจะจับเติร์กจริงๆ สินะ" 

"ห๊ะ!?" 

เธอตกใจแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว ตกใจกับความคิดของคนตรงหน้าที่ช่างคิดช่างมองคนอื่นในแง่ร้ายเสียจริง กับเรื่องเรียนทำไมไม่คิดให้มันได้อย่างนี้บ้างนะ 

"นี่ พวกเธอมีกันตั้งสามคนคิดกันได้แค่นี้เองหรอ ไร้สาระ  หลบไป ฉันไม่อยากพูดกับพวกเธอแล้ว" 

หญิงสาวเดินเลี่ยงทั้งสามคนไปอีกทาง ทว่าเท้ากลับต้องชะงักกับประโยคที่อีกฝ่ายพูดขึ้นมาอย่างหาเรื่อง 

"ฉันล่ะสงสารยายแก่แม่ของเธอจริงๆ...มีลูกแรดเที่ยวจับผู้ชายรวยๆ ก็เข้าใจนะว่าจนน่ะ ถ้าคนที่เธอมายุ่งไม่ใช่เติร์ก ฉันก็คงจะปล่อยเธอไป" 

ใบหน้างามหันมาจ้องเขม็งที่เกวลิน เธอไม่คิดอยากจะทำร้ายอีกฝ่าย และไม่เคยคิดจะลามปามถึงบุพการีใคร เธอรู้ พ่อแม่ใคร ใครก็รักก็เทิดทูน เท้าที่เตรียมจะก้าวไปข้างหน้าเดินกลับไปยังกลุ่มเกวลินด้วยความรู้สึกเริ่มไม่พอใจที่อีกฝ่ายเริ่มลามปามถึงบุพการี 

"ขอโทษแม่ฉันนะ" 

อีกฝ่ายหันมองหน้ากันไปมาก่อนระเบิดเสียงหัวเราะอย่างดัดจริต  

"โอ๊ะ ขอโทษงั้นหรอ ทำไมฉันต้องขอโทษยายแก่ที่ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่มีรสนิยม ทำตัวเหมือนคนปัญญาอ่อนแบบนั้นด้วย" 

"ฉันบอกให้ขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้!" 

ร่างของเธอสั่นไปด้วยความโกรธ ดวงตาแดงก่ำ พวกนี้มีสิทธิ์อะไรมาว่าแม่เธอ! 

"โอ๊ะๆๆ มุจลินท์คนเรียบร้อยโกรธเป็นด้วยล่ะพวกเรา ทำไม หวงมากหรอแค่ยายแก่คนหนึ่ง"

เพี๊ยะ! 

มือบางทว่าหนักของมุจลินทร์วาดบนใบหน้าหนาด้วยเครื่องสำอางค์ราคาแพงของเกวลินจนอีกฝ่ายหน้าหัน

"กรี๊ด! นี่แกตบฉันหรอ นังบ้า!" 

เกวลินจับแก้มข้างที่โดนตบที่ตอนนี้รู้สึกร้อนและชา ส่วนเพื่อนอีกสองคนพิมพ์ผกาและศิริวรรณยืนอึ้ง ไม่คิดว่าคนเงียบๆ อย่างมุจลินท์จะกล้าตบเกวลิน 

"ถึงพวกเราจะจน แต่จิตใจสูงส่งกว่าคนรวยอย่างพวกเธอที่ดีแต่ใช้สมองคิดเรื่องต่ำๆ ไปวันๆ ถ้าพวกเธอว่าแม่ฉันอีกที ฉันไม่ทำแค่ตบแน่ ถึงเท้าฉันจะเล็กแต่มันก็ถีบคนเจ็บได้เหมือนกัน" 

"กรี๊ด! แก นังลิน แกกล้าตบฉัน ยัยขิง ยัยดาว จับมัน!" 

เกวลินที่ตอนนี้แค้นใจเพราะถูกตบสั่งให้เพื่อนจับแขนทั้งสองข้างของมุจลินท์เอาไว้ พิมพ์ผกาหรือขิงนั้นตัวอ้วนใหญ่ ส่วนศิริวรรณหรือดาวนั้นแม้จะผอมแต่ก็ตัวสูงใหญ่ หากเทียบกับมุจลินท์ที่ตัวเล็กบอบบางแล้ว ผู้คนรอบข้างเห็นแล้วชักร้อนใจอยากเข้าไปช่วย แต่ก็กลัวโดนลูกหลง แต่คนที่กำลังถูกเอาเปรียบกลับไม่ร้องโวยวาย  

ตรงกันข้ามเธอกลับมองจ้องอีกฝ่ายอย่างโกรธเคืองอลัพูดอย่างช้าๆ 

"ขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้" 

"ฝันไปเถอะ" 

เพียะ!  

ใบหน้างามนวลของมุจลินท์สะบัดตามแรงตบ เธอเองก็เพิ่งเคยถูกตบเป็นครั้งแรก เพิ่งรู้ว่ามันก็เจ็บไม่น้อยเหมือนกัน แต่เจ็บที่ใจมากกว่า พออีกฝ่ายกทำท่าจะวาดมือลงมาอีกรอบ เท้าเล็กๆ ของเธอจึงถีบเข้าที่หน้าท้องอีกฝ่ายอย่างจังจนร่างอวบของเกวลินล้มไปกองบนพื้น  

"แกกล้าถีบเกวเลยหรอนังลิน ยัยขิงจัดการมัน" 

ศิริวรรณที่เห็นท่าไม่ดีออกตัวสานต่อจากเพื่อนที่ตอนนี้กุมท้องอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บ แต่ก่อนที่มือหนาอวบของพิมพ์ผกาจะสร้างรอยบนใบหน้างามของมุจลินท์ ใครคนหนึ่งก็เข้ามาช่วยเธอได้ทัน 

"มีปัญหาอะไรกันหรือครับ" 

แขนอวบแน่นของพิมพ์ผกาถูกมือหนาจับยึดเอาไว้แน่นก่อนที่มันจะฟาดบนใบหน้าหวานสะดุดตาของสาวร่างเล็ก ชายหนุ่มเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรก ทีแรกไม่ได้คิดอยากจะเข้ามายุ่ง ทว่าพวกเด็กนักศึกษาสาวดันมาตบตีกันหน้าร้านเขานี่สิ 

เด็กผู้หญิงตัวผอมสูงรีบปล่อยสาวร่างเล็กให้เป็นอิสระแล้วเดินไปสมทบกับเพื่อนอีกสองคนที่ตอนนี้ยืนชิดกันมองมาที่เขาตาเป็นมัน  

"ไม่มีอะไรค่ะ พวกเราแค่ล้อเล่นกัน" 

ศิริวรรณรีบตอบออกไปเสียงหวาน มองคนที่เข้ามาใหม่ด้วยแววตาเป็นประกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนหันไปกระซิบกับเพื่อน 

"แบรนด์ทั้งตัวแถมยังหล่อเวอร์ คนนี้ของฉัน" 

"ไม่ คนนี้ของฉันสิ" 

"แกมีเติร์กอยู่แล้วยัยเกว แกก็เหมือนกันยัยดาว เขาไม่ชอบคนผอมแห้งเหมือนแกหรอก เขาเป็นของฉัน" 

ทั้งสามทะเลาะกันแย่งหนุ่มหล่อเจ้าพ่อแบรนด์เนมจนไม่สนใจคนที่ยืนตาแดง มุจลินท์ยังโกรธไม่หาย เธอไม่เคยโกรธใครมากมายขนาดนี้มาก่อน หากอยู่ที่นี่ต่ออีกซักนาที เธอคงต้องพุ่งเข้าซัดกับพวกนี้อีกรอบ หญิงสาวจึงตัดสินใจกลับ แต่ก็ไม่ลืมขอบคุณผู้ที่เข้ามาช่วย  

"ขอบคุณนะคะที่ช่วย" 

เธอยกมือไหว้ไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายเพราะไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอ ก่อนรีบวิ่งออกไป แม้อีกฝ่ายจะเรียกไว้ก็ไม่ทันแล้วเพราะหญิงสาววิ่งลงบันไดเลื่อนไปแล้ว 

"โอ๊ย! เจ็บจังเลย"  

เกวลินเริ่มโอดโอยกุมท้องแน่น หวังให้ผู้มาใหม่สนใจ โดยมีเพื่อนอีกสองคนมองอย่างทึง ทั่งที่เมื่อกี๊ยังดีอยู่แท้ๆ  

"คุณคริสมีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ" 

พอดีกับพนักงานในร้านเดินเข้ามาถามชายหนุ่มจึงได้จัดแจงให้พนักงานสาวดูอาการทั้งสามคน แต่สายตาของเขายังมองตามแผ่นหลังบางไปอย่างเสียดาย  

"กลิ่นนี้มัน..."



อย่าลืมกดไลค์ คอมเม้นเป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์หน่อยนะคะ😁😁😁

ความคิดเห็น