หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๒๘ ลงมือรักษาครั้งแรก

ชื่อตอน : ตอน ๒๘ ลงมือรักษาครั้งแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2560 15:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๒๘ ลงมือรักษาครั้งแรก
แบบอักษร

ม่อไป๋แหงนหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางนภา ทอดถอนใจ ก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ก็ยังไม่วายเหลียวมองไปยังทิศซึ่งเสด็จแม่ทรงประทับอยู่ เกิดความสับสนขึ้นในใจ

แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนใจ หันหลังเดินไป มิคาดว่าจะได้ยินเสียงหญิงชราดังขึ้นจากด้านหลัง

“หมิงอ๋อง รอเดี๋ยว”

ม่อไป๋หยุดยืน หันมองหญิงชราที่วิ่งเข้ามาหา พบว่านางมีวิทยายุทธ และยังอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมด้วย ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ไม่ทันสังเกตเห็น หรือนางเพิ่งปล่อยพลังยุทธออกมา

ม่อไป๋มีความรู้เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้อยู่ไม่น้อย จึงรู้สึกได้ถึงพลังที่แตกต่าง เขาจ้องไปที่ปลายเท้าของนาง ซึ่งดูเหมือนเท้าที่ใช้เดินตามปกติ เพียงแต่ปลายเท้ามีความเบา และร่างกายมีแรงดีดทะยาน

พอนางใกล้เข้ามาก็พบว่านางหายใจได้อย่างสม่ำเสมอเหมือนเคย ไม่พบอาการผิดปกติแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่านางได้บรรลุขั้นกว่าของการฝึกพลังยุทธแล้ว

ตั้งแต่ลืมตาดูโลกใบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ม่อไป๋เห็นชาวยุทธผู้เป็นความหวังในอนาคต จึงรู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่คิดๆ ดูอย่าเพิ่งดีกว่า ไหนเลยจะมีเวลาไปศึกษาวิทยายุทธ

“หมิงอ๋อง ฮองเฮาให้ข้านำกระเป๋าสตางค์ใบนี้คืนให้กับท่าน” หญิงชราใช้มือทั้งสองข้างจับกระเป๋าสตางค์ยื่นให้

ม่อไป๋ชะงัก “กระเป๋าสตางค์” พลางยื่นมือออกไปรับ พลิกดูไปมา พบว่าทำจากผ้าเนื้อหยาบ แต่ฝีเข็มเย็บได้ละเอียด ด้านบนยังปักรูปเด็กหญิงกำลังเล่นตุ๊กตา....

“ฮองเฮาให้ข้าหรือ” ใบหน้าม่อไป๋แสดงความสงสัย ไม่เข้าใจว่ามีความหมายใด

“ฮองเฮาตรัสว่า อนุญาตให้ท่านไปพบคนบ้านนั้นได้ แต่ต้องจำไว้ว่าห้ามประพฤติไม่ดีกลับมาอีก”หญิงชราอมยิ้ม

“ท่านอ๋อง ข้าขอพูดอะไรสักหน่อย ที่ฮองเฮาเก็บกระเป๋าสตางค์ใบนี้ไว้ เพราะอยากให้ท่านลืมอดีตที่ผ่านมา และปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในวังได้เร็วขึ้น ขอท่านอย่าได้ตำหนิฮองเฮา”

ม่อไป๋มึนเล็กน้อย เรื่องราวทั้งหมดนี้เขาไม่เข้าใจ แต่ก็ยังนับว่าฉลาด เก็บอาการอยู่ ผงกศีรษะหงึกๆ

“นี่เป็นกระเป๋าสตางค์ของชาวบ้านที่ข้านำกลับมาจริงหรือ”

หญิงชรามีสีหน้าจริงจัง “จริงแท้แน่นอน ฮองเฮาเก็บไว้ให้ท่านมาตลอด”

ม่อไป๋รู้โดยทันทีว่า ต้องเป็นแม่เลี้ยงหรือน้องสาวเป็นผู้ปักแน่ จ้องมองกระเป๋าสตางค์สักพัก ใจคิด ‘หมิงอ๋องคนก่อนตอนอยู่กับชาวบ้านน่าจะมีเรื่องที่ลืมไม่ลง’

ทว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะคิดเรื่องพวกนี้ ต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้ก่อนค่อยมีโอกาสทดแทนคุณ

เขาเก็บกระเป๋าสตางค์ เงยหน้าขึ้น ในใจคิดอะไรได้อย่างนึง

“ท่านป้า ช่วยเล่าอาการเจ็บขาของฮองเฮาให้ข้าฟังตามเป็นจริงหน่อยได้ไหม”

หญิงชราสะอึก มองหมิงอ๋องด้วยความสงสัยพลางเอ่ย “อาการเจ็บขา”

ม่อไป๋ไม่สนใจว่านางสงสัยหรือไม่ เพียงรู้สึกถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างลึกซึ้ง เขามีอาชีพเป็นหมอ มีความสามารถทางนี้ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ก็จะจากไปแล้วงั้นหรือ

ผงกศีรษะพูดจริงจัง “ใช่ ตอนอยู่กับชาวบ้านข้าเคยไปเยี่ยมหมอที่มีชื่อเสียงท่านนึง เคยเห็นคนเจ็บขามามาก อาการก็คล้ายๆ เสด็จแม่ เคยเห็นนักกายภาพบำบัดด้วย ข้ายังสนใจให้เขาช่วยชี้แนะ หากแบบของเสด็จแม่ใช่แบบที่ข้ารู้ ข้าอาจช่วยให้เสด็จแม่หายเจ็บได้บ้าง”

เขารู้ว่าเรื่องที่เล่าไปมีจุดบอด แต่ทำอย่างไรได้

หญิงชราไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องจริง เพราะประวัติของหมิงอ๋องก่อนเข้าวัง ล้วนได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

อีกอย่างหลายปีมานี้ หมอที่มีชื่อเสียงหลายคนล้วนเคยตรวจรักษาฮองเฮามาแล้วทั้งนั้น

“ฮองเฮาหากรู้ว่าท่านอ๋องมีใจกตัญญูแบบนี้ต้องทรงดีพระทัยมากๆ แน่” หญิงชรานิ่งไปสักพัก คิดถึงขาของฮองเฮาแล้วก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมา

“เล่าให้ข้าฟังเถอะ พรุ่งนี้ข้าก็ต้องไปแล้ว เหตุใดยังไม่คลายข้อสงสัยให้ข้าอีก” ม่อไป๋พูดแกมบังคับ

หญิงชราจ้องมองม่อไป๋ด้วยสายตาที่อ่อนโยน นางน่าจะเป็นคนสนิทของฮองเฮาจริงๆ เพราะนางไม่ได้ปฏิเสธ เริ่มเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง

“จะเล่าเรื่องอาการเจ็บขา ก็ต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่ท่านอ๋องเกิด”

ม่อไป๋แอบสะดุ้ง เกี่ยวกับตนอีกแล้วหรือ

ทว่าจากการบอกเล่าของนาง ทำให้ม่อไป๋ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากมายจากเรื่องราวในนั้น ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ภายในใจในที่สุดก็ถูกปะติดปะต่อเข้าหากัน

ในปีที่พระสนมทรงครรภ์ ต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากสงคราม ซึ่งทุกคนต่างคิดว่าหมิงอ๋องเป็นบุตรที่ฮองเฮาคลอดก่อนกำหนดเพราะทรงตกพระทัย

แต่ความจริงแล้วยังมีต้นสายปลายเหตุอื่นอีก เรื่องคลอดก่อนกำหนดนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ฮองเฮามิได้ทรงอ่อนแอและตกพระทัย ทรงถือกำเนิดจากตระกูลที่มีชื่อเสียงและเป็นหญิงสาวที่ทั้งฉลาดและมีพรสวรรค์ สำเร็จพลังยุทธแต่เยาว์วัย บุคลิกโดดเด่นสะดุดตา นางในตอนนั้นเรียกได้ว่าโดดเด่นกว่าหลินซู่อินในตอนนี้เสียอีก

ต่อมาองค์ติ้งอู่ทรงชื่นชมและหลงรักในตัวนาง ประกอบกับพื้นฐานครอบครัวและสำนักที่นางสังกัดอยู่เสริมส่งให้ทั้งสองได้เป็นสามีภรรยากันในที่สุด

ปีที่ฮองเฮาทรงครรภ์ เกิดภัยสงคราม สถานการณ์วิกฤต กบฏเริ่มเข้าเมือง องค์ติ้งอู่ในฐานะจอมทัพถูกยอดฝีมือบุกลอบสังหาร ในสถานการณ์คับขัน ฮองเฮาทรงใช้วรยุทธต่อสู้ปกป้ององค์ติ้งอู่ให้พ้นภัยอันตราย

แต่ทรงถูกทำร้ายไปหนึ่งฝ่ามือ ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อพระครรภ์ แต่ทรงยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง ไม่สนใจอาการบาดเจ็บ เดินพลังภายในทั้งหมดเพื่อปกป้องทารกในครรภ์ เป็นสาเหตุให้ทรงป่วยอย่างที่เห็น

หลังจากนั้น ทรงได้รับการรักษาจากหมอที่มีชื่อเสียงมากมาย แต่ก็ยังไม่มีท่านใดรักษาโรคร้ายนี้ได้ พริบตาเดียวก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว....

ม่อไป๋ยืนอยู่ใต้แสงโคมไฟ ผงกศีรษะเล็กน้อย รู้สึกตื่นตะลึงเมื่อได้ฟังเหตุการณ์ทั้งหมด เขาไม่สามารถมองฮองเฮาเป็นคนอื่นได้อีกต่อไป เพราะเลือดเนื้อในร่างกายสืบเนื่องจากนาง

เขาจึงมีชีวิตรอดมาได้...

ไม่ว่าเป็นหรือตาย ภายในวันนี้ ชะตาลิขิตแล้ว บุญคุณต้องทดแทน ความรักต้องชดเชย

ม่อไป๋ไม่พูดอะไรอีก แหงนหน้ามองดวงจันทร์ สั่งเสียงเข้ม

“ไป พาเราเข้าเฝ้าเสด็จแม่”

“เอ๋?” หญิงชราตะลึงงัน

ม่อไป๋ไม่สนใจกฎระเบียบใดๆ เดินนำหน้าหญิงชราไป

“ท่านอ๋อง มืดค่ำแล้ว นี่...” นางรีบตามไปขวางทางไว้

ม่อไป๋เงยหน้ามองนาง แววตาคมกริบ

“เราจะไปพบเสด็จแม่ ใครหน้าไหนก็ขวางไม่ได้ทั้งนั้น อย่าว่าแต่กฎระเบียบจิ๊บจ๊อยแค่นี้”

ดวงตาคู่นั้นของม่อไป๋ ร่างสูงที่ยืนตรง น้ำเสียงที่นิ่งลึก ทำให้หญิงชราตกตะลึงอีกครา

“ท่านอ๋อง!” นางรู้จักม่อไป๋มาสองปี กลับไม่เคยเห็นอากัปกิริยาแบบนี้ของม่อไป๋มาก่อน เป็นความทรงจำสองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ม่อไป๋ไม่พูดมากความ ก้าวเดินต่อ นางไม่กล้าลงมือสกัดกั้น ได้แต่หลีกทางให้

ม่อไป๋ก้าวยาวๆ ตรงไป สติของหญิงชราสักพักจึงคืนกลับ นางตกใจเกินไป กับผู้อื่นนางคงไม่รู้สึกขนาดนี้ อาจเพราะความทรงจำเกี่ยวกับหมิงอ๋องที่ทั้งขลาดเขลาและดื้อดึงได้ฝังลึกอยู่ในใจนางมานาน

“ท่านอ๋อง จะเข้าเฝ้า ก็ต้องให้ข้าแจ้งให้ทรงทราบก่อน”

นางเข้าขวางอีกครั้งเมื่อเห็นม่อไป๋กำลังจะเลิกม่านเดินเข้าไป

ม่อไป๋หยุดก้าวเท้า สั่งเสียงเข้ม “รีบไป” หญิงชราทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เข้าไป

ม่อไป๋ยืนอยู่หน้าประตู แววตาค่อยๆ สงบนิ่ง ใจเย็นลง

ไม่ว่าจะตายหรือไม่ ที่ควรทำก็ต้องทำ นิสัยแบบนี้ของเขานับว่าหายากยิ่ง เพราะป่าเขาลำเนาไพร สิ่งแวดล้อมที่ห่างไกลความเจริญ วัดวาอารามหล่อหลอมให้เขาสงบนิ่งและเข้มแข็ง

สักพัก มีสาวใช้ในวังเดินออกมารับเข้าไปข้างใน

ฮองเฮาประทับนั่งอยู่บนเตียง พอเห็นเขากลับเข้ามา ทรงมีสีหน้าตกใจ แต่ก็ไม่ทรงกริ้ว เพียงหัวเราะ

“เพิ่งสอนเจ้าไปหมาดๆ ว่าอย่าเอาแต่ใจตัว ลับหลังไม่ทันไรก็ลืมเสียแล้ว มีเรื่องอะไรจะให้แม่ช่วยหรือเปล่า”

หญิงชราที่อยู่ด้านข้างกระพริบตาปริบๆ นางไม่กล้าพูดว่าหมิงอ๋องต้องการตรวจดูอาการป่วยของฮองเฮา มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อนัก

มองดูหน้าตาที่ยังสาวยังสวยของฮองเฮา ม่อไป๋เข้าใจแล้วว่าทำไม เนื่องเพราะการฝึกพลังยุทธนั่นเอง เรื่องนี้เขาคุ้นเคยดี ท่านอาจารย์ของเขาอายุหนึ่งร้อยยี่สิบปี แต่หน้าตาเหมือนคนอายุหกสิบปี แถมยังขึ้นเขาลงห้วยได้สบาย...

ครั้งนี้เขาคุกเข่าลงและโขกศีรษะคำนับด้วยใจจริง เงยหน้าขึ้นทูลด้วยความจริงใจ

“เสด็จแม่ ลูกขออนุญาตตรวจชีพจรของท่าน”

“อะไรนะ” ฮองเฮาประหลาดใจ ถามด้วยความตกพระทัย

“ลูกแม่ เจ้าบอกว่าจะตรวจชีพจรให้แม่”

“ขอรับเสด็จแม่ ขอทรงอนุญาตด้วย” ม่อไป๋พยักหน้า น้ำเสียงยืนยันเจตนา

“ตอนลูกอยู่กับชาวบ้าน เคยพบหมอชื่อดังท่านหนึ่ง ข่าวว่าเป็นหมอเทวดา ช่วยคนตายให้ฟื้น...”

“พอแล้วๆ แม่รู้ว่าเจ้ามีใจกตัญญู แม่ไม่เล่นด้วยแล้ว เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องนั่งรถม้านานนะ” ฮองเฮาไม่รอเขาพูดจบ อดไม่ไหว หัวเราะออกมา

 “หากไม่ได้ตรวจให้เสด็จแม่ ลูกไม่ไปไหนทั้งนั้น” ม่อไป๋ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คำพูดเมื่อสักครู่ของเขาๆ เองก็ยังไม่เชื่อ แต่ทำไงได้ จำต้องโกหกออกไป

“ฮองเฮาเพคะ อันว่าตามหมู่บ้านมักมีคนแปลกประหลาดอาศัยอยู่ แม้ไม่เข้าสังคม แต่มีความสามารถที่เหนือกว่าคนปกติทั่วไป ท่านอ๋องฐานะสูงส่ง อาจเคยเจอและได้รับการคุ้มครองจากพวกเขาจริง และจิตใจกตัญญูของท่านอ๋อง ทรงชัดเจนยิ่งกว่าใครอยู่แล้ว”

หญิงชราเอ่ยปากแล้ว นางเพียงกลัวว่าหมิงอ๋องอาจผิดมารยาท ถกเถียงต่อไปจนอาจทำให้เกิดเรื่อง

พูดให้ชัดเจน เรื่องจะได้จบๆ ไป แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ใจของนางถึงได้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

เมื่อฟังหญิงชราพูดไปในทำนองเดียวกัน ฮองเฮาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่พอมองเห็นแววตาที่แน่วแน่ของม่อไป๋ ก็รู้สึกชื่นชมยินดีในความกตัญญูของบุตรชาย ในที่สุดก็ทำอะไรไม่ถูก

“ดี รีบลุกขึ้น แล้วแต่ลูกก็แล้วกัน”

ม่อไป๋คิด มีโอกาสถือว่าดี รักษาได้หรือไม่ เขาเองก็ยังไม่รู้

แต่ถ้าดูจากความสามารถของหมอจาง ก็พอรู้ได้ว่าตนเองไม่แพ้หมอจางแน่ อีกทั้งตนยังเคยขึ้นเขาลงห้วย พบเห็นผู้บำเพ็ญเพียร เยี่ยมเยียนผู้บรรลุเต๋า อาการเจ็บป่วยแบบนี้เห็นมาพอควร เคยรักษามาก็ไม่น้อย

‘ไม่ว่าจะรักษาได้หรือไม่ ก็ได้ทำตามที่ใจต้องการแล้ว’ ม่อไป๋คิดก่อนลุกขึ้นยืน

สาวใช้นำม้านั่งเข้ามา ม่อไป๋ไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติอะไรอีก สำรวมจิตใจ ถกแขนเสื้อตัวเองขึ้นแล้วนั่งลง หรี่ตาเล็กน้อย หายใจให้เป็นปกติ สีหน้าจริงจัง

ความเจ็บปวดบริเวณทรวงอกยังคงอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่นเกินร้อย จึงไม่เคยแสดงความเจ็บปวดออกมาให้เห็น

“เสด็จแม่” ปรับจังหวะหายใจก่อนจ้องมองฮองเฮา ยื่นมือออกขอตรวจชีพจร

ฮองเฮาเห็นท่าทีที่ได้มารตฐานของเขาก็อดหัวเราะไม่ได้

“ลูกแม่ก็มีท่าทางของชนชั้นสูงอยู่พอสมควรเชียว”

ว่าแล้วก็ยื่นมือออกไป วางลงบนหมอนอิงข้างเตียง อาจเพราะท่าทางของม่อไป๋ในตอนนี้ดูน่าสนใจสำหรับนางจริงๆ ดังนั้นจึงไม่มีท่าทีต่อต้านใดๆ แต่กลับมองดูบุตรชายแล้วยิ้มอย่างมีความสุข

ม่อไป๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง หลุบตาทำสมาธิ ตั้งใจตรวจชีพจร

นี่เป็นครั้งแรกในชาตินี้ แต่กลับรู้สึกเฉยๆ ไม่ตื่นเต้นอะไร เขาเป็นหมอมาทั้งชีวิต จึงเข้าสู่การปฏิบัติ

หน้าที่ได้เร็ว

คนเรามี 5 อวัยวะตัน (หัวใจ ตับ ม้าม ปอด และไต) 6 อวัยวะกลวง (กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ถุงน้ำดี และเตาภายในทั้งสาม) ความรู้เหล่านี้ผ่านเข้ามาในใจของเขา ห้าองค์ประกอบที่สัมพันธ์กัน กำลังปรากฏขึ้นมาในหัวสมองของเขา...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น