หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๒๗ อาการป่วยของฮองเฮา

ชื่อตอน : ตอน ๒๗ อาการป่วยของฮองเฮา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2560 15:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๒๗ อาการป่วยของฮองเฮา
แบบอักษร

‘มีศักดิ์เป็นถึงแม่ของแผ่นดิน แต่ฮองเฮากลับมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง?’ ม่อไป๋เดินอยู่ข้างหลัง ตามกลุ่มคนไปยังห้องโถงรอง ในใจปั่นป่วน

เขาจ้องมองไปที่เท้าทั้งสองข้างของฮองเฮา ซึ่งยังคงไม่มีแรง ต้องให้คนคอยพยุงไว้ เหมือนไม่กล้าก้าวสัมผัสพื้น

อาจเพราะนางอย่างไรก็เป็น ‘เสด็จแม่’ ฐานะนี้มีผลต่อเขา โดยเฉพาะการที่เขาเพิ่งรู้สึกถึงท่าทีที่ ‘เสด็จแม่’ ปฏิบัติต่อตนเองซึ่งต่างกับองค์ติ้งอู่อย่างสิ้นเชิง จะให้เขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ย่อมไม่มีทาง

ทว่าเขายังคงเงียบเสียงไปตลอดทางเดิน ไม่ได้เอ่ยปากถาม

ดูก็รู้ว่าอาการช่วงขาและเท้าของฮองเฮาไม่ใช่เพิ่งเป็นในวันนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าฮองเฮาเป็นอะไรภายในวันนี้เช่นกัน ถึงอยากตรวจดูให้ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มเอ่ยปากอย่างไร

กลุ่มคนเดินมาถึงห้องโถงรอง ซึ่งมีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะเพียบพร้อมด้วยอาหารและสุรา

ทั้งสี่มุมของห้องมีหญิงรับใช้ยืนอยู่ พวกนางโค้งคำนับเมื่อผู้สูงศักดิ์เดินเข้ามา

ฮองเฮานั่งลงตรงหัวโต๊ะด้วยการพยุงของเสด็จพี่และหญิงรับใช้

สายตาหงส์มองมา ยิ้มน้อยๆ ให้สองพี่น้อง

“วันนี้ไม่จำเป็นต้องมากพิธี นั่งเถอะ”

เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว อย่างไรเสียม่อไป๋คงไม่สามารถหันเดินจากไป คงต้องนั่งกินข้าวให้หมดก่อน จึงไม่ลังเลใจ เดินไปยังด้านขวามือของฮองเฮาแล้วนั่งลง

เพิ่งนั่งได้ไม่ทันไร เสียงเสด็จพี่ก็ดังขึ้น “ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ”

ม่อไป๋ชะงักงัน เงยหน้ามองเสด็จพี่ เห็นเขาโค้งคำนับด้วยท่าทีเคารพนบนอบเป็นอย่างยิ่ง

พอมองไปรอบๆ เห็นหญิงรับใช้ต่างพร้อมใจกันจ้องมองมายังตนที่ได้นั่งไปแล้ว

ไม่ต้องถามก็รู้ว่าบรรยากาศที่น่าอึดอัดได้เริ่มขึ้น

บอกตามตรง ม่อไป๋ไม่มีกะใจแย่งชิงยศถาบรรดาศักดิ์กับเสด็จพี่จริงๆ แต่พี่ท่านมีโอกาสเมื่อไร เป็นต้องจิกกัดตลอด ทำให้ม่อไป๋รู้สึกเอือมระอายิ่งนัก

ในบรรยากาศเช่นนี้ ม่อไป๋จำต้องลุกขึ้นยืน หันมาทางฮองเฮาก่อนโค้งงามๆ

“ลูกเสียมารยาท ขอเสด็จแม่โปรดให้อภัย”

“เจ้าน่ะ ต้องเรียนรู้จากพี่เจ้าให้มาก รู้ไหม” ฮองเฮาประทับนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ มองดูลูกชายที่เพิ่งนั่งแล้วยืน ก็ทรงนึกขำ อมยิ้มออกมา พูดตำหนิออกไป ก่อนโบกพระหัตถ์

“เอาล่ะ เงยหน้าขึ้นแล้ว นั่งลงกินข้าว!”

“ขอบพระทัยเสด็จแม่” ท่านพี่ยืดตัวตรง มองมาที่ม่อไป๋แล้วพูดต่อ

“เสด็จแม่ ท่านก็รู้อยู่ว่า ในใจน้องหกคิดถึงแต่แม่เลี้ยงสามัญชน ข้าว่า เขาไม่ใช่ไม่เคารพท่าน แต่เดี๋ยวก็จะถึงเมืองหมิงจูแล้ว ความฝันกำลังจะเป็นจริง จึงตื่นเต้นเสียจนลืมพิธีการไปหมด ขอท่านอย่าได้ตำหนิเขา”

ห๊ะ!

นี่ไม่ใช่ตั้งใจยั่วยุ ว่าม่อไป๋มัวแต่นึกถึงแม่เลี้ยงจนลืมแม่ผู้ให้กำเนิดหรอกรึ

ก่อนอื่น ม่อไป๋ดูออกแต่แรกแล้วว่าในใจ ‘เสด็จแม่’ ไม่พอใจแม่เลี้ยงของเขา มาตอนนี้เสด็จพี่ท่านยังขุดตอนี้ขึ้นมาอีก ฮองเฮาต้องไม่สบายพระทัยแน่

จริงดังว่า เสด็จพี่ท่านเพิ่งพูดจบ รอยยิ้มบนใบหน้าของฮองเฮาก็จางหาย กวาดตามองม่อไป๋

น้ำเสียงชัดเจนว่าทรงกำลังไม่พอพระทัย

“ลูกเป็นอย่างที่พี่เจ้าพูดหรือเปล่า หากสงบอารมณ์ไม่ได้เช่นนี้ ไปถึงหมิงจูแล้วจะไม่ให้แม่ห่วงได้อย่างไร”

การยกโทษให้ เป็นสิ่งที่ม่อไป๋ถูกอบรมมา บวกกับนิสัยชินชาก็ดี แต่การที่ถูกเสด็จพี่ท่านนี้ยั่วยุอารมณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ม่อไป๋เหลืออดจริงๆ ไม่รู้ว่าตนได้เคยข่มขู่คุกคามเขาตรงไหน

แท้จริงแล้วก่อนไปเขาไม่อยากก่อเรื่องอะไรเพิ่ม แต่ตอนนี้หากทำเป็นไม่สนใจใยดี ข้าวมื้อนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรที่ไม่เป็นสัปปะรดหลุดออกจากปากพี่ท่านอีก

กวาดตามองใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของเสด็จพี่ท่าน นัยน์ตาฉายแววคมกริบเล็กน้อย แต่ยังเก็บสีหน้า หันทูลฮองเฮาเสียงเบา

“เสด็จแม่อย่าเพิ่งกริ้ว เป็นเพราะลูกได้ยินเสด็จแม่ตรัสก่อนหน้านี้ว่า วันนี้ไม่ต้องมากพิธี ดังนั้นจึงไม่คิดมาก เสด็จแม่ว่าอะไรลูกก็ว่าตามนั้น ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่น คิดไม่ถึงว่ากลับกลายเป็นเสียมารยาทไป วันนี้เห็นการกระทำของเสด็จพี่ เมื่อครู่จึงเพิ่งตระหนัก ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเวลาใด เสด็จแม่ตรัสอะไร ลูกต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนจึงค่อยคิดว่าจะปฎิบัติตามหรือไม่... ลูกผิดไปแล้ว ขอเสด็จแม่ทรงลงอาญา”

ตะลึงงัน!

ทั่วทั้งห้องรวมทั้งหญิงรับใช้ ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึงไปตามๆ กัน

ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังสีหน้าของผู้ที่กำลังได้รับความไม่เป็นธรรมและโค้งคำนับอยู่

หญิงรับใช้สูงวัยอ้าปากค้าง รีบเก็บสีหน้าตะลึงพรึงเพริดแทบไม่ทัน ไม่มีใครรู้ว่าในใจนางรู้สึกแปลกประหลาดแค่ไหน

“แต่ไหนแต่ไรมาหมิงอ๋องไม่เคยได้เปรียบต่อหน้าชางอ๋องเลยสักครั้ง คิดไม่ถึงว่าวันนี้กลับทำให้ชางอ๋องต้องจำนน....”

แม้ฮองเฮาเองก็ยังทรงตกพระทัย แต่คำพูดนี้ก็ได้ใจนางไปเต็มๆ แม่คนไหนบ้างที่ไม่ชอบเวลาลูกเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

มองดูสีหน้าที่สงบลงของม่อไป๋ เสด็จพี่ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคนที่ปกติบ้าบิ่นไร้สมองอย่างน้องหก วันนี้กลับมีแววกลิ้งกลอกบนใบหน้า

“น้องหก เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล พี่ไม่มีเจตนาอย่างว่....”

“พอแล้วๆ เจ้าก็ชอบอ้างเหตุผลไปเรื่อย พี่เจ้าเขาทำถูกแล้ว เกิดเป็นเชื้อพระวงศ์ต้องระวังกิริยามารยาท ไม่ควรทำตัวตามสบายเกินไป....” ใบหน้าฮองเฮาปรากฏรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง โบกพระหัตถ์ไปมา

 “พรุ่งนี้เจ้าก็ต้องไปเก็บตัวที่หมิงจูแล้ว หนทางยาวไกล แม่ได้กำชับเป็นพิเศษให้ห้องเครื่องทำกับข้าวที่เจ้าปกติชอบทานให้มากหน่อย มา นั่งลงได้แล้วทั้งสองคน”

“ขอบพระทัยเสด็จแม่” สองพี่น้องโค้งตัวพร้อมกัน

เสด็จพี่เหลือบมองม่อไป๋ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเย็นชา แต่ม่อไป๋กลับไม่สนใจเขาอีก

เชื่อว่าหลังผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาคงไม่กล้าพูดเรื่องไร้สาระตามใจอีกต่อไป ม่อไป๋เองก็ไม่มีกะใจสู้รบด้วย

การได้อยู่ข้างๆ คอยเป็นเพื่อนฮองเฮา ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่า ฮองเฮาแม้เข้มงวดกับเขามากกว่าเสด็จพี่ แต่ก็มีความรักความห่วงใยในตัวเขาอย่างเห็นได้ชัด

ม่อไป๋อดสงสัยไม่ได้ว่า หรือเป็นเพราะข้อนี้ เสด็จท่านพี่ถึงได้พยายามแขวะตนอยู่เสมอ

แต่ความรู้สึกผูกพันแบบนี้กลับทำให้ม่อไป๋ต้องยิ้มอย่างขมขื่น เขาไม่ใช่คนเย็นชา ที่พอได้ครอบครองร่างกายหมิงอ๋องกับได้ความรักจากฮองเฮาแล้ว ก็ไม่สนใจเรื่องอื่นใดอีก

การรับประทานอาหารมื้อค่ำนี้ม่อไป๋พูดไม่มาก แต่ฮองเฮากลับพูดไม่น้อย ส่วนใหญ่ออกแนวกำชับสอนสั่งเสียมากกว่า

ม่อไป๋ได้แต่ผงกศีรษะน้อมรับ ส่วนเสด็จท่านพี่อาจเพราะมีข้อโต้แย้งหลายอย่างในใจ จึงทำให้บางครั้งฮองเฮาไม่พอพระทัย แต่คำพูดของเขาก็ทำให้ฮองเฮาหัวเราะได้หลายครั้ง และไม่มีการพูดจาแดกดันม่อไป๋อีก

“น้องหก พรุ่งนี้พี่ควรไปส่งเจ้านะ แต่บังเอิญวันนี้ได้ยินว่าทางป่าตะวันตกมีกวางมัสก์เขาโง้งตัวผู้ปรากฎให้เห็นอยู่หนึ่งตัว เหมาะล่ามาทำยาให้เสด็จแม่รักษาขา...”

หลังทานข้าวอิ่ม เสด็จท่านพี่ก็เริ่มคุยกับม่อไป๋

คำพูดมีความหมายชัดเจนว่า พรุ่งนี้ไปส่งม่อไป๋ไม่ได้ และเพื่อรักษาขาให้เสด็จแม่ เขากระตือรือร้นมาก หากไม่ใช่วันนี้เสด็จแม่เรียกเข้าเฝ้า เขาต้องออกไปเสี่ยงอันตราย กระทั่งเข้าป่ายามค่ำคืนเพื่อล่ากวางมัสก์ตัวนั้น แล้วเฉือนบริเวณอัณฑะของมัน ก่อนแยกเอาเฉพาะต่อมกลิ่นออกมา ใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดให้เสด็จแม่

ไม่ต้องอธิบายก็รู้ว่าความกตัญญูนี้ เสด็จแม่สัมผัสได้ แต่ยังคงโบกพระหัตถ์ปฏิเสธ

“แม่รู้ว่าลูกกตัญญู แต่พรุ่งนี้น้องก็ไปแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะได้พบกันอีก กวางมัสก์ตัวนั้นให้ผู้อื่นไปล่าแทนได้ แต่เจ้าต้องมาส่งน้องด้วยตัวเอง!”

ม่อไป๋หาได้แคร์ไม่ว่าเขาจะมาส่งหรือเปล่า แต่เมื่อได้ยินเรื่องอาการเจ็บขาของเสด็จแม่ และหลังรับประทานอาหารค่ำ เขาก็ไม่อาจเมินเฉย อย่างไรก็ตาม หากทำอะไรให้เสด็จแม่ได้บ้าง เขาต้องทำเต็มที่

“เสด็จแม่ ในวังมีหมอหลวงเก่งๆ มากมาย เหตุใดจนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นเสด็จแม่มีอาการดีขึ้น หรือว่าคนพวกนี้ไม่มีความตั้งใจในการรักษา”

จะถามละเอียดไม่ได้ ม่อไป๋ต้องหาวิธีถามให้ดี

“ลูกอย่าพูดจาเหลวไหล หมอหลวงต่างพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว”

ฮองเฮาอาจคุ้นชินกับลักษณะการพูดของเขาแล้ว จึงไม่พูดอะไรมาก

ความจริงในเวลาเช่นนี้ ม่อไป๋ไม่อยากรีบไป อยากอยู่ทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดก่อน เพราะรู้ว่าถ้า

ตนเองไปแล้ว สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ไม่สามารถรับประกันได้

ในวันข้างหน้าจะมีโอกาสตรวจรักษา ‘เสด็จแม่’ อีกหรือไม่ ไม่มีทางทราบได้

อย่างไรก็ตาม การพบกันในวันนี้ ความรู้สึกนี้ เขาไม่ใยดีไม่ได้ ทุกข์ก็แต่จะถามรายละเอียดอย่างไรดี

ดึกมากแล้ว เขากับเสด็จพี่ไม่เหมาะที่จะนั่งอยู่แบบนี้ ทอดถอนใจ จำต้องกล่าวลาเสด็จแม่กันแล้ว

“ลูกต้องจำไว้ ต่อไปพบเจอเรื่องอะไรต้องคิดให้มาก จะเป็นเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้อีก หนทางยาวไกลเหลือเกิน แม่อยากจะคอยดูแลเจ้า แต่ก็ทำไม่ได้”

ฮองเฮามองดูม่อไป๋ แม้กำลังสอนสั่ง แต่นัยน์ตาทอแววเศร้าเสียใจ ทำให้ม่อไป๋ตกใจกลัว

ถอนหายใจออกยาวๆ จากนั้นร่วมกับเสด็จพี่ คุกเข่าค้อมศีรษะทูลลาเสด็จแม่

แล้วจึงพากันหันกายเดินจากไป

สองพี่น้องตอนเดินด้วยกันไม่เหมือนตอนอยู่ต่อหน้าเสด็จแม่ เงียบเสียง ไม่พูดจาปราศรัยใดๆ

พอเดินมาถึงหน้าประตู เสด็จพี่พลันยืนนิ่ง จ้องมองม่อไป๋ก่อนเอ่ยเสียงเบา

“น้องหก วันข้างหน้าไม่มีเสด็จแม่คอยปกป้องแล้ว ต้องคอยระวังตัวให้ดีล่ะ”

ม่อไป๋ยิ้มมุมปาก “เสด็จพี่คิดมากไป ในเมืองหลวงคงไม่มีใครซื่อบื้อไปกว่าข้าแล้ว เสด็จพี่ต่างหากที่ต้องดูแลตัวเองให้ดี”

เสด็จท่านพี่จ้องหน้าม่อไป๋ พยายามสังเกตรายละเอียดต่างๆ สุดท้ายแล้วก็หัวเราะขื่นๆ ทิ้งชายเสื้อลง หันเดินจากไป

ในใจม่อไป๋ไม่รู้สึกรู้สาอะไร เพราะไม่เคยเห็นคนผู้นี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น