หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๒๖ เสด็จพี่ที่ยั่วยุไม่เลิก

ชื่อตอน : ตอน ๒๖ เสด็จพี่ที่ยั่วยุไม่เลิก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2560 16:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๒๖ เสด็จพี่ที่ยั่วยุไม่เลิก
แบบอักษร

ฮองเฮาโสมนัสแล้ว บรรยากาศในวังชื่นมื่นขึ้นมาก

แต่แล้วกลับมีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นจากข้างกายม่อไป่

“น้องหก หากเจ้าโตเร็วกว่านี้หน่อย เสด็จแม่ก็คงยินดีมากกว่านี้ ต่อจากนี้ไปก็อย่าได้ก่อเรื่องบ้าบิ่นขึ้นอีกล่ะ ต้องเก็บประสบการณ์ครั้งนี้ไว้เป็นบทเรียน มิฉะนั้นคราวหน้าถ้าออกจากเมืองหมิงจู แล้วเกิดเรื่องขึ้นอีก เสด็จแม่คงต้องห่วงเจ้าเพิ่มขึ้นอีกหลายพันเท่า!”

ไม่ต้องถามก็รู้ว่า เป็นเสียงของเสด็จพี่ท่านนั้น

พอพูดแบบนี้ออกมา บรรยากาศภายในห้องก็ชะงักค้าง เหมือนต่างคนต่างกำลังคิดถึงเรื่องไร้สาระที่ม่อไป๋เคยก่อไว้

ม่อไป๋ลุกขึ้นยืน มองดูเสด็จพี่ เขาไม่รู้ว่าเหตุใดเสด็จพี่ถึงได้รู้สึกไม่พอใจเขา

แต่เขาก็ไม่สนใจ แววตาสงบนิ่งสุดจะเปรียบ หัวเราะเสียงเบา

“เดือดร้อนเสด็จพี่ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว”

เสด็จพี่ยิ้มหน้าบาน เปิดปากคล้ายจะพูดอีก แต่ผิดคาดม่อไป๋หันไปทางเสด็จแม่ ประสานฝ่ามือขึ้นพูด

“เสด็จแม่ พรุ่งนี้ลูกต้องไปแต่เช้า จวนอ๋องมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องจัดการ ไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนเสด็จแม่ได้ ขอเสด็จแม่ทรงอภัยให้ลูกด้วย”

เงียบฉี่

ใครต่อใครก็ไม่คาดคิดว่า เขาพูดเพียงสองประโยค แล้วก็ขอลาขึ้นมาเสียดื้อๆ อย่างนั้น ที่สำคัญตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ได้พูดเรื่องการบาดเจ็บในครั้งนี้แม้แต่น้อย

นี่ทำให้คนในวังทั้งหมดแปลกใจมากจริงๆ

เสด็จพี่เองก็ตกตะลึงเล็กน้อย แต่แล้วก็เอ่ยปากขึ้น

“น้องหก พรุ่งนี้เจ้าก็ไปแล้ว อยู่เป็นเพื่อนเสด็จแม่ให้มากหน่อยจะเป็นไรไป หรือว่าการที่เจ้าถูกลอบสังหารครั้งนี้ ทำให้เจ้าโกรธเคืองเสด็จพ่อเสด็จแม่”

“เสด็จพี่หมายความว่าอย่างไร ทำไมข้าต้องโกรธด้วย” ม่อไป๋ไม่อยากโต้เถียงกับเขาจริงๆ แต่หลังจากที่ตนเข้ามา ดูท่าทางของฮองเฮาแล้วคลับคล้ายไม่รู้ว่าลูกชายคนนี้กำลังจะตาย

มิฉะนั้นเมื่อครู่คงไม่แสดงท่าทางยิ้มแย้ม แถมยังมีความปีติยินดีอีกต่างหาก ถ้าคิดว่าทั้งหมดนี้คือความเย็นชา แต่ลูกชายทั้งคนกำลังจะตาย ไม่รู้สึกสักนิดเลยหรือ

เขาสืบทอดร่างกายของหมิงอ๋อง จึงไม่อยากให้แม่ผู้ให้กำเนิดเสียใจ ดังนั้นเมื่อเผชิญกับการยั่วยุหลายครั้งเข้าของพี่ชาย ก็เกิดความไม่พอใจ

“น้องหก เจ้าต้องคิดให้มากหน่อย ไม่ใช่เสด็จพ่อเสด็จแม่ไม่จัดการให้ แต่เรื่องนี้ราชสำนักเราไม่รู้จะอ้างเหตุผลอะไรจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เจ้าไปตอแยกับแม่นางหลินซู่อิน วิธีการที่ใช้มันช่าง... ช่างใช้ไม่ได้ แล้วพอคนของเขาซ่างชิงทวงความเป็นธรรมให้ศิษย์ด้วยการทำร้ายเจ้า แม้เสด็จพ่อเสด็จแม่จะจัดการลงโทษ

คนของเขาซ่างชิงอย่างสาสมตามหลักกฎหมาย แต่เรื่องนี้หากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ราชสำนักเราจะมิกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ แถมยังเป็นที่โจษขานว่าปล้นชิงนักพรตหญิงอีก แล้วจะให้ราชสำนักเราจะแบกรับอย่างไรไหว น้องหก เจ้าไม่ควรโกรธเสด็จแม่...” เสด็จพี่คร่ำครวญด้วยความเศร้าใจยิ่ง

เสียงของเขาทำให้ห้องยิ่งเงียบลง บรรยากาศเปลี่ยน

ม่อไป๋กลับยังไม่รู้ว่า ที่แท้องค์ติ้งอู่อธิบายให้ฝ่ายในฟังแบบนี้นี่เอง แต่คิดอีกที เหตุผลนี้แท้จริงแล้วกลับไม่เลวนัก ได้ใจทั้งฝ่ายในและยังรักษาบารมีไว้ได้อีก

แต่ที่ม่อไป๋สนใจกลับเป็นข้อมูลบางอย่างที่หลุดออกมาจากคำพูดเหล่านั้น คุณหนูหลินเป็นศิษย์เขาซ่างชิง และตนกับนางเคยอยู่ด้วยกัน ก่อนหน้านั้นยังมีเรื่องราวอีก เหมือนว่าตนใช้วิธีอะไรที่ไม่ค่อยดี....

เดิมทีม่อไป๋ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่แท้จริงทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบเลย แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งวิเคราะห์เจาะลึก ฟังจากปากของเสด็จพี่ หลายครั้งที่บอกว่าเขาไม่เอาไหน ทำให้ยิ่งคิดยิ่งสงสัย หรือเขายังสามารถแย่งชิงบัลลังก์กับพี่ชายได้อีก

เห็นท่าทีองค์ติ้งอู่ที่ปล่อยเกาะตนเองแบบนั้น ตนเองจึงไม่น่าใช่ลูกรัก

“เสด็จพี่ เมื่อครู่ตอนอยู่ในห้องกับเสด็จพ่อ เสด็จพ่อยังบอกข้าว่า จะจัดการลงโทษคนที่ทำร้ายข้า เพื่อรักษาบารมีของราชสำนัก ทำไม หรือว่าคนที่ทำร้ายข้า เอ่อ... คือเขาซ่างชิง จะปล่อยคนของเขาซ่างชิงไปแบบนี้หรือ ไม่จัดการอะไรเลยหรือ” ม่อไป๋แสดงความสงสัย

เสด็จพี่อ้าปากค้าง คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะเจอตอ

บรรยากาศพลันอึดอัดขึ้น

“นี่...” นาทีนี้เสด็จพี่ไม่รู้จะพูดอะไรดี จะบอกว่าตนพูดเหลวไหลไปเอง หรือบอกว่าเสด็จพ่อโกหกดี ทันใดนั้นฮองเฮาซึ่งประทับอยู่บนที่สูงกลับตรัสเสียงเบา

“ลูกแม่อย่าคิดมากไป ลูกเป็นเชื้อพระวงศ์ อย่างไรเรื่องนี้เสด็จพ่อก็ต้องจัดการให้ ยังดีที่ลูกไม่เป็นอะไรมาก ไหนเข้ามาสิ มาให้แม่ดูหน่อย”

ม่อไป๋เงยหน้าขึ้น จ้องมองดวงตาหงส์ (หางตาชี้ขึ้น) นับเป็นการเสียมารยาทยิ่ง แต่ตอนนี้ เขาไม่สนใจ เหมือนอยากเห็นแววตาของฮองเฮาให้ชัดกว่านี้

‘ดูแล้วนางคงไม่รู้จริงๆ’ ม่อไป๋ชะงัก เห็นได้ชัดว่าฮองเฮามีแววตาห่วงใย ไม่ใช่เศร้าใจหรือเย็นชา

“เสด็จแม่อย่าได้ทรงกังวลไป หมอจางบอกว่าขอเพียงลูกพักรักษาตัวสักเดือนหนึ่งก็ไม่เป็นไรแล้ว”

ในใจม่อไป๋ยิ้มอย่างขมขื่น ความห่วงใยนี้ จะให้เขาไม่รับได้อย่างไรกัน

เขาไม่ได้พูดความจริง เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์เมื่อมาถึงขั้นนี้ ไม่ว่าอย่างไร ขั้นสุดท้ายคือเขาต้องจากไปในวันพรุ่งนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อเห็นม่อไป๋ไม่ยอมเข้ามา ฮองเฮาจึงอึ้งเล็กน้อย จ้องมองใบหน้าเขา

รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาจริงๆ “วันนี้ลูกดูไม่เหมือนก่อนจริงๆ ต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เสียงร้องสักนิดก็ไม่มี หว่างคิ้วยังนิ่งเรียบ....”

แต่พลันเหมือนคิดอะไรได้ ตรัสเสียงเบา

“ที่ลูกไปเมืองหมิงจูคราวนี้ ใช่จะไปตามหาแม่เลี้ยงของลูกหรือเปล่า”

แม่เลี้ยง?

ม่อไป๋ชะงักอีก เหตุใดเรื่องราวยิ่งมายิ่งมากขึ้น

ขณะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร คิดไม่ถึงว่าเสด็จพี่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งได้เหลือบตามองฮองเฮาก่อนกล่าว

“น้องหก เสด็จแม่หวังดีกับเจ้ามาตลอด เจ้าเติบโตมากับสามัญชน มีพฤติกรรมไม่ดีบางอย่างที่เลิกยาก เสด็จแม่ไม่อยากให้เจ้าไปตามหาแม่เลี้ยงและน้องสาว ก็เพราะอยากให้เจ้ามีชีวิตที่ดีให้สมกับเป็นเชื้อพระวงศ์....”

ม่อไป๋ชักรู้สึกไม่พอใจจริงๆ เหตุใดคำพูดแต่ละคำของเจ้าหมอนี่จึงออกแนวยุให้รำตำให้รั่วตลอด ทั้งๆ ที่เขาตั้งใจมาบอกลาเสด็จแม่แท้ๆ พูดยั่วยุอยู่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้คนฟังไม่สบายใจ

ไม่ได้คิดแย่งอะไรด้วยเลย มันคุ้มไหมเนี่ย

แต่ก็ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งทำให้เขายิ่งตกตะลึงพรึงเพริด

เติบโตมากับสามัญชน?

แม่เลี้ยง น้องสาว?

เขารู้ว่าลำพังตัวเองไม่มีทางคิดเรื่องพวกนี้ออกอยู่แล้ว จึงหันมามองหน้าเสด็จพี่ก่อนพูดเสียงเบา

“เสด็จพี่ สอนข้าหน่อยได้ไหม ในเมื่อแม่เลี้ยงอบรมเลี้ยงดูข้ามา พระคุณล้นฟ้า หรือข้าไม่ควรจดจำใดๆ จึงจะเรียกว่ามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นเชื้อพระวงศ์ได้”

“เอ๋?” เสด็จพี่ชะงักค้าง ตอนนี้จึงเพิ่งพบว่าวันนี้น้องหกไม่เหมือนเดิมจริง

น้องมีสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงเย็นชา ไม่กราดเกรี้ยวเอะอะโวยวายเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ดูเฉียบคมขึ้น

เขาไม่รีบร้อนตอบคำถามม่อไป๋ แต่รีบโค้งคำนับเสด็จแม่

“เสด็จแม่ ลูกไม่ได้หมายความเช่นนี้ ลูกเพียง...”

“เสด็จพี่ใยต้องร้อนรน ข้าก็พูดไปอย่างนั้นเอง อย่าคิดจริงจังไป” ม่อไป๋ขัดจังหวะเขาในทันที

“พอแล้วลูก ลูกคิดทดแทนพระคุณ แม่เห็นด้วย แต่ต้องจำไว้ว่า ลูกมีเชื้อเจ้า มีบรรดาศักดิ์เป็นหมิงอ๋อง ไปถึงหมิงจูแล้ว อย่าได้เลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีของชาวบ้านมาอีก”

ใบหน้าที่งดงามสามโลกของฮองเฮาฉายแววดุ สอนสั่งอย่างจริงจัง

ม่อไป๋พูดอะไรไม่ออก แต่ดูออกว่าฮองเฮามักทรงกริ้วในตัวเขา ทว่าเมื่ออยู่ในพระตำหนักด้านในนี้ เขากลับรู้สึกได้ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก

“น้อมรับคำสอนของเสด็จแม่” ม่อไป๋พูดพลางโค้งคำนับ

“เจ้ายังไม่ได้กินอะไรมาเลยนี่ ไป พวกเจ้าสองพี่น้อง วันนี้อยู่กินข้าวเป็นเพื่อนแม่”

ฮองเฮาทรงตรัสเบาๆ และไม่ตรัสอะไรอีก

แท้จริงแล้วม่อไป๋คิดจะกลับจวนทันที แต่ทำอย่างไรได้ ต้องอยู่ต่อตามพระประสงค์

ขณะกำลังจะขยับตัว กลับเห็นฮองเฮายื่นมือมาทางเขา แต่เขายังคงนั่งนิ่ง

ม่อไป๋กำลังตะลึง แต่กลับถูกเสด็จพี่ชิงตัดหน้าไปก้าวหนึ่ง ยื่นมือทั้งสองข้างออก พยุงฮองเฮา

ฮองเฮาหัวเราะน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้ยืนกรานว่าต้องให้ม่อไป๋พยุง

หญิงรับใช้สูงวัยที่อยู่ด้านข้างเดินเข้ามาพยุงอีกข้างของฮองเฮา

ม่อไป๋ยังไม่ค่อยเข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

เห็นฮองเฮาลุกขึ้นอย่างยากลำบากโดยต้องให้คนช่วยถึงสองคน

“เอ๊ะ นี่คือ?” ม่อไป๋ท้ายที่สุดก็นึกออกจนได้ เสด็จแม่ดูกังวล ท่าทางช่วงเท้าและขาอาจมีปัญหา.....

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น