หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๒๕ เสด็จแม่

ชื่อตอน : ตอน ๒๕ เสด็จแม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2560 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๒๕ เสด็จแม่
แบบอักษร

สะพานน้อย ธารน้ำไหล ดอกไม้หอม และจักจั่น

พระราชฐานชั้นในมิได้กว้างขวาง โอ่อ่า งามสง่าดังพระราชวัง แต่สวยงาม สูงส่งและมีเสน่ห์ ช่วงเวลากลางคืนยังสะท้อนสีสัน พระจันทร์สีเขียว อ่อนโยนและสงบเงียบ ฮ่องเต้ติ้งอู่ได้ตอกย้ำในสิ่งที่ม่อไป๋คาดการณ์เอาไว้ ตอนนี้จากการนำทางของมหาดเล็ก เขาค่อยๆเดิน มุ่งหน้าสู่ตำหนักฮองเฮา

หลังออกจากฝั่งฮ่องเต้ติ้งอู่ เขายังคงเงียบเชียบ แต่เป็นความเงียบที่ผ่อนคลายลง ทรวงอกที่เจ็บปวดต่อเนื่อง ก็คล้ายลดระดับความรุนแรงมาอยู่ในระดับที่พอรับได้ เขาแหงนหน้ามองพระจันทร์สีเขียว พูดกับตัวเองในใจ

“ก็ดีเหมือนกัน หากความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกมีจริง แล้วข้าจะทำไงดี ?”

มุมปากปรากฏรอยยิ้ม นัยน์ตาทอแววอ่อนโยน พูดตามตรง ความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวขององค์ติ้งอู่ทำให้จิตใจของม่อไป๋ผ่อนคลายลง อย่างไรก็ดี ม่อไป๋รับหน้าที่สืบทอดร่างกายต่อจากหมิงอ๋อง จึงปฎิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ตนเองมีฐานันดรสูงศักดิ์ โลหิตที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายมีเชื้อสายขององค์ติ้งอู่ เขาอาจไม่แยแสต่อการคบหามิตรสหายได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก เขามิอาจไม่ใส่ใจ ความรักความผูกพันนี้ถึงฟ้าถล่มดินทลายก็ไม่สามารถตัดขาดได้ ยกเว้นจิตใจเย็นชามาแต่กำเนิดซึ่งก็คือไม่มีผู้ใดสามารถคิดว่าไม่มีอยู่จริงได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร อย่างน้อยม่อไป๋ก็ทำไม่ได้แน่นอน ชาติที่แล้ว แม้เขามีร่างกายที่อ่อนแอ แต่ไหล่ทั้งสองข้างยังสามารถแบกรับภาระต่างๆได้อย่างภาคภูมิใจ แต่ถ้าเป็นภาคบังคับ ให้เขาซึ่งอยู่ในช่วงวัยกลางคน เคารพนับถือคนแปลกหน้าเป็นพ่อแม่จริงๆจังๆ

ไม่ต้องสงสัย สำหรับม่อไป๋แล้วนับเป็นความกดดันที่เอาชนะได้ยากยิ่ง ความเยือกเย็นและเด็ดขาดขององค์ติ้งอู่ทำให้ม่อไป๋คลายกังวลได้ก็จริง และแม้เขาไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกได้ แต่นี่อาจเป็นเพราะสายเลือด ยามพบหน้า เขาสามารถคุกเข่าและโขกศีรษะกี่ครั้งก็ได้ เพื่อแสดงความเคารพนบนอบ แต่ภายในใจยังคงรู้สึกว่า ความใกล้ชิดและปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อกันยังน้อยเกินไป

ภายใต้แสงจันทร์ เงาร่างม่อไป๋ดูสูงเพรียว สง่างาม สันโดษเล็กน้อย

เดินผ่านตึกนี้ ก้าวผ่านสระน้ำนั้น จากการนำทางของมหาดเล็ก ในที่สุดก็มาถึงด้านหน้าของพระตำหนักใหญ่ ม่อไป๋หยุดยืน มองดูแสงไฟในตึก นึกในใจ ‘ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะมีท่าทีอย่างไร จะเหมือนองค์ติ้งอู่หรือเปล่า....’

ในใจหวังให้เหมือน อย่างน้อยก็ทำให้เขาสบายใจได้ระดับหนึ่ง ถอนหายใจยาวๆ นิ่งเข้าไว้ รอเรียกเข้าด้านใน ไม่นานเกินรอ หญิงชราท่านหนึ่งก็ก้าวเร็วๆ ออกมาหาม่อไป๋ ทำความเคารพ

“ท่านอ๋อง ฮองเฮาเชิญเสด็จ”

“เชิญ” ม่อไป๋พยักหน้า ตอบรับเสียงเบา

เดินตามหญิงชราผ่านห้องโถงหลายห้อง จึงมาถึงห้องด้านใน กลิ่นไม้หอมโชยมาเตะจมูก หญิงชรายืนหน้าประตู โค้งกายให้ผู้ที่อยู่ด้านใน

“ฮองเฮาเพคะ หมิงอ๋องขอเข้าเฝ้า”

ม่อไป๋ยืนรออยู่ด้านข้าง ไม่รู้สึกแปลกกับกฎระเบียบที่เข้มงวดนี้ เพราะรู้ว่า หากเข้าเฝ้าในเวลากลางคืน แม้เป็นองค์ชาย ก็ต้องผ่านข้อปฏิบัติมากมายเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ก้มหน้าอยู่เฉย เงยหน้ามองไปรอบๆพระตำหนัก ยังมองสำรวจได้ไม่ทันไร ก็ถูกปิ่นหงส์สีทองอร่ามและชุดสวยงามหรูหราของผู้ซึ่งนั่งอยู่ด้านในสะกดสายตา

เป็นสตรีในวัยสามสิบกว่าเห็นจะได้ นั่งอยู่ด้านในสุดของห้อง บุคลิกดูดีมีสง่าราศี ไม่ต้องรอให้นางส่งเสียงเรียก ม่อไป๋ก็แน่ใจว่า ท่านนี้ก็คือ พระมารดาของตน ภายใต้แสงไฟสีเหลืองนวล ไม่สามารถเห็นรูปร่างหน้าตาของนางได้เด่นชัด แต่ในใจคาดผิดเต็มๆ ‘เสด็จแม่’ อ่อนกว่าวัยที่คิดไว้มาก องค์ติ้งอู่ดูยังไงก็เฉียดห้าสิบเห็นจะได้ แต่เหตุใดเสด็จแม่ยังดูสาวอยู่ ไม่รู้เป็นเพราะดูแลตัวเองดี หรือเดิมทีเป็นคนหน้าอ่อนอยู่แล้ว คิดไปคิดมา ตนเองอายุสิบหก จะอย่างไร ฮองเฮาก็ต้องมีอายุสักสามสิบกว่า เมื่อจ้องมองรูปร่างหน้าตาของนางอีกครั้ง ไม่ต้องบรรยายอะไรมาก สามารถเป็นถึงแม่ของแผ่นดิน ไหนเลยจะไม่ใช่หญิงที่งามที่สุดของเมือง

พอดีกับฮองเฮาเงยหน้ามองมา ม่อไป๋จึงรีบหลบตา ได้ยินเสียงนุ่มเบา

“มาแล้วก็เข้ามาสิ”

“ท่านอ๋อง เชิญ” หญิงรับใช้หมุนตัวมากล่าวกับหมิงอ๋อง

ม่อไป๋พยักหน้า ถกชุดก้าวเข้าไป ก้มหน้า เดินตรงเข้าหาฮองเฮา ห่างกันไม่กี่ก้าวค่อยคุกเข่า โขกศีรษะแสดงความเคารพ

“ลูกขอถวายพระพรเสด็จแม่”

เขาไม่รู้ระเบียบในวังว่าจริงๆ แล้วต้องประพฤติตนอย่างไร แม้เคยอ่านเจอในหนังสือ แต่ก็ไม่รู้ว่าเหมาะสมกับยุคสมัยนี้หรือไม่ แต่คิดว่าการปฏิบัติอย่างที่เห็น แม้มีอะไรไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยนมากนัก ฮองเฮาประทับนั่งอยู่บนที่สูง มองเห็นม่อไป๋คุกเข่าอยู่กับพื้น จึงผายพระหัตถ์พลางตรัสเสียงเบา

“อืม ลุกขึ้นเถิด”

ม่อไป๋ลุกขึ้นยืน ไม่ลีลามากความ ก้มศีรษะทูล

“เสด็จแม่ ลูกต้องทำตามพระบัญชาของเสด็จพ่อ พรุ่งนี้ออกเดินทางไปยังเมืองชายทะเล จึงมาทูลลาเสด็จแม่”

เขาพูดตรงเกินไป ไม่เกริ่นนำใดๆ เข้าประเด็นหลักทันที ทำให้ผู้ที่อยู่ในตำหนักผิดคาดไปตามๆกัน โดยเฉพาะฮองเฮา สายตาทอแววตะลึงงัน จ้องม่อไป๋ไม่วางตา หญิงรับใช้สูงวัยที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งก็จ้องมองหมิงอ๋องเช่นกัน ในใจคิด

“พิกล หมิงอ๋องทำไมไม่ร้องไห้.....”

ม่อไป๋ไม่รู้ว่าภาพลักษณ์ตนในสายตาของฮองเฮาและคนในวังก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร เมื่อก่อนพอพบเจอกับเรื่องไม่เป็นธรรมทีไร หมิงอ๋องก็จะเข้าวัง ร้องไห้ไม่หยุด ต้องให้ฮองเฮาจัดการเรื่องต่างๆให้เสมอ ภาพลักษณ์แบบนี้จึงติดตาคนในวังไปแล้ว แม้ฮองเฮาคิดไม่ถึง แต่ก็ยังทรงตรัสเสียงเบา

“อืม แม่รู้เรื่องนี้มาบ้างแล้ว แม้จะรีบร้อนไปหน่อย แต่เพื่อสุขภาพร่างกายของเจ้าแล้ว ถือว่าดี นั่งลงก่อน”

“พะย่ะค่ะ” ม่อไป๋ได้ยินดังนั้น ในใจเกิดความสงสัย ไม่รู้ฮองเฮารู้เรื่องนี้ตื้นลึกหนาบางแค่ไหน

เงยหน้าสำรวจภายในห้องประทับของพระตำหนัก เห็นมุมเล็กๆมุมหนึ่ง จึงเดินเข้าไปนั่ง แต่กลับต้องตกใจ เมื่อเห็นว่าด้านข้างมีคนผู้หนึ่งนั่งเงียบอยู่ เมื่อครู่ตอนเดินเข้ามามัวแต่ก้มหน้า ไม่ทันสังเกตเห็นคนผู้นี้ เขาดูราวยี่สิบกว่าได้ รูปร่างหน้าตาคุ้นมาก ไม่จำเป็นต้องถามก็รู้ว่า เขาเป็นหนึ่งในบรรดาองค์ชายอย่างแน่นอน ดูจากลวดลายมังกรทะยานฟ้าบนเสื้อผ้าที่สวมใส่ซึ่งคล้ายกับของตน เหมือนมีความทรงจำที่เบาบาง ถึงรู้สึกว่าคุ้นหน้า นึกได้แล้ว คนผู้นี้เองที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่ด้วยกันในห้องแต่งตัวของจวนอ๋อง ในกระจกคนผู้นี้หน้าตาคล้ายตนเองมาก แต่ในเวลาประชิดตัวแบบนี้กลับพูดอะไรไม่ออก อาจเพราะไม่รู้ว่าเขาอายุมากกว่าตนเท่าไหร่ด้วย ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี แต่ดีที่เขาหันมาก่อน ลุกขึ้นยืน ยิ้มเล็กน้อย

“น้องหก ได้ยินว่าพรุ่งนี้เจ้าจะไปแต่เช้า เร็วจัง พี่ก็เลยมาเฝ้าเสด็จแม่ เผื่อได้ช่วยเจ้าตระเตรียมอะไร”

ม่อไป๋จ้องมองใบหน้าเขา แม้ชาติที่แล้วตนไม่ค่อยได้เข้าสังคม แต่เพราะชอบเรียนรู้ และได้เรียนวิชาแพทย์อยู่หลายปี เชี่ยวชาญการตรวจโรคจากสีหน้าผู้ป่วย

'คนผู้นี้ข้าไม่คิดสนิทด้วย' นี่คือภาพลักษณ์ของหมิงอ๋องในสายตาเขา แม้เขาจะแย้มยิ้มให้ แต่ลึกๆแล้วกลับรู้สึกไม่ชอบ ออกจะรังเกียจด้วยซ้ำไป

ม่อไป๋ไม่รู้ว่าระหว่างคนทั้งสองมีเรื่องขัดแย้งอะไรกัน พูดตามตรง เขาไม่อยากคิดอะไรมาก หากไม่จำเป็นต้องพบปะผู้คน เขาก็ไม่อยากพบปะใครอยู่แล้ว

จึงเพียงยกฝ่ามือขึ้นประสานหลวมๆ กล่าวเสียงเบา “ขอบพระทัยในความห่วยใยของเสด็จพี่”

จากนั้นจึงเดินช้าๆไปนั่งเก้าอี้ที่ถัดลงมาจากเขา เงยหน้าขึ้นมองฮองเฮาอีกครั้ง แล้วค่อยลุกขึ้นยืน ประสานฝ่ามือไว้ตรงกลาง

“เสด็จแม่ พรุ่งนี้ลูกต้องไปแต่เช้า การจากไปครั้งนี้ไม่รู้ต้องจากไปนานเท่าไหร่ ห่วงแต่เพียงไม่สามารถปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายเสด็จแม่ ขอเสด็จแม่ทรงถนอมพระวรกายด้วย”

ผู้ที่อยู่ในห้องบางคนถึงกับตกตะลึง อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนหมิงอ๋องเป็นคนไม่เอาไหนจริงๆ ฮองเฮาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน มุมปากปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย ลักษณะท่าทางงดงามไม่มีที่ติ

“ภายในคืนเดียว ลูกแม่โตขึ้นแล้วจริงๆ!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น