หอหมื่นอักษร

นิยายแนวสืบสวนสอบสวน ที่ลึกลับทั้งคดี และตัวตนของ 'เขา' ขอบคุณสำหรับการติดตามนะเจ้าคะ -เก๋อเก๋อ-

ตอนที่ 29 ปีศาจภูเขา

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 ปีศาจภูเขา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2560 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 ปีศาจภูเขา
แบบอักษร



“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน” กู่ซานหมิงหมดแรงที่จะเอื้อนเอ่ย “ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาถูกแมลงพวกนั้นกัดเข้ากี่ตัว ถ้าแค่สี่ห้าตัวก็คงไม่ถึงตาย มันไม่เหมือนกับถูกปลิงดูดเลือด ถึงแม้จะเป็นปลิงดูดเลือดก็เถอะ ปลิงแค่แปดเก้าตัวยังไงก็กัดไม่ถึงตายหรอกครับ ปลิงหนึ่งตัวจะดูดเลือดได้สักเท่าไหร่กันเชียว แต่ถ้าเป็นจำนวนมากล่ะก็ ก็...คงไม่ต้องพูดถึง บางทีก็อาจจะถูกดูดเลือดจนหมดตัวภายในเวลาแป๊บเดียวก็ได้”

เมื่อสักครู่หยางปินกับคนอื่น ๆ แค่รอฟังจากเย่หนิงว่าพวกเธอจะเจออะไรบ้าง เธอเพียงแต่ให้พวกเขารีบขึ้นมาดู และเก็บรวบรวมหลักฐานเท่านั้น พวกเขาจึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเก็บแมลงเหล่านี้มาตรวจสอบด้วย แต่เมื่อครู่นี้ได้ยินเสิ่นอี้กับเย่หนิงพูดคุยโต้ตอบกับกู่ซานหมิงไปมาก็เริ่มที่จะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้าง


ดูท่าแมลงดูดเลือดอะไรนั่น คงเป็นกุญแจสำคัญของคดีนี้แน่ ๆ !

เป็นไปได้อย่างมากที่มันจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนักศึกษาเหล่านั้น


ถ้าฟังจากที่กู่ซานหมิงพูดมาแล้วนั้น เพียงแค่เขาได้เห็นสภาพศพของนักศึกษาเหล่านั้น เขาก็น่าจะรู้แล้วว่าเรื่องทั้งหมดนั้นมันเกิดอะไรขึ้น แต่เพราะว่าเขากลัวที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดนี้ เขาเลยปิดบังไม่พูดความจริงออกมาอย่างนั้นหรือ ?


นี่มันเห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว !


อย่าว่าแต่เสียวหม่าเลย แม้แต่ลู่เว่ยเองก็อยากถีบกู่ซานหมิงเข้าสักป้าบ


หยางปินได้แต่รู้สึกเศร้าสลด “นึกไม่ถึงเลยว่าแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่เป็นที่สนใจเช่นนี้ กลับจะมีแมลงที่น่ากลัวขนาดนี้อยู่ได้”

“หัวหน้าหยางครับ” เสิ่นอี้พูดเสียงต่ำ “เกรงว่าจะไม่ใช่แค่นี้น่ะสิครับ คุณก็ได้ยินที่กู่ซานหมิงพูดทั้งหมดแล้วนี่ ผมว่าแค่แมลงดูดเลือดพวกนี้ไม่มีทางที่จะทำให้ผู้ชายคนหนึ่งเสียเลือดจนตายได้หรอกครับ”

สีหน้าของหยางปินเปลี่ยนไปทันที “หรือว่าข้างล่างยังจะมีอีกหรือครับ ?”


ไม่แปลกใจเลยที่สีหน้าของหยางปินจะเปลี่ยนไปในทันที ถ้าในโกดังนี้มีแมลงดูดเลือดอยู่เป็นนับพันนับหมื่นตัวจริง พวกเขาไม่มีทางที่จะกำจัดมันหมดแน่ เจ้าสิ่งนี้ใช้ปืนยิงก็คงไม่มีประโยชน์ ใช้ยาฆ่าแมลงก็คงจัดการไม่ได้แน่นอน แมลงหยุบหยับมาเป็นกองทัพขนาดนี้ ไม่ว่าใครที่ถูกมันกัดเข้า ถึงจะร้องขอความช่วยเหลืออย่างไรก็คงไม่มีประโยชน์


“ผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่คงไม่ได้มีเพียงเท่านี้แน่ ที่หลี่ฉิงบอกว่าเห็นเป็นเงาสีดำ ก็น่าจะเป็นสิ่งนี้นั่นแหละครับ”

“เห้ย !” หยางปินเข้ากระชากคอเสื้อกู่ซานหมิงอีกครั้ง แล้วพูดขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราด “ไอ้แมลงดูดเลือดพวกนี้มันมาจากไหนกัน คุณบอกว่าเคยเห็นมันเมื่อสิบยี่สิบปีก่อน แสดงว่าเคยมีคนถูกกัดตายใช่ไหม ? บอกผมมาให้หมดว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่ ?”

กู่ซานหมิงถอนหายใจยาวออกมา สีหน้าของเขาโศกเศร้าราวกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ “สารวัตรหยางครับ ตอนนั้นผมอายุแค่สิบกว่าขวบเอง ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมก็แค่ได้ยินจากผู้ใหญ่ว่ามีคนถูกแมลงกัดตาย พวกเขาบอกว่าแมลงพวกนั้นมากจากสัตว์เลี้ยง หลังจากนั้นพวกเราจึงไม่กล้าแม้แต่เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้านอีกเลย......”

“ศพของคนที่ถูกแมลงกัดตายนั้นก็ถูกเผา แม้กระทั่งแมลงก็ถูกเผาจนหมด......จากนั้น จากนั้นพวกเราก็ไม่เคยเห็นมันอีกเลย ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปแล้วหลายปี เจ้าสิ่งนี้มันโผล่ออกมาได้ยังไง......เอ พวกเรา ตอนนี้พวกเราไม่ได้เลี้ยงสัตว์ไว้เลยนะครับ......สารวัตรหยาง คุณต้องเชื่อผมนะครับ ! ผมไม่รู้จริง ๆ ไม่รู้จริง ๆ ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น”

“คุณยังกล้าเรียกร้องหาความเห็นใจอยู่อีกเหรอ ?” หยางปินพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณรู้เหตุการณ์พวกนี้ทั้งหมด ทำไมถึงไม่รีบรวบรวมข้อมูลและไปแจ้งตำรวจให้เร็วกว่านี้ หา ! คุณตั้งใจที่จะปิดบังใช่ไหม คุณรู้ไหมว่านี่มันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย !”

“ผะ...ผมไม่ได้ปิดบังเลยนะครับ” กู่ซานหมิงยังคงร้องขอความเป็นธรรม “สารวัตรหยาง คุณตำรวจครับ ผมไม่ได้ทำผิดอะไรนะครับ ผมไม่ได้ปิดบังอะไรเลยจริง ๆ เรื่องนี้มันผ่านมาหลายปีแล้ว ผมจะไปจำได้ยังไงกัน แต่ไหนแต่ไรมาผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย นี่ถ้าผมไม่เห็นแมลงพวกนี้ ผะ...ผมก็คงนึกเรื่องนี้ไม่ออกหรอกครับ”

หยางปินหันหน้าไปมองทางเสิ่นอี้ เพื่อรอฟังความเห็นจากเขา

เสิ่นอี้จึงพูดขึ้นมาว่า “ดูเหมือนว่าเจ้าพวกนี้มันจะกลัวไฟนะครับ ถ้าพวกเราก่อกองไฟขึ้นมา พวกมันก็คงไม่กล้าเข้ามาใกล้แล้วล่ะครับ”

ลู่เว่ยรู้สึกเหนื่อยหน่ายเป็นอย่างมาก “ผิงไฟในวันที่อากาศร้อนแบบนี้ คงเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมไปชั่วชีวิตเลยนะครับ”


ช่วงหน้าร้อนเช่นนี้ อากาศก็เลยร้อนมากจริง ๆ พวกเขาอยู่ในโกดังที่ประตูหน้าต่างล้วนถูกปิดแน่นหนา เดิมทีก็ร้อนจนตับแลบจนเหงื่อไหลไคลย้อยไปทั่วตัวแล้ว แล้วนี่ยังจะจุดไฟอีกเหรอ มีหวังพวกเขาต้องสุกจนเกรียมแน่ ๆ


ไมต้องพูดถึงพวกแมลงพวกนั้นหรอก พวกเขานี่แหละที่จะตายเสียก่อน !


“ลงไปข้างล่างก่อนแล้วค่อยว่ากันนะครับ” เสิ่นอี้กับเย่หนิงสำรวจบนชั้นลอยของโกดังจนทั่วแล้ว ก็ไม่พบอะไร อีกทั้งสถานที่ก็คับแคบเกินกว่าจะรับไหว เมื่อมีคนมาอัดแน่นกันอยู่เช่นนี้ อากาศก็เริ่มที่จะไม่ถ่ายเทเข้าเสียแล้ว


เมื่อลงมาจากชั้นลอย เสียวหม่ากับลู่เว่ยก็คิดที่จะหาฟางข้าวกันจริง ๆ เพื่อเตรียมที่จะ......จุดไฟ


เสิ่นอี้จึงยิ้มออกมาอย่างจนปัญญา “ยังไม่ต้องจุดตอนนี้หรอกครับ ถ้าหากยังมีแมลงดูดเลือดออกมาอีก ถึงตอนนั้นค่อยจุดก็ยังไม่สาย พวกคุณสองคนคงไม่อยากให้พวกเราทั้งหมดนี่ขาดอากาศหายใจตายหรอกใช่ไหมครับ ?”

เสียวหม่าเป็นคนขี้ร้อน เอาแต่ขยับตัวไปมา เขารู้สึกร้อนจนเหงื่อท่วมไปหมดทั้งตัวตั้งแต่ตอนแรกแล้วด้วยซ้ำ “ไม่ไหวแล้วครับ ร้อนจะตายอยู่แล้ว ผมว่าพวกเราเปิดหน้าต่างเถอะครับ”

“ไม่ได้นะ !” ร่างของกู่ซานหมิงสะดุ้งไปเสียทั้งตัว สีหน้าของเขาดุร้าย อีกทั้งยังตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “อย่าเปิดหน้าต่าง ! อย่าเปิดหน้าต่างเด็ดขาดนะ !”

ลู่เว่ยมองกู่ซานหมิงด้วยความแปลกใจ “นี่คุณ คุณจะตื่นเต้นตกใจอะไรนักหนาเนี่ย ? ทำไมถึงจะเปิดหน้าต่างไม่ได้ หรือว่าแมลงพวกนี้มันไต่ขึ้นมาทางหน้าต่างหรือไงกัน”

“ใช่ ๆ ๆ” กู่ซานหมิงเอาแต่พยักหน้า “พวกมันไต่ขึ้นมาทางหน้าต่าง ! อย่าเปิดนะ อย่าเปิดหน้าต่างเด็ดขาดนะ !”

“คุณพอได้แล้ว !” ลู่เว่ยมองเขาอย่างเหยียดหยาม “ก็แค่แมลงตัวเล็ก ๆ ตัวเล็กกว่ามดอีก ถึงเราจะไม่เปิดหน้าต่าง แต่แค่ร่องเล็ก ๆ แบบนี้ยังไงมันก็เข้ามาได้อยู่ดีนั่นแหละ”

สีหน้าของหยางปินเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาพูดเสียงแข็งกร้าว “กู่ซานหมิง ! ยังมีเรื่องอะไรอีก ทางที่ดีคุณบอกความจริงพวกเรามาตรง ๆ เลยดีกว่า”

“ผม......ผมไม่รู้ !” สีหน้าที่ไม่รู้สึกผิดของกู่ซานหมิงนั่น ราวกับว่าตัวเองถูกใส่ร้ายอย่างไรอย่างนั้น “คุณตำรวจ ผมไม่รู้จริง ๆ นะครับ......มันเป็นข้อห้ามที่บรรพบุรุษของผมบอกกันต่อ ๆ มา ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่ตั้งแต่เล็กจนโต คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านต่างก็บอกกันมาแบบนี้ พวกเขา...พวกเขาบอกเราไว้ว่า พอตกกลางคืนให้ปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา และก็ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ! ไม่อย่างนั้น......ไม่อย่างนั้นจะ จะถูก...ถูกจับไป...”

เสิ่นอี้รีบพูดขัดคำพูดของกู่ซานหมิงขึ้นมาทันที “ไม่อย่างนั้นจะถูกจับไป ?”

ดูเหมือนสภาพจิตใจของกู่ซานหมิงเริ่มที่จะไม่ปกติแล้ว เขาเอาแต่พูดติด ๆ ขัด ๆ “คือ......มันคือปีศาจภูเขา”

“ปีศาจภูเขา ?” เย่หนิงและคนอื่น ๆ นั้นต่างก็คาดไม่ถึง แต่สีหน้าของเสิ่นอี้กลับสงบนิ่ง เหมือนกับว่าเขาไม่ได้แปลกใจอะไรกับคำตอบนี้สักเท่าไหร่นัก แถมยังถามต่อด้วยท่าทีจริงจัง “ปีศาจภูเขา มันหน้าตาเป็นอย่างไรล่ะครับ ? มันกินคนด้วยหรือเปล่า ?”

กู่ซานหมิงหลบสายตาของเสิ่นอี้ แล้วพูดขึ้นอย่างคลุมเครือว่า “น่าจะ น่าจะเป็นอย่างนั้น......ผม ผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เพียงแค่ได้ฟังคนรุ่นก่อน ๆ เขาว่ามาอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า ?”

หมอนี่ทำเอาเย่หนิงโกรธเหลือจะทน “นี่ กู่ซานหมิง ! ไอ้นี่คุณก็ไม่รู้ ไอ้นั่นคุณก็ไม่รู้ ! คุณเป็นผู้ใหญ่บ้านประสาอะไรเนี่ย ปู่ย่าตายายพ่อแม่ของคุณบอกว่าห้ามออกไปข้างนอก คุณก็เลยไม่ออกไปอย่างนั้นเหรอ เมื่อก่อนคุณเป็นเด็กดีเชื่อฟังขนาดนั้นเชียวหรือคะ ?”

สีหน้าของกู่ซานหมิงเดี๋ยวก็ขึ้นสีแดง เดี๋ยวก็ขึ้นสีขาว “เด็กในหมู่บ้านนี้ ตั้งแต่เด็กก็ถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวด......ตอนกลางคืนไม่อนุญาตให้ออกไปข้างนอก ! ปกติแล้วก็มักจะถูกให้นอนที่ห้องเล็ก ๆ ในสุดของบ้าน แม้แต่หน้าต่างที่เปิดรับลมจากข้างนอกก็ยังไม่มีเลยครับ !”

เย่หนิงเบะปากออกมา “จริงเหรอคะ?”

ทันใดนั้นเสิ่นอี้ถามขึ้นมาทันที “ที่หมู่บ้านของพวกคุณ มีใครเคยเห็นปีศาจภูเขามาก่อนไหมครับ ?”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น