หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๒๔ เก็บตัวที่เมืองหมิงจู

ชื่อตอน : ตอน ๒๔ เก็บตัวที่เมืองหมิงจู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2560 16:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๒๔ เก็บตัวที่เมืองหมิงจู
แบบอักษร

ไม่ว่าจะเป็นชาตินั้นหรือชาตินี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ม่อไป๋ได้สบตากับองค์จักรพรรดิที่มีชีวิตอยู่บนโลกตัวเป็นๆ

ม่อไป๋เคยพบเจอบุคคลระดับสูงมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับผู้มีอำนาจและยศถาบรรดาศักดิ์ในโลกสมัยใหม่ หรือเกจิอาจารย์ที่อยู่ในโลกแห่งความสันโดษ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายบนโลก

ตอนนี้เขายอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นความน่าเกรงขาม ความสง่างาม หรือความยิ่งใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง ต้องสยบให้กับดวงตาคู่นี้!

แต่ดวงตาม่อไป๋ยังคงเย็นชา อาจเป็นผลข้างเคียงจากดวงใจที่ปวดร้าวเมื่อครู่ แม้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่มีอำนาจข่มขวัญผู้อื่นโดยธรรมชาติ คลื่นความรู้สึกในใจเขาก็ไม่กระเพื่อมแม้แต่น้อย

องค์ติ้งอู่ประทับยืนอยู่ที่โต๊ะในระดับสูงกว่า ทอดเนตรลงมองโอรสที่ร่างกายอ่อนยวบยาบพิงพนักเก้าอี้อยู่ มองดูดวงตาคู่นั้น พระทัยขององค์จักรพรรดิในเวลานี้เกิดหวั่นไหวขึ้นมาโดยไม่รู้องค์เอง

พระทัยทรงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คล้ายไม่เคยเห็นสายตาที่บริสุทธ์เย็นชาเช่นนี้ของโอรสมาก่อน แต่ก็กลับมาตั้งสติได้ คล้ายมีเรื่องที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย...

ทว่าองค์ติ้งอู่ยังคงทอดพระเนตรมองโอรสไม่วางตา กลับพบว่าดวงตาคู่นี้คล้ายไร้ชีวิตชีวา

เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านนอก ขัดจังหวะบรรยากาศภายในของห้อง

มหาดเล็กรีบเดินออก นำพาสองท่านเดินเข้ามาก่อนโค้งให้องค์ติ้งอู่

“ฝ่าบาท หมอจางมาถึงแล้ว”

องค์ติ้งอู่ชะงักงัน ผละพระเนตรจากม่อไป๋ ทอดพระเนตรไปยังผู้ที่อยู่นอกประตู

ตรัสเสียงขรึม “เข้ามา”

ม่อไป๋ได้ยินว่าผู้มาถึงคือหมอจาง ในใจฉุกคิด ‘หมอจางท่านนี้ไม่กล้าพูดความจริงเป็นแน่’

“ฝ่าบาท” หมอจางกับจางปังลี่สาวเท้าเข้ามา ทำความเคารพองค์ติ้งอู่

องค์ติ้งอู่ผายมือเล็กน้อย ไม่พิธีรีตองมากมาย รับสั่งทันที “ช่วยดูอาการโอรสหน่อย”

“กระหม่อม” หมอจางไม่กล้ารีรอ หันกายเดินเข้าหาหมิงอ๋อง ตกใจเล็กน้อย

“ท่านอ๋องตื่นแล้ว?”

ม่อไป๋เหลือบมองเขา ผู้อื่นอาจไม่สังเกตเห็น แต่ม่อไป๋เห็นชัดว่า หมอจางดูเครียดจนใบหน้ากระตุก แววตาดูหวาดกลัว

ม่อไป๋เข้าใจดี หมอกำลังกลัวว่าที่ตนเกิดเรื่องเมื่อครู่ หนีไม่พ้นความรับผิดชอบของหมอ ม่อไป๋ไม่ได้ส่งเสียง ยอมให้หมอเข้าทำความเคารพ และตรวจชีพจร

พลังชีพของม่อไป๋คงที่แล้ว แต่ร่างกายยังอ่อนแออยู่ เรื่องนี้หมอสมควรดูออก

หมอจางหรี่ตาเล็กน้อย ใจเต้นตึกตัก หมิงอ๋องชีพจรอ่อนแอ ผิดปกติอยู่เรื่อย เมื่อครู่หากยืนหยัดไม่ได้แม้สักลมหายใจเกรงว่า.... อันตรายจริงๆ!

เขาจับชีพจรสักพัก กลับตกตะลึงอีกครั้ง ผ่านครั้งนี้มาได้ พลังชีพที่เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มีสายนั้นของหมิงอ๋องยังคงอยู่

‘รักษามาก็หลายปี แต่ครั้งนี้เจอกับกรณีที่แปลกจริงๆ’ หมอจางคิดในใจ ค่อยๆ ปล่อยมือหมิงอ๋อง

ขณะหันกายเตรียมกราบทูลฝ่าบาท หนังตาพลันกระตุก เพราะเห็นหมิงอ๋องกำลังจ้องมองตน แววตาเหมือนกับวันนั้นที่เคยมองตนแล้วพูดว่า

‘หมอต้องมีจรรยาบรรณนำหน้า มีจริยธรรมแห่งวิชาชีพ’ คำๆ นี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดไม่เสื่อมคลาย

แววตาหมอจางสั่นระริกไม่หยุด ในใจเกิดความกลัวโดยไม่รู้สาเหตุ หมิงอ๋องท่านนี้คล้ายมีบางอย่างที่ประหลาด.....

ทว่าความคิดนี้กลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขามั่นใจว่าต่อให้เป็นหมอเทวดามาจากไหน ก็ไม่มีทางตรวจวิเคราะห์ความเป็นมาของพลังชีพสายนั้นได้

อย่าว่าแต่หมิงอ๋องที่ไม่เอาอ่าว จะรู้สึกตัวรึว่าผิดปกติอยู่

แววตาแน่วแน่ หันกายโค้งเคารพฝ่าบาทที่รอฟังอยู่

“ฝ่าบาท หมิงอ๋องปลอดภัยแล้ว เพียงอาการบาดเจ็บยังไม่หายเป็นปกติ และเหนื่อยล้าเกินไป ร่างกายไม่เอื้ออำนวย ต้องเอาใจใส่ พักรักษาตัวอย่างสงบเป็นแรมเดือน อาจหายเป็นปกติได้!”

องค์ติ้งอู่และจางปังลี่รู้โดยธรรมชาติว่าเพราะมีหมิงอ๋องอยู่ หมอจางจึงไม่กล้าพูดให้ชัดเจน แค่พวกเขาได้ยินว่าหมิงอ๋องปลอดภัยชั่วคราวก็พอแล้ว

ในใจทั้งสองท่านผ่อนคลายลงระดับหนึ่ง แต่จางปังลี่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจคิด ‘ทางแค่นี้ยังเดินไม่ไหว แล้วจะนั่งรถม้าอย่างไร’

แต่เขาถามออกมาไม่ได้ เพราะหมิงอ๋องอยู่ที่นี่

ทันใดนั้น หมิงอ๋องพลันเอ่ยขึ้น

“เสด็จพ่อ หมอจางเป็นนักต้มตุ๋น หลังการรักษาของหมอ ลูกยังคงเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกาย เขาโกหกเสด็จพ่อว่าลูกไม่เป็นอะไรแล้ว หลอกลวงกันชัดๆ ลูกขอให้เสด็จพ่อเปลี่ยนหมอผู้เชี่ยวชาญให้ด้วย”

เสียงที่อ่อนแรงเมื่อเอ่ยปากกะทันหันก็เป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิดอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่เขาพูดกลับทำให้ทุกคนไม่คาดคิดยิ่งกว่า

ทุกอย่างในห้องเหมือนหยุดนิ่งฉับพลัน บรรยากาศเครียดขึ้ง คิ้วของทุกคนต่างขมวดเข้าหากัน

หมอจางนาทีนี้ ตบะที่สู้อุตส่าห์บำเพ็ญมานานหลายปีได้แตกสลายลง พยายามข่มกลั้นอย่างไร ก็ไม่สามารถเพลาการเต้นอย่างรุนแรงของหัวใจได้ แผ่นหลังเปียกชื้นขึ้นมา

เมื่อความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด กลับได้ยินเสียงขององค์ติ้งอู่ดังขึ้น

“เจ้าอย่าเสียมารยาท หมอจางเป็นหมอเทวดาแห่งยุค รักษาชีวิตคนมานับไม่ถ้วน จะโกหกได้อย่างไร”

หัวใจที่เต้นขึ้นมาถึงลำคอของหมอจางค่อยๆ หล่นลงไป โค้งให้องค์ติ้งอู่อีกครั้งก่อนพูด

“ฝ่าบาททรงอย่าตำหนิท่านอ๋อง เป็นเพราะอาการบาดเจ็บยังไม่หายดี ทำให้กระวนกระวายและไม่สบายใจ เป็นผลพวงจากโรคภัยไข้เจ็บ มิใช่พื้นฐานจิตใจ ต้องใช้เวลารักษาตัวสักพัก จิตใจจึงจะสงบลงได้”

ม่อไป๋ไม่ได้มองหน้าหมอจางอีก แต่มองไปที่องค์ติ้งอู่ จากนั้นค่อยๆ หลุบตาลงต่ำ

เขารู้แต่แรกแล้วว่าผลลัพธ์ต้องเป็นแบบนี้ องค์จักรพรรดิเชื่อหมอจาง แต่ไม่เชื่อเขา

ดังนั้นจึงไม่มีทางให้หมออีกคนมารับรู้อาการบาดเจ็บของเขาเป็นอันขาด ยิ่งรู้มากคนยิ่งไม่เป็นผลดี

แต่เมื่อครู่เขายังคงพูดออกไป ทั้งๆ ที่มีหวังเพียงน้อยนิด

ร่างกายของเขาในตอนนี้ หากได้หมอที่มีทักษะเยี่ยมยอด มีความกล้าหาญ มีคุณธรรม ไม่มีทางบอกว่าเขาไม่มีหนทางเยียวยาอย่างแน่นอน

ขอเพียงมีความหวังว่ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ราชสำนักก็ไม่จำเป็นต้องส่งเขาไปไหนอีก เพียงให้เวลาเขาได้อยู่รักษาตัวอย่างสงบ อาศัยความสามารถของเขา ต้องมีวันที่หายจากอาการป่วยได้

ดังนั้นแม้รู้ว่ามีความหวังอยู่ไม่มาก แต่ม่อไป๋ก็ต้องลองดูสักตั้ง แต่สุดท้ายแล้ว องค์ติ้งอู่ก็ไม่ยอมจนได้

ม่อไป๋หลุบตาลงต่ำ ไม่พูดอะไรอีก เขาตัดสินใจแล้ว ตามนั้น

เดิมทีเขาก็เข้าใจ ถึงจะเปลี่ยนหมอมาใหม่ ก็ไม่มีทางรู้อยู่ดีว่าฝีมือการรักษาเป็นอย่างไร หากไม่กล้ารักษาต่อ หนำซ้ำกลับบอกถึงความไม่แน่นอนของร่างกายเขา ความกังวลทั้งหมดที่คาดการณ์ไว้ คงเป็นจริงได้ในทันที

“หมอจาง นี่ก็ใกล้ถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อีกไม่นานเมืองหลวงก็จะปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็น จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษาตัวของโอรสเราไหม” องค์ติ้งอู่ค่อยๆ ตรัสถาม

มาแล้ว!

ม่อไป๋แม้รู้อยู่แต่แรก แต่นาทีนี้ก็มาถึงแล้วจริงๆ มันบีบหัวใจโดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็นิ่งเงียบ ไม่พูดจา

ขบถมาจนถึงนาทีนี้ ไม่ได้ผลอะไรเลยสักนิด

หมอจางพยักหน้าติดๆ กัน “เป็นอย่างที่ฝ่าบาทกังวลพระทัย หากสามารถหาสถานที่ๆ เหมาะสมให้ท่านอ๋องพักรักษาตัว ท่านอ๋องก็สามารถหายจากอาการป่วยได้เร็ว”

องค์ติ้งอู่พยักหน้า ครุ่นคิดสักครู่ ค่อยทอดพระเนตรมองม่อไป๋

“ลูกเรา เจ้าถูกแต่งตั้งให้เป็นหมิงอ๋อง อีกทั้งยังแต่งงานแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาของการเก็บตัว เมืองหมิงจูเป็นเมืองติดทะเล อากาศดีกว่าเมืองหลวงมาก เหมาะแก่การอยู่พักรักษาตัวของเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรชักช้า พรุ่งนี้เป็นวันเริ่มเก็บตัวอย่างเป็นทางการ”

ม่อไป๋เงยหน้าขึ้น มององค์ติ้งอู่ก่อนพยักหน้าช้าๆ “พะยะค่ะ เสด็จพ่อ!”

นาทีนี้ หมอจางกับจางปังลี่จึงสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย

องค์ติ้งอู่ลุกขึ้นยืน พระพักตร์ปรากฎรอยยิ้มน้อยๆ

“ไปลาเสด็จแม่ของเจ้าหน่อยก็แล้วกัน”

ม่อไป๋ไม่ต้องให้ใครช่วยพยุงอีก ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยตัวเอง มองใบหน้าที่มีรอยยิ้มขององค์ติ้งอู่ กับดวงตาคู่ที่ยังคงน่าเกรงขามคู่นั้น

เขาค่อยๆ คุกเข่าลง โขกศีรษะสามครั้ง เงยหน้าขึ้น ไร้ซึ่งรอยยิ้ม เพียงถาม

“เสด็จพ่อ วันที่ลูกแต่งงานถูกพวกโจรลอบสังหารเกือบเอาชีวิตไม่รอด ได้ยินมาว่าจับพวกโจรได้

แล้ว จึงอยากทูลเสด็จพ่อช่วยจัดการให้ลูก นำตัวโจรที่ท้าทายอำนาจราชสำนักมาฉีกออกเป็นหมื่นๆ ชิ้น หาก

ไม่ทำเช่นนี้ ผู้คนจะยิ่งคิดกลั่นแกล้งราชสำนักเรา แล้วเราจะปกครองใต้หล้าได้อย่างไร”

รอยยิ้มบนใบหน้าองค์ติ้งอู่ค้างแข็ง จางปังลี่หน้าเสีย หมอจางใจเต้นด้วยความตกตะลึง สายตาจ้องมองม่อไป๋ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น

หากเป็นก่อนหน้านี้เขาอาจไม่สนใจ แต่ตอนนี้เขาจำได้ว่าเพิ่งตรวจชีพจรของม่อไป๋อยู่หยกๆ ชีพจรที่สับสนวุ่นวาย ร่างกายไม่น่ามีความยืดหยุ่นและคล่องตัวเช่นนี้ แต่ม่อไป๋กลับลุกขึ้นยืนเอง ยังคุกเข่าอีก โขกศีรษะด้วย สีหน้าก็ปกติ!

อากัปกิริยาเหล่านี้ยิ่งทำให้หมอจางรู้สึกแปลกประหลาดเพิ่มขึ้น แต่มาถึงตอนนี้ อะไรเขาก็ไม่กล้าพูดแล้วทั้งนั้น ทำได้เพียงเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ

ทว่า บรรยากาศภายในห้องกลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เห็นได้ชัดว่าหมิงอ๋องพูดเกินไป ราชสำนักจะปกครองใต้หล้าได้อย่างไร นี่เป็นความคิดเห็นขององค์ชายแต่เพียงผู้เดียว

แต่ตอนนี้ คงเหลือเพียงความอึดอัดใจ ไม่มีใครคิดโกรธหมิงอ๋อง ได้ยินเพียงองค์ติ้งอู่ตรัสเบาๆ

“ลูกวางใจได้ พ่อจะจัดการให้เอง ไปเถอะ”

มุมปากของม่อไป๋ปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ จ้องมององค์ติ้งอู่ ก้มศีรษะ

“เสด็จพ่อ ลูกไปล่ะ!”

ไม่ใช่ ขอลา แต่เป็น ไปล่ะ!

ที่จริงแล้วในเวลานี้ องค์ชายท่านอื่นๆ ต้องเต็มไปด้วยอารมณ์ที่แสดงออกว่าไม่อยากจากองค์เหนือหัวไปไหน ขอให้ทรงยกโทษให้ที่อกตัญญู ไม่สามารถอยู่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายได้....

แต่ม่อไป๋กลับกล่าวแค่คำเดียวสั้นๆ ไปล่ะ ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมก็ลุกขึ้นยืน หันกายให้มหาดเล็กนำทาง เดินจากไป

รอจนเงาร่างของเขาไปไกลลับตาแล้ว องค์ติ้งอู่จึงเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าขึ้น หันถามหมอจาง

“ท่านหมอ อาการที่แท้จริงของโอรสเราเป็นอย่างไรกันแน่”

สามารถเป็นถึงองค์จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ ไหนเลยจะถูกหลอกได้ง่ายๆ

บันไดเพียงไม่กี่ขั้น หมิงอ๋องยังก้าวลำบาก จะไม่ให้กังวลใจได้อย่างไรกัน ต้องรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ มองข้ามไม่ได้

หมอจางสีหน้าเคร่งขรึม โค้งคำนับอีกครั้ง พูดจริงจัง

“ฝ่าบาท ในร่างกายของหมิงอ๋องมียาที่รับรองได้ว่าจะไม่เป็นไรภายในสองวันนี้ แต่คนของเขาซ่างชิงลงมือเหี้ยมโหดมาก ตัดชีพจรของหมิงอ๋องไม่ว่า แต่พลังฝ่ามือยังเป็นที่สุดแห่งพลังเย็น ซึ่งไหลเวียนอยู่ในร่างกายไม่จบสิ้น และอาจทำให้หมิงอ๋องเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ ตอนนี้หมิงอ๋องรับยาบำรุงมากไม่ได้แล้ว หากอยากให้ปลอดภัย ต้องเสริมพลังร้อนเข้าไปด้วยยากุยหยวนตัน.....”

หมอจางพูดถึงตรงนี้ก็ไม่พูดต่ออีก เขายังคงจัดบันไดเหลือไว้ให้ตนเองขั้นหนึ่ง แม้ได้เตรียมทางหนีที

ไล่ไว้หลายทางแล้ว แต่มีทางถอยเพิ่มขึ้นอีกสักทางก็ไม่เสียหาย

คิดว่าฝ่าบาทคงไม่ให้ยากุยหยวนตันแน่ แต่หารู้ไม่ว่า ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามา หมิงอ๋องกับองค์ติ้งอู่เกิดสบตากัน ตอนนั้นความเด็ดขาดของจักรพรรดิติ้งอู่ได้ถูกสั่นคลอน เปลี่ยนเป็นความรักระหว่างพ่อลูกแทน

ยังมีท่าทีที่เฉียดใกล้ความตายเมื่อครู่ของหมิงอ๋องก็ทรงเห็นด้วยตาองค์เอง แน่นอนว่าทรงรู้สึกใจไม่ดี ทำให้ทรงใส่พระทัยมากขึ้น กลัวว่าจะเกิดเหตุสุดวิสัย ตอนนี้จึงตัดสินใจรับสั่งเสียงขรึม

“ได้ ให้ยากุยหยวนตันแก่โอรสเรา 1 เม็ด”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}