หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๒๓ ร่างกายที่น่าเวทนา

ชื่อตอน : ตอน ๒๓ ร่างกายที่น่าเวทนา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2560 08:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๒๓ ร่างกายที่น่าเวทนา
แบบอักษร

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเถี่ยสงและเหล่าพี่น้องผองเพื่อน แน่นอนว่าม่อไป๋ไม่รู้เรื่อง เพราะเขากำลังเดินอยู่ในปราสาทราชวังซึ่งเต็มไปด้วยรัศมีแห่งความงดงามตระการตา ภูมิฐาน และงามสง่า

ความจริงหลังจากมอบหมายงานให้เถี่ยสงไปทำ เขาก็ไม่เก็บมาคิดอีกว่าในที่สุดแล้วเถี่ยสงจะทำสำเร็จหรือไม่ ไม่ใช่เพราะชะล่าใจ หรือไว้ใจในตัวเถี่ยสง

แม้พบกันแค่ครั้งเดียว และเกิดความรู้สึกดีด้วย ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าเชื่อมั่นเต็มที่

แต่เป็นเพราะ ตั้งแต่เขาลืมตาขึ้นดูโลก เขาก็รู้อย่างแน่ชัดแล้วว่าตนเองต้องเผชิญกับความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้วอย่างเขา อยากแสวงหาเส้นชีวิตสักเส้น ไม่จำเป็นต้องถามถึงความแน่นอน

ไม่มีเวลาไปวางแผน ทำความเข้าใจ หรือค่อยๆ คิดคำนวณ

ไม่ว่าที่สุดแล้วเถี่ยสงจะทำได้หรือไม่ก็ตาม เขาก็ไม่มีเวลาและเงื่อนไขพอที่จะเลือกใช้ใคร ที่สุดแล้วผลจะออกมาดีหรือไม่ สิ่งที่เขาทำได้ก็แค่รับและเผชิญหน้ากับมัน คิดไปทีละขั้น

ดูเหมือนมีแต่ผลในเชิงลบ ซึ่งความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม

คุณค่าของชีวิต น้อยคนนักที่จะสำนึกได้อย่างลึกซึ้ง และหวงแหนได้เท่าเขา

ไม่ว่าชาติที่แล้วหรือชาตินี้ ความเข้มแข็งและยืนหยัดอดทนได้แทรกซึมเข้าสู่ทุกอณูวิญญาณของเขาแล้ว ขอเพียงยังสามารถต่อสู้ ถึงลำบากแค่ไหนเขาก็ไม่ยอมรามือ ดังนั้นในสภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายเช่นนี้ เขาจึงสามารถยื้อความเจ็บปวดไว้ได้อย่างไม่สิ้นหวัง ไม่หวาดกลัว และในขณะที่ยังมีลมหายใจเฮือกสุดท้าย เขากลับเยือกเย็น ยืนหยัดที่จะเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเท่าที่จะทำได้

เหมือนกับชาติที่แล้ว ที่เขาพยายามอย่างสุดใจ สิ่งที่สามารถทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว หากยังคงต้องยอมรับความตาย เขาก็สามารถยอมรับได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ไม่กังวลและหวาดกลัวจนวินาทีสุดท้าย

ชะตาฟ้าลิขิต ต่อสู้ได้ แต่บังคับไม่ได้ คำๆ นี้เขาใช้เวลาทั้งชีวิตปฏิบัติจนเห็นจริง

พระราชวังที่ยิ่งใหญ่ นอกจากเสียงฝีเท้าของม่อไป๋และผู้ติดตามแล้ว ราวกับว่าไม่มีแม้เสียงรบกวนใดๆ ที่นี่เงียบมากเกินไป

ความเงียบสงบนี้ ราวกับเวทมนตร์ชนิดหนึ่ง ทำให้ผู้คนรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว

ม่อไป๋สังเกตเห็นว่า ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวัง เสียงฝีเท้าของเขากับเหล่าทหารเบาลงกว่าก่อนหน้านี้ ที่ทั้งหนักและดังมาก

ทว่าตัวเขาเองกลับไม่ได้รับผลกระทบตรงจุดนี้มากนัก อาจเพราะเขาเติบโตมาในสังคมซึ่งไม่ได้ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ บรรยากาศที่น่าเกรงขามชนิดนี้ เขาสัมผัสได้จริง แต่ไม่สามารถทำให้เขาสิโรราบ

สายตาของเขาไม่หยุดนิ่ง สำรวจไปทั่วบริเวณพระราชวัง อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับพระราชวังต้องห้ามในความทรงจำของตน

ความจริงแล้ว ตั้งแต่ออกจากจวนอ๋อง เขาก็เริ่มสำรวจดูเมืองๆ นี้และคนในเมือง...

จะใช่หรือไม่ก็ตาม รู้สึกว่าในความคุ้นเคยยังมีความแปลกแยกอยู่

เริ่มจากที่บอกเถี่ยสงว่าจำทางไม่ได้ แต่ต่อมา เมื่อมาถึงหน้าประตูพระราชวัง ความรู้สึกกลับพลิกผัน พบว่าถนนหลักสายนี้ แม้ทิวทัศน์ข้างทางไม่เหมือน แต่ชัดเจนว่ามีทิวทัศน์ของเมืองในความทรงจำ

ตอนนี้อยู่ในรั้วพระราชวัง เขาก็รู้สึกเหมือนกัน แม้เทียบกับพระราชวังต้องห้ามในความทรงจำแล้วพบว่ามีจุดที่ต่างกันพอควร แต่รูปแบบโดยรวมกลับชัดเจนว่าเป็นพระราชวังที่จักรพรรดิหย่งเล่อทรงสร้างขึ้น

‘รูปแบบของทะเลสาบและภูเขาจำลองที่เห็นนี้ มันคุ้นๆ ว่าเคยเห็นที่ไหน ใช่อยู่ในความทรงจำของเราหรือเปล่า’ ม่อไป๋เกิดความสงสัย

แต่แล้วก็สะบัดศีรษะไปมา ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาวิเคราะห์เรื่องราวเหล่านี้ รอให้มีชีวิตอยู่ได้เสียก่อน ก็จะมีเวลาทำความเข้าใจเอง

มาถึงหน้าบันไดเก้าขั้น ม่อไป๋หยุดแหงนหน้าขึ้นมอง เห็นพระราชวังสีทองเรืองรองสว่างไสว เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา ซับเหงื่อบนใบหน้า หัวใจเต้นแรงเล็กน้อย

ร่างกายไม่ได้เป็นไปในแง่ดีอย่างที่หมอจางบอก แม้ยาที่แรงนั้นจะถูกเขาเติมส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะลงไป และได้ยืมพลังชีพของหมอจางมากดไว้ ไม่ให้ออกฤทธิ์ในตอนนี้ ผนวกกับการนั่งญาณเพื่อช่วยสลายฤทธิ์ยา จนมาถึงจุดๆ นี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย

แผ่นหลังของเขาเปียกชื้น ทรวงอกเริ่มเจ็บปวดรุนแรงขึ้นมาอีก

จะก้าวขึ้นบันไดทั้งเก้าขั้น เป็นไปได้ยากแล้วสำหรับเขา

แต่เขาไม่ลังเลใจ ดวงตาแน่วแน่ ค่อยๆ ถอนหายใจออก ก้าวเท้าขึ้นไป อดทนต่อความเจ็บปวดที่คนทั่วไปยากที่จะอดทน ก้าวขึ้นไปทีละก้าวๆ

เหล่าทหารไม่ได้ตามขึ้นมา

มีเพียงจางปังลี่ที่ก้าวตามมาด้านข้าง แม้พบว่าหมิงอ๋องก้าวเท้าได้ช้ามาก แต่วันนี้หลังผ่านเรื่องราวมามากมาย เขาก็ไม่อยากพูดจาอะไรอีก ก้าวช้าๆ ตามขึ้นไป

เหงื่อทยอยหยดลงจากหน้าผากของม่อไป๋ เขากัดฟัน อดทนปีนขึ้นไป

เรื่องมาถึงตรงนี้ เขารู้สึกชัดเจนมากว่า หากตนเองยืนหยัดไม่อยู่ ทำให้ราชสำนักเห็นว่าร่างกายตนไม่ได้เป็นไปในทางที่ดีอย่างที่หมอจางรับรอง อาจนั่งรถม้าไม่ไหว แต่กลัวว่าคำตอบของพวกเขาจะหนีไม่พ้นความคิดเดิม ไม่ให้เขาอยู่รักษาตัวอย่างสงบ

เนื่องจากต้องตัดความกังวล วิธีรักษาความลับที่ดีที่สุด คือการส่งเขาออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้คนนอกรู้ความจริงที่ว่าเขาตายด้วยน้ำมือของเขาซ่างชิง ให้คนบนโลกรู้ว่าเขายัง ‘มีชีวิต’ อยู่

ถ้าเป็นเช่นนี้จริง อิสระเสรีที่เขามีอยู่เพียงน้อยนิดในตอนนี้ก็ต้องมลายหายสิ้น แบบนี้ถือว่าหมดหนทางรอดแล้วจริงๆ

ในประวัติศาสตร์ มีตัวอย่างมากมายที่พิสูจน์ให้เห็นว่าราชสำนักไม่นับญาติ ม่อไป๋จะไม่พึ่งดวง นึกเอาว่าองค์จักรพรรดิอาจเป็นห่วงอาการจ็บปวดของลูกชาย เกิดทรงเมตตา ให้เขาอยู่รักษาตัวอย่างสงบ

เขาปีนต่อไป จนในที่สุดม่อไป๋ก็อาศัยความอุตสาหะปีนขึ้นมาถึงบันไดขั้นที่เก้าจนได้ แต่แล้วกลับยืนไม่ไหว

วิงเวียนศีรษะ ทรวงอกเจ็บปวดเหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ใบหน้าซีดขาวไร้เลือดฝาดอย่างสิ้นเชิง

ความอ่อนแออย่างรุนแรงจู่โจมเข้ามา ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหล่นวูบ ข้างหูได้ยินเสียงเวิ้งๆ ไม่หยุด เขารีบกลั้นหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์ คิดยืนนิ่งปรับการหายใจให้เกิดความสมดุล

แต่แม้ว่าเขาจะพยายามยืนเท่าใด ร่างกายก็ไม่มีแรง ที่สุดแล้วสติสัมปชัญญะยังคงหลุดลอย

ในอาการสะลึมสะลือ เขารู้สึกว่าตนเองไม่ไหวแล้ว เซเหมือนจะล้ม ทันใดนั้นเองเหมือนมีเสียงดังขึ้นข้างหู “ท่านอ๋อง....”

เขาได้ยินว่ามีคนกำลังเรียก แต่กลับไม่ได้ยินว่าพูดอะไรต่อ สติไม่มีกำลังพอ ไม่สามารถตอบกลับไป

“ท่านอ๋องๆ....”

ที่แท้คือมหาดเล็กภายในวังซึ่งยืนรออยู่หน้าประตูนานแล้ว เมื่อเห็นหมิงอ๋องมาถึง กำลังจะเข้าไปต้อนรับ ใครเล่าจะคิดว่าหมิงอ๋องกลับหน้าซีด ยืนหลับตา หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ เหมือนไม่มีชีวิตอย่างไรอย่างนั้น

หากไม่ใช่ยังยืนอยู่ มหาดเล็กต้องนึกว่าหมิงอ๋องไม่มีลมหายใจแล้วเป็นแน่แท้ แต่แบบนี้ก็ทำให้ตกใจจนหัวใจจะวายอยู่รอมร่อ เห็นร่างของหมิงอ๋องยืนเซไปเซมา จึงรีบเข้าพยุง แล้วจึงหันหาจางปังลี่ซึ่งพบว่าหมิงอ๋องไม่ปกติเช่นกัน มหาดเล็กถามเสียงดัง

“ใต้เท้าจาง นี่... นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

จางปังลี่ผู้ซึ่งตลอดทางนิ่งเงียบดั่งนกกระจอกเทศ ด้วยในใจเคืองหมิงอ๋องอยู่ก่อนแล้ว แต่ตอนนี้สีหน้าเขากลับเปลี่ยนไป พลังพรตใช้ไม่ได้หรืออย่างไร หากหมิงอ๋องเสียชีวิตที่นี่ ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่

มือไม้สะเปะสะปะไปหมด แต่ยังพอมีสติอยู่บ้าง เอ็ดมหาดเล็ก “อย่าร้อง เร็ว รีบพยุงหมิงอ๋องเข้าไป”

ทั้งสองคนไม่กล้าเสียเวลา ไม่พูดจาใดๆ พยุงปีกทั้งสองข้างของหมิงอ๋อง เดินเข้าห้องทรงพระอักษรโดยไม่ทันได้บอกกล่าวผู้ใด

ด้านในห้องทรงพระอักษร องค์ติ้งอู่ลุกขึ้นยืน การเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านนอกทำให้ทรงตกพระทัย เมื่อทอดพระเนตรออกไป ก็เห็นจางปังลี่กับมหาดเล็กในวังพยุงร่างๆ หนึ่งรีบร้อนเดินเข้ามา

สายพระเนตรองค์ติ้งอู่นิ่งค้าง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่ไม่ทรงเปล่งพระสุรเสียงออกมา ได้แต่ทอดเนตรมองคนทั้งสองพยุงร่างนั้นให้นั่งลงบนเก้าอี้

ไม่ต้องเพ่งพระเนตร จากชุดปักมังกรทองห้าเล็บ องค์ติ้งอู่ก็ทรงทราบแล้วว่าคนผู้นี้คือ หมิงอ๋อง อย่างไม่ต้องสงสัย

“ฝ่าบาท หมิงอ๋องสลบไปแล้ว” จางปังลี่ความรู้สึกไว พอพยุงหมิงอ๋องมานั่งบนเก้าอี้ปั๊บ ไม่รอให้องค์ติ้งอู่ถาม ก็รีบคุกเข่าทูลเสียงสั่นเล็กน้อย

องค์ติ้งอู่ทอแววพระเนตร มองดูร่างที่ไร้เรี่ยวแรงบนเก้าอี้ แม้พระองค์ยังคงความน่าเกรงขาม แต่พระสุรเสียงกลับเจือด้วยความเคร่งเครียด “เร็ว ตามหมอจางด่วน”

จางปังลี่ไหนเลยจะกล้ารีรอ กึ่งปีนกึ่งลุกขึ้น รีบเดินออกไป

องค์ติ้งอู่ประทับยืนอยู่ที่เดิม มองดูสีหน้าที่ซีดขาวของหมิงอ๋อง จากนั้นเสด็จอ้อมโต๊ะมาหาหมิงอ๋อง

ทรงประทับยืนตรงหน้าหมิงอ๋อง มหาดเล็กในวังรีบโค้งคำนับ ถอยออกไปยืนด้านข้าง กลั้นหายใจ ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ

องค์ติ้งอู่ไม่ได้รับสั่งอะไร ประทับยืนมองใบหน้าหมิงอ๋อง แววพระเนตรเจือไปด้วยอารมณ์หลากหลาย มีทั้งพิโรธ อับอาย และกังวล...

ท้ายที่สุดก็ไม่ทรงตรัสอะไร ไม่สัมผัสหมิงอ๋อง หันพระวรกายเตรียมเสด็จกลับโต๊ะทรงพระอักษร

ทันใดนั้น หมิงอ๋องพลันลืมตาขึ้น ระหว่างสะลึมสะลือ เขาเห็นแผ่นหลังที่มัวซัวของใครคนหนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น

ปกติความเศร้าเสียใจที่ไม่รู้ที่มาจะเกิดขึ้นฉับพลันตรงหัวใจ สะกดความเจ็บปวดที่รุนแรงไว้ เหลือเพียงความคิดหนึ่งเดียวในสมอง

ความสิ้นหวังกับความปวดร้าว ไม่ได้มาจากร่างกายของม่อไป๋ แต่เหมือนมาจากความทรงจำ

ลูกชายคนหนึ่ง กำลังจะจมน้ำตาย เห็นพ่อหันเดินจากไป หัวใจสลายเพราะความรักที่สายเกิน

ม่อไป๋มองดูแผ่นหลังนี้อย่างเงียบๆ ซึมซับความปวดร้าวนี้ไว้ ชาติที่แล้ว เขาไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน เขามีชีวิตที่รันทด แต่ความรักของครอบครัวและอาจารย์ทำให้เขาไม่คิดกล่าวโทษใคร

ก่อนหลับตาครั้งสุดท้าย เขาไม่อยากเลย แต่พอได้ยินเสียงคนในครอบครัวกำลังร้องไห้พลางจับมือเขาบอกว่า “ลูก ไปเถอะ สามารถอยู่เป็นเพื่อนพ่อกับแม่มาได้ตั้งหลายปี แค่นี้พวกเราก็ชื่นใจแล้ว”

ได้ยินประโยคนี้ เขาจึงหลับตาลงได้ ขณะเข้าสู่ความมืดมิด เกิดความเสียดาย แต่ไม่เสียใจ!

ใจปวดร้าวไม่นานก็หาย เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่กายที่เจ็บปวดรุนแรง เริ่มมีอิทธิพลเหนือสติสัมปชัญญะของเขาอีก ความอ่อนแอจนถึงขีดสุดอันว่างเปล่ากำลังซัดสาดเข้าหาเขาเป็นระลอกๆ

เขาไม่ขยับเขยื้อน พยายามปรับการหายใจให้สมดุล การยืนหยัดที่จะมีชีวิตอยู่คือแสงสว่างอันเจิดจ้า

องค์ติ้งอู่ทรงเสด็จถึงที่นั่ง ยังไม่ทันประทับ ก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความตื่นตกใจของมหาดเล็ก

“ท่านอ๋อง หมิงอ๋อง....”

องค์ติ้งอู่ทรงชะงัก เงยพระพักตร์ขึ้น สบกับดวงตาคู่ที่บริสุทธ์ที่สุดของม่อไป๋พอดี

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}