หอหมื่นอักษร

นิยายแนวสืบสวนสอบสวน ที่ลึกลับทั้งคดี และตัวตนของ 'เขา' ขอบคุณสำหรับการติดตามนะเจ้าคะ -เก๋อเก๋อ-

ตอนที่ 24 ฟ้ามืด...ห้ามออกจากบ้าน

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 ฟ้ามืด...ห้ามออกจากบ้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ย. 2560 11:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 ฟ้ามืด...ห้ามออกจากบ้าน
แบบอักษร



สีหน้าของกู่ซานหมิงยิ่งดูไม่ได้มากกว่าเดิม “คุณตำรวจ...ที่โกดังนั่น... พึ่งจะมีคนตายนะครับ”

เสียวหม่าหัวเราะ “พวกเราเป็นตำรวจ ไม่กลัวคนตายหรอกครับ”

เมื่อเห็นว่าคงจะห้ามพวกเขาไม่ได้ กู่ซานหมิงจึงได้แต่พูดว่า “ก็ได้ครับ ! ผมจะพาพวกคุณไปเอง”


ประตูของโกดังยังคงถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา ตั้งแต่กู่ซานหมิงบอกว่าจะออกไปเอากุญแจ จนถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว สายตามองไปยังบรรยากาศรอบ ๆ ที่กำลังมืดลง ในหมู่บ้านนี้ไม่มีบ้างหลังไหนเปิดไฟอยู่เลย ลู่เว่ยรู้สึกกลัวจนขนลุกขึ้นมาเล็กน้อย “ชาวบ้านพวกนี้มืดแล้วยังไม่เปิดไฟอีก พวกเราต้องเดินคลำทางเอาหรือไงเนี่ย ? หมู่บ้านพิลึก คนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ก็คงพิลึกตาม”

เสียวหม่ามองไปยังประตูโกดังที่ปิดแน่นอยู่ แล้วพูดกระซิบขึ้นมาว่า “หัวหน้าหยางครับ ไม่ใช่ว่าหมอนี่คิดจะถ่วงเวลาพวกเราไว้หรอกนะครับ”

หยางปินพูดเสียงฮึดฮัดขึ้นมา “ฉันว่าเขาคงไม่กล้าหรอก”

 “คนคนนี้จริง ๆ เลย แค่หากุญแจก็ล่อไปทั้งวันแล้ว !” เสียวหม่าอดรนทนไม่ไหวจึงบ่นออกมาเช่นกัน

เสิ่นอี้กลับมีท่าทีที่ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย “พวกเราเดินดูรอบ ๆ สักหน่อยดีไหมครับ”

 “พวกคุณไปเถอะ ผมรอเขาอยู่ตรงนี้แหละ และจะได้ดูรถด้วย” เสียวหม่าพูดขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย

“ไม่ได้ คุณไปกับพวกเราเถอะ ทิ้งรถไว้ที่นี่ไม่เป็นไรหรอก ถ้ากู่ซานหมิงกลับมาไม่เห็นพวกเราก็คงตามหาเองแหละ หมู่บ้านเล็กขนาดนี้ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะหาเราไม่เจอหรอกครับ”

พอได้ยินเสิ่นอี้พูดเช่นนี้ ในใจของหยางปินก็เกิดรู้สึกกลัวขึ้นมา “ศาสตราจารย์เสิ่น คุณหมายความว่าพวกเราทั้งหมดไม่ควรที่จะแยกออกจากกันอย่างนั้นเหรอ ?”

เสิ่นอี้พยักหน้า “ใช่ ผมหมายความยังงั้นแหละ”

ได้ยินเช่นนั้น เย่หนิงก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงหลง “ถ้าอย่างนั้นอย่าบอกนะว่าเมื่อกี้ที่กู่ซานหมิงต้องการจัดที่พักในหมู่บ้านให้พวกเรา เป็นเพราะเขาคิดที่จะแยกพวกเราออกจากกันใช่ไหมคะ      ?”

“มันก็พูดยากนะ แต่ระวังไว้หน่อยก็ดี ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็คงไม่เหมือนกับนักศึกษาพวกนั้น พวกเราเตรียมตัวที่จะมาที่นี่ อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังเคยเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก ต่อให้พวกเขาคิดจะทำอะไรเราขึ้นมาจริง ๆ ก็คงทำไม่ได้ง่าย ๆ หรอก แต่ถ้าพวกพวกเราแยกกันไปคนละทิศคนละทางแล้วล่ะก็ สถานการณ์มันก็จะยิ่งแย่ขึ้น การต่อกรกับคนแค่สองสามคน คงง่ายกว่าต่อกรกับแปดเก้าคน พวกคุณว่าอย่างนั้นไหมล่ะครับ ?”

หยางปินพูดเสียงหนักแน่น “ที่ศาสตราจารย์เสิ่นพูดมาก็มีเหตุผล ที่นี่มันแปลกประหลาดชอบกล พวกเราอย่าผลีผลาม ทุกคนต้องอยู่ตัวติดกันห้ามหนีไปไหนเด็ดขาด”


พวกเขาเดินเลาะไปตามถนนในหมู่บ้านอย่างช้า ๆ พอยิ่งเดินไปไกลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกแปลกมากขึ้นเท่านั้น บ้านแต่ละหลังต่างปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนา ก่อนหน้านี้พวกเขามองมาจากที่ไกล ๆ ก็พบว่าไม่มีแม้แต่แสงไฟอะไรเลย ก็เลยคิดว่าพวกชาวบ้านที่นี่คงจะเข้านอนกันทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน จึงไม่มีบ้านไหนที่เปิดไฟไว้ แต่เมื่อเดินเข้ามาใกล้เช่นนี้จึงรู้ว่า ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เปิดไฟ แต่เป็นเพราะที่หน้าต่างของแต่ละบ้านกลับมีผ้าม่านหนา ๆ บดบังไว้อยู่ ไม่ว่าแสงไฟอะไรก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาจากภายในบ้านได้ต่างหาก             โชคยังดีที่คืนนี้พระจันทร์ส่องสว่าง และพวกเขาก็ถือเอาไฟฉายติดมือมาด้วย ไม่เช่นนั้นเดินบนทางเดินเล็ก ๆ แบบนี้ อีกทั้งบรรยากาศรอบตัวก็มืดสนิท คงมองเห็นถนนหนทางไม่ชัดเจนอย่างแน่นอน

เสิ่นอี้ถามเสียงต่ำ “รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลบ้างไหมครับ ?”

“เยอะเลยล่ะครับ” เย่หนิงกับหยางปินแทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกัน

“พวกเขากลัวอะไรกันแน่นะ ?” เย่หนิงไม่เข้าใจนัก “หรือว่าบริเวณใกล้ ๆ กับหมู่บ้านจะมีสัตว์ป่าโผล่ออกมาแน่ ๆ เลย พวกเขาถึงได้กลัวจนไม่กล้าออกมาข้างนอกในเวลากลางคืนแบบนี้ แม้แต่จะเปิดไฟยังต้องระวัง สัตว์ป่าที่ว่านี่คงน่ากลัวมากเลยสินะ พวกเขาถึงได้กลัวกันมากมายขนาดนี้”

เสิ่นอี้พูดขึ้นอีกว่า “พวกคุณเห็นแล้วหรือยังล่ะครับ ว่าที่นี่เงียบสงัดเป็นพิเศษจริง ๆ”

“พวกเขาไม่กล้าคุยเสียงดังหรือเปล่า ?” เย่หนิงพูดต่อ “ขนาดเปิดไฟยังกลัวกันขนาดนี้ ดูท่าก็คงไม่กล้าคุยเสียงดังเป็นธรรมดา”

“ไม่เพียงแค่นั้นนะ” เสิ่นอี้พูดขึ้นมาอีก “แม้แต่เสียงของสัตว์เลี้ยงก็ยังไม่ได้ยินเลย ใช่ไหมล่ะครับ ?”

“จริงด้วย !” ลู่เว่ยร้องเสียงหลงขึ้นมา “หมู่บ้านทั่วไปมันต้องเลี้ยงไก่ สุนัข อะไรแบบนี้บ้างสิ ทำไมที่นี่ถึงไม่ได้ยินแม้แต่เสียงสุนัขเห่าเลยล่ะ พวกเขาน่าจะต้องเลี้ยงสัตว์อะไรบ้าง”

ไฟฉายในมือของเสิ่นอี้ส่องไปทางด้านซ้าย “พวกคุณเห็นอะไรไหม ?”


เพิงแห่งหนึ่ง


เพิงหญ้า


ลู่เว่ยพูดขึ้นมาทันที “นั่นมันเพิงเลี้ยงวัวนี่นา”

“ใช่ เพิงเลี้ยงวัว น่าแปลก ทั้ง ๆ ที่ก็มีเพิงเลี้ยงวัว แสดงว่าก่อนหน้านี้พวกเขาก็ต้องเคยเลี้ยงสัตว์อะไรมาก่อน”

เย่หนิงก็รู้สึกแปลกใจมากเช่นเดียวกัน “นี่มันอะไรกัน ? ไม่ใช่ว่าถูกสัตว์ป่าจับกินไปหมดแล้วหรอกนะ”

เสิ่นอี้ส่ายหน้า “กลัวว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ”

“เห้ย พวกคุณ พวกคุณทำอะไรกันน่ะ ! ใคร...ใครอนุญาตให้พวกคุณเดินไปไหนได้ตามใจชอบแบบนี้ !” กู่ซานหมิงไล่ตามมาจากข้างหลัง วิ่งมาด้วยความรีบร้อนจนรู้สึกเหนื่อยหอบ “เร็ว รีบกลับไปซะ ! กลับเข้าไปในโกดัง รีบกลับไปสิ !”

เดิมทีเสียวหม่าก็ไม่พอใจกู่ซานหมิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินกู่ซานหมิงตำหนิด้วยความโกรธแบบนี้ เขาก็เลยยิ่งหัวร้อนขึ้นมา พูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ผู้ใหญ่บ้านกู่ คุณหายไปเอากุญแจตั้งนาน จนนึกว่าคุณลืมพวกเราเสียแล้ว เลยเดินออกมาตามหานี่ไง !”

สีหน้าของกู่ซานหมิงเริ่มจะดูไม่ดีนัก แต่สุดท้ายเขาก็เก็บอารมณ์ไว้ได้ไม่แสดงออกมา “ผมไม่รู้ว่ากุญแจอยู่ที่ไหน แล้วเวลาแป๊บเดียว ผมจะไปหาเจอได้ยังไง ! เอาล่ะ หัวหน้าหยาง พวกคุณรีบตามผมกลับไปด้วยกันจะดีกว่า ! ตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว พวกคุณอย่ามัวมาเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนี้เลย มันอันตราย !”

เมื่อเห็นเขาพูดด้วยท่าทีที่รีบร้อนมาก และท่าทีที่รีบร้อนนั้นก็ดูไม่เหมือนว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำเลยสักนิด หยางปินจึงตอบกลับไป “ก็ได้ครับ พวกเรากลับกันก่อนเถอะ” พอเห็นเสิ่นอี้มองมาที่เขาด้วยแววตาบอกนัยอะไรบางอย่าง เลยถามกู่ซานหมิงขึ้นอีกครั้ง “จริงสิ ผู้ใหญ่บ้านกู่ หมู่บ้านของพวกคุณนี่ ทำไมถึงไม่เลี้ยงสัตว์อะไรเอาไว้เลยล่ะ ? น่าแปลกนะครับ แล้วปกติชาวบ้านที่นี่เขากินอะไรกันล่ะ มังสวิรัติเหรอ ?”

กู่ซานหมิงรีบเร่งฝีเท้าไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินหยางปินถามขึ้นมา เขาก็ตอบโดยที่ไม่แม้แต่หันหน้ากลับไปมอง “เมื่อก่อนก็เลี้ยงไว้บ้าง แต่เมื่อต้นปีไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร สัตว์ที่เลี้ยงไว้เกิดป่วยขึ้นมา ล้มตายไปก็ไม่ใช่น้อย หลังจากนั้นก็ตายกันไปหมด จึงไม่ได้เลี้ยงไว้อีก”

“แบบนั้นมันน่าแปลกนะครับ” เสียวหม่าพูดด้วยความรู้สึกแปลกใจ “ถึงสัตว์เลี้ยงพวกนั้นจะป่วยยังไง แต่ก็ไม่น่าจะระบาดหนักขนาดนี้นี่นา ถ้าหากว่าวัวป่วย มันก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับไก่นี่ครับ แล้วสุนัขก็ไม่น่าจะล้มตายตามไปด้วยนี่ ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น กู่ซานหมิงก็ชะลอฝีเท้าลง “ผมไม่ใช่สัตวแพทย์ จะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรล่ะครับ”

เมื่อพูดจบ เขาก็สับเท้าเร็วขึ้น เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูโกดัง เขาก็เปิดประตูที่ปิดอยู่ออก หลังจากที่เข้าไป ก็รีบเร่งเรียกพวกเขาให้เข้ามาข้างในโดยเร็ว “เร็วสิ  รีบเข้ามา ! อย่ามัวชักช้า รีบเข้ามาสิครับ !”

เมื่อรอจนพวกเขาเข้าไปในโกดังแล้ว กู่ซานหมิงก็ปิดประตูทางเข้าทันที แล้วใส่สลักไว้จากข้างใน โดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะว่าอย่างไร จากนั้นก็ไปเช็คหน้าต่างทั้งหมดว่าล็อกสนิทดีแล้วหรือยัง เมื่อเห็นท่าทางของเขาที่เหมือนกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูอยู่ ลู่เว่ยจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า “ผู้ใหญ่บ้านครับ หมู่บ้านนี้มันมีสัตว์ป่าอะไรอยู่กันแน่ ! คงไม่ใช่สัตว์ประหลาดกินคนหรอกนะครับ รูปร่างของมันเป็นยังไง คุณพอจะรู้ไหม ?”

กู่ซานหมิงรู้โดยทันทีว่าตำรวจพวกนี้คงไม่เชื่อคำพูดของเขาอย่างแน่นอน น้ำเสียงที่เขาพูดก็เลยไม่ค่อยดีนัก  “ผมจะไปรู้ไหมว่าเป็นสัตว์ประหลาดอะไร ! ถ้าคุณไม่เชื่อผมก็ออกไปซะ ! ผมบอกพวกคุณไปหมดแล้วทุกอย่าง ถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาล่ะก็ อย่าหาว่าผมไม่เตือนก็แล้วกัน !****”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น