หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๑๙ สามขวบก็รู้คุณสมบัติบุรุษ 6 ประการ

ชื่อตอน : ตอน ๑๙ สามขวบก็รู้คุณสมบัติบุรุษ 6 ประการ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ย. 2560 10:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๑๙ สามขวบก็รู้คุณสมบัติบุรุษ 6 ประการ
แบบอักษร

หน้าจวนหมิงอ๋อง

ม่อไป๋มองดูเกี้ยวหลังใหญ่กับรถโบราณที่อยู่ตรงหน้า ที่สุดแล้วก็แสดงความไม่พอใจออกมา หันบอกจางปังลี่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ท่านนั่งเกี้ยว เรานั่งรถ”

เมื่อก่อนจางปังลี่ไม่ค่อยไปมาหาสู่กับหมิงอ๋อง ตอนนี้ได้สัมผัสจริงจังจึงรู้ซึ้งแล้วว่าหมิงอ๋องจอมสำรวยเอาใจยากแค่ไหน

อดกลั้นสักพัก มองไปเห็นทุกอย่างพร้อมออกเดินทาง แต่หมิงอ๋องกลับผุดเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมา ไม่อยากนั่งเกี้ยว อยากนั่งรถแทน

จางปังลี่อยากคำรามดังๆ ‘เจ้าเป็นราชนิกูลประสาอะไร เกียรติของตัวเองน่ะมีบ้างไหม....’

แต่ก็ได้แค่คิด ไม่กล้าตีโพยตีพายออกไป

ไม่มีทางเลือก ต้องตีหน้าเศร้า ค้อมศีรษะ

“ข้าน้อยมิบังอาจ ท่านอ๋อง ร่างกายท่านยังไม่หายดี นั่งรถที่วิ่งเร็วไม่ได้ ข้าน้อยจึงจัดเกี้ยวไว้ให้ ส่วนรถข้าน้อยนั่งเอง หากท่านนั่งจะเป็นการดูหมิ่นฐานะของเชื้อพระวงศ์”

“ถ้าท่านนั่งได้ ทำไมเราจะนั่งไม่ได้ จางปังลี่ เราดูออกแต่แรกแล้วว่าท่านมีแผนคิดไม่ซื่อ จิตใจเลวทรามต่ำช้า ไม่ต่างจากโจรลอบกัดสองคนนั่น หมายมาดปรารถนาให้เราตายๆ ไปเสีย...” ม่อไป๋ขยับปากดุด่าเสียงดัง ต้องหักเหลี่ยมโหดให้จางปังลี่เสียหน้าให้ถึงที่สุด

เริ่มจากในจวนอ๋อง ต่อหน้าเหล่าทหาร

ตอนนี้มาหน้าประตูใหญ่จวนอ๋อง ซึ่งถนนส่วนบุคคลสายนี้รายล้อมไปด้วยผู้อยู่อาศัยที่เป็นขุนนางและชนชั้นสูง ท่ามกลางสายตาของผู้มากบารมี หมิงอ๋องชี้หน้าด่าว่าเขาเสียๆ หายๆ ใส่ร้ายป้ายสีอย่างไม่มีชิ้นดี

จางปังลี่ไหนเลยจะทนการตำหนิติเตียนเช่นนี้ไหว แม้หลับฝันก็ยังคิดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ หมิงอ๋องยโสโอหังกดขี่ข่มเหงกันมากเกินไป ไม่คิดประนีประนอมสักนิด ยิ่งอยู่ในที่สาธารณะแบบนี้ หมิงอ๋องไม่รู้หรือว่าผลกระทบที่ตามมาจะเป็นอย่างไร

ใบหน้าเขาแดงก่ำ ดวงตาถมึงทึง หายใจถี่ ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด

“ท่านอ๋อง... ท่าน” เขาปากสั่น เสียงสั่น พูดไม่ออก

“ยังจะเล่นลิ้นอะไรอีก รู้ทั้งรู้ว่าร่างกายเราไม่แข็งแรง จะทนรับการเอนไปเอนมาของเกี้ยวได้อย่างไรกัน หรือเจ้าอยากให้เราล้มหัวฟาดพื้นตายคาที่ เฮอะ จางปังลี่ เราขอเตือนเจ้า หากเราเป็นอะไรไปแม้เพียงปลายเล็บ ตัดหัวเจ้าแล้วฉีกร่างเป็นหมื่นๆ ชิ้นก็ยังไม่สาแก่ใจ ต้องทูลให้เสด็จพ่อประหารเจ้าเก้าชั่วโคตร!” อารมณ์ม่อไป๋ดราม่าถึงขีดสุด ด่าว่าจางปังลี่ไม่เลี้ยง

และไม่สนใจว่าจางปังลี่จะทนหรือไม่อย่างไร สะบัดแขนเสื้อหันไปหาเถี่ยสง

“ไป วันนี้เราจะดูว่า รถยนต์ เรานั่งได้หรือนั่งไม่ได้”

จางปังลี่ยืนอยู่ด้านหลังม่อไป๋ จับหน้าอก ในปากมีรสขมฝาด มองดูแผ่นหลังของเขา ไม่ได้ตะโกนอะไรออกมา

เหล่าทหารต่างก็ก้มหน้า กลั้นหายใจ ขยับตัวสักนิดยังไม่กล้า

เถี่ยสงเดินตามม่อไป๋ เหงื่อกาฬผุดเต็มหน้าผากเช่นกัน มองดูท่าทางหยิ่งยโสขององค์ชายหกแล้วทำอะไรไม่ถูกจริงๆ

พูดตามตรง เขาเห็นใจจางปังลี่มาก ไม่รู้ว่าองค์ชายหกจู่ๆ ทำไมหุนหันพลันแล่นขึ้นมา และไม่รู้ว่ารถยนต์คันนี้ไม่ได้จัดให้เชื้อพระวงศ์นั่ง

ไม่มีทางเลือก รีบก้าวตามม่อไป๋ไป พูดเสียงขรึม “องค์ชายหก ใต้เท้าจางพูดเรื่องจริง....”

ทว่าม่อไป๋กลับชี้ไปที่จางปังลี่ พลางตะโกนเสียงดัง

“เฮอะ สุนัขรับใช้นั่นคิดกลั่นแกล้งเรา ดีที่สวรรค์คุ้มครอง และเรารู้ทัน ไม่งั้นคงหลงกลไปแล้ว เถี่ยสง อย่าไปเชื่อคนคิดคดทรยศ บอกว่าเรานั่งรถไม่ได้ เฮอะ คอยดูเอาเองก็แล้วกัน”

คำพูดนี้พอหลุดจากปาก เหล่าทหารต่างเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่เย่อหยิ่งจองหองนั้น

รอบด้านไม่ทราบมีสายตากี่คู่ที่จ้องมองมา ฟังเขาพูดจาก่อกวนความสงบอย่างไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะคำว่าสุนัขรับใช้ เสียงตะโกนลั่นนั้นฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงของคนไม่สบาย ไม่ค่อยมีแรง แต่เปี่ยมพลังไม่ใช่ย่อย

ส่วนผู้ที่ฟังแล้วมุมปากกระตุกไม่หยุด เขม่นมองเหล่าทหารที่ก้มหน้า กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ตัวสั่นเกร็ง ก็คือจางปังลี่....

เขากำลังมองดูหมิงอ๋อง ดูว่าจะขายหน้าอย่างไร

ความจริงสาเหตุสำคัญที่นั่งรถยนต์ไม่ได้ เป็นเพราะในรถมีคนขับ แต่เชื้อพระวงศ์ฐานะสูงส่ง จะนั่งในระดับเดียวกับคนขับได้หรือ นี่มิถือเป็นการผิดธรรมเนียมปฏิบัติหรือ

ความจริงจะพูดว่า เชื้อพระวงศ์ก็เคยนั่งรถม้ามาก่อนนี่ รถม้าก็มีสารถีนี่

แต่สารถีของรถม้าคือคนบังคับม้า ซึ่งเชื้อพระวงศ์ถ้าจะนั่งก็ต้องให้คนขับนั่งอยู่ด้านหน้า ตนเองนั่งอยู่ด้านหลังซึ่งมีผ้าม่านกั้นและเก้าอี้ยกสูงบุนวมนุ่มนิ่ม

แบบนี้จึงจะถูกต้อง ไม่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งเป็นกฎเข้มงวดของชนชั้นสูง

แต่รถยนต์ ไม่สามารถปรับที่นั่งคนขับให้ต่ำลงเพื่อขับรถ หรือไม่สามารถเพิ่มความสูงของเบาะหลังได้ถึงหนึ่งเมตร ดังนั้น ราชนิกูลที่มีฐานะสูงส่ง โดยปกติแล้วจะไม่นั่งรถชุ่ยๆ ที่ไม่ได้เตรียมที่นั่งสูงต่ำไว้ให้

จะว่าไปแล้ว ในมุมมองของม่อไป๋ นั่งได้หรือไม่ได้ ล้วนเป็นแค่คำพูด

ถ้าไม่มีม้าจริงๆ เชื้อพระวงศ์ไม่นั่งรถยนต์ก็ไม่เสียหายอะไร หรือจะหาเหตุผลที่จะนั่งก็ได้ แต่รถยนต์ในตอนนี้ไม่ว่าจะเรื่องความเร็วหรือความจุ ล้วนแล้วแต่ยังไม่ได้มารตฐาน ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ต้องมี ราชวงศ์ขอให้คงเรื่องการแบ่งที่ต่ำที่สูงไว้ในทุกๆ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติและเป็นที่เข้าใจได้ของคนทั่วไป

โดยเฉพาะยุคนี้ เป็นยุคปะทะกันระหว่างความคิดสมัยเก่ากับสมัยใหม่ แต่ราชวงศ์ก็ยังคงไม่ละทิ้งธรรมเนียมปฏิบัตินี้ เพราะเป็นรูปแบบซึ่งเกื้อหนุนการปกครอง

แต่วันนี้ องค์ชายหก ผู้ได้รับพระราชทานยศศักดิ์เป็นหมิงอ๋อง กำลังจะเป็นผู้ทำลายกฎนี้ด้วยตัวเอง

ระหว่างมองดู ผู้ที่อยู่ภายในรั้วบ้านรอบบริเวณถนน ก็ได้บอกต่อๆ กันไป ถึงเหตุการณ์ที่ต้องจารึกไว้ให้เป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์


เสียงโทรศัพท์ดังไปทั่วทุกสารทิศของเมืองหลวง ไม่นานนัก คนทั้งเมืองก็รู้เรื่องนี้

ไม่เว้นแม้องค์จักรพรรดิ นาทีนี้ทรงไม่พอพระทัยยิ่ง ขว้างถ้วยน้ำชาในมือทิ้ง รับสั่งด้วยความพิโรธ

“เจ้าลูกนอกคอก...”

นักพรตชงเสวียนของเขาซ่างชิงหลังรู้ข่าวก็อึ้งไปสักพัก ไม่รู้ควรทำอย่างไรดี ได้แต่มองไปยังนักพรตเหมยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนพูดขึ้น “เจ้าคนไม่เอาอ่าวแบบนี้ ยังมีชีวิตอยู่นี่สิ ถึงเป็นเรื่องน่าเศร้าของราชวงศ์!”

นักพรตเหมยชะงัก เงยหน้ามองชงเสวียน ไม่มีคำอธิบายใดๆ

ชงเสวียนก็ไม่ได้ขยายความเพิ่ม นั่งรอฟังผลทางโทรศัพท์ต่อ


หน้าจวนหมิงอ๋อง

ท่ามกลางสายตามากมายของผู้คน ม่อไป๋เดินยืดอกเชิดหน้ามาข้างรถยนต์ คนขับซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์มาโดยตลอดกุลีกุจอลงจากรถ โค้งคำนับก่อนก้าวถอยหลัง

เถี่ยสงที่อยู่ข้างๆ หมิงอ๋อง เห็นเหตุการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าหมิงอ๋องต้องการทำอะไร

อย่างไม่คาดคิด ท่ามกลางสายตาผู้คน ม่อไป๋กลับเดินหน้าตาเฉยไปเปิดประตูตรงตำแหน่งที่นั่งคนขับ ก่อนเข้านั่ง ก่อนเงยหน้าบอกเถี่ยสงที่ยืนมึนงงว่า “ปิดประตู!”

“องค์ชายหก นี่...” เถี่ยสงรู้ว่ามีคนคอยจับตาดูอยู่ อยากพูดแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา

“ปิดประตู เราขับได้น่า ยังจะไม่ให้เราแตะต้องเจ้าม้าเหล็กนี่อยู่หรือ เจ้าสุนัขรับใช้คิดกลั่นแกล้งเรา กลับไม่รู้ว่านอกจากเรามีเชื้อเจ้าแล้ว ยังฐานะสูงส่ง ฉลาดและมีระดับ สามขวบก็รู้คุณสมบัติบุรุษ 6 ประการ รถกระป๋องนี่ ไหนเลยจะโค่นราชวงศ์เราได้ ปิดประตู ขึ้นรถ พาเราเข้าวังเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ!” เสียงม่อไป๋ยังคงยโสโอหังไม่คลาย

เถี่ยสงแม้มีบุคลิกสุขุม แต่ตอนนี้ตลอดทั้งร่างล้วนเต็มไปด้วยเหงื่อ ในใจคิด “องค์ชายหกแม้นิสัยไม่เปลี่ยน แต่ครั้งนี้ คุยโวเสียยกใหญ่ คนมองดูกันเยอะแยะ ถ้าจบไม่สวยทำอย่างไร!”

แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เดินไปด้านขวา ทว่าไม่กล้าขึ้นนั่งข้างคนขับ เปิดประตูขึ้นนั่งเบาะหลังแทน

ม่อไป๋เห็นดังนั้นก็หรี่ตาเล็กน้อย นั่งด้านหลังเค้าถือเป็นชนชั้นสูงนี่นา...

แต่จะทำอย่างไรได้ นี่คือราชวงศ์ เขาว่าได้ก็ต้องได้ เขาว่าไม่ได้ก็ต้องไม่ได้ เป็นเรื่องปกติ

พวกเขาเป็นผู้สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมา เพื่อสร้างอำนาจบารมี

อย่างเช่นองครักษ์อย่างเถี่ยสงควรต้องนั่งข้างเขาเพราะต้องรับผิดชอบในการปกป้องคุ้มครอง คนขับรถหรือคนระดับล่างอื่นๆ นั่งไม่ได้

ตอนนี้ทุกคนต่างมองมายังก้อนเหล็ก บางคนถึงกับอ้าปากค้าง

ในยุคนี้ ผู้ที่ขับรถเป็นหายาก ในเมืองหลวง คนรวยไม่มีทางให้ลูกหลานของตนหัดขับรถ ยานพาหนะที่ราชสำนักดูแคลน เพื่อเป็นคนขับรถอย่างเด็ดขาด

แต่หมิงอ๋องผู้สูงศักดิ์กำลังจะขับเจ้าก้อนเหล็กนี้

กระทั่งคนที่อัดอั้นตันใจ ร้อนรนจนแทบระเบิดอย่างจางปังลี่ยังจ้องตาไม่กระพริบ ก่อนจะทำหน้ามู่ทู่ หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม วันนี้ราชวงศ์เสียหน้าแน่แล้ว

แต่อธิบายไม่ถูก เขาหวังให้หมิงอ๋องที่สุดแล้วเดินคอตกลงจากรถ ซึ่งจะทำให้เขาหายแค้นในทันที...

ม่อไป๋นั่งอยู่ในรถ กับแววตาตื่นเต้นของเถี่ยสง เขาสำรวจอุปกรณ์ต่างๆ จับโน่นดูนี่ สุดท้ายแล้วก็จุดไฟในแววตาของเถี่ยสงจนได้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น