หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๑๖ สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น

ชื่อตอน : ตอน ๑๖ สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2560 15:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๑๖ สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น
แบบอักษร

ด้านนอก จางปังลี่บอกให้พลทหารไปเรียกเด็กหนุ่มอาจิ่ว ก่อนดึงหมอจางไว้ ถามด้วยความเคร่งเครียด

“อาการหมิงอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง”

คำถามนี้ทำให้หมอจางนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของม่อไป๋ “หมอต้องมีจรรยาบรรณนำหน้า มีจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ย่อมไม่กล้าเอาชีวิตมาล้อเล่น”

แต่ความคิดนี้ก็มลายสิ้น เมื่อถูกบารมีอันน่าเกรงขามของเลขาจางแผ่ปกคลุม เขาตอบเสียงเบา

“อย่างที่เคยพูด หลังหมอให้ยาและยาก็ออกฤทธิ์อย่างที่เห็น หมิงอ๋องไม่เป็นไรชั่วคราว แต่หากจะให้รับประกันแน่นอนว่าจะไม่เกิดเหตุสุดวิสัยใดๆ ทางที่ดีที่สุดคือทานยากุยหยวนตัน....”

จางปังลี่ฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น ตอนเขาเข้าเฝ้าฝ่าบาท ได้กราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ แต่ฝ่าบาทคล้ายไม่ได้สดับตรับฟัง ไม่ทรงตรัสถึงกุยหยวนตันแม้สักคำเดียว

ตอนนั้นก็รู้ผลแล้ว ไหนเลยจะกล้าทูลถามอีก เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาทไม่ยินยอมสูญเสียยาวิเศษเพื่อคนที่ไม่มีโอกาสรอด หากมากความทูลถามอีก เหล่าเสนาบดีอาจเห็นว่าฝ่าบาททรงไม่เหลือเยื่อใยในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกแล้วก็เป็นได้ เห็นจางปังลี่ไม่ตอบ หมอจางจึงถามเสียงเบา 

“เลขาจาง หมิงอ๋องจะออกเดินทางเมื่อไหร่”

จางปังลี่อึ้งเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าหมอจางจะถามถึงความลับนี้ แม้เชื่อว่าหมอจางเดาเรื่องนี้ออกตั้งแต่แรก แต่พอถามออกมาความรู้สึกก็ไม่เหมือนกัน เขาจ้องหน้าหมอจางที่ดูสงบนิ่ง นักพรตคนนี้ดูเป็นคนที่ฝ่าบาทเชื่อใจได้จริงๆ จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังใดๆ ตอบเสียงเครียด 

“พรุ่งนี้เช้า”

หมอจางครุ่นคิดเล็กน้อย ตาทอประกาย 

“เลขาจาง หากไม่มีกุยหยวนตันเข้าช่วย ดีที่สุดควรรีบเตรียมการให้พร้อม เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุที่ไม่พึงประสงค์”

“ราชสำนักมีธรรมเนียมปฏิบัติ จะเร่งรีบไม่ได้” 

จางปังลี่ยิ้มขมขื่นอีก ไม่พูดมากความ ยกสองมือขึ้นประสานระหว่างอก 

“เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ท่านหมอจางเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ฝ่าบาทต้องตอบแทนท่านแน่นอน เดี๋ยวจะมีคนมารับท่านกลับวัง”

“ได้รับใช้ฝ่าบาท เป็นหน้าที่รับผิดชอบของหมอ มิกล้าหวังสิ่งตอบแทนใดๆ” 

หมอจางเห็นสีหน้าของจางปังลี่ก็รู้แล้วว่าเรื่องได้จัดการเรียบร้อย แก้ไขอะไรไม่ได้อีก จึงไม่กล่าววาจา หันไปยังทิศที่ตั้งของพระราชวัง แสดงความเคารพแบบนักพรต

เลขาจางก็ไม่มีกะใจพูดคุยต่อ “ดี เราเองก็มีเรื่องต้องทำอีกมาก ไม่ส่งนะท่านหมอ”

“เลขาจางไม่ต้องมากพิธี” หมอจางผงกศีรษะยิ้มรับ

หมอจางมองดูแผ่นหลังของเลขาจางที่จากไปไกล แล้วจึงหันมองไปยังห้องที่ปิดประตูอยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าจางหาย

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ หากดูจากอาการก่อนหน้านี้ของหมิงอ๋อง หลังดื่มยา พลังชีพต้องประทุขึ้นกระตุ้นพลังแฝงที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อใช้อยู่ได้ชั่วขณะจึงจะถูกต้อง... แต่เหตุใดชีพจรของหมิงอ๋องเมื่อครู่ ฟ้องว่ายาไม่ได้ส่งผลแบบนั้น และไม่เพียงไม่ไปกระตุ้นพลังชีพที่เหลืออยู่ ยังมีพลังชีพอีกสายหนึ่งเกิดขึ้นมาจริงๆ มันเป็นไปได้อย่างไรกัน”

แท้จริงแล้วภายในใจของหมอไม่สงบสักนิด ยาที่จัดด้วยมือ ออกฤทธิ์รุนแรงแค่ไหนไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาอีก อย่าว่าแต่ร่างกายที่เต็มไปด้วยจุดบอดของหมิงอ๋องเลย แม้แต่คนปกติดื่มเข้าไปก็ยังยากที่จะรับไหว เป็นยาฆ่าตัวตายดีๆ นี่เอง แต่หมิงอ๋องเหมือนดื่มน้ำอมฤทธิ์ กลายเป็นให้คุณประโยชน์ไปเสียนี่ หมอจางปวดหัวตุบ หันมาก้มหน้า กลับไม่ยินดีกับจุดพลิกผันของหมิงอ๋อง สีหน้าเขาไม่สู้ดีนัก

“แบบนี้น่ากลัวจะยิ่งยุ่งกันไปใหญ่ แม้วันนี้อาการหมิงอ๋องคล้ายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ถ้ายายังคงถูกกดฤทธิ์ไว้ แล้วดูแลรักษาตัวอย่างสงบ อาจอยู่ได้ระยะหนึ่ง กระทั่งหายขาดก็อาจเป็นไปได้... แต่เรื่องเมื่อมาถึงจุดๆ นี้ ฝ่าบาทเชื่อในคำวินิจฉัยของเรา เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นหลายครั้งจนทำให้เราตัดสินใจแบบนั้น แต่หากตอนนี้เราบอกว่าหมิงอ๋องมีทางรักษาหรือรอดตาย การพลิกผันแบบนี้ ฝ่าบาทต้องไม่พอพระทัยแน่ กระทั่งสงสัยในตัวเรา ดีไม่ดีอาจสอบถามเราต่อหน้าสาธารณะ หรือหากเชื่อเราอีกรอบ ให้เรารักษาหมิงอ๋องต่อ โรคที่ไม่แน่ไม่นอนแบบนี้ เราไม่มีความมั่นใจจริงๆ หากหมิงอ๋องมีปัญหาขึ้นมาอีก เราคงมีจุดจบที่ไม่ดีแน่”

ขณะกำลังใช้ความคิด เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกาย “หมอจาง เชิญ”

เขาค่อยๆ รวบรวมสติ มองไปยังต้นกำเนิดเสียง เห็นทหารจำนวนหนึ่งยืนตรงทำความเคารพ มองมาที่ตนเองอยู่ หมอจางยิ้มน้อยๆ “ดี ไป!”

ก้าวเท้าออกเดิน หมอจางตามพวกเขาไป ใบหน้ายังคงมีความกังวล

‘ถ้าอาการหมิงอ๋องในตอนนี้ ไม่ตรงกับที่คาดคิดเมื่อครู่ เรื่องก็คาดเดายากแล้ว หากยาออกฤทธิ์ในระหว่างเดินทางไปที่ชอบๆ ขณะรถม้าแล่นด้วยความเร็วยายังพอช่วยยืดชีวิตไว้ได้ แต่หากเดินทางนานไปอีกวัน กลับยิ่งเพิ่มความเสี่ยง หากยาหมดฤทธิ์เมื่อไหร่ รถม้าลากยังไม่พ้นคืนพรุ่งนี้ พลังชีพขาดสะบั้น เสียชีวิตทันที หากเป็นแบบนี้จริง ก็ไม่เป็นไปตามแผนที่ฝ่าบาททรงวางเอาไว้ เราก็ยากที่จะหลีกหนีจากความรับผิดชอบพอกัน’

หมอจางคิดสะระตะไม่หยุด แม้ตอนขึ้นรถม้ามุ่งหน้าเข้าวัง เขาคิดหน้าคิดหลัง จนในที่สุดตัดสินใจว่า ไม่ว่าอย่างไร จะบอกความจริงไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นชีวิตก็จะหาไม่ ความจริงตอนนี้ถ้าหนีได้ เขาก็หนีไปแล้ว แต่กลับทำไม่ได้ แม้เป็นนักพรต แต่มิใช่ไร้สังกัด หากหนี องค์ติ้งอู่ต้องระบายความโกรธใส่ลูกศิษย์เขา หากไม่รู้จุดอ่อนข้อนี้ องค์ติ้งอู่ก็คงไม่กล้าส่งเขามาหรอก เพียงท่านไม่คาดคิดว่า เขาจะทำเรื่องให้มาถึงจุดๆ นี้ได้ หมอจางคิดไปมาหลายตลบ ลุ้นว่าหมิงอ๋องจะอยู่ถึงคืนพรุ่งนี้ไหม ในที่สุดเขายังคงรู้สึกไม่ปลอดภัย พลันความคิดชั่วร้ายก็เกิดขึ้น

‘จำได้ว่าเลขาจางเคยบอกไว้ ความเป็นความตายของหมิงอ๋อง เกี่ยวข้องกับการดองกันระหว่างเขาซ่างชิงและตระกูลหลิน อืม... หากหลินหัวเหย้าล่วงรู้แผนการของราชสำนัก เขาต้องไม่อยู่เฉยแน่ ต้องยอมเสียโอกาสดองกับเขาซ่างชิงไปตลอดกาล และต้องคิดหาทางทำลายแผน ยังมีเขาซ่างชิง พวกเขาออกตัวโจ่งแจ้งว่าต้องการสังหารหมิงอ๋อง หากรู้ว่าราชสำนักคิดอย่างไร ต้องมีการเคลื่อนไหวแน่ อาจส่งคนมาลอบสังหารอีกครั้ง ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิธีไหน ขอให้พวกเขาเคลื่อนไหว พอหมิงอ๋องเกิดเรื่อง อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว....’

“ไม่ว่าอย่างไร เตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่าไม่ได้เตรียมอะไร!” หมอจางตัดสินใจแล้ว

น่ากลัวที่ม่อไป๋ยังคิดไม่ถึงว่า ที่ตนได้บอกเรื่องพลังชีวิตสายใหม่ เพียงเพราะต้องการมีชีวิตต่อไปอีกสักระยะในเมืองนี้ แต่กลับส่งผลให้หมอจางคิดอะไรแบบนี้ออกมาได้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น และทำให้ตนต้องเผชิญกับอันตรายเพิ่มมากขึ้น ทว่าใครเล่าจะบอกได้แน่นอน ว่าเรื่องราวในวันข้างหน้า จะดำเนินต่อไปอย่างไร

เวลานี้ แน่นอนว่าม่อไป๋ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ก็ได้เริ่มเตรียมการอะไรไว้บ้างแล้ว อาจิ่วยืนอยู่ตรงหน้า มองดูดวงตาที่แจ่มใสขององค์ชายหก ในใจกลับไม่รู้เป็นเพราะอะไร มักรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ใช่ เด็กหนุ่มวัยเยาว์อย่างเขา ทำตามที่องค์ชายหกบอกให้ไปทำในครั้งก่อน แต่ก็คิดไม่ตกว่าตนกำลังทำอะไรอยู่

“อาจิ่ว” ม่อไป๋เรียกเสียงเบา

“องค์ชาย!” อาจิ่วฟังไม่ออกว่าน้ำเสียงที่เรียกเจือความสงสัยอยู่

เดิมทีม่อไป๋มีเรื่องหลายอย่างต้องทำความเข้าใจ แต่เวลามีจำกัด จึงไม่คิดว่าอาจิ่วอาจเกิดความสงสัย เอ่ยปากถาม

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่า ในจวนนี้นอกจากเจ้าแล้ว ยังมีใครอีกที่ภักดีกับเรา”

อาจิ่วตะลึง แววตานิ่งอึ้งจ้องมองม่อไป๋ แสดงว่าไม่เข้าใจความหมายของคำถาม

ม่อไป๋อธิบายไม่ถูกเช่นกัน จึงพูดไปว่า

“ครั้งนี้มีคนลอบสังหารเรา เราต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาคุ้มครองเรา”

พูดแบบนี้อาจิ่วก็เข้าใจในทันที แต่ไม่รู้เพราะอะไร จู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมา คุกเข่าลงบนพื้น

“องค์ชายหก ขอท่านไว้ชีวิตพี่เถี่ยด้วย เขาต้องการช่วยชีวิตท่านจริงๆ...”

“หยุดร้องได้แล้ว” ม่อไป๋ไม่อยากเห็นคนร้องไห้ สั่งเสียงต่ำ

อาจิ่วตกใจเล็กน้อย ดูก็รู้ว่า เด็กคนนี้ค่อนข้างกลัวตน ม่อไป๋ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนี้

แต่ก็เอะใจที่พูดถึงพี่เถี่ย ถามเสียงขรึม “เรื่องเป็นมาอย่างไร”

สักพัก เขาก็รู้จากปากอาจิ่วทั้งหมด ที่แท้พี่เถี่ยคนนี้มีนามว่า เถี่ยสง ก่อนหน้านี้เป็นองครักษ์ประจำตัวม่อไป๋ ครั้งนี้ ม่อไป๋ถูกทำร้ายระหว่างทางเดินเข้าห้องหอ เพราะเถี่ยสงฐานะต่ำต้อย ไม่อาจเดินตามไปด้วยได้ แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ ต่อมา เถี่ยสงถูกจับขัง ข้อหาผิดพลาดในการอารักขา เรื่องนี้ความจริงไม่ยุติธรรม แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว มีอะไรยุติธรรมไม่ยุติธรรม หากม่อไป๋เสียชีวิต คนในจวนนี้มากกว่าครึ่งล้วนต้องถูกคาดโทษ

“เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาภักดี” ม่อไป๋รู้สึกว่าถามคำถามนี้กับเด็กอาจเกินไปหน่อย แต่เขาไม่มีวิธีอื่นใดอีก แม้อาจิ่วกลัวเขา แต่ก็ยังมีความสนิทสนม ไม่ต้องสงสัยในความภักดี เพราะเป็นคนรับใช้ข้างกายเขา ไม่พูดจาเหลวไหลแน่นอน

“องค์ชายหก...” แววตาอาจิ่วยิ่งมายิ่งแปลก แต่พอเห็นม่อไป๋นิ่งไปเขาก็ไม่กล้าถาม เพียงตอบเสียงเบา

“พี่เถี่ยกับข้า ยังมีหนิงเอ๋อ ท่านเป็นคนพามา ท่านพูดอะไร พวกเราก็ทำตามนั้น...”

“เดี๋ยวก่อน เจ้าบอกว่า...” ม่อไป๋สังเกตเห็นจุดสำคัญ เถี่ยสงกับอาจิ่ว ยังมีหนิงเอ๋อ สามคนนี้เป็นพวกเดียวกัน และเขายังเป็นคนพามาด้วย

ขณะกำลังจะถามให้เข้าใจ เสียงของจางปังลี่ก็ดังขึ้นที่นอกประตู “ท่านอ๋อง เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง”

ม่อไป๋เงยหน้าขึ้นมองประตู หายใจเข้าลึกๆ ยืนขึ้น บอกอาจิ่ว “ไป พาข้าไปหาเถี่ยสง!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น