หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๑๕ จรรยาบรรณแพทย์

ชื่อตอน : ตอน ๑๕ จรรยาบรรณแพทย์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2560 15:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๑๕ จรรยาบรรณแพทย์
แบบอักษร

ภายในห้อง

ม่อไป๋กำลังนั่งสมาธิ เข้าญาณ ฝึกหายใจให้ยาวนานและเป็นจังหวะ การหายใจทำให้ใบหน้าของเขาเปล่งปลั่ง เลือดลมไหลเวียนสะดวก เขาไม่มีเวลาใส่ใจกับสถานการณ์ภายนอก ต้องทำใจให้นิ่ง พยายามเคลื่อนกำลังภายในกระจายความแรงของฤทธิ์ยาที่ดื่มเข้าไปเมื่อครู่

เวลาค่อยๆ ผันผ่าน ตอนเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง ดวงอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว ม่อไป๋ลืมตาขึ้น นัยน์ตาคล้ายมีแสงสีทองแวบผ่าน นิ้วมือทั้งสิบขยับออกจากการพนม แขนทั้งสองข้างวางแนบลำตัว หน้าอกห่อลง

“ฟู่ว...”

เขาหายใจออกยาวๆ อาการเจ็บแปลบที่หน้าอกค่อยๆ ทุเลาลง แววตาผ่อนคลาย ขณะเก็บพลัง เสียงฝีเท้าจากภายนอกดังใกล้เข้ามา ม่อไป๋ฉุกคิด คลายเท้าออกจากท่านั่งสมาธิ ไม่แกล้งสลบอีก แต่กลับเอนหลังพิงเสาเตียงเงียบๆ มองไปที่ประตู พลางคิดในใจ

‘หากเดาไม่ผิด หมอจางต้องไม่กล้ารับรองว่าเราจะอยู่ได้อีกสามวัน จากนั้นในวังก็จะรีบจัดการ ส่งเราไปที่ชอบๆ’

คิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกหดหู่ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้ คือการนั่งสมาธิเข้าญาณอย่างสงบรักษาอาการบาดเจ็บ

‘แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนแล้วกัน!’

ประตูถูกผลักเข้ามาโดยไม่มีการเคาะประตู ม่อไป๋มองอยู่ และก็เป็นไปตามคาด จางปังลี่กับหมอจางก้าวเข้ามาในห้องด้วยกัน พอทั้งสองเงยหน้าขึ้น สายตาที่จ้องมองมายังม่อไป๋ก็แทบถลึงออกด้วยความตกตะลึง แต่จางปังลี่รู้สึกตัวเร็ว รีบโค้งคำนับแสดงความเคารพก่อนกล่าว

“หมิงอ๋อง ทรงตื่นบรรทมแล้ว”

ม่อไป๋กวาดตามองเขา ถอนหายใจเบาๆ แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์อีกครั้ง เสียงยังคงฟังดูอ่อนแรง

“เลขาจาง ท่านบอกว่าเสด็จพ่อจะรับเราเข้าวังมิใช่รึ ทำไมตอนนี้ยังไม่ส่งใครมา”

 จางปังลี่ได้ยินเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำของม่อไป๋ แม้น้ำเสียงยังคงอ่อนแรง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่เหมือนเดิม และไม่ได้ร้องว่าเจ็บอีก รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

“ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง ให้กระหม่อมพาท่านอ๋องเข้าวัง หลังจากหมอจางตรวจชีพจรท่านอ๋องแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางได้”

“งั้นหรือ” ม่อไป๋คิดว่าตนเองเดาได้แม่นมาก ก่อนมองไปที่หมอจาง ยังคงไว้ซึ่งท่าทีไม่สบอารมณ์ 

“ยังไม่รีบอีก!” 

เลขาจางผงกศีรษะให้หมอจาง หมอจางรีบก้าวเข้าไป ยิ้มให้ม่อไป๋ 

“ขอมือซ้ายท่านอ๋องด้วย”

หมอไม่ได้แสดงความเคารพม่อไป๋ เพียงพูดจาสุภาพเท่านั้น ก็หมอเป็นถึงหมอเทวดา แถมยังเป็นนักพรตอีก ถือว่าไม่ผิดธรรมเนียมปฎิบัติแต่อย่างใด ม่อไป๋ผงกศีรษะ ไม่พูดอะไรมาก ยื่นมือให้หมอตรวจชีพจร หมอจางรวมรวมสมาธิสักพัก จึงเริ่มจับชีพจรม่อไป๋ จางปังลี่ที่ยืนยิ้มอยู่ด้านข้าง รู้สึกตื่นเต้น พลอยลุ้นไปด้วย จ้องมองมือที่หมอจางจับ

“หือ” หมอจางส่งเสียงตกใจปนสงสัย 

จางปังลี่ใจเต้น เกือบหลุดปากถามอีกว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่พอเหลือบมองหมิงอ๋อง ก็ต้องหุบปากไว้ แต่มือกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อแทน แล้วหมอจางก็เงยหน้าขึ้น เริ่มสำรวจดูสีหน้าม่อไป๋ ม่อไป๋เอนกายพิงเสาตามสบายให้หมอจางตรวจพลางถามเสียงเบา

“ท่านหมอ เรารู้สึกว่าตลอดทั้งตัวมันอุ่นๆ แปลว่าเราหายดีแล้วใช่ไหม”

หมอจางเห็นเขาเอ่ยปากถามก็รู้สึกอึ้ง หนังตากระตุกเบาๆ สองครั้งก่อนยิ้มน้อยๆ ไม่ตอบอะไร ตั้งหน้าตั้งตาจับชีพจรต่อ หมอจางไม่เห็นว่าขณะที่ตนก้มศีรษะ นัยน์ตาม่อไป๋รู้สึกหมองหม่น ตั้งแต่มาถึงที่นี่ นี่เป็นครั้งแรกที่ม่อไป๋รู้สึกโกรธขึ้ง เขาแน่ใจว่า หมอจางต้องตรวจพบแล้วว่าเขาใช่ว่าจะหมดหนทางเยียวยารักษา แต่สีหน้าหมอบอกม่อไป๋ว่า หมอไม่สามารถพูดความจริงนี้ออกมาได้

ที่ม่อไป๋พยายามใช้เวลาที่มีอยู่เข้าญาณสลายฤทธิ์ยา เพื่อให้ร่างกายฟื้นคืนกลับได้เร็วที่สุด หวังให้ราชสำนักรู้ว่า เขายังมีสิทธิรอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องตาย การตกอยู่ในสถานการณ์แบบเขา วิธีนี้ถือว่าดีที่สุดแล้ว ผ่านไปสักครู่หมอจางค่อยลดมือลง ยิ้มอย่างอบอุ่น บอกกับม่อไป๋

“ท่านอ๋อง ท่านไม่เป็นไรแล้ว แต่ต้องระวังรักษาตัวให้ดี ไม่ควรดีใจมากหรือโมโหมากเกินไป”

ม่อไป๋ค่อยๆ หลุบตาลงต่ำ ความหม่นหมองจางหายไป กลายเป็นคมชัดขึ้น ค่อยๆ เงยหน้า จ้องมองหมอจาง พูดเสียงเบา

“ท่านหมอ ท่านแน่ใจว่าได้ตรวจดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว”

หมอจางกำลังลุกขึ้นยืน แต่พอได้ยินม่อไป๋ถามก็ชะงักเล็กน้อย กวาดตามองม่อไป๋ พบว่าม่อไป๋แม้บุคลิกยังคงดูสบายๆ ไม่หยี่หระใดๆ แต่รู้สึกมีอะไรไม่ถูกต้อง ตอนนี้แววตาดวงนี้คล้ายไม่เหมือนเมื่อครู่ คล้ายมีแววของความเด็ดขาดอยู่ในนั้น มันทำให้เขารู้สึกเอะใจขึ้นมา แต่พอดูๆ ไป กลับเห็นม่อไป๋ยังคงไว้ซึ่งท่าทีไม่สบอารมณ์เขาคิด

‘สงสัยวันนี้เสียพลังมากเกิน เลยป้ำๆ เป๋อๆ...’

เขายิ้มน้อยๆ แล้วพูดกับม่อไป๋

“ท่านอ๋องวางใจได้ หมอไม่กล้าเลินเล่อ ว่าแต่ท่านยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกบ้าง”

ฟังหมอจางถาม จางปังลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็จ้องเขม็ง ม่อไป๋มองดูหมออย่างเงียบๆ ก่อนค่อยๆ หลุบตาลง เอนกายพูด

“เรารู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว เหมือนกำลังจะตายอย่างไรอย่างนั้น” หมอจางเงียบ 

จางปังลี่รีบพูด “ท่านอ๋องอย่าคิดมากไป หมอจางเป็นหมอเทวดา ไม่ผิดพลาดแน่ วางใจได้”

“มิอาจๆ หมอไม่ใช่หมอเทวดา แต่ท่านอ๋องวางใจ ยาที่หมอให้ จริงๆ แล้วไม่มีปัญหา รออีกสักวันสองวัน ฟื้นฟูพลังชีพได้แล้วจะยิ่งดีกว่านี้”

 หมอจางยิ้ม ม่อไป๋มองหมอจางอีกรอบ แต่กลับไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ยิ้มแหยๆ

“ได้ เราเชื่อท่าน หมอต้องมีจรรยาบรรณนำหน้า มีจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ท่านหมอคงไม่กล้าเอาชีวิตเรามาล้อเล่น”

“โอ้...” หมอจางหนังตากระตุกเล็กน้อย ลูบเคราช้าๆ จางปังลี่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

“หากท่านอ๋องไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้ก็สามารถเดินทางไปพบฝ่าบาทได้ทันที”

ม่อไป๋ไม่มองหมอจางอีก หันไปต่อว่าจางปังลี่

“รู้แล้วว่ารีบ ยังไม่ไปเรียกอาจิ่วมาช่วยเราแต่งตัวอีก!”

จางปังลี่ตะลึง อดไม่ได้ที่จะอิดหนาระอาใจ ‘ฝ่าบาทยังไม่เคยตะคอกใส่เราแบบนี้ บาปแท้ๆ’

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถือสาหาความกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้แต่อดทนกัดฟัน ผงกศีรษะตอบ

“ได้ ท่านอ๋องรอสักครู่” พูดจบก็ออกจากห้องไปพร้อมหมอจาง

ม่อไป๋มองตามแผ่นหลังของหมอจางที่เดินออกไป นัยน์ตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เขาเองก่อนหมอจางจัดยาให้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ายานั่นดื่มลงไปจะมีผลยังไง แต่ก็ไม่ได้เอาเรื่องหมอ พลังชีพขาดหายไปก็จริง แม้หมอไม่ได้วางแผนการรักษาให้ดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาถึงตาย สภาพอยู่ในขั้นวิกฤตก็จริง แต่คนตัดสินใจก็ไม่ใช่หมอ ชีวิตในตอนนี้แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็จริง แต่หากพยายามเลือกใช้ยา ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางรักษาหาย ด้วยความสามารถของหมอ เขาไม่มีทางถูกจัดให้เป็นคนตายอย่างเด็ดขาด!

แต่สีหน้าหมอจางกลับบอกม่อไป๋ว่า ฝันไปเถอะ หมอไม่บอกสภาพการณ์เหล่านี้ออกมาแน่ แม้กระทั่งสาเหตุ ม่อไป๋ก็คิดออกว่า เพราะร่างกายเขามีสิ่งที่คาดไม่ถึงมากมาย หมอจางไม่อยากเสียเวลากับเขา จึงยอมส่งเขาไปตาย!

แพทย์ หากไม่มีจริยธรรม เก่งไปจะมีประโยชน์อะไร ความขุ่นเคืองของม่อไป๋ค่อยๆ จางลง หายใจออกยาวๆ อีกครั้ง สงบนิ่งลงมา รอดูวันต่อไปแล้วกัน!

ม่อไป๋หลุบตาลงต่ำ ในใจเริ่มคิดถึงสถานการณ์ในวันนี้ ตอนนี้ตนไม่เหลืออะไรแล้ว และไม่รู้จะบอกกับฝ่าบาทอย่างไร ว่าแท้จริงแล้วตนไม่ตายหรอก แล้วฝ่าบาทจะเชื่อม่อไป๋ ไม่เชื่อหมอจางหรือ ผลลัพธ์ชัดเจนว่า ถ้าทำแบบนี้ เป็นการประกาศให้พวกเขารู้ว่าแท้จริงแล้วตนรู้เรื่องภายในทั้งหมด

ชัดเจนว่า ความเป็นอิสระที่มีในตอนนี้ต้องสูญสิ้นไปในไม่ช้า ถึงเวลาไม่อยากตาย ก็ต้องถูกบังคับให้ตาย แบบนั้นยิ่งน่าเวทนากว่า ไม่เหลือแม้สักครึ่งทางให้คิดแผนใดๆ หรี่ตาเล็กน้อย ม่อไป๋เริ่มคิดหาทางทำลายแผนการพวกเขา แต่เขาไม่มีเวลารวบรวมคดีความทั้งหมด ได้แต่คิดแก้ไขวันต่อวัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น