หอหมื่นอักษร

นิยายแนวสืบสวนสอบสวน ที่ลึกลับทั้งคดี และตัวตนของ 'เขา' ขอบคุณสำหรับการติดตามนะเจ้าคะ -เก๋อเก๋อ-

ตอนที่ 17 สิ่งที่แปลกประหลาด

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 สิ่งที่แปลกประหลาด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2560 15:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 สิ่งที่แปลกประหลาด
แบบอักษร


หยางปินถามเขากลับไปอีกครั้ง “ช่วยพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมหน่อยได้ไหมครับ ? อย่างเช่นว่า ตอนที่มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ได้รู้สึกถึงพฤติกรรมแปลก ๆ จากพวกเขาบ้างไหมครับ ?”

เว่ยเจี้ยนกั๋วนึกอยู่สักพัก แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ส่ายหัวกลับมา “ก็มีแต่ความรู้สึกนี่แหละครับ รู้สึกว่าคนในหมู่บ้านมีท่าทีแปลกประหลาด ส่วนจุดที่น่าสงสัยนั้น ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน...” เขาหยุดคิดสักครู่ จากนั้นก็พูดขึ้นต่อ “การที่รีบกลับเข้าบ้านทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน อีกทั้งยังล็อคประตูหน้าต่างซะแน่นหนา อย่างนี้จะเรียกว่าผิดปกติได้หรือเปล่าครับ ?”

เว่ยเจี้ยนกั๋วพูดไปตัวก็สั่นไป “ถ้าถามผม ตอนที่เราอยู่ในหมู่บ้าน พวกเราไม่ได้ออกมาข้างนอกเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้ว่าหมู่บ้านว่างยาชุนจะทุรกันดารไปหน่อยก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกลับเป็นป่าลึกอะไร แล้วจะมีสัตว์ป่าออกมาได้ยังไง ? อย่าพูดถึงเลยว่าจะพบคนอาศัยอยู่ที่นั่น แม้แต่สัตว์ป่าก็เถอะ ผมว่าปีนขึ้นเขาไปก็คงไม่เจอสัตว์สักตัวหรอกครับ ! คงจะถูกนายพรานล่าไปหมดแล้วแน่ ๆ จะมีสัตว์อะไรอยู่อีก !”

หยางปินพยักหน้า “สิ่งที่คุณพูดมานี่ ผมจะลองเก็บไปคิดดูนะครับ ว่าแต่คุณพบพฤติกรรมอะไรที่น่าสงสัยของพวกเขาอีกบ้างไหมครับ ?”

อยู่ ๆ เว่ยเจี้ยนกั๋วก็ตบเข่าเสียดังฉาด “ผมนึกออกแล้วครับ !”

ทันใดนั้นเขาตะโกนขึ้นมา อย่าว่าแต่หยางปินกับลู่เว่ยที่นั่งอยู่ตรงข้ามเลย แม้กระทั่งเย่หนิงที่อยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกลก็พลอยสะดุ้งไปด้วย แต่สีหน้าของเสิ่นอี้ยังคงเรียบเฉย เขาเพียงแค่มองเว่ยเจี้ยนกั๋วนิ่ง ๆ

ก่อนหน้านั้นเย่หนิงเคยแต่ต้องทำงานกับตำรวจฝ่ายจู่โจมแถวหน้า นาน ๆ ทีถึงจะได้ทำงานกับตำรวจ “ฝ่านบุ๋น” สักครั้ง ส่วนนักจิตวิทยาอาชญากรรมนั้น เธอแทบไม่เคยได้ทำงานร่วมกันเลยสักครั้ง ถึงแม้ในช่วงมหาวิทยาลัยเธอจะเคยลงเรียนวิชาในสายนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนขนาดนั้น ขนาดวิทยานิพนธ์ยังต้องหาคนมาช่วยเขียนเลย

พอได้เห็นเสิ่นอี้เป็นแบบนี้ เธอก็เลยรู้สึกสนใจเขาขึ้นมา เคยได้ยินมาว่านักจิตวิทยาสายอาชญากรรมที่เก่งกาจนั้น จะสามารถอ่านใจของอาชญากรได้อย่างง่ายดาย จับจุดอ่อนได้อย่างอยู่หมัด พวกเขาถนัดการพิจารณาและการใช้เหตุผล แต่ก็ไม่รู้ว่าเสิ่นอี้คนนี้จะเก่งขนาดนั้นหรือเปล่า

แต่ว่าตั้งแต่ตอนที่เขามาจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่เห็นเขาพูดอะไรเกี่ยวกับรูปคดีเลย ก็เลยไม่รู้ว่าเขากำลังทำเป็นแกล้งวิเคราะห์อะไรอยู่ในใจ หรือว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่จริง ๆ กันแน่

อยู่ ๆ เสิ่นอี้ก็หันมามองเธอ แล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ “คุณหมอเย่ คุณสนใจผมขนาดนี้เลยหรือครับ ?”

เย่หนิงรู้สึกอายเล็กน้อย แล้วแสร้งทำเสียงฟึดฟัด “ฉันไม่ได้สนใจคุณสักหน่อย ฉันสนใจเกี่ยวกับนักจิตวิทยาอาชญากรรมต่างหากล่ะ”

“อ๋ออ” เสิ่นอี้พูดขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อนอะไร “ดูเหมือนว่าที่นี่นอกจากผมแล้ว ยังมีนักจิตวิทยาอาชญากรรมคนอื่นอยู่ด้วยอย่างนั้นสินะครับ ? คุณยังจะพูดว่าคุณไม่ได้สนใจในตัวผมอีกอย่างนั้นหรือ ?”

เพื่อที่จะระงับความอับอายในใจของตนเอง เย่หนิงจึงรีบเปลี่ยนมาพูดถึงเรื่องคดีทันที “ฉันแค่นึกถึงเรื่องที่คุณเว่ยเจี้ยนกั๋วพูดไปเมื่อกี้ต่างหากล่ะ ! เขากำลังจะบอกว่าหวังจวิ้นคนนั้นน่าสงสัยใช่ไหมคะ ? แต่ฉันคิดว่าถึงแม้หวังจวิ้นจะเป็นคนเปิดประตูแล้วปล่อยให้ใครเข้ามาก็ตาม แต่หลังจากที่อีกฝ่ายฆ่าเขาแล้วจะออกไปได้อย่างไรล่ะ ? หลังจากที่ฆาตกรออกไปแล้วจะปิดประตูยังไง ? พวกคุณอย่าลืมสิว่าโกดังมีสภาพเป็นห้องปิดตายนะคะ”

“ไม่ใช่ !” เสิ่นอี้พูดขัดเย่หนิงขึ้นมา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ว่า “ไม่แน่หรอกครับ หลังจากที่ฆาตกรลงมือแล้ว อาจจะหลบอยู่ที่ชั้นลอยบนชั้นสองก็ได้ รอให้ถึงตอนเช้าวันถัดไป เมื่อคนอื่นเข้ามา เขาจึงค่อยออกไปจากโกดัง ถ้าเป็นแบบนี้คงไม่มีใครรู้แน่นอน”

เย่หนิงตกใจจนอ้าปากค้าง “ทำไมฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะ ! ”

เสิ่นอี้มองเธออย่างไม่คิดจะสนใจ “ก็เพราะคุณไม่ได้ใช้สมองคิดยังไงล่ะ !”


เย่หนิงนิ่งงันไปทันที......


ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับก็เหอะ แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ก็คงต้องเป็นไปตามข้อสันนิฐานของเสิ่นอี้ เธอยอมรับว่าเธอแพ้หลุดลุ่ยแล้วก็ได้ ตั้งแต่นี้ต่อไปเธอจะไม่สนใจเขาอีกแล้ว !

ถ้าเทียบกันแล้ว ตอนนี้เธอให้ความสนใจกับสิ่งที่เว่ยเจี้ยนกั๋วกำลังพูดอยู่มากกว่า เมื่อเห็นเขาเล่าเรื่องด้วยท่าทางตื่นตัวขนาดนี้ ชัดเจนเลยว่าเขากำลังนึกอะไรบางอย่างที่สำคัญออกแล้ว

 หยางปินก็เริ่มที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับชีวิตของคน ถึงแม้จะเป็นเพียงจุดที่น่าสงสัยเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับพวกเขาแล้วถือว่าเป็นกุญแจที่สำคัญมาก

“คนในหมู่บ้านนั่น......” เว่ยเจี้ยนกั๋วพูดขึ้นด้วยความรู้สึกที่แปลกใจเล็กน้อย “ผมรู้สึกว่าที่พวกเขาไม่ออกจากบ้านตอนกลางคืน ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขากลัวสัตว์ป่าอะไรหรอก แต่เป็นเพราะพวกเขากลัวบางอย่างต่างหาก”

“มันคืออะไร ?”

คำพูดของเว่ยเจี้ยนกั๋วทำเอาหยางปินรู้สึกเริ่มที่จะจับต้นชนปลายไม่ถูก “คุณเว่ย คุณช่วยพูดให้มันเข้าใจกว่านี้ได้ไหมครับ ?”

“ก็เพราะวันนั้น ! วันที่พวกเราอยู่ในหมู่บ้านเป็นวันที่สอง จริง ๆ เช้าวันนั้นพวกเราต้องออกเดินทางแล้ว แต่หลังจากนั้นก็พบว่าหวังจวิ้นหายตัวไป จึงกลับมาตามหาตัวเขาที่หมู่บ้านอีกครั้ง ผลปรากฏว่าค้นจนทั่วหมู่บ้านแล้วก็ไม่เจอ พวกเราคิดที่จะขึ้นไปตามหาบนภูเขา แต่ไม่ว่ายังไงผู้ใหญ่ก็ไม่ยอม...แถมท่าทีของผู้ใหญ่บ้านก็...พอเห็นท่าทีของของเขาแล้วเหมือนเขาไม่ได้เป็นห่วงว่าพวกเราจะเจอกับอันตรายอะไรบ้างบนภูเขา...ผมจึงรู้สึกว่าบนภูเขานั้นคงมีอะไรซ่อนอยู่ เหมือนไม่อยากจะให้พวกเรารู้ด้วย...แล้วก็ยังมี...”

เว่ยเจี้ยนกั๋วหยุดคิดสักพักแล้วพูดขึ้นต่อ “ยังมีชาวบ้านสองสามคนที่มาหาผู้ใหญ่บ้านในตอนนั้น เหมือนจะพูดอะไรกับเขาสักอย่าง พอผู้ใหญ่บ้านได้ฟัง เขาก็มีท่าทีร้อนรนและหวาดกลัวอย่างสุด ๆ และยังมาโทษว่าเป็นความผิดของพวกผมอีกว่า เป็นเพราะพวกผมนำบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดมันเข้ามาในหมู่บ้าน...ผมไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี แต่พวกคนในหมู่บ้านนั่นมีท่าทีแปลกประหลาดจริง ๆ นะครับ ! เหมือนกับว่าพวกเขากำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างอยู่......”

เย่หนิงยิ่งฟังก็ยิ่งสับสน จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา “”คุณเว่ยคะ เรื่องนี้ มันเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมตรงไหนกันคะ ?”

เว่ยเจี้ยนกั๋วชะงักไป แล้วพูดขึ้นมาด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน “ผมก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก็สารวัตรหยางอยากให้ผมพูดไม่ใช่หรอครับ ? เมื่อกี้สารวัตรก็บอกเองว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่น่าสงสัยให้ผมพูดออกมาทั้งหมด”

เสิ่นอี้มองไปที่เย่หนิง แล้วพูดขึ้นมาอย่างตั้งใจก็ไม่เชิง “ถึงดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับคดีเลยแม้แต่นิดเดียว แต่บางทีอาจจะเป็นกุญแจในการไขคดีในภายหลังก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไร คุณหมอเย่ครับ คุณเป็นแค่หมอนิติเวช เชี่ยวชาญในการชันสูตรศพ แต่การสืบหาคดีนั้นยังต้องพึ่งหัวหน้าหยางอยู่”


ความหมายที่เสิ่นอี้พูดมานั้นค่อยข้างที่จะชัดเจนอยู่มาก ในเมื่อคุณไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็อย่าถามส่งเดชสิครับ

เย่หนิงจ้องไปที่เขา คำพูดของเสิ่นอี้ทำเอาเธอไม่รู้จะตอกกลับอย่างไร ที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล เธอเป็นแค่หมอนิติเวช หยางปินอาจจะสู้เธอไม่ได้ในด้านของการค้นหาสาเหตุของการเสียชีวิต แต่ในด้านการสืบสวนพิจารณาคดีแล้วนั้น เธอเทียบเขาไม่ได้แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าดูจากสิ่งที่เขาพูดในห้องชันสูตรศพเมื่อครู่นี้ ความเป็นไปได้ที่เขาพูดมาทั้งหมดนี้ เธอก็กลับคาดไม่ถึงจริง ๆ

หยางปินไม่พูดอะไรออกมา เขาจึงถามเว่ยเจี้ยนกั๋วอีกครั้ง “คุณเว่ย คุณยังนึกอะไรออกอีกบ้างไหมครับ ?”

เว่ยเจี้ยนกั๋วนั่งคิดอีกสักพัก สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้า “ก็คงมีแค่นี้แหละครับ”

หยางปินพยักหน้า หลังจากกล่าวขอบคุณเว่ยเจี้ยนกั๋วแล้ว ก็ได้ให้เขากลับไปก่อน คนที่จะสอบปากคำคนต่อไปก็คือจางลี่ เธอเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย ถ้าจะให้เล่าเหตุการณ์ของนักศึกษาเหล่านั้นแล้วก็คงเข้าใจได้ค่อนข้างชัดเจน


หลังจากที่จางลี่เข้ามาข้างในแล้ว หยางปินก็เริ่มต้นถามคำถามแรกแบบเดียวกัน ว่าเธอรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับนักศึกษาคนอื่นอย่างไรบ้าง

จางลี่นึกสักพักแล้วพูดออกมา “ที่จริงแล้วฉันยังไม่ค่อยสนิทกับนักศึกษากลุ่มนี้เท่าไหร่นักหรอกค่ะ คนที่สนิทด้วยมากหน่อยก็คงเป็นเฉินอวี่เฟิง หัวหน้าของสมาคมบ้านเกิดของพวกเขา และก็นักศึกษาเอกคอมพิวเตอร์เพียงแค่ไม่กี่คน ส่วนนักเรียนคนอื่นนั้น ฉันไม่ค่อยสนิทกับพวกเขาเท่าไหร่ค่ะ นักศึกษาบางคนก็เพิ่งจะรู้จักกันก็ครั้งนี้ ก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยหน้ากันมาก่อน”

ทันใดนั้นเสิ่นอี้ก็ถามขึ้นมา “แล้วกับผู้ตายสามคนนี้ คุณรู้จักมากน้อยแค่ไหนครับ ?”

หลังจากที่จางลี่นั่งคิดไปเกือบครึ่งนาที เธอก็พูดขึ้นมา “ในสามคนนี้ คนที่ค่อนข้างสนิทกับฉันก็คือจางหลิงคุน...”


เมื่อพูดถึงตอนนี้ เธอกลับปิดปากเงียบกะทันหัน ไม่พูดอะไรต่อ......





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น