หอหมื่นอักษร

เนื่องจากตอนนี้ทางหอหมื่นอักษรได้แปลนิยายเรื่อง ‘สำนักแพทย์อันดับหนึ่ง’ ทันต้นฉบับภาษาจีนแล้ว ทางเราจึงขอแจ้งให้ทราบว่านิยายเรื่องนี้จะหยุดการอัพเดทตอนใหม่ ‘ชั่วคราว’ และจะอัพเดทอีกครั้งเมื่อต้นฉบับจากทางจีนมีเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ

ตอน ๑๓ อาจิ่วลองยา หมิงอ๋องลองใจ

ชื่อตอน : ตอน ๑๓ อาจิ่วลองยา หมิงอ๋องลองใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2560 18:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๑๓ อาจิ่วลองยา หมิงอ๋องลองใจ
แบบอักษร

ห่างจากห้องม่อไป๋ไม่ไกลมีห้องใหญ่ที่แยกตัวออกมาโดดๆ ห้องหนึ่ง หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นยา

หมอจางในชุดคลุมยาวนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเตา จ้องมองตัวยาในหม้อที่เดือดปุดๆ อยู่กลางเปลวไฟ

ก่อนหยิบพัดขึ้นมาพัดเบาๆ เปลวไฟแรงขึ้นมาทันตาเห็น

เดิมทีกระบวนการต้มยาแบบนี้เขาไม่จำเป็นต้องลงมือเอง แต่ตอนนี้มีเรื่องราชสำนักมาเกี่ยวข้อง อาการที่ผันแปรของหมิงอ๋อง ทำให้เขาแทบไม่มีแรงหยิบจับยา

เขาไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดอีก ตั้งแต่การเลือกสมุนไพร ตรวจสอบคุณภาพ กำหนดปริมาณ รวมทั้งขั้นตอนสุดท้ายในการควบคุมความร้อน ทั้งหมดนี้จะประมาทไม่ได้

เมื่อมองดูยาที่กำลังจะต้มเสร็จ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันของเขา ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

แต่ทันใดนั้น ดวงตากลับโตขึ้น เงยหน้ามองไปทางประตู เห็นเด็กหนุ่มใส่เสื้อเนื้อหยาบ ฝีเท้าตุปัดตุเป๋

วิ่งหน้าตื่น กระหืดกระหอบเข้ามา

หมอจางจ้องมองสักพัก จึงค่อยนึกออกว่าก่อนหน้านี้ตอนอยู่ห้องหมิงอ๋อง เคยเห็นหน้าเด็กคนนี้ คล้ายเป็นเด็กรับใช้ของหมิงอ๋อง

“ใต้... ใต้เท้าจาง... องค์... องค์ชายหก... เขา...” ผู้มาตื่นเต้นจนหายใจไม่ทัน

หมอจางหน้าเปลี่ยนสี ไม่พูดพล่ามทำเพลง ตบฝ่ามือลงบนพื้น ดีดตัวลุกยืนขึ้น ไม่รอเด็กหนุ่มพูดจบ ถามออกไป “หมิงอ๋องป่วยใช่ไหม”

“องค์... องค์ชายหก ย ย... แย่แล้ว เชิญท่านหมอ...” เสียงดังของเด็กหนุ่มสั่นด้วยความตื่นตกใจ พูดไม่จบ

เดิมทีจิตใจของหมอจางก็ไม่เคยสงบได้เลย เรื่องราวในวันนี้แปลกประหลาดสุดๆ ถึงเขาเป็นหมอมาหลายปี แต่ก็ยังไม่เข้าใจ

ก่อนถ่ายพลังให้ใคร แม้คนๆ นั้นเป็นคนใกล้ตายจริงๆ ก็ต้องให้เขาได้หยุดพักหายใจบ้าง แต่หมิง

อ๋องนี่กลับทำให้เขาประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า

ปกติแล้วเขาต้องตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง แต่ในเวลานี้จะเอาเวลาที่ไหนไปตรวจอย่างละเอียด

ความเป็นความตายของหมิงอ๋องเกี่ยวข้องกับเรื่องราวมากมาย หากมีอะไรผิดพลาด เขาย่อมหนีไม่พ้นความรับผิดชอบ จึงจำต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อนค่อยว่ากัน

เห็นเงาร่างขยับวูบ หมอก็มาถึงหน้าประตูอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนคนแก่อายุเกือบเจ็ดสิบสักนิด

ขณะกำลังจะพลิ้วตัวไป เงาร่างกลับชะงัก ค่อยๆ หันกลับมามองดูหม้อยา พูดอย่างเร่งรีบ

“เจ้าอยู่ที่นี่ คอยเติมเชื้อไฟในเตา ต้มไปอีกสักสิบนาที หากข้ายังไม่กลับมา ก็เอาหม้อยาลง ค่อยๆ ยกไปที่ห้อง หากผิดพลาดอะไร คนแรกที่ต้องถูกสอบก็คือเจ้า!”

พูดจบ หมอก็จากไปไกล

จริงๆ แล้วการทำแบบนี้ถือว่าเสี่ยง เรื่องมากมายเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของหมิงอ๋อง เด็กหนุ่ม

คนนี้อาจใส่อะไรลงไปในหม้อยาก็เป็นได้ แต่หมอจางไม่กล้าเสียเวลาสักวินาที สิ่งแรกที่ต้องทำคือช่วยชีวิต

หมิงอ๋อง หากหมิงอ๋องเป็นอะไรไป ยาหม้อนี้จะมีประโยชน์อะไร

อีกอย่าง เขาเคยเห็นเด็กหนุ่มคุกเข่าขอสวรรค์คุ้มครองหมิงอ๋องในห้องมาแล้ว จึงมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง

หลังเห็นหมอจางจากไปไกล ดวงตาของเด็กหนุ่มก็เต็มไปด้วยความเครียด มองดูหม้อยา สูดหายใจลึกๆเพื่อทำให้ใจเย็นลง

ค่อยๆ เดินมาข้างหม้อยา กลอกตาไปมา ปากบ่นขมุบขมิบ ฟังไม่รู้เรื่องว่าพูดอะไร

แต่เห็นได้ชัดว่ากำลังเครียดและลังเลใจ สักพักก็เงยหน้าขึ้น มองไปที่ประตู

ก่อนล้วงเข้าไปในอกเสื้อ นำถุงหนังใบเล็กเท่าฝ่ามือออกมา มือที่สั่นเทาค่อยๆเปิดปากถุง ไอร้อนจากหม้อยาลอยขึ้นปะทะมือ

เขาสะดุ้ง เสียงขององค์ชายหกคล้ายดังขึ้นข้างหู “เอาพุทราป่าตากแห้งเก้าลูก ต้มน้ำ ไม่เอาเม็ด เอาน้ำพุทราที่ได้ใส่ลงไปในหม้อยาที่กำลังเดือด จำไว้ ต้องเอาเม็ดออกให้หมด!”

“องค์ชายหก...” อาจิ่วแววตามุ่งมั่น เปิดฝาหม้อออก นำขวดใส่น้ำพุทราออกมาจากถุงหนัง เทน้ำพุทราลงไปในหม้อยา

ไอร้อนระเหยขึ้น น้ำเดือดปุดๆ

อาจิ่วปิดฝาหม้อ นั่งลงเนื้อตัวสั่น ในที่สุดแม้ได้ทำแล้ว แต่ใจก็ยังเต้นไม่หยุด

หน้าซีด หยิบฟืนข้างมือใส่เตา เติมไฟให้แรง.....

หมอจางกำชับว่าสิบนาทีค่อยยกหม้อลง แต่พออาจิ่วเติมน้ำพุทราเสร็จ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินมา

อาจิ่วตกใจ เงยหน้าขึ้นมอง เห็นทหารจำนวนหนึ่งก้าวเข้ามา จ้องมองอาจิ่วเขม็ง

อาจิ่วไม่กล้าพูด นั่งยองๆ อยู่ข้างเตา มองพวกเขาอย่างหวาดกลัว

เหล่าทหารกวาดตามองในห้อง เห็นเด็กหนุ่มนั่งยองๆ สงบเสงี่ยมอยู่หน้าเปลวไฟ ไม่ได้พูดอะไร เพียงยืนเฝ้า ให้เด็กหนุ่มเติมเชื้อไฟ

หมอจางมาถึงห้องหมิงอ๋อง ตรวจอาการหมิงอ๋องอย่างระมัดระวัง พลันสั่งให้ทหารรีบไปนำยามา

แล้วจึงเริ่มถ่ายพลังให้หมิงอ๋องอีกครั้ง โอดครวญในใจ

“วันนี้ผู้เฒ่าคงต้องสูญเสียพลังมหาศาลยิ่ง...”

หมิงอ๋องค่อยๆ ตื่นขึ้นอีกครั้ง แววตาสลัว สติไม่ปะติดปะต่อ ริมฝีปากขยับขึ้นลง แต่ไม่มีเสียงดังออกมา

จางปังลี่มาถึงก่อน เห็นอาการหมิงอ๋องยิ่งแย่ลง จิตใจเขาก็ยิ่งรู้สึกหนักอึ้ง

จวบจนหมอจางเก็บมือลง เห็นหมอหน้าซีดเผือด เขาขยับปาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

หมอจางมองหน้าเขา ผงกศีรษะ แปลว่าวางใจได้

“นายท่าน ยามาถึงแล้ว!” เสียงรายงานดังขึ้นที่หน้าประตู

จางปังลี่มองหมอจาง หมอจางรีบตอบ “ยกเข้ามาเร็ว”

ไอร้อนจากยาที่เพิ่งเดือดในหม้อลอยออกจากกึ่งกลางซึ่งล้อมรอบด้วยทหารคุ้มกัน หม้อยาถูกส่งเข้าไปในห้อง อาจิ่วก้มศีรษะเดินอยู่ข้างเหล่าทหาร

หมอจางหายใจเข้าลึกๆ ลากสังขารที่อ่อนล้าเข้าเปิดฝาหม้อยา ตรวจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน พร้อมดมกลิ่นยา ขยับคิ้วเล็กน้อย

ขณะเดียวกันม่อไป๋ที่สะลึมสะลืออยู่บนเตียง นัยน์ตากลับมีประกายแสงวิ่งผ่าน

ดีที่หมอจางไม่เห็น เพราะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ร่างเซไปด้านหลังหนึ่งก้าว จางปังลี่ตาไวมือไวเข้าพยุงไว้ได้ทัน ก่อนถาม “ท่านหมอ เป็นอย่างไรบ้าง”

“ไม่เป็นไร แค่พลังถูกดูดไปชั่วคราว...” หมอจางหลับตาลง แล้วลืมตาขึ้นอีก สะบัดศีรษะ ก่อนพูด “รีบเทยาแล้วให้หมิงอ๋องทานตอนที่ยังร้อนอยู่!”

ม่อไป๋ที่อยู่บนเตียงชำเลืองมองอาจิ่ว เห็นอาจิ่วหน้าซีด ชัดเจนว่าตกใจกลัวไม่น้อย

เขาตัดสินใจ กลับคืนสู่สภาพสะลึมสะลืออีกครั้ง

สักครู่ ยาถูกทหารเทออกอย่างระมัดระวัง หมอจางยกชามยาไปด้วยตัวเอง ขณะจะป้อนให้หมิงอ๋อง กลับหันหลังมามองอาจิ่ว พูดเสียงเบา “เทอีกชาม ให้เขากิน!”

ฉากนี้ทำเอาคนในห้องตะลึงงัน จางปังลี่ชะงัก สายตาลุกวาวพุ่งไปที่อาจิ่ว

กลับเห็นเด็กหนุ่มตัวสั่นงันงก แววตาหวาดกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ

สีหน้าเขาหมองหม่น เอ่ยเสียงเข้มกับทหาร “รีบเท”

ทหารไม่กล้าขัดคำสั่ง เทยาออกจากหม้ออีกพอประมาณ จากที่เหลืออยู่ไม่มาก จึงมีกากปะปนมา ยื่นให้อาจิ่ว พลางจ้องมองดุดัน ออกคำสั่ง “ดื่ม!”

อาจิ่วรู้สึกว่าตลอดทั้งตัวชาไปหมด ศีรษะมึนงง ที่สุดแล้วคนอายุน้อยก็ข่มใจให้สงบลงไม่ได้

ม่อไป๋ที่อยู่บนเตียงพลอยหัวใจเต้นเร็วไปด้วย ใช้จังหวะที่ไม่มีใครสนใจ จ้องตาอาจิ่ว แต่อาจิ่วไม่ได้มองเขา เอาแต่มองชามยา

ครู่หนึ่ง ม่อไป๋ก็วางใจ เมื่อเห็นอาจิ่วยื่นมือที่สั่นเทาออกมา ยกชามยาขึ้น สีหน้าแม้หวาดกลัว แต่ไม่พูดพล่ามทำเพลง ดื่มรวดเดียวหมดชาม

“แค่กๆๆ....” ด้วยดื่มเร็วเกินไป ทำให้สำลัก ไอไม่หยุด แต่ไม่กล้าอาเจียนออกมา แม้แต่กากยายังอดทนดื่มลงไป

ม่อไป๋รู้สึกซาบซึ้งใจ นัยน์ตาฉายแววอ่อนโยน แต่ยังคงทำสะลึมสะลือต่อ

“หมอจาง” จางปังลี่จ้องมองอาจิ่ว เกิดความสงสัยขึ้น จึงเอ่ยปากถาม

สีหน้าหมอจางยังเรียบเฉย พูดช้าๆ กับอาจิ่ว “เข้ามานี่”

อาจิ่วยังคงมีสีหน้าหวาดกลัว มองทุกคนในห้อง เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง “ใต้... ใต้เท้าจาง”

“รู้สึกยังไงบ้าง” หมอจางถามเบาๆ

“ร้อน ร้อนมาก....” อาจิ่วชะงักนิดหนึ่งก่อนตอบตามตรง

หมอจางสำรวจดูสีหน้าอาจิ่ว แล้วว่า “ขอดูมือหน่อย”

อาจิ่วไม่กล้าปฏิเสธ ยื่นมือให้หมอจับชีพจร แต่ในใจกลัวแทบแย่

หมอจางตรวจอย่างละเอียด พบว่าชีพจรอาจิ่วเต้นเร็วและแรง เลือดลมพลุ่งพล่าน... ซึ่งก็ตรงกับคุณสมบัติของยาแรงชนิดนี้

จิตใจหมอจึงสงบลง ไม่สนใจอาจิ่ว บอกกับจางปังลี่ “ป้อนยาได้!”

จางปังลี่ค่อยถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก โบกมือ ทหารเข้าลากอาจิ่วมาไว้ด้านข้าง อยู่ร่วมกับทุกคน ลุ้นผลของยาที่หมิงอ๋องค่อยๆ ทานลงไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น