เมาหนักหลับคาบ้าน / เตี๋ยหลาน
email-icon

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

24 ยามดอกสือซว่านบานสะพรั่ง (รีไรท์แล้ว)

ชื่อตอน : 24 ยามดอกสือซว่านบานสะพรั่ง (รีไรท์แล้ว)

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2563 15:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
24 ยามดอกสือซว่านบานสะพรั่ง (รีไรท์แล้ว)
แบบอักษร

ตอนที่ 24 ยามดอกสือซว่านบานสะพรั่ง 

. 

ทุ่งดอกสือซว่าน[1] ผลิดอกแดงฉาน สยายกลีบบานงดงามอยู่ทั่วสุสานหลวง ยามลมแผ่วพัดเบาผ่านมาเยือนเป็นครั้งครา ก้านเรียวขยับโค้งลงดั่งล่ำลาส่งดวงวิญญาณไปสู่สรวงสวรรค์

องค์ชายเฉินอวี่หลียืนมองทุ่งดอกสือซว่านผลิดอกแดงดั่งทะเลเลือดเบื้องหน้า ดวงเนตรคู่งามทอดยาวเหม่อลอยออกไปอย่างไร้จุดหมาย สองมือน้อยๆ กอดรัดโถกระเบื้องลงลายทองงดงามที่บรรจุเถ้ากระดูกพระสังขารของพระราชมารดาอย่างหวงแหน ดวงพักตร์เล็กแก้มยุ้ยดูซูบตอบลงอย่างรวดเร็วแม้นเวลาจะผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วัน หากความทุกข์อาวรณ์จำจากพระมารดานั้น กลับเนื่องนานปานนิรันดร์ที่ไม่มีวันสุดสิ้น

ในยามเช้าหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพของพระสนมเอกแห่งแคว้นผู่โจว หลุมดินในเขตสุสานหลวงถูกขุดลึกรอดำเนินพิธีขั้นตอนสุดท้ายอยู่นานแล้ว เหล่าข้าราชบริพารในวังหลวง รวมทั้งเหล่าขุนนางราชสำนักต่างอยู่ในชุดอาภรณ์สีขาวสำหรับไว้ทุกข์ แต่ละคนต่างยืนรออย่างสงบนิ่งแฝงรอยอาดูร

เสียงสะอื้นและเสียงร่ำไห้ปานขั้วหัวใจจะปลิดขาดสะบั้น ดังระงมมาจากแถวนางกำนัลและขันทีประจำตำหนักพระสนมเอก ซึ่งคุกเข่าเรียงแถวยาวอยู่เบื้องหน้าผืนดินที่เตรียมฝังเถ้าพระสังขาร ต่างก็ร่ำไห้ปานสิ้นลมหายใจเพื่อรอน้อมส่งเสด็จนายเหนือชีวิตไปสู่สวรรค์ตามพระราชพิธี

ทว่า...ในวังหลวงอันแสนเย็นชาแห่งนี้ จะมีสักกี่คนที่จะร่ำไห้อาลัยจากใจจริง

“องค์ชาย...” เสียงเรียกของนางกำนัลพี่เลี้ยงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้าระทมดังผ่านหูไปอย่างไร้การตอบสนอง ร่างวรองค์น้อยแม้จะถูกจับพระหัตถ์สะกิดสองสามครั้งก็ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหว ท่าทีนิ่งสงบไม่พูดตรัสวาจา ไม่มีแม้แต่น้ำตาร่ำไห้ระทมดั่งเช่นเด็กน้อยที่พานพบกับความสูญเสียมารดา

“องค์ชาย เชิญพระองค์เริ่มพิธีเถอะเพคะ” นางกำนัลพระพี่เลี้ยงพยายามกราบทูลเตือนโดยไม่ให้น้ำเสียงสั่นไหว นางลอบกำมือฝังเล็บจนโลหิตซึมเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น กล้ำกลืนน้ำตาอาลัยทุกหยาดหยดให้เหือดหาย ดวงตาฉ่ำน้ำอยู่เต็มหน่วงนัยน์ทอดมองเจ้านายตัวน้อยที่คอยถวายการอภิบาลมาหลายปี ยิ่งมองก็ยิ่งน้ำตาปริ่มไหวระริกเพราะความสงสารกัดกินหัวใจจนสั่นคลอน

นับตั้งแต่ยามพระสนมเอกทรงสิ้นพระชนม์ลง...องค์ชายเฉินอวี่หลีที่นางคอยถวายการอภิบาลด้วยความถนอมรักดั่งสมบัติล้ำค่า ก็เปลี่ยนมามีท่าทีเหม่อลอยนิ่งเฉย ราวกับชีวิตที่คงอยู่บัดนี้มีเพียงลมหายใจที่เข้าออก แต่กลับไร้ซึ่งจิตวิญญาณ เหมือนกับว่าร่างที่เป็นเหมือนหุ่นนี้จะไม่ยอมรับรู้สิ่งใดอีกต่อไปได้อีกแล้วนอกเสียจากความเศร้าระทมที่ท่วมล้นในใจดวงน้อย

“โถ่ องค์ชายเพคะ...” นางกำนัลพระพี่เลี้ยงสะกิดเรียกอีกครั้ง น่าเสียดายที่ผู้ถูกเรียกขานกลับนิ่งเฉยราวหุ่นไม้ไร้จิตวิญญาณ

“องค์ชาย เชิญเริ่มพิธีส่งดวงพระวิญญาณพระสนมเอก ให้ทรงเสด็จคืนสู่สวรรค์เถอะพระเจ้าค่ะ” เจ้ากรมพิธีการก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับกราบทูลอย่างเข้มงวด ภายในใจอดรู้สึกสงสารองค์ชายที่กำพร้ามารดาตั้งแต่ยังเยาว์วัยไม่ได้

ทว่า...ต่อให้เขาหรือใครก็ตามจะสงสารเห็นใจมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจอดทนรอต่อไปได้อีกแล้ว หากองค์ฮ่องเต้ที่อยู่ในวังหลวงทรงทราบว่าพระราชพิธีเลื่อนออกไปจนเสียฤกษ์ดี เห็นทีเจ้ากรมพิธีการและเหล่าลูกน้องทั้งหลายของเขาคงต้องถูกประหาร

เฉินอวี่หลีกะพริบตาหนึ่งคราอย่างเชื่องช้า สองมือน้อยกอดกระชับโถกระเบื้องในอ้อมแขนแน่นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ไม่ยินยอมพลัดพรากจากลาแม้แต่เศษเสี้ยวลมหายใจ

“คุณชายเซียน...” เจ้ากรมพิธีการหันมามองสบตากับเซียนปู้เซียวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ หมดความสามารถในการทูลเกลี้ยกล่อมองค์ชายสิบสองให้ดำเนินพระราชพิธีฝังเถ้าพระอัฐิ

ทุกภาพกิริยาของเด็กน้อย...ล้วนอยู่ภายใต้สายตาของคุณชายเซียนปู้เซียวแห่งตระกูลท่านแม่ทัพใหญ่

เซียนปู้เซียวครุ่นคิดจะเดินเข้าไปเอ่ยกับเฉินอวี่หลี แต่เพราะฐานะของเขาในยามนี้เป็นเพียงแค่คุณชายที่ไร้อำนาจผู้หนึ่งเท่านั้น ฐานะยังไม่สูงส่งพอจะกระทำการอะไรลงไปได้ตามความปรารถนา ดวงตาคมกล้าทอดมองบรรดาองค์ชายและพระสนมชั้นระดับล่างอย่างพิจารณา ดูท่าทีแล้วคงไม่มีใครอยากหาญกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวสักคน

ก็ในเมื่อองค์ฮ่องเต้ทรงประกาศว่าพระสนมเอกที่ทรงรักที่สุดนั้น สิ้นพระชนม์เพราะทรงประชวรหนักแบบฉับพลัน ไม่มีเรื่องราวเฉกเช่นที่ข่าวลือเล่าอ้างว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ทั้งสิ้น

ทว่า...ทุกคนย่อมรู้แก่ใจดีว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำลึกลับยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นฝีมือใครลอบปลงพระชนม์แล้วองค์ฮ่องเต้ยังทรงปกป้องอยู่เช่นนี้ คนที่บงการอยู่เบื้องหลังย่อมต้องมีฐานะที่ไม่ธรรมดา และไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งยากได้เด็ดขาด

ขณะที่เซียนปู้เซียวกำลังร้อนใจอยู่นั้น กลับเป็นองค์ชายหกที่ออกหน้าแทนอย่างห้าวหาญ ร่างกายบอบบางก้าวเดินออกมาจากร่มไม้ที่ใช้พักผ่อนในระหว่างทำพิธี สองแขนมีขันทีคอยประคองอย่างระมัดระวัง ส่วนหมอหลวงที่เดินรั้งท้ายมาด้วยมีสีหน้ากังวล ภายในใจแต่ละคนอดหวาดกลัวไม่ได้ว่าองค์ชายหกจะล้มป่วยฉับพลันหรือไม่

“ชีวิตที่เหลือน้อยเต็มทีของข้า ย่อมไร้สิ่งที่จะต้องกังวนต่ออนาคต...” องค์ชายเฉินหยูเอ่ยกับสหายที่ยืนเยื้องอยู่ด้านข้างเจ้ากรมพิธีการ

องค์ชายหกเฉินหยูเป็นสหายกับเซียนปู้เซียวมานาน เขามองสายตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังกังวลใจเรื่องใดอยู่ อีกประการหนึ่ง...องค์ชายเฉินอวี่หลีก็เป็นน้องชายที่เขารักใคร่เอ็นดูที่สุดในวังหลวง พี่ชายเช่นเขาย่อมไม่อาจปล่อยปละละเลยน้องชายผู้นี้ได้อย่างวางใจ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเขาที่ออกหน้าแทนทุกคนจะดีที่สุด

เซียนปู้เซียวยืนอยู่ที่เดิมไม่อาจขยับเคลื่อนไหวไปตามใจปรารถนา ทำได้เพียงแค่ส่งสายตามององค์ชายตัวน้อยด้วยความเป็นห่วง จากนั้นก็เลื่อนสายตามองเส้นผมสีขาวที่ถูกมันไว้อย่างเรียบร้อยบนแผ่นหลังร่างผอมบางขององค์ชายเฉินหยู ซึ่งเสด็จตรงเข้าไปหาร่างน้อยอย่างไม่รีบร้อน

“อวี่หลี...” สหายผู้เดียวในชีวิตของคุณชายเซียนนั่งลงแล้วรับสั่งด้วยท่าทีอ่อนโยน จากนั้นก็เอ่ยปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหว่านล้อมอยู่หลายประโยค ดวงพักตร์น้อยที่เฉยชาราวหุ่นไม้ไร้วิญญาณเริ่มพยักหน้ารับเป็นช่วงๆ สุดท้ายก็ยินยอมยื่นมือเล็กๆ ออกไปเบื้องหน้า ฝังโถกระเบื้องบรรจุเถ้าพระสังขารของพระสนมเอกคืนสู่ธรณี จากนั้นเจ้ากรมพิธีการก็ประกาศเริ่มพระราชพิธีส่งเสด็จดวงพระวิญญาณอีกครั้ง

ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามพระราชพิธีอย่างเคร่งครัด ครั้งดวงตะวันก้าวเท้าขึ้นสูงเกือบจรดกลางศีรษะก็เป็นอันเสร็จสิ้นทุกประการอย่างบริบูรณ์

กลุ่มองค์ชายสองสามคนที่มาร่วมงานตามคำสั่งเริ่มเสด็จกลับเป็นกลุ่มแรก จากนั้นก็กลุ่มพระสนมระดับยศต่ำก็เสด็จกลับบ้าง แล้วตามมาด้วยกลุ่มข้าหลวงข้าราชการทั้งหลายที่ต่างก็เดินทยอยกันกลับไป เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามภายในเขตสุสานหลวงก็เหลือผู้ที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

“กลับกันเถอะอวี่หลี” องค์ชายหกลูบพระเกศานุ่มของพระอนุชาอย่างปลอบโยนระคนสงสาร พระอนุชาของพระองค์คนนี้ยังเยาว์นักแต่กลับต้องมาพานพบกับความสูญเสียใหญ่หลวง

เด็กน้อยที่น่าสงสาร...ช่างน่าสงสารจริงๆ

“ท่านพี่หกทรงเสด็จกลับพระตำหนักก่อนเถอะพระเจ้าค่ะ อวี่หลีอยากอยู่กับเสด็จแม่ต่ออีกสักครู่หนึ่งพระเจ้าค่ะ” เฉินอวี่หลีน้อยเงยหน้าขึ้นมองพระเชษฐา ดวงเนตรกลมรื่นหยาดน้ำอังศุชนที่ทานทนเก็บกักเอาไว้ไม่ให้รินไหลลงมาต่อหน้าผู้อื่น รับสั่งสุรเสียงเว้าวอนขอร้องปานจะขาดใจ

“แต่ว่า...” องค์ชายหกเฉินหยูครุ่นคิดอย่างลังเล

สุสานหลวงอยู่นอกเขตพระราชวังหลวงค่อนข้างห่างไกล หากจะทิ้งองค์ชายสักคนไว้ที่นี่ โดยที่ทหารคุ้มกันส่วนใหญ่ติดตามคณะองค์ชายกับพระสนมทั้งหมดกลับวังหลวง ความปลอดภัยย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้น โดยเฉพาะการสิ้นพระชนม์ของพระสนมเอกเป็นเรื่องที่มีเงื่อนงำ หรือตามข่าวลือว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ด้วยแล้ว นับได้ว่าเฉินอวี่หลีที่มีฐานะเป็นถึงองค์ชายคนหนึ่ง อาจมีคนร้ายดักซุ้มรอเพื่อมุ่งหมายเอาชีวิตอยู่ก็เป็นได้

ตราบใดที่ฮ่องเต้ยังไม่ทรงประกาศแต่งตั้งรัชทายาทอย่างเป็นทางการ เฉินอวี่หลีผู้มีฐานะเป็นองค์ชาย ก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับการถูกรับเลือกเช่นเดียวกันกับองค์ชายคนอื่นๆ

เรื่องพี่น้องเข่นฆ่ากันเองเพื่อแย่งชิงสมบัติมีให้เห็นมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะบัลลังก์มังกรของฮ่องเต้ที่เป็นหนึ่งเหนือทุกชีวิตในแผ่นดินนั้น ช่างหอมหวานและล่อลวงให้ผู้กระหายอำนาจอยากได้มาครอบครอง จนทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งสังหารผู้มีสายเลือดเดียวกันกับตัวเอง

“องค์ชายหกทรงประชวรอยู่ รีบทรงเสด็จกลับวังหลวงเถอะพระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์จะเป็นผู้ถวายความปลอดภัยให้กับองค์ชายสิบสองด้วยตัวเองพระเจ้าค่ะ” ท่ามกลางเหล่าบ่าวไพร่ที่ยืนรอฟังการตัดสินใจขององค์ชายหกอย่างเป็นกังวล เซียนปู้เซียวได้ขันอาสาขึ้นมา เขาเอ่ยวาจากราบทูลกับสหาย แต่สายตากลับมองลงมาสบดวงเนตรที่พราวฉ่ำน้ำขององค์ชายสิบสอง ราวกับเจ้าของดวงเนตรคู่งามแววเศร้าจวนเจียนจะร่ำไห้อยู่ทุกลมหายใจ

“หากเจ้าเอ่ยวาจาเช่นนั้นข้าก็เบาใจ ข้ามั่นใจว่าเจ้าและคนของเจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” องค์ชายเฉินหยูกวาดสายตามองผู้ติดตามของเซียนปู้เซียว ซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่ใกล้ไม่ไกลด้วยความคิดวิเคราะห์

คนกลุ่มนั้นแม้จะอำพรางตัวแต่งกายเป็นข้ารับใช้ หากแต่ละคนกลับแสดงออกถึงลักษณะที่เข้มงวด ห้าวหาญและทรงพลัง ดั่งชายชาตินักรบที่ยอมพลีกายทิ้งชีวิตเพื่อมาตุภูมิ หากองค์ชายเฉินหยูคาดเดาไม่พลาด ผู้ติดตามของคุณชายเซียนปู้เซียวกลุ่มนี้ทั้งหมดล้วนเป็นทหารที่ได้รับการฝึกปรือฝีมืออยู่ในระดับสูง ทหารเหล่านี้จะสามารถสังหารศัตรูได้อย่างไม่ลังเล ส่วนความสามารถในด้านการต่อสู้ล้วนไม่ต้องสงสัย

ดังนั้น...เขาเชื่อมั่นว่าสหายผู้นี้ย่อมสามารถปกป้องพระอนุชาน้อยเฉินอวี่หลีได้อย่างแน่นอน

“ขอฝากอวี่หลีไว้กับเจ้าด้วย” องค์ชายเฉินหยูตบบ่าสหายหนึ่งครา ก่อนจะสั่งให้ทุกคนเดินทางกลับคืนสู่วังหลวง

“กระหม่อมไม่มีวันทำให้ผู้ใดผิดหวัง” เซียนปู้เซียวประสานมือถวายบังคมลา เอ่ยวาจาอย่างมั่นคงราวเอ่ยถวายคำสัตย์สาบานด้วยมีชีวิตเป็นเดิมพัน

ยามเมื่อทุกคนเดินทางกลับไปจนหมดสิ้น ในแดนดินสุสานหลวงหวนคืนความสงบวังเวงอีกครั้ง ดอกสือซว่านสีแดงฉานปานโลหิตยังคงโยกไหวไปตามสายลมที่พัดผ่าน องค์ชายเฉินอวี่หลียืนเหม่อลอยด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

เซียนปู้เซียวขยับมือส่งสัญญาณ คนของเขาที่ติดตามมาอารักขาก็ถอยห่างหายไปราวกับไม่มีตัวตน จากนั้นร่างสูงประดุจเสาท้องพระโรงก็ทรุดกายลงนั่งเคียงข้างร่างน้อยที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง เอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดคุยถึงเรื่องลมฟ้าอากาศธรรมดาที่ไร้ความสำคัญ

“ที่นี่ไม่มีใครอยู่แล้วนอกจากข้ากับเจ้า ถ้าเจ้าอยากจะร้องไห้ก็ร้องเถอะ เจ้าลูกหมาน้อย...”

“ฮึก... ฮือๆ ผู้ใดอยากร้องไห้กันเล่า” ดวงพักตร์น้อยหันขวับมาด้วยน้ำตาที่เริ่มรินไหลลงมาอย่างช้าๆ ถลึงตาใส่คนตัวโตที่นั่งลงแล้วก็ยังสูงกว่าตัวเขาอีกเล็กน้อย

อีกประการหนึ่ง...ในโลกนี้มีผู้เดียวเท่านั้นที่บังอาจเรียกองค์ชายผู้สูงศักดิ์เช่นเขาเป็น ลูกหมาน้อย!

“โลกใบนี้ก็ล้วนเป็นเช่นนั้น...ยามพานพบกันได้นั้นยากแสนยาก แต่จากกันนั้นยากเสียยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผูกพันระหว่างมารดาและบุตรที่นับว่าแน่นสนิทยิ่งกว่าสิ่งใด ยามพรากจากกันด้วยความตายมีหรือจะไม่ร่ำไห้หลั่งน้ำตา”

“แต่เสด็จแม่บอกว่า...ฮึก ฮือๆ ว่าเกิดเป็นลูกผู้ชายห้ามร้องไห้เด็ดขาด ข้าจึงไม่อยากร้องไห้...” เฉินอวี่หลียกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง เพียรกลั้นสะอื้นอย่างมุ่งมั่น

“เจ้าลูกหมาน้อยตัวนี้นี่นะ...” เซียนปู้เซียวขยี้หัวเบาๆ อดไม่ได้ที่จะยิ้มเบาบางด้วยความเอ็นดูระคนสงสาร

“ข้าเซียนปู้เซียวเป็นคนหยาบกระด้าง เติบโตมาท่ามกลางทหารในค่าย จะให้ข้าอ่อนโยนเหมือนอย่างองค์ชายเฉินหยูข้าก็ไม่สามารถ จะให้พูดปลอบก็ไม่เก่งกาจอีกเช่นกัน ดังนั้นข้าคงไม่อาจหาถ้อยคำใดมาเอ่ยปลอบใจเจ้าได้ แต่เชื่อข้าเถอะว่าการร้องไห้มันจะช่วยให้เจ้าคลายความทุกข์”

มือใหญ่คว้าร่างเล็กเข้ามากอด กดหัวน้อยๆ นั้นฝังลงกับซอกคอของตัวเอง โดยจงใจไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว วาจาในท้ายประโยคแผ่วเบาแต่หนักแน่นเอ่ยข้างหูให้ได้ยินเพียงสองต่อสองว่า

“เจ้าลูกหมาน้อย...เจ้าร้องไห้ออกมาเถอะ วันนี้ข้าจะยอมเป็นศิลาสักก้อนให้เจ้าได้หลั่งน้ำตา ข้าสัญญาว่าจะเป็นศิลาหินที่ไม่มีหู ไม่มีตา ไม่มีปาก จะอยู่นิ่งๆ ให้เจ้าได้ระบายทุกข์”

“ฮึก...ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด!” เฉินอวี่หลียกคางก่ายลงบนบ่ากว้าง เอ่ยวาจาข่มขู่ไปหนึ่งประโยคแล้วก็ปล่อยให้น้ำตาแห่งความอ่อนแอไหลรินลงมาไม่ขาดสาย เรียวแขนน้อยโอบไม่ถึงรอบแผ่นหลังของเซียนปู้เซียว เขาจึงใช้มือน้อยขยุ้มเสื้อส่วนหัวไหล่ของอีกฝ่าย จิกแน่นราวกับหวาดกลัวว่าที่พักพิงหนึ่งเดียวในยามนี้จะหนีหาย

“เจ้าลูกหมาน้อยวางใจได้ ก้อนศิลาเยี่ยงข้าไม่มีวันบอกใครแน่นอน ว่าเจ้าน่ะ...ร้องไห้ได้น่าเกลียดอย่างที่ไม่มีใครเหมือน”

“ฮือๆ” ร่างน้อยสั่นสะอื้นอยู่กับ ‘ก้อนศิลา’ ที่โอบแขนสองข้างกระชับกอดปลอบประโลม แม้ว่าเขาจะตั้งใจปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงผิดพลาดไปจากที่คิด

เมื่อเฉินอวี่หลีได้เริ่มปล่อยสะอื้นไปหนึ่งคำแล้ว...มันก็หยุดไม่ได้อีกต่อไป น้ำตาไหลพรากทะลักทลายราวกับสายน้ำฝนที่ไหลถ่ายเทลงมาจากฟ้าสวรรค์อย่างไม่มีวันหยุดยั้ง

“ฮือๆ ฮือ...“ องค์ชายเฉินอวี่หลีร้องไห้อย่างหมดสภาพ ในยามนี้เขาสามารถตัดสินใจได้แล้ว ว่าจะเอ่ยวาจาเล่าความจริงทุกอย่างให้คนตรงหน้าฟังโดยไม่ปิดบัง

“ฮึกๆ ความจริงแล้วเสด็จพ่อทรงโกหกทุกคน ฮือๆ สะ...เสด็จแม่ของข้า ไม่ได้ประชวรจนสิ้นพระชนม์สักหน่อย แต่เสด็จแม่ของข้า ฮือๆ ถูกคนชั่ววางยาพิษลงในเครื่องเสวย ฮึก ฮือๆ เสด็จแม่...เสด็จแม่บอกว่าเป็นฝีมือของฮองเฮา”

เซียนปู้เซียวตบหลังเล็กๆ นั้นอย่างปลอบประโลม เขารับรู้ได้ถึงฝ่ามือน้อยๆ ที่กำเสื้ออยู่ตรงหัวไหล่ทั้งสองข้างนั้นแน่นจนแทบฝังเล็บเข้าเนื้อ บรรยากาศรอบกายหนักอึ้งไปด้วยความเคืองแค้น ความเจ็บปวดใจ และความโศกเศร้า

“ฮือๆ เสด็จแม่ ฮึก เสด็จแม่ยังบอกกับข้าอีกว่า...”

“พระสนมเอกยังบอกอะไรเจ้าอีกหรือ...” เซียนปู้เซียวลูบหลังน้อยๆ ช่วยคลายอาการสะอึกสะอื้น

“อื่ม...” เฉินอวี่หลีพยักหน้าลงตอบพึมพำแผ่ว ร่างน้อยดิ้นขลุกขลักผลักร่างตัวเองออกจากก้อนศิลาแสนอบอุ่น เขากลั้นสะอื้นแล้วเอ่ยว่า

“เสด็จแม่บอกข้าว่า ฮึกๆ วังหลวงที่ข้าอยู่นั้นเป็นเฉกเช่นนรกที่อยู่ท่ามกลางดงสัตว์เดรัจฉาน เสด็จแม่บอกให้ข้าหนีออกไปจากที่นี่โดยที่ไม่ต้องแก้แค้น หรืออาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง สั่งย้ำให้ข้าออกไปใช้ชีวิตนอกวังหลวงอย่างเสรีตามใจปรารถนา...”

“นับว่าเป็นเรื่องดีที่เจ้ายังเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระสนมเอก” เซียนปู้เซียวใช้ปลายนิ้วเกลี่ยรอยน้ำตาออกจากใบหน้าน้อยๆ เขาไม่อยากนึกเลยว่าเด็กนิสัยร่าเริงสดใสที่มีหัวใจบริสุทธิ์ผู้นี้ หากเปลี่ยนไปเป็นคนอาฆาตพยาบาท ตามล่าล้างแค้นศัตรูแล้วจะน่าเสียดายเพียงไร ชีวิตที่เดินทางไปในเส้นทางนั้น รั้งแต่จะพานพบกับความยากลำบากและเจ็บปวดใจอย่างไม่มีวันสิ้นสุด จมจ่อมอยู่กับห้วงความทุกข์และกลิ่นคาวเลือดทุกลมหายใจ...

เซียนปู้เซียวไม่อยากเห็นเจ้าลูกหมาน้อยตัวนี้เป็นเช่นนั้น

เขาอยากให้องค์ชายเฉินอวี่หลีกลับมาร่าเริงสดใส

อยากให้เจ้าตัวเล็กคนนี้วางแผนวิ่งเข้ามาหาเขาทุกครั้งเหมือนที่ผ่านมา

อยากให้เจ้าลูกหมาน้อยกลับมายิ้มและหัวเราะอีกครั้ง

“ปู้เซียว...ในโลกนี้ยังจะมีใครไว้ใจได้อยู่อีกหรือ ข้ายังจะไว้ใจเจ้าได้อยู่หรือไม่ หากเจ้าสามารถไว้ใจได้ พาข้าออกไปจากวังหลวงเหมือนที่เสด็จแม่บอกกับข้าได้หรือไม่” ถ้อยคำถามล้วนจริงจัง ดวงเนตรใสกระจ่างพราวหยาดน้ำตา ทอดมองดวงนัยน์คมกล้าของเซียนปู้เซียวด้วยความหวาดหวั่นระคนคาดหวังกับคำตอบที่รอคอย

“แน่นอน” เซียนปู้เซียวเอ่ยสัญญากระชับสั้นและมั่นคง แกล้งดึงแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มแล้วเอ่ยประโยคถัดมาที่ยาวขึ้นว่า

“นอกจากองค์ชายเฉินหยูแล้ว เจ้าก็นับว่าเป็นสหายคนสำคัญของข้า หากข้าไม่คบเจ้าเป็นสหายแล้วจะไปคบหาสมาคมกับผู้ใดได้อีก ฉะนั้นมิตรภาพระหว่างสหายผู้รู้ใจย่อมมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ต่างก็สามารถเชื่อถือกัน ไว้วางใจในชีวิตของกันและกันได้ อีกอย่าง...นอกจากข้าแล้วยังมีองค์ชายเฉินหยูอีกคนหนึ่ง พี่ชายของเจ้าผู้นี้รักเจ้าดุจน้องชายที่คลานตามกันออกมาจากครรภ์มารดาเดียวกัน ดังนั้นเจ้าสามารถไว้ใจเขาได้”

เซียนปู้เซียวหยุดชะงักอยู่หนึ่งช่วงลมหายใจ ครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงแล้วเอ่ยถามอย่างเคร่งเครียด

“เจ้าลูกหมาน้อย เจ้ายินดีที่จะออกไปจากวังหลวงจริงๆ หรือ หากเจ้าออกจากวังหลวงแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าเจ้าอาจจะต้องละทิ้งฐานะองค์ชาย หรืออาจจะต้องกลายเป็นสามัญชน ไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นที่เคยเป็น เจ้ายังจะยินดีละทิ้งสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่”

“ข้าเห็นเสด็จแม่สิ้นพระชนม์ต่อหน้าต่อตาตัวเอง ข้าไม่อยากเป็นเหมือนอย่างนั้น” ดวงหน้าน้อยน้ำตาคลออีกครา สายธารรินไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย ดวงเนตรน้อยฉายแววเศร้าระทมหากเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เป็นการตัดสินใจที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

“ข้าอยากใช้ชีวิตอย่างที่เสด็จแม่ทรงรับสั่งกับข้า ท่องโลกกว้างอย่างมีอิสรเสรี แม้จะต้องพานพบกับความยากลำบากก็ไม่เป็นไร ดังนั้น...ต่อให้ข้าต้องตายกลายเป็นผี ก็จะไม่ขอเป็นผีวังหลวง!”

“เฮ้ย...หากเจ้าตัดสินใจแน่วแน่เช่นนั้น...ข้าก็จะช่วยส่งเสริมเจ้า” เซียนปู้เซียวถอนหายใจอย่างหนักหน่วงไปหนึ่งคำ พยักหน้ารับไปหนึ่งจังหวะ จากนั้นก็เอ่ยวาจาหว่านล้อมไปอีกหนึ่งประโยคว่า

“แต่ว่าวังหลวงนั้นมีกฎเกณฑ์เคร่งครัดมากมาย องค์ชายคนหนึ่งจะออกจากวังหลวงได้อย่างสง่าผ่าเผยนั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายดาย หากไม่ใช่เป็นเพราะรับสั่งของฮ่องเต้ ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ถูกเนรเทศออกจากวังหลวงไปอย่างมีมลทิน ดังนั้นการที่ข้าจะพาเจ้าออกไปจากวังหลวงได้อย่างปลอดภัย ข้าคงต้องใช้เวลาพอสมควรเชียวล่ะ อย่างน้อยๆ ข้าคงต้องกลับไปในที่ของข้า...”

“ปู้เซียว เจ้าจะไปไหน เจ้าจะกลับไปอยู่ในค่ายทหารอีกหรือ เจ้ามาอยู่กับข้าไม่ได้หรือไร ข้าจะอ้อนวอนขอร้องเสด็จพ่อให้ทรงอนุญาตให้เจ้าอยู่ในวังหลวงกับข้า” เฉินอวี่หลีกอดแขนของคนที่ตัวโตกว่าแน่น

เสด็จแม่ทิ้งเขาไปแล้ว ผู้อื่นยังจะทิ้งเขาไปอีกหรือ...ค่ายทหารอยู่ไกลถึงเขตชายแดนทิศใต้ของแคว้นผู่โจว หากเดินทางกลับไปแล้วจะลาลับเลยหรือไม่

เฉินอวี่หลีหวาดกลัวถึงการสูญเสียอีกครั้ง เขารู้สึกเคว้งคว้างราวกับล่องลอยอยู่ในความมืดมิด ความหวังที่เจิดจ้าในมือพลันริบหรี่ลงจนหมดสิ้นไม่มีเหลือ

“ฟังนะเจ้าลูกหมาน้อย ข้าในยามนี้เป็นเพียงแค่คุณชายสกุลเซียนแห่งจวนแม่ทัพใหญ่เท่านั้น ข้ายังไม่มีความสามารถมากพอที่จะปกป้องสหายตัวน้อยอย่างเจ้าหรือใครก็ตามได้ ดังนั้นข้าจะต้องกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหาร ฝึกปรือฝีมือให้แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ ต้องสร้างอำนาจให้กับตัวเอง จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

“ถ้าเจ้าได้ตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่แล้ว เจ้าจะพาข้าออกไปจากวังหลวงใช่หรือไม่” เฉินอวี่หลีพลันรู้สึกได้ถึงความหวังค่อยๆ ฉายรัศมีขึ้นมาอย่างเจิดจ้า

“ใช่ เมื่อข้ามีความสามารถพอจนดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจว ข้าจะวางแผนให้เจ้าออกจากวังหลวง ไปอยู่กับข้าที่ชายแดนได้อย่างมีเกียรติ แต่ระหว่างนี้ตัวข้าไม่สามารถอยู่กับเจ้าในวังหลวงได้ตลอดเวลา ดังนั้นเจ้าจะต้องระวังตัวเอาไว้ทุกฝีก้าว หากเจ้าถูกใครรังแกก็ขอให้อดทน แต่ถ้าทนมิได้จงไปหาองค์ชายหกเฉินหยู เพื่อให้พี่ชายของเจ้าปกป้อง และถ้าหากเป็นไปได้...นับจากวันนี้เป็นต้นไป ลูกหมาน้อย...เจ้าจงแสร้งเป็นคนบ้าสติวิปลาสซะ”

“ห๋า! ให้ข้าเป็นคนบ้าสติวิปลาส...” เฉินอวี่หลีเบิกตาโต เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดตัวเองจะต้องแกล้งเป็นคนบ้าสติวิปลาสด้วย

“การที่ให้เจ้าแกล้งเป็นคนสติวิปลาสนั้น ก็เพราะว่ามันจะเป็นหนทางที่ทำให้เจ้าไร้ซึ่งโอกาสในตำแหน่งรัชทายาท เมื่อไร้โอกาสจะช่วงชิงอำนาจปกครองแผ่นดิน ชีวิตของเจ้าก็จะยืนยาวออกไปอีกช่วงหนึ่ง ในวังหลวงก็จะไม่มีใครสนใจเจ้า จะอยู่หรือไม่อยู่...ล้วนไม่แตกต่างกัน”

“อื้ม ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่ให้ตกเป็นจุดเด่นจนสะดุดตาผู้อื่น จะกลายเป็นคนสติวิปลาสที่ไม่ต้องสนใจกฎเกณฑ์ใดๆ อีกต่อไป ใช้ชีวิตทุกวันให้สนุกสนาน” เฉินอวี่หลีเช็ดน้ำตา ยิ้มกว้างด้วยความหวังอย่างเปี่ยมล้น

ต่อไปนี้เขาจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า เพื่อเสด็จแม่ที่อยู่บนสวรรค์ และเพื่อตัวเอง

“ดี เมื่อข้าเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ข้าจะกลับมารับเจ้า”

“ปู้เซียว เจ้าจะต้องรีบกลับมารับข้าเร็วๆ นะ” ดวงเนตรกลมเปล่งประกายด้วยหยาดน้ำตา ดีใจที่องค์ชายน้อยเช่นเขายังมีคนคอยช่วยเหลือ เฉินอวี่หลีขยี้ตาไล่หยาดน้ำร้อนๆ ที่จวนเจียนจะรินไหล จากนั้นก็เอ่ยวาจาข่มขู่ไปหนึ่งประโยค

”เซียนปู้เซียว หากเจ้ามารับช้า ข้าจะลืมเจ้า แล้วถ้าเจ้าไม่มารับข้า ข้าจะลืมเจ้าไปชั่วชีวิต ดังนั้นเจ้าจะต้องรักษาสัญญานะ”

“ข้าสัญญา”

“งั้นเซียนปู้เซียว พวกเรามาประทับตราสัญญากัน”

“ประทับตรา?” เซียนปู้เซียวเลิกคิวขึ้นถามอย่าไม่เข้าใจ องค์ชายน้อยประสงค์จะประทับตราเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไร ท่ามกลางสุสานหลวงที่ล้วนแต่มีผืนดินและทุ่งดอกสือซว่านเช่นนี้ เขาจะหาพู่กัน น้ำหมึก และกระดาษได้จากที่ไหน หากเพียงชั่ววูบหนึ่งเขาก็เข้าใจในถ้อยคำนั้นได้อย่างถ่องแท้ เมื่อดวงพักตร์น้อยโน้มลงมาอย่างรวดเร็ว

“จุ๊บ!”

เฉินอวี่หลีถอนริมฝีปากน้อยๆ ออกมาจากปากผู้อื่น ส่งยิ้มซุกซน สายตาจ้องมองบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าที่บัดนี้ยกเรียวนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองด้วยสีหน้าแตกตื่น สองแก้มขึ้นสีระเรื่อเจือจาง แต่สองใบหูกลับแดงก่ำจัดจ้านปานแต้มชาดอย่างชัดเจน

“ประทับตรานี้ยังไม่พอหรือ ข้าต้องทำอีกรอบหรือไม่” เฉินอวี่หลีน้อยเห็นอีกฝ่ายมองจ้องกลับมาโดยสีหน้าแข็งค้าง เขาก็เอียงคอน้อยๆ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าไม่สามารถตอบกลับมาได้ทันใจ มือเล็กคู่นั้นก็จับใบหน้าใหญ่เอาไว้ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปประทับตราอีกครั้ง

“จุ๊บ!”

เซียนปู้เซียวตัวแข็งค้างราวกับกลายร่างไปเป็นศิลาหิน หัวใจโหวงวูบดุจดำดิ่งร่วงลงสู่เหวลึกก่อนถูกเหวี่ยงกลับขึ้นมาแล้วเต้นระรัว ความร้อนวูบวาบแล่นผ่านดวงหน้าหล่อเหลาคมสัน ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาจากเสี้ยวปรารถนาลึกล้ำอันน่าพิศวง

จะทำอย่างไรดีหนอ...

ยามนี้เขาอยากให้อีกฝ่ายเป็นมากกว่าสหายเสียแล้ว!

ทว่า น่าเสียดายที่โลกนี้ล้วนไม่ง่ายดายเช่นนั้น...

สวรรค์หนอสวรรค์ ไยคนเราเกิดมาชาติหนึ่งกว่าจะพานพบกันได้นั้นช่างยากแสนยาก แต่ตัดใจจากกันนั้นกลับยากเสียยิ่งกว่า...

................................................................................................ 

หมายเหตุ 

๑. ดอกสือซว่าน石蒜 มีอีกชื่อหนึ่งคือดอกปี้อั้นฮวา 彼岸花 ซึ่งชื่อปี้อั้นฮวาในภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า ฮิกังบานะ Higanbana ชื่อในภาษาอังกฤษคือ Red Spider Lily ส่วนชื่อภาษาไทยคือ ดอกพลับพลึงแมงมุมแดง ในความเชื่อของชาวจีนและชาวญี่ปุ่นนั้นถือว่าดอกพลับพลึงแมงมุมแดงเป็นดอกไม่ที่เบ่งบานอยู่ข้างแม่น้ำปรภพ เบ่งบานส่งดวงวิญญาณของผู้ตายไปเกิดใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการจากลาและการพลัดพราก ในทางศาสนาทั้งจีนและญี่ปุ่นนิยมปลูกดอกไม้ชนิดนี้ไว้ที่หลุมศพเพื่อเป็นการเคารพผู้ตาย ภาษาดอกไม้ของดอกสือซว่านคือ ความคลั่งไคล้ ความทรงจำแสนเศร้าโศก อิสรภาพ ความพ่ายแพ้ การกลับมาเกิดใหม่ และมีเพียงคุณเท่านั้นที่ฉันคิดถึง 

....................................................................................................................................................... 

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ 

蝶兰 

เตี๋ยหลาน 

8/ก.ย./2561 

สามารถตามหา ตามทวง ติดตามความเคลื่อนไหว หรือ ติดต่อไรท์ได้ที่ 

เฟซบุคเพจ เตี๋ยหลาน-นักเขียน-蝶兰 

(https://www.facebook.com/DielanWriter) 

 

 

ความคิดเห็น